วัน: 14 ตุลาคม 2025

เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชา: ยกระดับเตือน

ทางการเกาหลีใต้เผยว่า ยังมีพลเรือนของประเทศอีกประมาณ 80 คนในกัมพูชาที่ยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ ท่ามกลางสถานการณ์คดีหลอกลวงจ้างงานและลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหา พลเรือนหายในกัมพูชา นี้สร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างมาก

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ว่า พวกเขาได้รับรายงานกรณีชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชามากถึง 330 คดี ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคมของปีนี้

อย่างไรก็ตาม ประมาณ 80% ของจำนวนดังกล่าว หรือราว 260 คดี ได้ถูกคลี่คลายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ่านการจับกุมของตำรวจท้องถิ่น การเนรเทศออกจากประเทศ การหลบหนีออกมาได้เอง หรือการเดินทางกลับประเทศเกาหลีใต้

คดีที่ถือว่าได้ข้อยุติแล้ว หมายรวมถึง กรณีที่ได้รับการยืนยันว่าบุคคลนั้นไม่ได้ถูกควบคุมตัว และกรณีที่สามารถติดต่อกับครอบครัวหรือคนรู้จักได้อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 มีคดีลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเกิดขึ้นทั้งหมด 220 คดี และ 95% ของคดีเหล่านี้ได้ข้อยุติแล้ว เมื่อรวมกับจำนวนผู้ที่ยังสูญหายในปีนี้อีกราว 70 คน ทำให้จำนวนพลเรือนเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่ยังไม่ทราบชะตากรรมจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางการกำลังเร่งดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิด

กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังกล่าวอีกว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน มีชาวเกาหลีใต้ราว 90 คน ถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมตัวระหว่างปฏิบัติการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ และกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันท้องถิ่น โดยส่วนใหญ่มีกำหนดการที่จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

ในส่วนนี้ กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุว่า แม้ในช่วงแรกจะมีบางคนปฏิเสธที่จะเดินทางกลับเกาหลีใต้ แต่จำนวนผู้ที่ยินยอมเดินทางกลับได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกตำรวจกัมพูชาควบคุมตัวลดลงเหลือ 63 คน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีใต้มีแผนที่จะนำพวกเขากลับประเทศทั้งหมดภายในเดือนนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาที่จะยกระดับคำแนะนำการเดินทางสำหรับบางภูมิภาคในกัมพูชา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่และการแพร่ระบาดของอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ยกระดับคำแนะนำการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญเป็นระดับพิเศษ หรือระดับ 2.5 ไปแล้ว และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะยกระดับคำแนะนำเพิ่มเติมไปสู่ระดับ 3 ซึ่งหมายถึงการแนะนำให้ออกนอกพื้นที่ หรือระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับห้ามเดินทาง

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนเกาหลีใต้ในการเดินทางไปยังกัมพูชาอย่างมาก การที่ยังมีพลเรือนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและประสานงานกับทางการกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจับกุมชาวเกาหลีใต้ในคดีอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงและการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา

มาตรการช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ในกัมพูชา

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต มาตรการเหล่านี้รวมถึง:

  • การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบริษัทจัดหางาน
  • การให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ
  • การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อปราบปรามอาชญากรรมและการลักพาตัว
  • การให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่พลเรือนที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ

ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากอาชญากรรม

สถานการณ์ พลเรือนหายในกัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ากังวล และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา การเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

ที่มา – เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชาอีก 80 คน เล็งยกระดับเตือนเดินทาง

เรือลากจูงล่มแม่น้ำป่าสัก! เร่งหาหญิงท้อง

เกิดเหตุสลดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเรือลากจูงบรรทุกสินค้า ประสบอุบัติเหตุเรือลากจูงล่มกลางแม่น้ำป่าสัก ภรรยาของคนขับเรือซึ่งกำลังตั้งครรภ์ 7 เดือน จมน้ำสูญหาย ท่ามกลางความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เวลา 15.30 น. ร.ต.อ.รุ่ง ปัญญา รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นครหลวง ได้รับแจ้งเหตุเรือลากจูงล่มกลางแม่น้ำป่าสัก บริเวณท่าเรือบริษัทเจียไต๋ หมู่ 3 ตำบลปากจั่น อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิพุทไธสวรรย์

