วัน: 10 ตุลาคม 2025

“สงคราม” ชี้รัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี กังขาเหตุใด “ไชยชนก”เบี้ยวแจงกมธ.ดีอี คดีสินบน 40 ล้านหลังยกหินทุ่มขาตัวเอง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่ประหลาดใจที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ปฏิเสธมาชี้แจงต่อคณะกมธ.ดีอี กรณีสินบน 40 ล้านบาทที่พูดกลางประชุมสภา ดังนั้น การที่นายไชยชนก เลือกที่จะหนีไม่ยอมรับการตรวจสอบจากคณะกมธ.ดีอี ที่เชิญมาชี้แจง อาจจะมาจากไม่รู้จะตอบอย่างไรหรือเกรงว่าหากตอบไปอาจกระทบกับคนใกล้ตัว เพราะนายไชยชนก พูดเองว่าคนที่มาติดต่อเป็นเพื่อนสมาชิกในพรรคการเมือง ดังนั้นจากการกระทำของนายไชยชนก หลายฝ่ายกังขาว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ห่วงคอลเซ็นเตอร์กลับมาอาละวาด

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทย คิดเป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 1441 ของประเทศไทย หรือ เอโอซี พบว่าความเสียหายที่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย อยู่ที่เดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือ ปีละ 12,000 ล้านบาท หากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปราบปรามที่เข้มข้นหรือไม่ชัดเจน ประชาชนหวั่นใจว่าอาชญากรรมเหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน

โวยโยกย้ายคนทำคดีนั่งตบยุง

“ภายหลังเข้ามาบริหารประเทศ พฤติกรรมรัฐบาลส้มอุ้มที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น คำพูดต่างจากการกระทำโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากความพยายามตัดตอนคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เพราะคำสั่งแรกของ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ การโยกย้ายข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่กำลังทำคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับคนโตบุรีรัมย์ มานั่งตบยุงหน้าห้องรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดตอนการสืบหาความจริงในคดีสำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะส่งคนของตนเองเข้ามาควบคุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรีหลายกระทรวง ดังนั้นกรณีที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. จึงไม่เป็นจริง คำว่า ความยุติธรรมต้องไม่ถูกทำลาย คือคำพูดที่ติดปากเท่านั้น เพราะความจริงที่เกิดขึ้นมันย้อนแย้งกับคำพูดของผู้นำรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง” นายสงคราม

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายสงครามได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ การกระทำเหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศ

เจาะลึกประเด็น “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

ประเด็นหลักที่นายสงครามเน้นย้ำคือความพยายามในการ “ตัดตอน” คดีสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนความจริง และการช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นจากความรับผิดชอบ การโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส

ความกังวลอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอาจใช้ตำแหน่งและอำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือส่วนตัว การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการของความยุติธรรม และอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล

นอกจากนี้ นายสงครามยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ปฏิเสธไม่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ กรณีสินบน 40 ล้านบาท การกระทำดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงสงสัย และอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และรักษาไว้ซึ่งหลักการของความยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพหลักการของความยุติธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเรียกร้องให้มีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน เราต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนอนาคตของประเทศ

ที่มา – “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

“วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลั่นสกัดสส.ย้ายพรรคทรยศคนเลือก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ กลุ่มคนรักประชาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีเสื้อทุกพรรคการเมือง นิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงมีนัดทานข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรมเหมือนทุกเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกินข้าวหน้าเรือนจำเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. นอกจากจะเป็นการทานข้าวเป็นเพื่อนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังเป็นการสื่อสารประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศในวันนี้คือการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เราเห็นได้ชัดว่าสส. แต่ละพรรควิ่งย้ายพรรค มีการซื้อขายตำแหน่งต่อรองอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่เลือกมาตอนเลือกตั้ง แต่กลับทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น

