วัน: 18 ตุลาคม 2025

ฟาร์เก้ชี้ลีดส์เล่นดีแต่ไม่เฉียบคมพอ

ฟาร์เก้ชี้ลีดส์เล่นดีแต่ไม่เฉียบคมพอ

ดาเนียล ฟาร์เก้ ผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด กล่าวว่าทีมของเขา “ดีกว่ามาก” ในเกมที่พ่ายแพ้ต่อเบิร์นลีย์ 2-0 แต่ขาดความเฉียบคมในจังหวะสำคัญ นี่คือบทสรุปหลังเกมที่น่าสนใจเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของทีม

ฟาร์เก้ชี้ลีดส์เล่นดีแต่ไม่เฉียบคมพอ

ในเกมที่ลีดส์พ่ายแพ้ต่อเบิร์นลีย์ 2-0 ฟาร์เก้แสดงความเห็นว่าทีมของเขาเล่นได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ปัญหาหลักคือการขาดความเฉียบคมในการจบสกอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีให้เป็นประตูได้

การครองบอลและสร้างโอกาส: ลีดส์สามารถครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่าเบิร์นลีย์อย่างชัดเจน พวกเขาสามารถต่อบอลเข้าทำในแดนคู่ต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจังหวะสุดท้ายกลับไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นประตูได้

ปัญหาความเฉียบคมและแนวทางการแก้ไข

ฟาร์เก้เน้นย้ำถึงปัญหาความเฉียบคมในการจบสกอร์ว่าเป็นสิ่งที่ทีมต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เขาเชื่อว่าหากทีมสามารถปรับปรุงในส่วนนี้ได้ พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนเกมที่ดูเหมือนจะแพ้ให้กลายเป็นชัยชนะได้

การฝึกซ้อมและสภาพจิตใจ: ฟาร์เก้กล่าวว่าเขาจะเน้นการฝึกซ้อมในเรื่องของการจบสกอร์ให้มากขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างสภาพจิตใจของนักเตะให้มีความมั่นใจในการทำประตู

  • การสร้างโอกาส: ทีมต้องสร้างโอกาสให้ได้มากขึ้นในแต่ละเกม
  • ความเฉียบคม: นักเตะต้องมีความเฉียบคมในการจบสกอร์
  • ความมั่นใจ: นักเตะต้องมีความมั่นใจในการทำประตู

นอกจากปัญหาเรื่องความเฉียบคมแล้ว ฟาร์เก้ยังกล่าวถึงความผิดพลาดส่วนบุคคลที่นำไปสู่การเสียประตู ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทีมต้องแก้ไข

ความผิดพลาดส่วนบุคคล: ฟาร์เก้กล่าวว่าความผิดพลาดส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในเกมฟุตบอล แต่ทีมต้องพยายามลดความผิดพลาดเหล่านั้นให้น้อยที่สุด

การทำงานเป็นทีม: ฟาร์เก้ย้ำว่าการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความผิดพลาดส่วนบุคคล โดยนักเตะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

โดยรวมแล้ว ฟาร์เก้เชื่อว่าลีดส์มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องปรับปรุงในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเฉียบคมในการจบสกอร์และความผิดพลาดส่วนบุคคล หากทีมสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ พวกเขาจะสามารถกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะได้อีกครั้ง

ในขณะที่แฟนบอลอาจผิดหวังกับผลการแข่งขัน แต่การมองในแง่ดีและการสนับสนุนทีมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา และด้วยการนำของฟาร์เก้ ลีดส์มีศักยภาพที่จะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ฟาร์เก้ชี้ลีดส์เล่นดีแต่ไม่เฉียบคมพอ และนี่คือความจริงที่ทีมต้องเผชิญหน้าและแก้ไข

ที่มา – Leeds were better side but not clinical enough – Farke

พบเห็ดหายาก ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา ที่ดอยคุนหมิง

นักสำรวจพบเห็ดหายาก “ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา” บนดอยคุนหมิง ในวนอุทยานถ้ำเพชร-ถ้ำทอง ลักษณะเด่นคือเห็ดดอกบานใหญ่สีแดงสด สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสมชาย ชัยโพธิ์ศรี นักค้นคว้าจากเขาชอนเดื่อ วนอุทยานถ้ำเพชร ถ้ำทองตาคลี พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ โสมณวัฒน์ เจ้าหน้าที่ และคณะ ได้ทำการสำรวจพื้นที่บนดอยคุนหมิง และได้พบกับเห็ดหายากชนิดนี้ ซึ่งขึ้นอยู่ตามขอนไม้เก่าๆ บนพื้นดิน ด้วยลักษณะที่เป็นเห็ดดอกบานใหญ่ สีออกแดง ทำให้คณะสำรวจตัดสินใจถ่ายภาพเพื่อนำไปศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม

