วัน: 20 ตุลาคม 2025

โฆษกรัฐบาลแจง! ตัดเน็ตสแกมเมอร์ได้ทันที สั่งถอนสัญชาติ

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เหตุ สมช.เคยมีมติแล้ว เผย นายกฯสั่งกรมการปกครองพิจารณาถอนสัญชาติพัวพันสแกมเมอร์ ตามตำรวจและปปง. เสนอ

เมื่อเวลา 18.15 น.วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ว่า ได้มีการตัดสัญญาณที่ส่งไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา รวมถึงฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งมีการร้องเรียนเรื่องสแกมเมอร์ โดยนายกฯได้สอบถามเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงตัดล่าช้าในครั้งที่แล้ว โดย สมช.แจ้งว่าต้องรอเข้าที่ประชุม สมช. และมติครั้งนั้นก็มีผลให้ดำเนินการต่อเนื่อง หากมีอีกก็สามารถดำเนินการได้เลย

โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

ย้ำ กสทช.ตัดเน็ตสแกมเมอร์

นอกจากนี้ นายกฯ ยังให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เป็นผู้ดำเนินการหลัก และจะต้องไปนำข้อมูลมา ไม่มีการจำหน่ายให้กลุ่มสแกมเมอร์ หรือในพื้นที่เฝ้าระวัง ส่วนกลางตัดอินเทอร์เน็ตที่เมืองปอยเปต ยืนยันว่าเริ่มตั้งแต่ที่มีการเกิดสถานการณ์ชายแดน

ส่วนกลุ่มคนที่เข้าข่ายเกี่ยวพันกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ตำรวจและ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เสนอมา ก็ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไปพิจารณาเพิกถอนสัญชาติ เป็นข้อสั่งการของนายกฯ

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยมาตรการสำคัญคือการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำลายเครือข่ายของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ขั้นตอนการตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันทีจริงหรือ?

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า การตัดเน็ตสแกมเมอร์ สามารถทำได้ทันที เนื่องจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เคยมีมติในเรื่องนี้ไว้แล้ว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ และให้ตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด

นอกจากมาตรการตัดเน็ตสแกมเมอร์แล้ว นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พิจารณาเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่ตำรวจและ ปปง. เสนอมา ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นในการจัดการกับผู้กระทำผิด

การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และปกป้องประชาชนจากภัยการหลอกลวงต่างๆ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์

การที่รัฐบาลเร่งเเก้ไขปัญหาโดยการตัดเน็ต เเละถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นการเเสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ เเต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องมีสติ เเละระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล แจงขั้นตอนตัดเน็ตสแกมเมอร์ ทำได้ทันที เผยนายกฯ สั่งถอนสัญชาติคนพัวพันสแกมเมอร์

สรุปดราม่า จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” ผู้ป่วยเสียชีวิต

สรุปดราม่า “ชายขับกระบะ” จอดขวาง “รถพยาบาล” สุดท้ายมีผู้ป่วยเสียชีวิต คนขับกระบะโดนไล่ออก แถมถูกแจ้งดำเนินคดีเอาผิด 2 ข้อหา

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อ “โรงพยาบาลปลายพระยา” แถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงปม “กระบะ” นำรถจอดกีดขวางรถพยาบาล จนไม่สามารถนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถได้ สุดท้ายผู้ป่วยเสียชีวิต เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจิตสำนึกสาธารณะ และผลกระทบของการกระทำโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ “กระบะ” จอดรถกีดขวาง “รถพยาบาล”

  • 5 ทุ่ม 10 นาที วันที่ 16 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ รพ.ปลายพระยา กำลังช่วยชีวิต “นายสมควร” อายุ 69 ปี ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มีภาวะการหายใจล้มเหลว ใส่ท่อช่วยหายใจ
  • นายสมควร อาการหนัก เจ้าหน้าที่ต้องทำเรื่องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.กระบี่
  • 5 ทุ่ม 15 นาที มีรถกระบะ 4 ประตู สีน้ำตาล จอดปิดท้ายรถพยาบาล พาผู้ป่วยหญิงวัย 69 รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง
  • พยาบาลหัวหน้าเวร อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่า มีคนไข้อาการหนักกำลังเตรียมส่งต่อ ให้รอสักครู่ แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ตัวเอง
  • ขณะเคลื่อนนายสมควร ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปขึ้นรถพยาบาล พบว่ารถกระบะ 4 ประตู สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายคนป่วยขึ้นรถได้
  • พยาบาลแจ้งเจ้าของกระบะมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ยังคงเอะอะโวยวายเสียงดัง เรื่องไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ตัวเอง
  • ลูกสาวนายสมควร นั่งทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของกระบะช่วยเลื่อนรถออก สักพักถึงเดินไปเลื่อนรถ
  • สุดท้ายผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยหญิงวัย 69 แม่เจ้าของกระบะ หมอตรวจรักษาจนอาการทุเลา ให้ยากลับไปกินที่บ้าน