ในที่เกิดเหตุ พบเรือลากจูงลำหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำกลางแม่น้ำ เจ้าหน้าที่ได้ใช้เชือกผูกเรือไว้ และประสานเรือลากจูงอีก 5 ลำ เข้าช่วยดึงเรือที่จมให้เข้าชิดฝั่ง เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือชั่วคราว ชุดประดาน้ำของมูลนิธิพุทไธศวรรย์ได้ลงพื้นที่เพื่อค้นหาผู้สูญหาย คือ นางสาวเพ็ญนภาพร มากสาคร อายุ 21 ปี ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ 6 – 7 เดือน

จากการสอบสวน นายศิราวุฒิ โพธิ์บางหวาย อายุ 24 ปี คนขับเรือลากจูง ซึ่งเป็นสามีของผู้สูญหาย ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนเป็นผู้ควบคุมเรือลากจูงซึ่งอยู่ท้ายขบวน โดยมีเรือลากจูงอีก 5 ลำอยู่ด้านหน้า กำลังลากเรือบรรทุกแร่จำนวน 3 โป๊ะ เดินทางจากท่าน้ำวัดพนัญเชิง มุ่งหน้าไปยังท่าน้ำจัมโบ้ เมื่อมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ตนเสียการทรงตัว ทำให้เรือเกิดเอียงและพลิกคว่ำกลางแม่น้ำ ตนสามารถกระโดดออกจากเรือได้ทัน แต่ภรรยาไม่สามารถออกมาได้ทัน และจมน้ำสูญหายไป

เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการกู้ภัย

ต่อมา นายพีรธร นาคสุข ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาอยุธยา เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการเปิดจราจรทางน้ำเป็นวันที่สอง พวงเรือดังกล่าวเป็นพวงที่ 10 ที่กำลังจะเข้ามาจอดเทียบท่า สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการไม่เข้าใจเส้นทาง เนื่องจากขณะนั้นเรือกำลังเข้าโค้ง และมีการดึงเชือกลากพ่วง ทำให้เรือคัดท้ายพลิกตัวจนตะแคงและจมลง

นายพีรธร กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พบตัวเรือแล้ว และกำลังเตรียมลากเข้าริมฝั่งเพื่อตรวจสอบ

เรือลากจูงล่มกลางแม่น้ำป่าสัก

สถานการณ์เรือลากจูงล่มกลางแม่น้ำป่าสักครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ ให้เพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเรือลากจูงล่มกลางแม่น้ำป่าสัก

  • เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง
  • มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ขอความร่วมมือประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ช่วยกันสอดส่องและแจ้งเบาะแส หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ

เหตุการณ์เรือลากจูงล่มกลางแม่น้ำป่าสัก แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการประกอบอาชีพทางน้ำ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การตรวจสอบสภาพเรือ การฝึกอบรมลูกเรือ และการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – เกิดเหตุเรือลากจูง ล่มกลางแม่น้ำป่าสัก เร่งค้นหาหญิงท้อง 7 เดือน จมน้ำสูญหาย

ทลายเครือข่ายจัดหาบัญชีม้า: เหยื่อส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

ทลายเครือข่ายจัดหาบัญชีม้า ส่งขายเว็บพนัน-แก๊งคอลฯ ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

ปฏิบัติการ “ทลายคอกม้า เชียงแสน-แม่สาย” จับกุมเครือข่ายจัดหาบัญชีม้าที่ส่งขายให้กับเว็บพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยพบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่นั้นเป็นเยาวชน

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 (สอท.4) ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 ปฏิบัติการทลายแหล่งจัดหาบัญชีม้าในพื้นที่อำเภอเชียงแสนและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตามคำสั่งของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พ.ต.อ.คมสัน มีภักดี ผกก.สอท.4 ได้นำชุดปฏิบัติการลงพื้นที่สืบสวนจนพบว่ามีการลักลอบขายบัญชีม้าให้กับเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงเด็กและเยาวชนในพื้นที่