ทำความรู้จัก เห็ดหายาก “ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา”

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเห็ดที่พบนั้นอยู่ในกลุ่ม ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา (Phylum Basidiomycota) ซึ่งเป็นกลุ่มของเห็ดราชั้นสูงที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยอยู่ในกลุ่มของ:

  • เห็ดหิ้ง (Polypores and Bracket fungi)
  • เห็ดขอนแดงรูเล็ก (Fobisporus sanguineus(L) Zmitr.)
  • เห็ดกรวยทองตะกู (Microporus xanthopus (Fr.) Kuntze)
  • เห็ดหลินจือมรกต (Ganoderma australe (Fr.) Pat.)
  • เห็ดกวักมือสีอบเชย (Sanguinoderma rude (Bark.)T.F. Sun. D.H. Costa & B.K.Cui)

ลักษณะเด่นของเห็ดในกลุ่มนี้คือดอกเห็ดที่มีรูปร่างคล้ายชั้น คล้ายหิ้งวางของ หรือคล้ายเครื่องหมายวงเล็บ หรือแม้แต่คล้ายพัด บางชนิดไม่มีก้าน หรือมีก้านที่เยื้องไปด้านข้างของหมวก เนื้อของเห็ดมีความเหนียวและแข็งคล้ายจุกไม้คอร์ก หรือคล้ายเนื้อไม้ ด้านล่างของหมวกมีรูขนาดเล็กเรียงชิดกัน ซึ่งเป็นที่เกิดของสปอร์ เห็ดกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่บนไม้ แต่ก็อาจพบขึ้นบนดินได้เช่นกัน

ความสำคัญของการค้นพบเห็ด ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา

การค้นพบเห็ดหายาก “ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา” ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในบริเวณดอยคุนหมิง และยังเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของเห็ดในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การค้นพบเห็ดหายากชนิดนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาด้านต่างๆ เช่น การศึกษาด้านยา หรือการศึกษาด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

การอนุรักษ์พื้นที่ป่า และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราได้มีโอกาสพบเห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่ง และมีความสวยงามเช่นเห็ด “ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา” เหล่านี้ต่อไปในอนาคต การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างความตระหนักและส่งเสริมการอนุรักษ์ได้เช่นกัน

เราควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และการสูญเสียสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวมได้

ที่มา – พบเห็ดหายาก “ไฟลัมเบสิดิโอโมโคตา” บนดอยคุนหมิง วนอุทยานถ้ำเพชร-ถ้ำทอง

นักเตะต้องรับผิดชอบการถูกไล่ออกของ Postecoglou – Yates

นักเตะต้องรับผิดชอบการถูกไล่ออกของ Postecoglou – Yates

ไรอัน เยตส์ กองกลางของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กล่าวว่านักเตะต้อง “รับผิดชอบอย่างมาก” ต่อการที่ผู้จัดการทีม แอนจ์ พอสเตโคกลู ถูกไล่ออกหลังจากคุมทีมได้เพียง 39 วัน

การตัดสินใจที่น่าตกใจนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคาดหวังและความอดทนในฟุตบอลสมัยใหม่ เยตส์เน้นย้ำว่า นักเตะต้องรับผิดชอบการถูกไล่ออกของ Postecoglou – Yates โดยชี้ให้เห็นว่าผลงานในสนามมีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งของผู้จัดการทีม

นักเตะต้องรับผิดชอบการถูกไล่ออกของ Postecoglou – Yates

“มันเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” เยตส์กล่าว “เราต้องมองตัวเองและยอมรับว่าเราไม่ได้ทำได้ดีพอ ผู้จัดการทีมเข้ามาพร้อมกับแนวคิดที่ชัดเจนและเราล้มเหลวในการนำไปปฏิบัติในสนาม”

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมอย่างรวดเร็วเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการฟุตบอล แต่กรณีของพอสเตโคกลูนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษเนื่องจากระยะเวลาที่สั้นอย่างเหลือเชื่อในการดำรงตำแหน่งของเขา สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างการสนับสนุนที่มีอยู่และปรัชญาของสโมสรโดยรวม