พ่ออาจจะยังรอดชีวิต หากกระบะไม่จอดรถขวาง

  • ลูกสาวนายสมควร เล่าคืนเกิดเหตุ พ่อหายใจไม่ออก เจ็บแน่นหน้าอก ไปถึง รพ.ปลายพระยา อาการไม่ดีขึ้น เตรียมส่งตัวรักษาที่ รพ.กระบี่
  • ระหว่างเคลื่อนย้ายพ่อไปขึ้นรถฉุกเฉิน กระบะคันดังกล่าวจอดปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้เข็นพ่อขึ้นรถไม่ได้ เพราะคนขับรถกระบะพาแม่ของเขาเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
  • ตอนนั้นร้อนใจมาก เพราะอาการพ่อทรุดลงต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • เดินไปบอกเจ้าของกระบะให้ช่วยเลื่อนรถ แต่ทางเจ้าของรถก็เอะอะโวยวายใส่เจ้าหน้าที่ และมีปากเสียงกับญาติๆ ของตน
  • พยายามอ้อนวอนคนขับรถกระบะ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นเพื่อกราบอ้อนวอน ขอให้เลื่อนรถให้ แต่ก็ยังไม่ได้ผล
  • สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกคนขับกระบะ หากไม่ยอมเลื่อนรถจะเรียกตำรวจ คนขับกระบะจึงยอมไปเลื่อนรถ
  • ฝากเป็นอุทาหรณ์ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะช่วยชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินได้ เชื่อว่าหากวันนั้นไม่มีรถกระบะจอดขวาง พ่ออาจจะยังรอดชีวิต

ชายขับกระบะยอมรับขาดสติ เพราะเหลือแม่เพียงคนเดียว

  • เจ้าของรถกระบะ เล่าคืนเกิดเหตุ พาแม่วัย 69 ที่มีอาการป่วยด้วยกรดไหลย้อน จุกแน่นหายใจไม่ออกไปโรงพยาบาล
  • ตอนจอดส่งแม่ไม่มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมารับ จึงให้ภรรยาไปเอารถเข็นและช่วยกันเข็นแม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน เพราะแม่มีอาการอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
  • ไม่ทราบรถฉุกเฉินที่จอดอยู่ เพิ่งเข้ามาจอดหรือเตรียมจะออก และไม่รู้ด้วยว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินรอขึ้นรถฉุกเฉิน
  • หลังเกิดเรื่องเตรียมส่งเงินชดเชยส่วนหนึ่งจากบริษัทที่ทำงานไปให้กับญาติผู้เสียชีวิต
  • หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงจะไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่แบบนี้ ยอมรับว่าขาดสติ เพราะเหลือแม่เพียงคนเดียว
  • ตอนนี้ถูกบริษัทเลิกจ้างไปแล้ว ต้องกลายเป็นคนตกงาน ส่วนภรรยาก็ต้องรอออกจากงานสิ้นปีนี้

CPF ไล่ออก ชายเจ้าของกระบะ จากเหตุการณ์ จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล”

  • บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ยอมรับ “ชายเจ้าของกระบะ” เป็นพนักงานของบริษัทจริง
  • พฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร บริษัทจึงยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว
  • บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

แจ้งความเอาผิด 2 ข้อหา ชายจอดกระบะขวางรถฉุกเฉิน

  • เจ้าหน้าที่ รพ.ปลายพระยา แจ้งข้อกล่าวหาชายคนขับรถกระบะ 2 ข้อหา คือ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่
  • ตำรวจเตรียมออกหมายเรียก “เจ้าของกระบะ” มารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำ
  • ผกก.สภ.ปลายพระยา ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย.

เหตุการณ์จอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคม ในการคำนึงถึงส่วนรวมและเคารพสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที

ที่มา – สรุปดราม่าจอด “กระบะ” ขวาง “รถพยาบาล” สุดท้ายมี “ผู้ป่วยวิกฤต” เสียชีวิต

ลงทะเบียนไม่ทัน? รอ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ม.ค. 69

20 ล้านสิทธิเต็มแล้ว! สำหรับผู้ที่ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ไม่ทัน เตรียมรอ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในเดือนมกราคม 2569 ได้เลย โดยคุณอาจเป็นกลุ่มแรกที่ได้สิทธิลงทะเบียน!

หลังจากรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการได้รับความสนใจอย่างมาก

แต่เมื่อเวลา 15.59 น. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com ได้แจ้งว่า “มีผู้ลงทะเบียนครบตามวงเงินสิทธิ” นั่นหมายความว่า 20 ล้านสิทธิได้ถูกจับจองเต็มแล้ว

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยมีประชาชนลงทะเบียนเต็มวงเงิน 44,000 ล้านบาทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง คิดเป็นวงเงินสิทธิสูงสุด 2,400 บาทต่อคน

กระทรวงการคลังจะตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน เช่น อายุ 16 ปีขึ้นไป และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากพบว่ายังมีสิทธิคงเหลือ จะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถตรวจสอบสิทธิคงเหลือได้ที่เว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันพรุ่งนี้ (21 ตุลาคม 2568) ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น.

ข่าวดีคือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2569 โดยใช้งบกลางฉุกเฉิน แต่ยังไม่สามารถระบุวงเงินและจำนวนผู้รับสิทธิได้ จนกว่าจะประเมินผลจากเฟสแรกและการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่วงปลายปีนี้

ที่สำคัญคือ รอดูยอดการใช้งานครั้งแรกของผู้ได้รับสิทธิภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ หากใครลงทะเบียนแล้วไม่ใช้สิทธิ สิทธิที่เหลือจะถูกนำมาเปิดให้ลงทะเบียนใหม่

เงื่อนไขผู้มีสิทธิลงทะเบียน คนละครึ่งพลัสเฟส 2

สำหรับ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 รัฐบาลจะพิจารณาให้สิทธิแก่ผู้ที่พลาดสิทธิจาก คนละครึ่งพลัส เฟสแรกก่อนเป็นอันดับแรก

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการลงทะเบียนโครงการ คนละครึ่งพลัส มีดังนี้:

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการอื่นๆ ของรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งเฟสต่างๆ

คนได้ SMS แจ้งเตือน “กำลังตรวจสอบสิทธิ์อยู่” จะยังได้สิทธิ์หรือไม่?

ในการลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส ครั้งนี้ ผู้ที่กดรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะได้รับข้อความ 2 แบบ:

1. กรณีได้รับสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” จะมีข้อความดังนี้:

  • ผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี (2,000 บาท / คน) : “คุณได้รับสิทธิ์คนละครึ่งพลัสแล้ว จำนวนเงิน 2,000 บาท เริ่มใช้สิทธิ์ได้วันที่ 29 ต.ค. 68″
  • ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี (2,400 บาท / คน) : “คุณได้รับสิทธิ์คนละครึ่งพลัสแล้ว สำหรับผู้ยื่นแบบภาษี จำนวนเงิน 2,400 บาท เริ่มใช้สิทธิ์ได้วันที่ 29 ต.ค. 68″

2. สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 เมื่อลงทะเบียนสำเร็จ หน้าจอจะแสดงผล รอผลการลงทะเบียน “ไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ” ระบบจะทำการตรวจสอบคุณสมบัติ และแจ้งผลภายใน 3 วัน ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และ SMS

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า หากได้รับ SMS แจ้งเตือนว่า กำลังตรวจสอบสิทธิ์อยู่ จะแจ้งให้ทราบภายใน 3 วัน ถือว่ายังจะได้สิทธิ์อยู่หรือไม่ รัฐบาลยืนยันว่า ผู้ที่ได้รับข้อความดังกล่าว ถือว่าได้ทำการจองสิทธิ์ไว้เรียบร้อยแล้ว 

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ คนละครึ่งพลัสเฟส 2

แม้ว่าการลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟสแรกจะเต็มไปแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล! เพราะยังมีโอกาสใน คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมกราคม 2569 เตรียมตรวจสอบคุณสมบัติและติดตามข่าวสารจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ อีกครั้ง

ที่มา – ลงทะเบียนไม่ทันรอ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เดือน ม.ค. 69 เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ

ได้คืนแล้ว! มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025

เรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อตำรวจปทุมวันและตำรวจท่องเที่ยวร่วมมือกันตามคืน มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025 ได้สำเร็จ! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Mrs. Lihasha Lindsay-White ตัวแทนจากศรีลังกา ได้ลืมกระเป๋าซึ่งบรรจุชุดและมงกุฎสำคัญไว้บนรถแท็กซี่ขณะเดินทางมาทำธุระในย่านสยาม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เมื่อ Mr. Eksith Sachin Seneviratne สัญชาติศรีลังกา ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.มนตรี คำขาว สว.(สอบสวน) สน.ปทุมวัน เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตาม มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025 กลับคืนมาได้สำเร็จ

ก่อนหน้านี้ Mr. Seneviratne ซึ่งเป็นผู้จัดการของ Mrs. Lindsay-White ได้แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ว่า Mrs. Lindsay-White ได้ขึ้นรถแท็กซี่จากโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ เอเทรียม เพื่อไปยังสยามเซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์ซอย 3 แต่ระหว่างทางได้เผลอลืมกระเป๋าสะพายไว้ในรถแท็กซี่ กระเป๋าใบนั้นบรรจุมงกุฎอันล้ำค่าและชุดเดรสสีเขียว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่กำลังจะจัดขึ้นในประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายนนี้

หลังจากได้รับแจ้งความ พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์หรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน ได้สั่งการให้ทีมสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด จนกระทั่งทราบว่ารถแท็กซี่คันดังกล่าวเป็นรถโตโยต้า โคโรลล่า สีขาว-ชมพู หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายบุญชื่น มาตรคำจันทร์ อายุ 68 ปี เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่จึงได้ติดต่อนายบุญชื่นให้นำ มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025 มาคืนที่สถานีตำรวจ

นายบุญชื่นให้การว่า เขาจำไม่ได้ว่าผู้โดยสารคนไหนลืมกระเป๋าไว้ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นของใช้ผู้หญิง จึงเก็บรักษาไว้เพื่อรอเจ้าของมารับคืน

เมื่อ Mrs. Lihasha Lindsay-White ได้รับมงกุฎคืน เธอได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน, ตำรวจท่องเที่ยว 1 และนายบุญชื่น ที่ช่วยให้เธอได้มงกุฎกลับคืนมาอย่างปลอดภัย

มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025 กลับคืนสู่เจ้าของ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรวดเร็วในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ที่สามารถติดตามสิ่งของสำคัญของผู้เสียหายกลับคืนมาได้อย่างทันท่วงที นับเป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย

ความสำคัญของมงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025

สำหรับ Mrs. Lihasha Lindsay-White นั้น มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา ปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่น ความฝัน และความหวังที่จะเป็นตัวแทนของประเทศศรีลังกาในการประกวดระดับโลก การได้มงกุฎกลับคืนมาจึงเป็นสิ่งที่เติมเต็มความมั่นใจและกำลังใจให้กับเธออย่างมาก

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เราทุกคนต้องระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดินทางในที่สาธารณะ การตรวจสอบสิ่งของให้ถี่ถ้วนก่อนลงจากรถหรือออกจากสถานที่ต่างๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สินอันมีค่าได้

เรื่องราวนี้จบลงด้วยความสุขและความประทับใจ แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยและความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มที่

ที่มา – ส่งคืนแล้ว “มงกุฎมิสยูนิเวิร์สศรีลังกา” ปี 2025 หลังผู้เสียหายลืมไว้บนแท็กซี่

ลูกชายอดีตกองหลังอังกฤษ เพียร์ซ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถแทรกเตอร์

ฮาร์ลีย์ เพียร์ซ ลูกชายของ สจวร์ต เพียร์ซ อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถแทรกเตอร์

ฮาร์ลีย์ เพียร์ซ วัย 21 ปี จากเมืองมาร์ลโบโรห์ ในวิลต์เชียร์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในกลอสเตอร์เชียร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจกล่าว

ครอบครัวของฮาร์ลีย์ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของเขา โดยกล่าวว่า “ครอบครัวของเราตกใจและเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักและน้องชายผู้ทุ่มเท ฮาร์ลีย์”

อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนถนนโอลด์ เบิร์ดลิป ฮิลล์ A417 ในวิตคอมบ์ ใกล้กับกลอสเตอร์ เมื่อเวลา 14:30 น. BST ของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ครอบครัวของฮาร์ลีย์บรรยายว่าเขาเป็น “เด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มที่สดใส”

“จิตวิญญาณที่ทิ้งรอยประทับที่ไม่อาจลืมเลือนไว้ให้กับทุกคนที่รู้จักเขา” แถลงการณ์ยังกล่าวต่อ