พ.ต.อ.คมสัน มีภักดี ผกก.สอท.4 กล่าวว่า จากการสืบสวนพบข้อมูลว่า น.ส.วราลี และนายขจร สองสามีภรรยา ทำหน้าที่กดเงิน โดยรับจ้างจากนายทุนเว็บพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมี น.ส.วิชญาพร เป็นผู้รวบรวมบัญชี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับ และได้ทำการจับกุม น.ส.วราลี และนายขจร ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย และจับกุม น.ส.วิชญาพร ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวมีเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่มเด็กและเยาวชน แต่ได้ทำการสอบสวนปากคำเพื่อใช้ในการขยายผลคดีต่อไป

วิธีการของเครือข่ายจัดหาบัญชีม้า

จากการสืบสวน พบว่า น.ส.วิชญาพร เป็นผู้จัดหาบัญชีม้าส่งต่อให้นายทุนรายใหญ่ในพื้นที่อำเภอเชียงแสนและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยวิธีการคือการชักชวนเด็กและเยาวชนมารับจ้างเปิดบัญชี โดยในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา น.ส.วิชญาพร ตกเป็นข่าวในสังคมออนไลน์ว่าเป็นกลุ่มบัญชีม้าที่ทำร้ายร่างกายผู้ที่เปิดบัญชีให้ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน นอกจากนี้ แนวทางการสืบสวนยังพบว่าบัญชีเหล่านี้เป็นบัญชีรับผลประโยชน์ของเว็บพนัน มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน และได้ทำการโอนเงินไปยังเครือข่ายบัญชีม้ากว่า 10 บัญชี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขออนุมัติหมายศาลเพื่อออกหมายจับ น.ส.วราลี และนายขจร ซึ่งรับจ้างกดเงินให้กับเว็บพนัน จากการตรวจสอบพบว่าบัญชีที่ได้รับโอนเงินจาก น.ส.วิชญาพร เป็นบัญชีของเด็กและเยาวชนทั้งหมด

ในการสอบสวนเบื้องต้น น.ส.วิชญาพร ได้ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ติดต่อจัดหาบัญชีม้าจากเด็กและเยาวชนในพื้นที่ โดยจ่ายค่าจ้างเปิดบัญชีในราคา 3,000 บาท และนำบัญชีดังกล่าวไปขายต่อในราคา 9,000 บาท ให้กับคอกม้ารายใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่สาย ซึ่งคอกม้ารายใหญ่จะนำบัญชีไปขายต่อให้กับเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในราคา 30,000 บาท โดยราคาบัญชีม้าได้เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมาตรการเข้มงวดในการแก้ปัญหาบัญชีม้า

จากการสอบสวนเด็กและเยาวชน พบว่าหลายคนได้รับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากหลายท้องที่และมีข้อหาต่างกัน ทำให้ทราบว่าบัญชีเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวนขยายผลและจับกุมต่อไป

การทลายเครือข่ายนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาบัญชีม้าที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก การป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงให้เปิดบัญชีม้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่นโดยง่าย

ที่มา – ทลายเครือข่ายจัดหาบัญชีม้า ส่งขายเว็บพนัน-แก๊งคอลฯ ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

หวย AI งวดนี้: ส่อง “เลขเด็ด” 16/10/68

คอหวยเตรียมตัว! หวย AI งวดนี้ 16/10/68 มาแล้ว พาส่อง “เลขเด็ด” ที่คำนวณจากสถิติหวยย้อนหลัง แม่นๆ เอาใจสายมู! ใครที่กำลังมองหาเลขสวยๆ เตรียมตัวรับโชคกันได้เลย

หวย AI งวดนี้ 16/10/68

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2568 บรรยากาศการเสาะหา “เลขเด็ด” กลับมาคึกคักอีกครั้ง นักเสี่ยงโชคต่างพากันไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอโชคลาภ ไม่ว่าจะเป็นเลขจากธูป เลขจากหางประทัด หรือเลขจากอ่างน้ำมนต์

แต่ในยุคดิจิทัลแบบนี้ นอกจากเลขเด็ดจากความเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ยังมีอีกทางเลือกที่น่าสนใจ นั่นก็คือ “เลขเด็ด” จาก AI ซึ่งเป็นการนำเอาสถิติการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลย้อนหลัง มาวิเคราะห์และคำนวณหาความเป็นไปได้ของตัวเลขที่จะออกในงวดนี้