แรงกดดันต่อนักเตะในการรับผิดชอบ

เยตส์เน้นว่า นักเตะต้องรับผิดชอบการถูกไล่ออกของ Postecoglou – Yates มากกว่าที่เคยเป็นมา ในยุคที่ฟุตบอลมีการวิเคราะห์อย่างละเอียดและการคาดหวังสูง นักเตะต้องเข้าใจบทบาทของตนในการสร้างความสำเร็จของทีม การขาดความสม่ำเสมอหรือความมุ่งมั่นสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้จัดการทีม

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมบ่อยครั้งอาจเป็นอันตรายต่อความต่อเนื่องและความมั่นคงของสโมสร นักเตะต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบและปรัชญาใหม่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความสามัคคีของทีม

  • การสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาระหว่างนักเตะและผู้จัดการทีมเป็นสิ่งสำคัญ
  • นักเตะต้องเต็มใจที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับแนวทางใหม่
  • การสนับสนุนจากสโมสรในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและเอื้ออำนวยต่อความสำเร็จ

สถานการณ์ของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ผู้จัดการทีมแต่เพียงผู้เดียว นักเตะต้องรับผิดชอบการถูกไล่ออกของ Postecoglou – Yates ในการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันต่อความสำเร็จของทีม หากไม่มีความมุ่งมั่นและความพยายามร่วมกัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจะลดลงอย่างมาก

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จในฟุตบอลต้องอาศัยความร่วมมือ การสื่อสาร และความเข้าใจร่วมกันระหว่างนักเตะ ผู้จัดการทีม และสโมสร การที่ผู้เล่นตระหนักถึงบทบาทของตนและก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศและความสำเร็จที่ยั่งยืน

ที่มา – Players must take responsibility for Postecoglou sacking – Yates

กกต.เปิดสายด่วน ให้ข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเปิดสายด่วน 1444 เพื่อให้บริการข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ในวันที่ 18-19 ตุลาคมนี้ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

กกต.เปิดสายด่วน ให้ข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า จะเปิดให้บริการสายด่วน 1444 เป็นกรณีพิเศษในวันเสาร์ที่ 18 และวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการสอบถามข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

สายด่วน 1444 จะเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง กฎเกณฑ์และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลด้านการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

ทำไมต้องมีสายด่วนให้ข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี?

การเปิดสายด่วน 1444 นี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี การมีช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วในการสอบถามข้อมูล จะช่วยลดความสับสนและข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจในการลงคะแนนเสียงได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ การที่ กกต. ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ยังเป็นการส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ก็จะสามารถตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตในการเลือกตั้งได้อีกด้วย

ดังนั้น การเปิดสายด่วน 1444 จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย

สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย อำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา อำเภอบ่อพลอย (ยกเว้นตำบลหนองกุ่ม) และอำเภอหนองปรือ สามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อ

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของท่าน และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปใช้สิทธิ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี และประเทศชาติ ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกท่านที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิของท่าน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1444 ในวันที่ 18-19 ตุลาคมนี้

การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองทุกคน อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านสูญเปล่า มาร่วมกันสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

มาร่วมกันใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพ เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาจังหวัดกาญจนบุรีไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

กกต. เปิดสายด่วนเพื่อให้ข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ขอเชิญชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 19 ตุลาคมนี้

ที่มา – กกต.​ เปิดสายด่วน ให้ข้อมูลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี 18-19 ต.ค. นี้

“กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจง

“กัน จอมพลัง” เตรียมเคลียร์! เตรียมพบ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้โกรธ และพร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำจากทุกฝ่าย ยินดีที่มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงการทำงานของ “กัน จอมพลัง” ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินบริจาค หรือเรื่องบริษัทต่างๆ ล่าสุด นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้ออกมาเปิดเผยว่า จะขอชี้แจงทุกประเด็นในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 ผ่านรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยจะชี้แจงเพียงครั้งเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้กันไปมาที่อาจจะนำไปสู่ประเด็นอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ “กัน จอมพลัง” ยังกล่าวอีกว่า รู้สึกดีที่มีคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของตนเอง

เมื่อถูกถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้แจงได้ในทุกประเด็น “กัน จอมพลัง” ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมยินดี การที่กัน จอมพลังออกมาอยู่ตรงนี้ถ้าไม่มั่นใจคงไม่มา” พร้อมทั้งยืนยันว่าทุกคำถาม รวมถึงเรื่องการรับงานจากกระทรวงเกษตรฯ จะได้รับคำตอบอย่างชัดเจนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