นายวรชัย เหมะ ย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้สส. ย้ายพรรคทรยศต่อคนเลือก คือการทำรัฐธรรมนูญ ที่ได้มาโดยประชาชนเพื่อประชาชน การชุมนุมของพวกตนจุดประสงค์หลัก คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง สส.ไม่สามารถทรยศขายตัวหักหลังประชาชนผู้ลงคะแนนได้ และเหตุที่ต้องมาชุมนุมหน้าเรือนจำ เพราะตนมองว่านายทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำประโยชน์ให้คนไทยไม่มีวันลืม แต่ถูกกระทำจากการยึดอำนาจที่ถือเป็นเหยื่อทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เสียงของประชาชนต้องได้รับการเคารพและการตัดสินใจของนักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่นายวรชัยออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย การชุมนุมหน้าเรือนจำเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจให้รับฟังเสียงของประชาชน

การเรียกร้องให้ “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมควรสนับสนุนเเละร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยเป้าหมายหลักของการชุมนุมคืออะไร?

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
  • เพื่อให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชน

ทำไมต้องชุมนุมหน้าเรือนจำ?

  • เพื่อสื่อสารถึงประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

ประเด็นสำคัญที่นายวรชัยเน้นย้ำคือการ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทรยศต่อประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: จุดเริ่มต้นของการทำให้พรรคเข้มแข็ง

การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ส.ส. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่สามารถย้ายพรรคหรือขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

การ เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน

การชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และนำไปสู่การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เสียงของเราได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

ตำรวจสืบภาค 9 บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชีสืบจับ ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่ ยาเสพติด หลังหนีกบดานที่บ้านแฟนสาว ชานเมืองเชียงใหม่ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่นี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 10 ต.ค. 68 พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 และ กำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ไปล้อมบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หลังสืบสวนพบว่า นายกิตติพศ หรือ เกมส์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ข้อหา “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด” และเป็นบุคคลตามหมายจับในบัญชีประกาศสืบจับและอัตราเงินสินบนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2568 ลำดับที่ 189 อัตราเงินสินบน จำนวน 80,000 บาท หนีมาอาศัยอยู่ เนื่องจากเป็นบ้านของแฟนสาว

โดยตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าปิดล้อมและขอตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งนาย กิตติพศ และแฟนสาว ยอมเปิดประตูบ้านออกมา ตำรวจจึงแสดงหมายค้น และหมายจับ ซึ่งนายกิตติพศ ยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สภ.สารภี ก่อนควบคุมตัวจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละงู จังหวัดสตูล ดำเนินคดี

สำหรับนายกิตติพศ มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน โดยปี 2553 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ปี 2556 ถูกตำรวจ สภ.กันตัง จับกุมข้อหาขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือจักรยานยนต์สาธารณะแล้วเสพยาเสพติด เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

จากนั้น วันที่ 16 ต.ค. 2558 ก่อเหตุเปิดศึกดวลปืนกับคู่อริ หน้าศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ถ.รัษฎา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ในงานถือกินเจ ทำให้มีผู้เจ็บสาหัส 2 คน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมได้ และปี 2557 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหามีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และปีเดียวกันถูกตำรวจ สภ.นาโยง จับกุม ข้อหาผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ต่อมา วันที่ 6 ส.ค. 67 เวลาประมาณ 22.30 น. นายกิตติพศ กับพวก รวม 5 คน ขับรถยนต์กระบะไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งใน ม.3 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ข่มขู่หญิงสาวขึ้นรถ นำตัวไปเรียกค่าไถ่ ก่อนลวงให้ติดต่อชายอีกคนมาพบเพื่อเจรจาปัญหาส่วนตัว จากนั้นจึงร่วมกับเพื่อนทำร้ายร่างกาย รีดทรัพย์ คดีนี้เป็นที่มาของการบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

การบุกจับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม

ทำไมคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ถึงรุนแรง?

คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเพราะละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอุ้มเรียกค่าไถ่

  • สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม
  • ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
  • ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่ตำรวจสามารถบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่นได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม อย่างไรก็ตาม การป้องกันอาชญากรรมอุ้มเรียกค่าไถ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การจับกุมนายเกมส์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายจะลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าพวกเขาจะหลบหนีไปที่ใด และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะไม่ยอมให้การก่ออาชญากรรมดังกล่าวแพร่หลายต่อไป

ที่มา – บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชี ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่

“โสภณ” สั่งแก้ปัญหายาเสพติด บุรีรัมย์ของแท้ 4 ปี!

“รองนายกฯ โสภณ” เดินหน้ามอบนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด เน้นเอกซเรย์ค้นหาผู้เสพเข้าบำบัดจริงจัง ลดจำนวนผู้เสพหรือให้หมดไป ย้ำเจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นแบบอย่าง ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด ดีเดย์คิกออฟ บุรีรัมย์โมเดล 24 ต.ค.นี้ เผยบุรีรัมย์ของแท้คอยดู 4 ปี

วันที่ 10 ต.ค. 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ โดยมีนายสนอง เทพอักษรณรงค์ นายศักดิ์ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ผอ.สนง.ปปส.ภาค 3 ผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 สาธารณสุขจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผกก. หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรจากทั้ง 34 สถานี สาธารณสุขอำเภอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จากทั้ง 23 อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ที่หอประชุมจังหวัดบุรีรัมย์ (เขากระโดง) ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเน้นให้ทุกพื้นที่ทำการเอกซเรย์ค้นหาผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟูตามกระบวนการ ในสถานที่ที่กำหนด เพื่อลดจำนวนผู้เสพหรือให้หมดไป ซึ่งจะช่วยลดการเกิดปัญหาอาชญากรรม โดยการทำงานจะต้องบูรณาการกันทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ จึงจะประสบผลสำเร็จ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องเป็นตัวอย่างทำตัวให้ขาวสะอาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท หรือเรียกรับประโยชน์ ก็ต้องรับโทษทั้งวินัยและกฎหมาย ซึ่งเป็นนโยบายหลักของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยจะเริ่มดีเดย์ “บุรีรัมย์โมเดล” จังหวัดต้นแบบแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการในวันที่ 24 ต.ค.นี้

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนด้านการปราบปรามผู้ค้า และผู้ร่วมขบวนการ ทางตำรวจ ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ก็ดำเนินการจับกุมปราบปรามอย่างเข้มงวดจริงจังเช่นกัน ซึ่งการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้ตนเองดูแลเรื่องการบำบัดผู้เสพ เพราะได้ดำเนินการในพื้นที่ 6 อำเภอของ จ.บุรีรัมย์ มาตลอดและประสบผลสำเร็จมาแล้ว จึงได้มามอบนโยบายให้กับทุกส่วนราชการใน จ.บุรีรัมย์ เพื่อสร้างบุรีรัมย์โมเดลเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหายาเสพติด ก่อนขยายสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศ

การดำเนินการจะต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน และหัวใจสำคัญประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งการแจ้งข้อมูลเบาะแส และการดำเนินการจะต้องเน้นตัวเลขผู้เกี่ยวข้องจริง ไม่ใช่สร้างตัวเลขทิพย์ การแก้ไขจึงจะได้ผล ส่วนผลการชี้วัดของผลลัพธ์หรือเป้าหมายก็คือความพึงพอใจของประชาชน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมมาและไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะมันมีแต่นโยบาย ให้แต่นโยบายมาว่าจะต้องทำเท่านั้น ต้องทำงี้ ถ้าไม่ทำจะย้าย จะนั่นจะนี่ มันเป็นนโยบาย มันเป็นลม แต่ที่บุรีรัมย์เขาเอาการกระทำเอามาตรการลงไปเลยว่าจะทำอะไร ฉะนั้นสิ่งที่เป็นนโยบาย กับการปฏิบัติที่ไม่ได้ และสิ่งที่เราทำแล้วสำเร็จเอามาเผยแพร่ร่วมกันทำมันถึงจะสำเร็จ ถ้าบุรีรัมย์ทำสำเร็จที่อื่นก็ต้องทำสำเร็จของแท้