“เขาเป็นเด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มที่สดใส และโศกนาฏกรรมอันน่าตกใจนี้จะทิ้งรอยแผลขนาดใหญ่ไว้ในหัวใจของผู้ที่โชคดีพอที่จะได้รู้จักเขา”

“ด้วยความแข็งแกร่งที่เงียบสงบและอ่อนน้อมถ่อมตน และความเมตตาอย่างสุดซึ้ง พวกเราภูมิใจในชายหนุ่มที่เขาเติบโตขึ้นมา ขยันขันแข็งในการทำงาน และมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเกษตร”

“เขาจะเป็นดาวที่ส่องแสงของเราเสมอ ขอให้ไปสู่สุคติ ลูกชายและน้องชายที่รักของเรา คุณจะไม่มีวันถูกลืมเลือน”

สจวร์ต เพียร์ซ ผู้เป็นพ่อของฮาร์ลีย์ ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 78 นัด และเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวในปี 2012 เขาลงเล่นให้กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 401 นัด

ลูกชายอดีตกองหลังอังกฤษ เพียร์ซ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถแทรกเตอร์

การสูญเสียฮาร์ลีย์ เพียร์ซ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง ลูกชายอดีตกองหลังอังกฤษ เพียร์ซ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถแทรกเตอร์ สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ลูกชายอดีตกองหลังอังกฤษ เพียร์ซ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถแทรกเตอร์

ตามรายงานข่าว อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนถนนโอลด์ เบิร์ดลิป ฮิลล์ A417 ในวิตคอมบ์ ใกล้กับกลอสเตอร์ เมื่อเวลา 14:30 น. BST ของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตำรวจกำลังสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้

สจวร์ต เพียร์ซ อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษ และผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียง ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

เหตุการณ์ ลูกชายอดีตกองหลังอังกฤษ เพียร์ซ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถแทรกเตอร์ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวเพียร์ซ และขอให้ดวงวิญญาณของฮาร์ลีย์ เพียร์ซ ไปสู่สุคติ

  • การสูญเสียครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้า
  • ครอบครัวเพียร์ซกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก
  • ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวเพียร์ซ

การจากไปของฮาร์ลีย์ เพียร์ซ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวและวงการฟุตบอล ขอให้เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องเตือนใจให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและระมัดระวัง

ที่มา – Son of ex-England defender Pearce dies in tractor crash

ทหารเมียนมา บุกเคเคปาร์ค จับแก๊งสแกมเมอร์!

ทหารเมียนมา บุกฐานแก๊งสแกมเมอร์ “เคเคปาร์ค” ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก จับพนักงานและยามรวม 2,198 คน พร้อมยึดอุปกรณ์ส่งสัญญาณสตาร์ลิงก์

เมื่อเวลา 18.22 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสื่อของเมียนมาในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ได้รับการรายงานข่าวจากทหารเมียนมาว่า ได้เข้าไปบุกพื้นที่สแกมเมอร์ชาวจีน บริเวณเคเคปาร์ค ตรงข้ามบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และสามารถยึดฐานเลเกก่อ ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้แล้ว

โดยการปฏิบัติการดังกล่าว ทหารเมียนมาได้ปิดล้อมจับพนักงานของเคเคปาร์ค จำนวน 2,198 คน ซึ่งมีพนักงาน ยามรักษาความปลอดภัย แบ่งเป็นชาย 645 คน หญิง 455 คน ยาม 98 คน นอกจากนี้ ยังยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณสตาร์ลิงก จำนวน 30 ชุด

การปฏิบัติการดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ทหารเมียนมาเข้ายึดพื้นที่บริเวณเลเกก่อ คืนจากฝ่ายกะเหรี่ยงได้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวห่างจากพื้นที่สแกมเมอร์ของชาวจีนเพียงแค่ 4 กิโลเมตรเท่านั้น

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ ฝ่ายทหารเมียนมาได้ทำความเข้าใจกับทหารกะเหรี่ยงบีจีเอฟ และทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับทหารเมียนมา ก่อนที่จะเข้าไปดำเนินการ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตจากกลุ่มกะเหรี่ยงด้วยกันเองว่า มีการสร้างภาพหรือไม่

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

ทหารเมียนมา บุกฐานแก๊งสแกรมเมอร์ บริเวณเคเคปาร์ค จับพนักงานกว่า 2 พันคน

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงน่าจับตา เมื่อทหารเมียนมาได้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ บุกทลายแหล่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่ “เคเคปาร์ค” ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก การบุกครั้งนี้ส่งผลให้มีการจับกุมพนักงานและยามรักษาความปลอดภัยจำนวนมากถึง 2,198 คน พร้อมทั้งยึดอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการสื่อสารอย่างอุปกรณ์ส่งสัญญาณสตาร์ลิงก์