สำหรับประเด็นเรื่องรถของทีมงานกัน จอมพลังที่เป็นป้ายแดงและมีการเปลี่ยนรถอยู่บ่อยครั้ง “กัน จอมพลัง” ขอให้รอฟังคำชี้แจงในวันจันทร์เช่นกัน เพื่อที่จะได้เตรียมข้อมูลมาชี้แจงให้ละเอียดและครบถ้วนในทุกประเด็น

ในส่วนของคำแนะนำจาก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานของ “กัน จอมพลัง” โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือชายแดนไทย-เขมร ที่อาจจะเกินขอบเขตรัฐไปหรือไม่นั้น “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองเคารพป๋าชูวิทย์ และพร้อมน้อมรับทุกคำแนะนำ หากมีสิ่งใดที่ตนเองทำไม่เหมาะสมก็จะปรับปรุงแก้ไขตามที่ป๋าชูวิทย์แนะนำ

นอกจากนี้ “กัน จอมพลัง” ยังกล่าวถึงกรณีที่ ไอซ์ รักชนก ได้ส่งเสียงถึงตนเองว่าอยากให้เป็นฮีโร่ชายแดนในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และออกมาแฉขบวนการดังกล่าวว่า หากมีข้อมูล ตนเองก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะแฉขบวนการดังกล่าวอย่างเต็มที่ หากคุณไอซ์มีข้อมูลก็สามารถส่งมาให้ตนเองได้เลย

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า การที่ “กัน จอมพลัง” ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลโดยใช้คอนเน็กชั่นส่วนตัวนั้น เป็นสิ่งที่เกินขอบเขตหรือไม่ “กัน จอมพลัง” ตอบว่า ตนเองยินดีที่จะช่วยเหลือทุกเรื่อง และพร้อมที่จะช่วยในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะไม่ได้ออกมาพูดถึง แต่ก็ยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตนเองจะทำได้

“กัน จอมพลัง” ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงานของตนเอง เพราะอย่างน้อยก็เป็นโอกาสให้ตนเองได้พิสูจน์ตัวเอง แสดงความชัดเจนให้ทุกคนเห็นว่าตนเองไม่ได้หลีกเลี่ยงหรือหลบซ่อน พร้อมที่จะให้ทุกคนตรวจสอบ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีคนคอยให้คำแนะนำและระวังหลังให้

“กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก”

เมื่อถูกถามว่า คุณไอซ์ได้พยายามติดต่อมาสอบถามก่อนถึงวันจันทร์ “กัน จอมพลัง” ตอบว่า ขอให้เป็นวันจันทร์เลยดีกว่า เพราะทุกคำพูดของตนเองต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าทุกคนคงอยากเห็นตนเองและคุณไอซ์ทำงานร่วมกัน จึงพยายามที่จะไม่พูดหรือทำอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น และยินดีที่จะเจอกันในวันจันทร์ พร้อมทั้งยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้โกรธคุณไอซ์ และไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม

สำหรับสาเหตุที่มีคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของตนเองในช่วงนี้นั้น “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังทุกคำแนะนำจากทุกๆ คน ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นผิดพลาดตรงไหนบ้าง และจะนำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรับปรุงแก้ไข

“กัน จอมพลัง” ลดบทบาทตัวเอง

ทั้งนี้ “กัน จอมพลัง” กล่าวว่า ตนเองพยายามที่จะลดบทบาทของตัวเองลง เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถึงแม้ว่าจะลดบทบาทลง แต่ก็มั่นใจว่าแฟนคลับจะเข้าใจและยังคงให้การสนับสนุนตนเองต่อไป เพราะตนเองยังคงทำงานอย่างเต็มที่และทำจริง และไม่อยากที่จะพูดอะไรที่เป็นการอวยตัวเอง

การที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาเปิดใจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะปรับปรุงการทำงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น การพบปะกับ “ไอซ์ รักชนก” ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ชี้แจงทุกข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – “กัน จอมพลัง” เตรียมเจอ “ไอซ์ รักชนก” พร้อมชี้แจงทุกประเด็น ยืนยันไม่โกรธ

รัฐบาลยัน! ไม่จริงข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

โฆษกรัฐบาลและกองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่าไทยไม่มีนโยบายปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) และข้อตกลงอื่นๆ ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ย้ำว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าแทรกแซงกระบวนการเจรจา และกำลังเร่งรัดการประชุม JBC