ส่อง “เลขเด็ด” AI งวด 16/10/68 จากการคำนวณโดย ChatGPT

จากการคำนวณโดย ChatGPT พบว่า ตัวเลขที่มีโอกาสออกรางวัลสูงใน หวย AI งวดนี้ 16/10/68 มีดังนี้:

  • รางวัลเลขท้าย 2 ตัว: 50, 51, 31, 79, 06, 54, 43, 42, 58, 60
  • รางวัลเลขหน้า 3 ตัว: 684, 416, 842, 269, 628, 104, 874, 162, 942, 568
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว: 512, 605, 308, 703, 509, 474, 457, 631, 736, 297

ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประมวลผลจากสถิติที่มีอยู่ ซึ่งอาจเป็นแนวทางให้คอหวยนำไปพิจารณาในการเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 16/10/68 นี้

อย่างไรก็ตาม การคำนวณโดย AI เป็นเพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลในอดีตเท่านั้น ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าตัวเลขเหล่านี้จะออกรางวัลจริงหรือไม่ การเสี่ยงโชคยังคงเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ผู้เล่นควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

สำหรับใครที่สนใจ “เลขเด็ด” เพิ่มเติม ลองมองหาจากแหล่งอื่นๆ ประกอบกับการพิจารณาของตัวเอง ควบคู่ไปกับการเสี่ยงโชคอย่างมีสติ เพื่อให้การลุ้นรางวัลเป็นไปอย่างสนุกและมีความสุข

อย่าลืมว่า หวย AI งวดนี้ 16/10/68 เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้น ขอให้ทุกท่านโชคดี!

ที่มา – หวย AI งวดนี้ พาส่อง “เลขเด็ด” 16/10/68 เอาใจสายมูเจอเลขดังโผล่เพียบ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ อย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 นั้น ต่อมา นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง

ล่าสุด วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลตำรวจเอกสรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทสำคัญในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของหน่วยงานรัฐ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน

บทบาทและหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบริหารราชการที่ไม่เป็นธรรม การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจในการเรียกเอกสาร พยานหลักฐาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานได้

การที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่าน ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลาง เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาแล้วหลายตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารงานยุติธรรม การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยิ่ง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง การเข้ามาดำรงตำแหน่งของ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย จึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างและทำให้การดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย” เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่

ประวัติ “ลลิดา เพริศวิวัฒนา” รองโฆษกรัฐบาล

เปิดประวัติ “กิฟท์ – ลลิดา เพริศวิวัฒนา” นั่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” หลัง ครม. เห็นชอบแต่งตั้ง

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ในตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีชื่อของ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ (อ่านเพิ่มเติม : ครม. แต่งตั้ง 5 ข้าราชการการเมือง ส่องประวัติ “อัยรินทร์” หนึ่งในรองโฆษกสาว) และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น หลายคนคงอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น

ประวัติ “ลลิดา เพริศวิวัฒนา”

สำหรับบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่าง ลลิดา เพริศวิวัฒนา หรือชื่อเล่นว่า กิฟท์ นั้น มีประวัติที่น่าสนใจและประสบการณ์ที่หลากหลาย วันนี้เราจะมาเจาะลึกเส้นทางชีวิตและการทำงานของเธอ

การศึกษาของ “ลลิดา เพริศวิวัฒนา”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ชื่อเล่น กิฟท์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย นอกจากนี้ เธอยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท Master of International Business (MIB) จาก Monash University ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองในระดับสากล ที่น่าสนใจคือ ลลิดา เพริศวิวัฒนา มีความสามารถทางด้านภาษาที่โดดเด่น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาจีนระดับสูง HSK7 ซึ่งเป็นระดับที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาจีนอย่างมาก

ประสบการณ์ทำงาน

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง ลลิดา เพริศวิวัฒนา มีประสบการณ์ทำงานในหลากหลายภาคส่วน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทักษะและความรู้ของเธอ