“บุรีรัมย์ของแท้ คอยดู 4 ปี ก่อนที่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี จะหัวเราะร่วนแล้วพูดว่า เอ้ย 4 ปี โอ้เราฝันไป 4 ปี 4 ปี 4 ปี ขาวสะอาดเลย”

“โสภณ” บอกบุรีรัมย์ของแท้ 4 ปี สั่งแก้ปัญหายาเสพติด ดีเดย์ 24 ต.ค.นี้

“โสภณ” เน้นย้ำ บุรีรัมย์ของแท้ 4 ปีกับการแก้ปัญหายาเสพติด

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยตั้งเป้าหมาย “บุรีรัมย์ของแท้ 4 ปี” ที่จะทำให้จังหวัดขาวสะอาดจากยาเสพติด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญของรัฐบาล

การดำเนินการตามนโยบาย “โสภณ” บอกบุรีรัมย์ของแท้ 4 ปี สั่งแก้ปัญหายาเสพติด ดีเดย์ 24 ต.ค.นี้ จะเริ่มต้นด้วยการเอกซเรย์พื้นที่เพื่อค้นหาผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู การทำงานนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายโสภณยังกล่าวถึงความสำคัญของการปราบปรามผู้ค้าและผู้ร่วมขบวนการยาเสพติด โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจัง ควบคู่ไปกับการป้องกันและบำบัดผู้เสพ เพื่อลดอุปสงค์และอุปทานของยาเสพติดในพื้นที่

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาในระดับประเทศ การสร้าง “บุรีรัมย์โมเดล” ให้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหายาเสพติด จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยจากยาเสพติดได้ในที่สุด มาร่วมกันสนับสนุนนโยบาย “โสภณ” บอกบุรีรัมย์ของแท้ 4 ปี สั่งแก้ปัญหายาเสพติด ดีเดย์ 24 ต.ค.นี้ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานเรา

ที่มา – “โสภณ” บอกบุรีรัมย์ของแท้ 4 ปี สั่งแก้ปัญหายาเสพติด ดีเดย์ 24 ต.ค.นี้

ตำรวจไซเบอร์โต้ “โรม” ปมเบน สมิท ปราบแก๊งสแกมเมอร์

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ยืนยันว่าไม่ได้ทำงานล่าช้าอย่างที่ รังสิมันต์ โรม ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงประเด็น เบน สมิท หลังไม่พบข้อมูลในระบบของตำรวจไซเบอร์

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ได้กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงถึงแผนการ ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งมีบางช่วงที่พาดพิงถึงการทำงานของตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ายังทำงานล่าช้าและมีอุปสรรคปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย โดย พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ได้แสดงความเห็นว่า การทำงานของตำรวจไซเบอร์รวดเร็วหรือไม่นั้น สื่อมวลชนและประชาชนทราบดีอยู่แล้ว เพราะมีการจับกุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้จากการแถลงข่าวผลการจับกุมจำนวนมาก ซึ่งการที่นายรังสิมันต์กล่าวพาดพิงก็พร้อมรับฟัง ซึ่งผู้ที่จะตัดสินคือสื่อมวลชนและประชาชนเอง

เมื่อสื่อมวลชนได้สอบถามว่า ถึงแม้ว่าจะมีการจับกุมเยอะ แต่มีปัญหาเรื่องการดำเนินคดีกับตัวผู้ต้องหาหรือไม่ รอง ผบช.ไซเบอร์ ได้ชี้แจงว่า ตลอด 3 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เสียหาย 1 ล้านเคส และมีความเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท แต่สามารถระงับเงินได้ทัน 10,000 ล้านบาท ตำรวจไซเบอร์เน้นการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ แต่บุคคลภายนอกอาจอยากให้เน้นเรื่องการปราบปราม แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการจริงๆ คือการต้องการเงินคืน ไม่ใช่การจับกุม