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ว่า ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีจะติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากมีความกังวลในหลายประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านโฆษกฯ ยืนยันว่าข่าวที่กัมพูชานำเสนอว่าไทยจะทำการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการประชุมร่วมกับทางกัมพูชาครั้งก่อน ได้มีการพูดคุยและต่อรองให้ไทยปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 เชลยศึกกัมพูชา เหล่านั้น แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุม GBC ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการผลักดันชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ดินแดนไทยให้ออกจากพื้นที่ หากไม่มีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อดังกล่าว ก็จะไม่มีการเจรจาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีของไทยได้มีการเร่งรัดให้มีการประชุม JBC นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการแทรกแซงในเรื่องนี้ และได้เน้นย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามปฏิทินที่ได้มีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นต่างๆ

เมื่อถูกถามว่าหากมีการประชุม JBC จะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์หรือยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าได้รับคำตอบจากกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่า การประชุม JBC เป็นเพียงการพูดคุยกันถึงแนวทางที่จะดำเนินการ เช่น การใช้ระบบไลดาร์ในการระบุพิกัด ซึ่งไม่มีพันธะผูกพันตามสัญญาใดๆ แต่เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อหาแนวทางร่วมกันเท่านั้น

รัฐบาลยัน! ไม่จริงข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพไทยย้ำ! ข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ไม่จริง

ด้านพลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันว่าไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาทั้ง 18 เชลยศึกกัมพูชา แต่อย่างใด

การควบคุมตัวเชลยศึกนั้นเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ โดยกองทัพไทยได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัวทุกนาย ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนใช้วิจารณญาณและความระมัดระวังในการรับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนการเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รัฐบาล-กองทัพไทย ย้ำไม่จริง ข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

สุดอบอุ่น! ทายาทรุ่นสุดท้ายกลับไทยในรอบ 260 ปี

เรื่องราวสุดอบอุ่นที่เกิดขึ้น ณ วัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลมาร่วมรับฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” ผู้สืบเชื้อสายอยุธยาที่ได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่วัดภูเขาทองเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เมื่อ “คุณยายดอตินทวย” อายุ 83 ปี ทายาทรุ่นที่ 7 ของชาวอโยธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ได้เดินทางกลับมายังแผ่นดินบรรพบุรุษจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

สุดอบอุ่น ประชาชนแห่ฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” กลับแผ่นดินไทยในรอบ 260 ปี

ตลอดวันที่ 17-18 ตุลาคม คุณยายและคณะได้เดินทางตามรอยประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจากศาลหลักเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดแรกที่ได้สัมผัสแผ่นดินไทย พร้อมทั้งสักการะโบราณสถานสำคัญต่างๆ เช่น วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา และสถานที่อื่นๆ ตามที่บรรพบุรุษได้เล่าสืบต่อกันมา

ในการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ มี MARGAINA เจ้าอาวาสวัดจากมัณฑะเลย์, ZAW WIN ผู้ใหญ่บ้านชุมชนอโยธยาในเมียนมา และ TIN NYUNT (ดอตินย๊วด) ญาติสนิทและผู้ดูแลคุณยายดอตินทวย ร่วมเดินทางมาด้วย

บรรยากาศในช่วงเย็นอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่น ประชาชนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาร่วมให้กำลังใจและรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ผ่านน้ำเสียงของคุณยายดอตินทวย ที่กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “ซาบซึ้งใจมากที่คนไทยให้การต้อนรับอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว” การกลับมาของ “ทายาทรุ่นสุดท้าย” ครั้งนี้จึงเป็นดั่งการเติมเต็มความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พาชาวบ้านสุขขะ” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน นำพาทายาทชาวอยุธยาในต่างแดน กลับมาสัมผัสบ้านเกิดบรรพบุรุษ ในรอบ 260 ปี ภายในงานมีการเสวนาสื่อสารเรื่องราวบรรพบุรุษที่เล่าสืบต่อกันมาหลายรุ่น และไฮไลต์สำคัญคือการที่คุณยายพูดภาษาไทยว่า “ดีใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะ” ท่ามกลางเสียงปรบมือและน้ำตาแห่งความยินดี

วัดภูเขาทอง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร และเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สะท้อนร่องรอยประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและพม่าได้อย่างชัดเจน