  • ปี 2551-2552 เธอทำงานที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในแผนกการเงิน โดยดูแลด้านธุรกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีค่าในการเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจระหว่างประเทศและการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่
  • ต่อมา เธอเป็นกรรมการบริหาร บริษัท สกายบลูทรีจี จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Haidilao แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการและการทำงานในภาคธุรกิจค้าปลีก
  • นอกจากนี้ เธอยังเป็นที่ปรึกษาบริษัท ไทยแลนด์นีสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อยืดตราห่านคู่ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความสามารถในการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม

ประสบการณ์ทางการเมือง

เส้นทางการเมืองของ ลลิดา เพริศวิวัฒนา เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในหลากหลายบทบาท ดังนี้:

  • ปี 2566-2567 เป็นคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ช่วยหาเสียง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้เธอเข้าใจถึงกลไกการทำงานของภาครัฐและความสำคัญของการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์
  • ปี 2567-2568 เป็นนักวิชาการ ประจำคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม, อนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร, ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวิเคราะห์นโยบายและการให้คำปรึกษาในประเด็นต่างๆ
  • ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล เธอเป็นผู้ชำนาญการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายเกรียงยศ สุดลาภา กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน, ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน

การได้รับตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ ลลิดา เพริศวิวัฒนา ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการทำงานของเธอ ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา จะเป็นกำลังสำคัญในการสื่อสารนโยบายและประชาสัมพันธ์ข้อมูลของรัฐบาลสู่ประชาชน

การแต่งตั้ง “ลลิดา เพริศวิวัฒนา” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเฟ้นหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อเข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

ที่มา – ประวัติ “ลลิดา เพริศวิวัฒนา” นั่งรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ใน “รัฐบาลอนุทิน”

New Mazda CX-30 Essential คว้า Product of the Year

New Mazda CX-30 Essential คว้ารางวัล Product of the Year Awards 2025 หรือรางวัลสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี Business+ ซึ่งเป็นรางวัลที่การันตีถึงคุณภาพและความคุ้มค่าของรถยนต์รุ่นนี้

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า New Mazda CX-30 Essential เปิดตัวสู่ตลาดในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา พร้อมแนวคิด LIVE A LIFE OF VALUE เติมเต็มชีวิตให้คุ้มค่ากับเอสยูวีที่ใช่ ด้วยการปรับรุ่นย่อยใหม่และปรับราคาให้เกิดความคุ้มค่าคุ้มราคามากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของมาสด้าที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบที่สง่างาม

ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่ายแต่งดงาม ความพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ภายในออกแบบอย่างประณีตดุจงานทำมือ ออกแบบโดยมุ่งเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มอบเอกลักษณ์ประสบการณ์ความสนุกสนานในการขับขี่ตามสไตล์มาสด้า มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะขั้นสูง เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ดีเอ็นเอของมาสด้าที่ถ่ายทอดลงในทุกผลิตภัณฑ์ และได้รับการยอมรับจากลูกค้ามาแล้วทั่วโลก

สำหรับ New Mazda CX-30 Essential มาพร้อมรุ่นเริ่มต้นใหม่ และได้รับการออกแบบรุ่นย่อยใหม่ โดยคัดสรรอุปกรณ์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ พร้อมราคาใหม่ที่ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เริ่มต้นเพียง 899,000 บาท สง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจาก โคโดะ ดีไซน์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Less is More เรียบง่ายแต่งดงาม คงไว้ซึ่งความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง

พร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า พร้อมการควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน และฟังก์ชั่นความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครัน ที่พร้อมตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

“มาสด้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ New Mazda CX-30 Essential ได้รับการยอมรับจากมหาชน จนได้รับรางวัล Business+ Product of the Year Awards 2025 ในครั้งนี้ ขอขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีเสมอมา ทุกการสนับสนุนล้วนเป็นแรงผลักดันให้มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนายกระดับยนตรกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการหลังการขาย เพื่อให้รถยนต์มาสด้าเป็นตัวแทนส่งมอบประสบการณ์ความสุขและการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าในประเทศไทยตลอดไป”