ซึ่งที่ผ่านมามีนโยบายเชิงรุกหลายอย่าง ทั้งเรื่องการคืนเงินได้เร็ว และเรื่องการระงับบัญชีธุรกรรมการเงิน แต่ก็ยอมรับว่าได้รับผลกระทบกับประชาชน ยืนยันว่ากองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ไม่ได้หยุดนิ่ง ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เห็นได้ทุกวัน สามารถฟังได้เห็นได้เองทุกคน ส่วนเลขคดีเยอะ สำนวนเยอะเป็นเพราะมีสำนวนคดีกว่า 1 ล้านเคส ต้องประสานจากหลายหน่วยงาน บางบริษัทบางหน่วยงานไม่สามารถสั่งการได้ ต้องเป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งตอนนี้ทางธนาคาร และ กสทช.ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ตำรวจไซเบอร์โต้ “โรม” ปมเบน สมิท ปราบแก๊งสแกมเมอร์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายรังสิมันต์ โรม บอกว่า ข้อกฎหมายบางอย่างเป็นอุปสรรคในการทำงานของตำรวจหรือไม่ รอง ผบช.ไซเบอร์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่าบางส่วนมีผลต่อการทำงานของตำรวจ แต่บางข้อกฎหมายก็เป็นผลดี เช่นเรื่อง พ.ร.ก.การคืนเงิน 10,000 ล้านบาท ขอให้ฟังข่าวดี ยืนยันว่าประชาชนต้องการเงินคืน ซึ่งการที่นายรังสิมันต์พูดมาก็ต้องรับฟัง แต่ยืนยันว่าตำรวจไซเบอร์ไม่ได้หยุดนิ่งและคดีไซเบอร์เป็นคดีที่เกิดขึ้นเป็นรายนาที ไม่ใช่คดีวิ่งราวทรัพย์ทั่วไป ถือว่าเป็นกระจกเงาและพร้อมรับฟังข้อมูล

กรณีเบน สมิท และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

ส่วนกรณีของนายเบน สมิท ที่นายรังสิมันต์มีการกล่าวถึง ทางตำรวจไซเบอร์ยังคงยืนยันว่า ขอให้นายรังสิมันต์นำข้อมูลดังกล่าวมามอบให้กับตำรวจไซเบอร์ได้เลย โดยที่ตำรวจไซเบอร์จะยังไม่เรียกนายรังสิมันต์เข้ามาให้ข้อมูล และไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นชาวบ้านทั่วไป ผู้ใหญ่ หรือนักการเมือง ก็พร้อมดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ตลอดทุกราย

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า ข้อมูลของนายเบน สมิท ไม่พบข้อมูลในสารบบของไซเบอร์ ตั้งแต่การแถลงนโยบายเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ขณะนี้ผ่านมาหลายวันแล้ว มีข้อมูลของนายเบน สมิท เข้ามาในสารบบหรือมีการตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ รอง ผบช.ไซเบอร์ กล่าวว่าขณะนี้ได้มีการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องและพยานหลักฐานมามอบให้กับตำรวจไซเบอร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะสิ่งสำคัญคือข้อมูล หากมีข้อมูลขอให้นำเข้ามามอบให้

จากประเด็นร้อนแรงเรื่อง ตำรวจไซเบอร์โต้ “โรม” ปมเบน สมิท ปราบแก๊งสแกมเมอร์ เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ แม้จะมีอุปสรรคด้านกฎหมายและการประสานงาน แต่ก็ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและหลักฐานจะเป็นส่วนสำคัญในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ โต้ “โรม” ยันไม่ได้ล่าช้า ปราบแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงปม “เบน สมิท”

กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ไม่กระทบไทย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.6 แมกนิจูดที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกรมอุตุนิยมวิทยา เผยแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ไม่กระทบไทย และไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งทะเลของประเทศไทย รวมถึงไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิในประเทศไทยแต่อย่างใด

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.43 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ได้รายงานว่าจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ที่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ในระดับความลึกประมาณ 10-23 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่ลึกมากนัก

หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ประเทศสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ได้มีการออกประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยได้ทำการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยร่วมมือกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และได้ข้อสรุปว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ไม่กระทบไทย และไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งของประเทศไทย ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศเตือนภัยสึนามิในประเทศไทย

กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ไม่กระทบไทย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง แต่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

กรมอุตุนิยมวิทยาติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวอย่างใกล้ชิด

เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ กรมอุตุนิยมวิทยาขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากช่องทางทางการของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น ได้แก่ เว็บไซต์ www.tmd.go.th และเพจเฟซบุ๊ก “กรมอุตุนิยมวิทยา” เพื่อหลีกเลี่ยงการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

สถานการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในแนวแผ่นดินไหว การเตรียมความพร้อมและการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ การมีระบบการแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพและการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้

กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ ไม่กระทบไทย แต่ก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง หากมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กรมอุตุนิยมวิทยา เผยเหตุแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งฟิลิปปินส์ ไม่กระทบไทย

กระแสตอบรับดี! เจอร์ราร์ดคืนทัพ – ข่าวลือ


ข่าวลือหนาหู! อดีตผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส สตีเวน เจอร์ราร์ด เตรียมกลับมาคุมทีมอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากทั้งสองฝ่าย มาดูกันว่าข่าวนี้จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

กระแสตอบรับดี! เจอร์ราร์ดคืนทัพ

การพูดคุยเบื้องต้นระหว่าง เรนเจอร์ส และ สตีเวน เจอร์ราร์ด อดีตผู้จัดการทีม กำลังดำเนินไปด้วยดี มีรายงานว่าเจ้ามือรับแทงรายใหญ่ได้ระงับการเดิมพันไปแล้ว ขณะที่ มาร์ติน บอยล์ ของ ฮิเบอร์เนียน และ มัลคอล์ม ไทต์ ของ ฮาร์ทส์ กำลังเจรจาสัญญาอยู่

การเจรจาเบื้องต้นระหว่าง เรนเจอร์ส และ สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นไปเกินความคาดหมาย และอดีตผู้จัดการทีมกำลังเดินทางไปสกอตแลนด์ ท่ามกลาง กระแสตอบรับดี! เจอร์ราร์ดคืนทัพ สู่ถิ่น ไอบรอกซ์ มีกระแสข่าวว่าการเจรจาคืบหน้าไปมาก

เจ้ามือรับแทงพนันชั้นนำได้ระงับการเดิมพันสำหรับหัวหน้าโค้ชคนต่อไปของ เรนเจอร์ส หลังจากมี “เงินไหลบ่า” สำหรับอดีตหัวหน้าทีม สตีเวน เจอร์ราร์ด

สตีเวน เจอร์ราร์ด จะพยายามดึงตัว สตีฟ ฮอลแลนด์ อดีตโค้ชทีมชาติอังกฤษ เข้ามาอยู่ในทีมงานเบื้องหลังชุดใหม่ของ เรนเจอร์ส หากเขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าโค้ช

แดนนี เมอร์ฟี เพื่อนสนิทและอดีตเพื่อนร่วมทีมของ สตีเวน เจอร์ราร์ด รู้สึกประหลาดใจที่อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษกำลังพิจารณาที่จะกลับไป เรนเจอร์ส

อดีตผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส เปโดร ไคชินญา ยอมรับว่าเขาตัดสินใจผิดพลาดในการบริหารจัดการผู้คนมากมายในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่ ไอบรอกซ์ แต่ก็คิดว่าการขาดความเคารพต่อภูมิหลังของเขา การรั่วไหลจากภายในสโมสร และการหายหน้าไปของ เดฟ คิง ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

ไดเซน มาเอดะ กองหน้าของ เซลติก ซึ่งน่าจะพลาดเกมที่ญี่ปุ่นพบกับปารากวัย เนื่องจากรู้สึกไม่สบายที่เท้าซ้าย กล่าวว่าเขาตัดสินใจที่จะอยู่กับแชมป์สก็อตแลนด์ต่อไปในซัมเมอร์นี้