นายไพศาล วิสุทธิศาลวงศ์ ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เห็นคุณยายเดินทางกลับมาว่า “ผมเคยไปหมู่บ้านของคุณยายที่มัณฑะเลย์ วันนี้ได้เห็นคุณยายเดินทางมา ผมรู้สึกดีใจมาก ในฐานะคนไทย เราต้องต้อนรับคุณยายอย่างดี”

เรื่องราวการกลับมาของทายาทรุ่นสุดท้าย

การเดินทางกลับมาของ ทายาทรุ่นสุดท้าย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกลับบ้าน แต่เป็นการรื้อฟื้นความทรงจำร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันดีงาม

สำหรับท่านใดที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์และความเป็นมาของอยุธยา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ หรือเดินทางไปเยี่ยมชมโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอดีตได้ด้วยตนเอง

ที่มา – สุดอบอุ่น ประชาชนแห่ฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” กลับแผ่นดินไทยในรอบ 260 ปี

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

ช็อก! ฟอเรสต์ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน

อังเก้ ปอสเตโคกลู ถูกสโมสรฟุตบอลน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ปลดออกจากตำแหน่งแล้ว หลังพ่ายแพ้ต่อเชลซี 0-3 ที่สนามซิตี้ กราวด์

การถูกปลดของกุนซือชาวออสเตรเลียรายนี้ – เพียง 39 วันหลังได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 9 กันยายน – ทำให้ช่วงเวลาของปอสเตโคกลูที่ฟอเรสต์กลายเป็นช่วงเวลาการคุมทีมน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

อดีตบอสของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยจากการคุมทีมฟอเรสต์ทั้ง 8 นัด โดยมีผลเสมอ 2 นัดและแพ้ 6 นัดในทุกรายการ

ฟอเรสต์เก็บได้เพียงแต้มเดียวจาก 5 นัดที่ปอสเตโคกลูคุมทีมในพรีเมียร์ลีก ทำให้ทีมอยู่เหนือโซนตกชั้นเพียงแต้มเดียวในอันดับที่ 17

“สโมสรฟุตบอลน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ขอยืนยันว่า หลังจากผลงานและการเล่นที่น่าผิดหวังอย่างต่อเนื่อง อังเก้ ปอสเตโคกลู ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าโค้ชโดยมีผลทันที

“สโมสรจะไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมใดๆ ในขณะนี้”

ช็อก! ฟอเรสต์ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน

การตัดสินใจอันน่าตกใจของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ในการ ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลและผู้เชี่ยวชาญหลายคน อังเก้ ปอสเตโคกลูเข้ามารับตำแหน่งด้วยความหวังที่จะนำพาทีมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ทำไมฟอเรสต์ถึงปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน?

เหตุผลหลักในการ ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน น่าจะมาจากการที่ทีมทำผลงานได้ไม่ดีนักภายใต้การคุมทีมของเขา ฟอเรสต์ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในพรีเมียร์ลีกภายใต้การนำทีมของปอสเตโคกลู ทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในการหนีตกชั้น

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างปอสเตโคกลูและผู้บริหารของสโมสรเกี่ยวกับนโยบายการซื้อขายนักเตะและความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการเล่นของทีม แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข่าวลือเหล่านี้ แต่ก็เป็นไปได้ว่ามีส่วนทำให้สถานการณ์ของปอสเตโคกลูในทีมยากลำบากยิ่งขึ้น

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหลังจาก ฟอเรสต์ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน?

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าใครจะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ คาดว่าสโมสรจะเริ่มกระบวนการสรรหาผู้จัดการทีมคนใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทีมมีเวลาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้

แฟนบอลของฟอเรสต์ต่างรอคอยที่จะได้เห็นว่าใครจะเข้ามารับตำแหน่งและนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้ในอนาคต การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับสโมสร และทุกคนหวังว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

  • การ ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก
  • ผลงานที่ไม่ดีและข่าวลือความขัดแย้งอาจเป็นปัจจัย
  • อนาคตของฟอเรสต์ยังคงไม่แน่นอน

การ ปลดพอสเตโคกลูหลังคุมทีม 39 วัน แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในวงการฟุตบอลอาชีพ และความกดดันที่ผู้จัดการทีมต้องเผชิญในการนำทีมไปสู่ความสำเร็จ การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าอนาคตของทีมจะเป็นอย่างไร

ที่มา – Forest sack Postecoglou after 39 days in charge