สานต่อความสำเร็จ : บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สานต่อความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานช่างยนต์ไทย จัดการแข่งขัน เชลล์แชมเปียนส์ลีก ชิงแชมป์สามช่างยนต์ระดับประเทศ ปีที่ 2 พื่อพัฒนาทักษะช่างยนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการอบรมตามหลักสูตรมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และการทดสอบฝีมือจริงในสนามแข่งขัน ครอบคลุม 3 ประเภทยานยนต์ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และรถบรรทุก ถือเป็นเวที ติดอาวุธทางความรู้และทักษะช่างยนต์ ให้ช่างยนต์ไทยก้าวสู่มาตรฐานสากล และเติบโตอย่างมั่นคงในสายอาชีพ

ร่วมเฉลิมฉลอง : รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เชิญชวนเหล่าสาวกผู้หลงใหลในเสน่ห์ความคลาสสิกของ Super Cub มารวมพลเฉลิมฉลองความออริจินัลในงาน Super Cub THE ORIGINAL CLUB MEETING การพบปะสุดพิเศษของคนรัก Super Cub ที่จะได้มาร่วมสร้างประสบการณ์เหนือระดับไปด้วยกัน ในวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 – 20.00 น. ณ Mahapho Riverview อีเวนต์สเปซสุดอาร์ตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านทรงวาด เปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีแล้วตั้งแต่วันนี้

โดยภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อชาว Super Cub ตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นการประกวดรถแต่ง Super Cub ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10,000 บาท, การประกวดการแต่งกายสุดออริจินัล โชว์สไตล์ความคลาสสิกในแบบของตนเอง และการรวมตัวของ Community Super Cub จากทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมแจกของรางวัลและเซอร์ไพรส์มากมายตลอดงาน ผู้เข้าร่วมยังจะได้อิ่มอร่อยกับ อาหารและเครื่องดื่มฟรี ตลอดงาน และได้พบปะเหล่า Influencers สายคลาสสิก ที่จะมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มสีสันให้บรรยากาศสุดคึกคักริมเจ้าพระยา

สำหรับลูกค้า Super Cub ทุกรุ่นที่ลงทะเบียนและขี่รถมาร่วมงาน 100 ท่านแรก รับฟรี! ผ้า Super Cub Original Club Bandana Limited Edition ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่บูธลงทะเบียนหน้างาน โดยเข้าร่วมงานได้ฟรี ไม่จำเป็นต้องมีรถมอเตอร์ไซค์ก็ร่วมได้ ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/46Shfuu

New Mazda CX-30 Essential รับรางวัล Product of the Year

ทำไม New Mazda CX-30 Essential ถึงได้รับรางวัล Product of the Year

New Mazda CX-30 Essential ได้รับรางวัล Product of the Year เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และความคุ้มค่าที่เหนือกว่า

New Mazda CX-30 Essential ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นตัวแทนของไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและคุ้มค่า หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ New Mazda CX-30 Essential คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด รถยนต์รุ่นนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mazda ในการพัฒนารถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ตั้งแต่การออกแบบที่พิถีพิถันไปจนถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

รางวัล Product of the Year ที่ New Mazda CX-30 Essential ได้รับนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบ สมรรถนะ และความคุ้มค่า ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เลือกรถยนต์รุ่นนี้ จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าและความพึงพอใจสูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – เกาะสนามยานยนต์ : New Mazda CX-30 Essential รับรางวัล Product of the Year

วรวัจน์เตือน! สินค้าเกษตรราคาตกเพราะพืช GMO?

“วรวัจน์” ฟาดกลับเตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี แฉต้นเหตุทำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะรัฐมนตรี “ภูมิใจไทย” ออกประกาศนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม ทำทุนใหญ่ไม่สนใจสินค้าเกษตรกรไทย

วันที่ 14 ต.ค. 2568 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส. แพร่ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่รัฐมนตรีใหม่ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อ้างเหตุผลที่ออกจากพรรคเพื่อไทยก็เพราะทำราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และพรรคเพื่อไทยก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ว่า รัฐมนตรีที่ออกมาพูดเรื่องนี้เป็นเพื่อนของตนเอง แต่เขาคงตกข่าว จึงอยากเตือนความจำให้ย้อนไปดูวันที่ตนอภิปรายในสภาเรื่อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้ง ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง รวมถึงสินค้าในกลุ่มแป้งคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ตกต่ำ เพราะมีรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่ไปออกประกาศฉบับที่ 10/2553 ให้นำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม ที่ราคาถูกกว่าให้เข้ามาใช้ภายในประเทศ แทนผลผลิตของเกษตรกร ทำให้ทุนใหญ่ไม่ซื้อของเกษตรกรไทย