มาร์ติน บอยล์ ตั้งตารอที่จะเป็นตัวแทนของ ฮิเบอร์เนียน ในฟุตบอลโลกสำหรับออสเตรเลียในซัมเมอร์หน้า และกองหน้าวัย 32 ปี ยังไม่ได้คิดมากนักเกี่ยวกับการสิ้นสุดสัญญาของเขาในซัมเมอร์หน้า

มัลคอล์ม ไทต์ กล่าวว่า ฮาร์ทส์ ต้องการให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมในฤดูกาลนี้ แต่กองกลางวัย 20 ปี ชอบที่จะเข้าร่วมกับ ลิฟวิงสตัน แบบยืมตัวมากกว่า เพราะเขาจะไม่ได้รับการันตีเวลาลงเล่นที่ ไทน์คาสเซิล

เดวิด เวียร์ อดีตกองหลังของ ฮาร์ทส์ ซึ่งเพิ่งร่วมงานกับ โทนี่ บลูม ที่ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เชื่อว่านักธุรกิจรายนี้จะลงทุนเพิ่มเติมในทีม ไทน์คาสเซิล ในเดือนมกราคม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการประมูลของพวกเขาในตำแหน่งสูงสุดของ สก็อตติช พรีเมียร์ชิพ

ลิฟวิงสตัน ได้ลงทุนหกหลักในการพัฒนาแอปที่เจาะจงสำหรับผู้จัดการทีม เดวิด มาร์ตินเดล และสโมสร สก็อตติช พรีเมียร์ชิพ เพื่อพยายามเลียนแบบความสำเร็จของ Jamestown Analytics ของ โทนี่ บลูม นักลงทุนของ ฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน

อีเมลฉบับใหม่บ่อนทำลายไทม์ไลน์ของการอ้างสิทธิ์ของ ดันดี ยูไนเต็ด สำหรับการบรรเทาทุกข์จาก HMRC มากกว่า 1.2 ล้านปอนด์ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีกล่าว ซึ่งเตือนว่าสโมสร พรีเมียร์ชิพ อาจเผชิญกับบทลงโทษทางการเงินจำนวนมากจากเรื่องอื้อฉาว

ทำไมข่าวการกลับมาของเจอร์ราร์ดถึงเป็นที่น่าสนใจ

การกลับมาของเจอร์ราร์ดสู่เรนเจอร์ส จุดประกาย กระแสตอบรับดี! เจอร์ราร์ดคืนทัพ อย่างท่วมท้น เพราะเขาเคยสร้างผลงานอันน่าประทับใจไว้ก่อนหน้านี้ พาทีมคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2020-21 หยุดการครองแชมป์ของเซลติกไว้ที่ 9 สมัยติดต่อกัน แฟนๆ จึงมีความหวังว่าเขาจะสามารถนำทีมกลับไปสู่ความสำเร็จได้อีกครั้ง

โดยรวมแล้ว ข่าวลือเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความผันผวนในวงการฟุตบอล การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ และแม้แต่ฮีโร่ในอดีตก็อาจกลับมาสร้างปรากฏการณ์ได้อีกครั้ง แฟนบอลต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่า กระแสตอบรับดี! เจอร์ราร์ดคืนทัพ จะเป็นจริงหรือไม่

ที่มา – ‘Strong mutual enthusiasm for Gerrard return’ – gossip

บุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อน: เงินหมุนเวียนพันล้าน!

ตำรวจไซเบอร์บุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อน แหล่งฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบเงินหมุนเวียนมหาศาลกว่า 1 พันล้านบาทต่อเดือน หรือปีละกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาได้ 9 ราย! เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราต้องระวังการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และการถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี ได้มีการแถลงข่าวการปฏิบัติการบุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อน ซึ่งเป็นแหล่งฟอกเงินของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงร่วมกันแถลง

พล.ต.ต.ชัชปัณกาณฑ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง สูญเงินจำนวนมาก ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนพบว่า ขบวนการดังกล่าวใช้บัญชีม้าในการถอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อ