รายละเอียดการบุก ทหารเมียนมา บุกฐานแก๊งสแกรมเมอร์ บริเวณเคเคปาร์ค

รายงานจากสื่อเมียนมาระบุว่า การบุกเข้าทลายเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โดยทหารเมียนมาสามารถยึดฐานเลเกก่อ ซึ่งเป็นของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงได้สำเร็จ

  • จำนวนผู้ถูกจับกุม: พนักงานและยามรวม 2,198 คน (ชาย 645 คน, หญิง 455 คน, ยาม 98 คน)
  • อุปกรณ์ที่ยึด: อุปกรณ์ส่งสัญญาณสตาร์ลิงก์ 30 ชุด
  • บริบท: พื้นที่ดังกล่าวห่างจากพื้นที่สแกมเมอร์ของชาวจีนเพียง 4 กิโลเมตร

ผลกระทบและข้อสังเกต

ถึงแม้การปฏิบัติการครั้งนี้จะได้รับการสนับสนุนจากทหารกะเหรี่ยงบีจีเอฟ และทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับทหารเมียนมา แต่ก็มีข้อสังเกตจากกลุ่มกะเหรี่ยงบางกลุ่มว่า การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการสร้างภาพเพื่อผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่

การบุก ทหารเมียนมา บุกฐานแก๊งสแกรมเมอร์ บริเวณเคเคปาร์ค ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและความท้าทายในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน การบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน ทหารเมียนมา บุกฐานแก๊งสแกรมเมอร์ บริเวณเคเคปาร์ค

ที่มา – ทหารเมียนมา บุกฐานแก๊งสแกรมเมอร์ บริเวณเคเคปาร์ค จับพนักงานกว่า 2 พันคน

รอดูยอดคนใช้ “คนละครึ่งพลัส” ก่อนเปิดเฟสใหม่

“สิริพงศ์” เผยรัฐบาลเล็งเปิด “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” หลังลงทะเบียนครบ 20 ล้านสิทธิแล้ว หวังช่วยลดภาระประชาชนให้มากที่สุด รอดูยอดอีกครั้งหากไม่ได้ใช้สิทธิใน 11 พ.ย. นำสิทธิให้ผู้ตกหล่นลงทะเบียน

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส ตั้งแต่ 06.00 น.ที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนครบ 20 ล้านสิทธิแล้ว ซึ่งผลการลงทะเบียนที่รวดเร็วนั้นไม่ได้เกินความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นที่รอคอยและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันในรอบนี้ไม่ต้องกังวล จากผลการลงทะเบียนที่ล้นหลามนี้จะพิจารณาถึงการเปิดเฟสใหม่ของโครงการ ซึ่งหากเรามีงบประมาณก็จะดำเนินการอย่างแน่นอน เพราะสามารถช่วยเหลือประชาชนและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย ทั้งนี้ ต้องรอดูยอดการใช้งานครั้งแรกของผู้ที่ได้รับสิทธิภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ด้วย หากผู้ที่ลงทะเบียนไว้แต่ยังไม่ได้มีการใช้งาน ก็จะนำสิทธิที่เหลือให้ประชาชนรายอื่นลงทะเบียนอีกครั้ง

“โครงการนี้เป็นโครงการที่ประชาชนรอคอย ในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพวกเขา ซึ่งโครงการดีๆ แบบนี้รัฐบาลอยากจะดำเนินการต่ออีกเฟส สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันในรอบนี้ ซึ่งเดี๋ยวรัฐบาลคงจะได้เร่งพิจารณากันเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด คาดว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้จะค่อยๆ กระเตื้องขึ้น ทั้งจากผลของโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ”

รอดูยอดคนใช้ “คนละครึ่งพลัส”

ข่าวดีสำหรับใครที่พลาดการลงทะเบียนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในรอบแรก! รัฐบาลกำลังพิจารณาเปิดเฟส 2 หากมีงบประมาณเพียงพอ และที่สำคัญคือการรอดูยอดการใช้จ่ายจริงของผู้ที่ได้รับสิทธิในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ หากพบว่ามีสิทธิเหลือ ก็จะนำมาเปิดให้ผู้ที่พลาดโอกาสในรอบแรกได้ลงทะเบียนกันอีกครั้ง