นายวรวัจน์ ยังกล่าวด้วยว่า อยากฝากไปบอกฝั่งรัฐบาลด้วยว่า ถ้าจริงใจกับเกษตรกร รักเกษตรกรคนไทยจริง ควรยกเลิกประกาศอัปยศนั้นด้วย คนไทยจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที พร้อมขอโทษด้วยที่ต้องเอาความจริงมาพูดเพราะไม่อยากให้บิดเบือน

วรวัจน์เตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี ต้นเหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ!

สถานการณ์ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในกลไกตลาดและนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน คำกล่าวของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส. แพร่ ที่โยงสาเหตุของปัญหานี้ไปถึงการนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด

ผลกระทบของการนำเข้าพืช GMOs ต่อราคาสินค้าเกษตร

การนำเข้าพืช GMOs ที่มีราคาถูกกว่า อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศได้หลายประการ:

  • กดดันราคา: เมื่อมีสินค้า GMOs ราคาถูกเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรทั่วไปของเกษตรกรไทยต้องปรับตัวลดลง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้
  • ลดความต้องการสินค้าเกษตรในประเทศ: หากผู้ประกอบการหันไปใช้พืช GMOs เป็นวัตถุดิบมากขึ้น ความต้องการสินค้าเกษตรจากเกษตรกรไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
  • ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย: เกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูง อาจไม่สามารถแข่งขันกับพืช GMOs ราคาถูกได้ ส่งผลให้สูญเสียรายได้และอาจต้องออกจากภาคการเกษตรไปในที่สุด

นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าพืช GMOs

การนำเข้าพืช GMOs ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรไทยก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างยั่งยืน ควรพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้:

  • ทบทวนนโยบายการนำเข้าพืช GMOs: พิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรไทยอย่างรอบด้าน และปรับปรุงนโยบายให้มีความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการค้าและการปกป้องเกษตรกร
  • ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ: สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด
  • สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร: สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและลดต้นทุนการผลิต
  • ส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร: พัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย

ที่มา – “วรวัจน์” เตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี โยนต้นเหตุทำสินค้าเกษตรราคาตกเพราะนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

รวบแล้ว! มือปืนยิง “เสี่ยเปี๊ยก” คนดังนครปฐม

คดีดัง! ตำรวจรวบแล้วมือปืนยิง “เสี่ยเปี๊ยก” คนดังนครปฐม พร้อมเปิดเผยพฤติการณ์สุดเหี้ยมและขั้นตอนการจับกุม เตรียมขยายผลหาผู้บงการ หลังผู้ต้องหารับสารภาพฆ่าล้างหนี้ 130 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ สำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 นครปฐม ได้มีการแถลงข่าวความคืบหน้าคดีสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูง และผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เข้าร่วม

การแถลงข่าวครั้งนี้ครอบคลุมสองคดีหลัก คดีแรกคือการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด “แก๊งยุ่งโพธาราม” ซึ่งมี ยุ่ง ชินอักษร อายุ 42 ปี เป็นหัวหน้าแก๊ง โดยแก๊งนี้ลักลอบขนยาบ้าจำนวน 4.1 ล้านเม็ด จากจังหวัดสุพรรณบุรีลงสู่ภาคใต้ โดยใช้รถยนต์ 3 คันในการขนส่ง ซึ่งถูกชุดสืบสวนภาค 7 กอง 2 จับกุมได้พร้อมของกลาง บริเวณถนนเพชรเกษม สี่แยกปากท่อ ราชบุรี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 03.00 น. ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

รวบแล้วมือปืนยิง “เสี่ยเปี๊ยก” คนดังนครปฐม

อีกคดีหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวนครปฐมคือคดียิงเสี่ยเปี๊ยก หรือ นายระวี อารยวันเวช อายุ 75 ปี นักธุรกิจชื่อดัง ขณะจอดรถเพื่อเดินเข้าร้านอาหารของภรรยา คนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม. ยิงเข้าที่ท้องและศีรษะ อาการสาหัส โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 18.30 น. บริเวณหน้าร้านอาหารดอกไม้ป่า ริมถนนราชมรรคา