เงินที่ได้จะถูกนำไปซื้อเงินสกุลดิจิทัลเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน โดยใช้บริษัท แอ้นท์ เคอร์เรนซี แอคเคาท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บริษัทนี้เปิดดำเนินธุรกิจมานานกว่า 1 ปี ในลักษณะของการฟอกเงิน จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือปีละกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาได้มีการเปิดปฏิบัติการค้นเป้าหมาย 7 จุด ในพื้นที่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ราชบุรี, นครปฐม, ฉะเชิงเทรา, เชียงใหม่ และชลบุรี

พล.ต.ต.ศรายุทธ กล่าวว่า ได้มีการจับกุมนายชินภัทร เลิศวงศ์กรกิจ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท แอ้นท์ เคอร์เรนซี แอคเคาท์ จำกัด พร้อมทั้งยึดของกลางหลายรายการ นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้อีก 8 ราย ซึ่งทำหน้าที่ต่างๆ เช่น ฟอกเงินสดเป็นสกุลเงินดิจิทัล, เปิดบัญชีม้า และถอนเงินสด

กลุ่มผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ร่วมกันซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงินฯ” ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

บุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อน

การบุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบจากบริษัทคริปโตฯ เถื่อน

  • ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • เป็นแหล่งฟอกเงินที่สนับสนุนอาชญากรรมอื่นๆ
  • สร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

ข้อควรระวังในการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี มีดังนี้

  • ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เลือกลงทุนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและได้รับอนุญาต
  • อย่าหลงเชื่อคำเชิญชวนที่เกินจริง
  • ระมัดระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้าง

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อง่ายๆ กับการลงทุนที่ดูดีเกินจริง และตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะลงทุนอะไรลงไป

บุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อน ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการให้ความรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันอาชญากรรมเหล่านี้

ที่มา – บุกทลายบริษัทคริปโตฯ เถื่อน แหล่งฟอกเงินแก๊งคอล เงินหมุนมหาศาลกว่า 1 พันล้านต่อเดือน

ด่วน! แก๊งแครอทกัมพูชา เคลื่อนไหวชายแดนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง! มีรายงานข่าวว่า “แก๊งแครอทกัมพูชา” เคลื่อนไหวแล้ว โดยรวมตัวกันอย่างหนาแน่นบริเวณแนวชายแดนบ้านหนองจาน สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เรามาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดนี้กันค่ะ

แก๊งแครอทกัมพูชา รวมตัวแน่นชายแดนบ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการตรวจการณ์บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และพบภาพที่น่าตกใจคือ กลุ่มชาวกัมพูชาจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอย่างผิดสังเกต บริเวณแนวรั้วชายแดนฝั่งกัมพูชา โดยมีทั้งทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธ ประชาชนทั่วไป และพระสงฆ์ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าอาจมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น

ลักษณะการรวมตัวของกลุ่ม “แก๊งแครอทกัมพูชา” คล้ายกับการจัดแถวและรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก โดยจุดที่รวมตัวกันนั้นเป็นบริเวณที่เคยมีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

แก๊งแครอทกัมพูชา


แก๊งแครอทกัมพูชา ชายแดน

มาตรการรับมือสถานการณ์ “แก๊งแครอทกัมพูชา

ภายหลังจากตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “แก๊งแครอทกัมพูชา” กองกำลังบูรพาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว (ชุด ค.) เข้าประจำการแนวหน้าทันที เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้เพิ่มการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

  • เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือการรุกล้ำพื้นที่เข้ามาในเขตประเทศไทยโดยเด็ดขาด
  • ขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ขอความร่วมมือประชาชนไม่ตื่นตระหนก และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หากมีการร้องขอ

สถานการณ์ที่ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการรวมตัวของกลุ่ม “แก๊งแครอทกัมพูชา” อาจมีหลายสาเหตุ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ไทยและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เราจะคอยอัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ทราบอย่างต่อเนื่อง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม

ที่มา – “แก๊งแครอทกัมพูชา” เคลื่อนไหวแล้ว รวมตัวแน่นแนวชายแดนบ้านหนองจาน