ทำไมต้องรอดูยอดคนใช้ “คนละครึ่งพลัส”

การรอดูยอดการใช้จ่ายจริงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้รัฐบาลประเมินผลของโครงการได้อย่างแม่นยำ หากพบว่ามีการใช้จ่ายจริงเป็นจำนวนมาก ก็แสดงว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะสนับสนุนการพิจารณาเปิดเฟส 2 ให้เป็นไปได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการยืนยันว่าเงินที่รัฐบาลลงทุนไปนั้นคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิแล้ว อย่าลืมใช้จ่ายภายในวันที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิของท่าน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้ให้เดินหน้าต่อไป หากท่านไม่สะดวกหรือไม่ต้องการใช้สิทธิ ขอให้แจ้งยกเลิก เพื่อให้สิทธิของท่านถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นที่ต้องการอย่างแท้จริง

แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนและกำลังรอคอยโอกาสในเฟส 2 ก็ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เตรียมตัวให้พร้อม และเมื่อมีการเปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้ง อย่ารอช้า รีบลงทะเบียนทันที เพราะสิทธิมีจำนวนจำกัด และโอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมๆ กัน ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อย โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย

ดังนั้น การที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การรอดูยอดการใช้จ่ายจริงของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การดำเนินงานในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย

อย่าลืมติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสดีๆ ที่กำลังจะมาถึงนะครับ! โครงการนี้อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

ที่มา – รอดูยอดคนใช้ “คนละครึ่งพลัส” หากไม่ใช้ใน 11 พ.ย. นำสิทธิให้ผู้ตกหล่นลงทะเบียน

มทภ.1 คืนที่ดินหนองหญ้าแก้ว ให้ชาวบ้าน

ในที่สุด! มทภ.1 และผู้ว่าฯ ร่วมกันคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังต้องจากบ้านไปนานกว่า 40 ปี เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่และทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว เตรียมกลับไปทำการเกษตร

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมด้วยนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และคณะ ได้ลงพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และให้ความช่วยเหลือประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่บ้านหนองจาน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารช่างได้อธิบายแผนปฏิบัติการในการเคลียร์พื้นที่ทุ่นระเบิดบริเวณบ้านหนองจานอย่างละเอียด พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้อธิบายถึงยุทธวิธีและแผนการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเจ้าหน้าที่และประชาชน

พื้นที่ที่ทำการกั้นเพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดมีขนาดประมาณ 60 ไร่ หรือที่รู้จักกันในนามบ้านกำนันลี ในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นสมรภูมิการสู้รบ และฝ่ายความมั่นคงได้เข้าเคลียร์พื้นที่ไปแล้วบางส่วน

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อีกประมาณ 64 ไร่ ซึ่งอยู่เลยแนวสแลนดำกั้นออกไป ที่เคยถูกชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาอาศัยอยู่จำนวน 135 ครัวเรือน ทางเจ้าหน้าที่กำลังวางแผนเพื่อดำเนินการทวงคืนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเดินทางไปยังบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อมอบที่ดินคืนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในอดีต นายสมพงษ์ วงชมพู ได้รับมอบที่ดินจำนวน 14 ไร่ และนางสมปอง เพชรจิต ได้รับมอบที่ดินจำนวน 14 ไร่ เช่นกัน การคืนที่ดินครั้งนี้ถือเป็นความหวังและความสุขของชาวบ้านที่รอคอยมานาน

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ที่ดินทั้งสองแปลงนี้ได้รับการตรวจสอบและเคลียร์ทุ่นระเบิดจากทหารเรียบร้อยแล้ว จึงได้ส่งคืนให้กับเจ้าของที่ดินอย่างเป็นทางการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านทั้งสองต่างรู้สึกซาบซึ้งและตั้งใจที่จะนำที่ดินไปทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว และได้กล่าวขอบคุณทหารและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ทำให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่หนองหญ้าแก้วได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปนานเกือบ 40 ปี

มทภ.1 – ผู้ว่าฯ คืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว

การคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วในครั้งนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐและกองทัพในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีต การคืนที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากมาเป็นเวลานาน

ความสำคัญของการคืนที่ดินหนองหญ้าแก้ว

การที่ มทภ.1 และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วร่วมมือกันคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วนั้น แสดงให้เห็นความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การที่ชาวบ้านสามารถกลับมาทำการเกษตรในที่ดินของตนเองได้ จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การคืนที่ดินยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีและความปรองดองในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีตเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การคืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา เช่น การสนับสนุนด้านการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการศึกษา เพื่อให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – มทภ.1 – ผู้ว่าฯ คืนที่ดินให้ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังออกจากพื้นที่นานร่วม 40 ปี