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เปิดเผยว่า สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้ 2 คน คือ มือปืน และผู้ติดต่อจัดหามือปืน โดยมือปืนคือ นายอาภากร หรือ รักษ์ เจริญลาภ อายุ 43 ปี ชาวจังหวัดเพชรบุรี ส่วนผู้ติดต่อมือปืนคือ นายวรวิทย์ หรือ บอย เบ็ยพาด อายุ 50 ปี ชาวจังหวัดกาญจนบุรี

นายวรวิทย์ อดีตเคยเป็นตำรวจ แต่ลาออกจากราชการเนื่องจากไม่พอใจที่ถูกสั่งย้าย ส่วนนายอาภากร มีประวัติเป็นมือปืนรับจ้าง เคยต้องโทษในคดียิงนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเสียชีวิตเมื่อปี 2549 และเพิ่งพ้นโทษออกมาได้ไม่นาน

เบื้องหลังการจับกุมมือปืนยิง “เสี่ยเปี๊ยก” คนดังนครปฐม

จากการสืบสวนพบว่า นายวรวิทย์เป็นผู้จัดหามือปืน และติดต่อให้นายอาภากรมารับงานนี้ โดยตกลงค่าจ้าง 1.85 ล้านบาท โดยได้รับเงินมัดจำล่วงหน้า 5 หมื่นบาท

นายวรวิทย์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานและพฤติกรรมของเสี่ยเปี๊ยกแก่นายอาภากร จากนั้นนายอาภากรได้ลงมือยิงเสี่ยเปี๊ยกตามแผนที่วางไว้ หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป

พล.ต.ต.พิทักษ์ เผยว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ตำรวจสกัดจับและตรวจสอบกล้องวงจรปิด จนพบภาพคนร้ายเปลี่ยนเสื้อผ้าในซอยเปลี่ยว ก่อนหลบหนีไปทางจังหวัดราชบุรี

ตำรวจสืบสวนจนทราบว่า นายอาภากรมีประวัติเป็นมือปืน และมีลักษณะตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด จึงติดตามจับกุมและตรวจค้นบ้านพัก พบอาวุธปืนขนาด 11 มม. กระสุน และเสื้อผ้าที่ใช้ในการก่อเหตุ

นายอาภากรให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิงเสี่ยเปี๊ยกจริง โดยได้รับการว่าจ้างจากนายวรวิทย์ แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้บงการ ทราบเพียงว่าเป็นการฆ่าล้างหนี้ 130 ล้านบาท

ต่อมาตำรวจได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายวรวิทย์ และจับกุมตัวได้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี แต่นายวรวิทย์ปฏิเสธที่จะให้การใดๆ

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ยังเผยอีกว่า ทาง ผบช.ภ.7 ได้มีคำสั่งให้สืบสวนติดตามจับกุมผู้จ้างวานรายนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ขณะนี้กำลังส่งตำรวจออกสืบสวนหาที่มาที่ไปของการจ้างฆ่าที่นายวรวิทย์บอกกับมือปืนว่าฆ่าล้างหนี้ลูกพี่สั่งมา ขณะนี้พอได้เค้าแล้วว่า เสี่ยเปี๊ยกนี้มีธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล คือเรื่องเหมืองแร่ หรือบรรทุกหิน และเท่าที่สอบสวนพบว่าธุรกิจนี้กำลังมีปัญหาเรื่องการยักยอกเงินหุ้นส่วนเป็นร้อยล้าน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าที่ไหน รอให้ชัดเจนก่อน จะเข้าจับกุมทันที เรื่องนี้คือการฆ่าล้างหนี้เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น

คดีมือปืนยิง “เสี่ยเปี๊ยก” คนดังนครปฐม เป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชน การจับกุมผู้ต้องหาได้ในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การติดตามจับกุมผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญต่อไป

การสืบสวนขยายผลเพื่อหาตัวผู้บงการที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ การป้องกันเหตุอาชญากรรมในลักษณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – รวบแล้วมือปืนยิง “เสี่ยเปี๊ยก” คนดังนครปฐม ตร. เผยพฤติการคนร้าย – ขั้นตอนจับกุม