รวบ 4 ชาวจีน ลอบเข้าไทย อ้างขนทอง

เจ้าหน้าที่รวบตัว 4 ชายชาวจีน ลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย โดยมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อจะข้ามไปยังปอยเปต พวกเขาอ้างว่าได้รับการว่าจ้างให้ไปขนทองคำกลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาแก่บุคคลเหล่านี้ ก่อนที่จะนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยกำลังจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้เข้าตรวจสอบบริเวณช่องทางธรรมชาติริมถนนหมายเลข 3383 บ้านผ่านศึก เขตสาม หมู่ที่ 5 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ 350 เมตร สืบเนื่องจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มบุคคลที่น่าสงสัยลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบพบชายชาวจีนจำนวน 4 ราย ซึ่งทั้งหมดไม่มีเอกสารเดินทาง (Passport) และไม่สามารถแสดงหลักฐานการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผ่านล่ามแปลภาษา ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนให้การตรงกันว่า พวกเขาเดินทางมาจากประเทศจีน โดยแยกย้ายกันเดินทางจากหลายมณฑล ผ่านประเทศเมียนมาและลาว ก่อนที่จะลักลอบเข้ามาในประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็นั่งรถยนต์โดยเปลี่ยนรถไปหลายคัน โดยมีจุดมุ่งหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังกัมพูชา เพื่อขนทองคำกลับประเทศจีน พวกเขายังอ้างว่ามีนายหน้าชาวจีนเป็นผู้จัดการเรื่องการเดินทางให้ทั้งหมด และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยติดต่อสื่อสารกันผ่านแอปพลิเคชัน Telegram

จากการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ทราบว่า ก่อนที่จะถูกจับกุม กลุ่มชาวจีนทั้ง 4 คนนี้ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านที่นายเรวัติ อายุ 25 ปี ชาวอำเภออรัญประเทศ เป็นผู้เช่า ต่อมาในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม กลุ่มชาวจีนได้เดินทางออกจากบ้านพัก มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ชายแดนบ้านผ่านศึก เพื่อพยายามที่จะลักลอบข้ามพรมแดนไปยังกัมพูชา ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยร่วมปฏิบัติการเข้าจับกุมตัวได้ทั้งหมด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าว (สัญชาติจีน) เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ ดังนั้นจึงได้ควบคุมตัวตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าไม่เข้าข่ายการเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ เนื่องจากทั้งหมดให้การว่าสมัครใจที่จะเดินทางเข้ามาเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อรับทองคำกลับประเทศจีน

รวบ 4 ชาวจีน ลอบเข้าไทย อ้างขนทอง

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้คือ การลักลอบเข้าประเทศเพื่อจุดประสงค์ในการขนส่งทองคำ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ไม่เปิดเผยหรือผิดกฎหมาย การที่บุคคลเหล่านี้เลือกที่จะเดินทางผ่านหลายประเทศและลักลอบเข้าประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามปกติ

ทำไมถึงต้องลอบเข้าไทยเพื่อขนทอง?

คำถามคือ ทำไมกลุ่มชาวจีนเหล่านี้จึงเลือกที่จะใช้วิธีการลักลอบเข้าประเทศแทนที่จะเดินทางอย่างถูกกฎหมาย? คำตอบอาจอยู่ที่ความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือการเสียภาษีที่อาจเกิดขึ้นหากนำทองคำผ่านช่องทางปกติ นอกจากนี้ การว่าจ้างให้บุคคลอื่นขนส่งทองคำแทน อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้ามีค่า

  • ความเสี่ยงในการลักลอบเข้าเมือง: การเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลและการถูกจับกุมดำเนินคดี
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: การลักลอบเข้าเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
  • ความสำคัญของการตรวจสอบ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการลักลอบเข้าเมือง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมือง และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ชาวจีนกลุ่มนี้อ้างว่าถูกว่าจ้าง รวบ 4 ชาวจีน ลอบเข้าไทย อ้างขนทอง สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการที่อาจมีขนาดใหญ่กว่าที่เราเห็น และอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ซับซ้อนกว่านี้ การสืบสวนเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำเหล่านี้

ที่มา – รวบ 4 ชาวจีนลอบเข้าไทย อ้างจะไปปอยเปต รับจ้างขนทองคำกลับประเทศ