วัน: 22 ตุลาคม 2025

รอง จตช. ยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์ก่อนเกาหลี

“พล.ต.ท.ไตรรงค์” รองจเรตำรวจแห่งชาติ ยืนยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์กัมพูชาก่อนเกาหลี แต่ถูกยื้อเวลา-ไม่ได้รับความร่วมมือ จนต้องกลับบ้านมือเปล่า เผย ปปง. มีการอายัดทรัพย์ สว.กัมพูชา ในไทย 70 ล้าน คาดเอี่ยวแก๊งคอลเซนเตอร์

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) กล่าวภายหลังการประชุมด่วนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเรียกประชุมวานนี้ (21 ต.ค.) เพื่อดำเนินการตามปฏิบัติการของนายกรัฐมนตรีที่ได้มีการเรียกประชุมคณะอำนวยการปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของรัฐบาล 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้นำแนวทางที่นายกรัฐมนตรีมอบให้ โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยกระดับการทำงานของศูนย์วอร์รูมที่จัดตั้งขึ้น ให้ทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อดูแลเรื่องการอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ฯ สามารถระงับการเคลื่อนย้ายเงินออกนอกประเทศได้มากกว่า 40%

เมื่อถามถึงการปฏิบัติงานของตำรวจไทยที่ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกับทางการเกาหลีใต้ ที่ใช้เวลาไม่กี่วันสามารถนำพลเมืองของตนกลับประเทศได้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ปฏิบัติ ตำรวจไทยเคยทำมาก่อน และมีความพยายามมาโดยตลอด โดยได้ยกตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคม ถึงกันยายนปี 2567 ตำรวจไซเบอร์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานงานกับตำรวจกัมพูชา นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ขณะดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ ศปอส.ตร. โดยได้เดินทางไปกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อพูดคุยและมอบข้อมูลที่ตำรวจไทยเรียกว่า “คดีภูริคาสิโน”

โดยภูริคาสิโน เป็นที่ตั้งของทั้งคาสิโนและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งตำรวจไทยสามารถขยายผลออกหมายจับผู้กระทำความผิดทั้งคนไทยและกัมพูชาได้มากกว่า 160 หมายจับ พร้อมมีตำแหน่งที่ตั้งของฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์ที่ชัดเจน และนำข้อมูลทั้งหมดประสานกับทางการกัมพูชาที่แจ้งว่าจะมีการปฏิบัติการร่วมกัน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เมื่อทางการกัมพูชาพาตำรวจไทยไปดูตามสถานที่ตั้ง ที่เป็นอาคารปฏิบัติงานของสแกมเมอร์ ก็ได้พบอาคารที่มีรั้วรอบขอบชิด มีส่วนของการกักขังและห้องปฏิบัติงานเหมือนที่ตำรวจเกาหลีใต้เจอ แต่ภายหลังจากมีการกำหนดวันที่จะลงปฏิบัติการเข้าจับกุม และช่วยเหลือ กลับมีการเลื่อนนัดหมายโดยตลอด จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 1 เดือน และขอให้เจ้าหน้าที่ไทยกลับประเทศก่อนจะมีการนัดหมายใหม่ ส่งผลให้ในครั้งนั้นตำรวจไทยต้องกลับบ้านมือเปล่า

“ยืนยันว่าตำรวจไทยเดินหน้าปฏิบัติการดังกล่าวมาก่อนทางตำรวจเกาหลีใต้ และทำอย่างจริงจัง เนื่องจากมีหมายจับที่ชัดเจนระบุรายชื่อบุคคลที่กระทำความผิดไว้ แต่ความร่วมมือที่เราได้รับจากทางการกัมพูชาแตกต่างจากเกาหลีใต้ เรื่องนี้อยู่ที่ทางกัมพูชาที่จะตัดสินใจให้ความร่วมมือกับไทย เหมือนกับที่ให้กับเกาหลีใต้หรือไม่” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตำรวจไทยได้มีการนำส่งข้อมูลถึงสถานที่ตั้งของสแกมเมอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา 62 จุด ให้ทางการกัมพูชา แต่ทางการกัมพูชาก็ไม่ยอมรับเรื่องนี้ พร้อมกับส่งข้อมูลจุดผ่านแดนธรรมชาติว่ามีการลักลอบข้ามแดน ซึ่งกัมพูชาก็ไม่ยอมรับ ส่งหมายจับไปให้ก็อยู่ระหว่างการเจรจา

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงต่างประเทศ มีการยกระดับเกี่ยวกับมาตรการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ โดยจะต้องมีการประสานงานหน่วยงานต่างๆ หน่วยงานนานาชาติ ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานการช่วยเหลือ ทั้งภาคเอกชน และ NGO ให้เข้ามาร่วมมือกันกับทางการไทยในการช่วยเหลือเหยื่อและส่งต่อข้อมูล รวมถึงกดดันไปยังประเทศที่เป็นที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์บุคคลในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นบุคคลสองสัญชาติ เช่น กรณีของออกญา ลี ยงพัด หรือชื่อไทยว่า พัด สุภาภา สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนและไทยเกาะกง เจ้าของบริษัทแอลวายพีกรุป (LYP Group)

เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตรวจสอบว่าผิดกฎหมายส่วนใด ให้กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องไป หากพบว่ามีความผิดก็จะมีการเพิกถอนสัญชาติเป็นลำดับต่อไป ในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีหลักฐานแน่ชัดว่า “พัด สุภาภา” มีบัตรประชาชนของประเทศไทย แต่เป็นชาวกัมพูชา และมีชื่ออยู่ในเครือข่ายสแกมเมอร์ รีสอร์ทโอเสม็ดคาสิโน ที่ตั้งอยู่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดย สำนักงาน ปปง. มีการอายัดทรัพย์ พัด สุภาภา เฉพาะในประเทศไทยไปแล้วประมาณ 70 ล้านบาท

ส่วนกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ในประเทศกัมพูชามีการกระจายตัว และบางส่วนหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย พร้อมกับมีการนำชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานเข้ามาซุกซ่อนร่วมด้วยนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบเพียงกระแสข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ในการตรวจสอบยังไม่พบข้อเท็จจริง ว่ามีการลักลอบนำชาวเกาหลีใต้เข้ามาในเมืองไทยผ่านช่องทางใด

รอง จตช. ยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์ก่อนเกาหลี

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ การที่ประเทศไทยดำเนินการเชิงรุกในการรอง จตช. ยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์ก่อนเกาหลี แต่กลับต้องเผชิญกับความไม่ร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก

ความท้าทายในการปราบปรามสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ปัญหาสำคัญที่ทำให้การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นเรื่องท้าทาย คือ:

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การขาดความร่วมมือหรือความล่าช้าในการประสานงานกับประเทศที่เป็นฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์ ทำให้การเข้าจับกุมและการช่วยเหลือเหยื่อเป็นไปได้ยาก
  • ความซับซ้อนของเครือข่าย: แก๊งสแกมเมอร์มักมีเครือข่ายที่ซับซ้อนและมีการกระจายตัว ทำให้การติดตามและจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดเป็นเรื่องยาก
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ข้อจำกัดทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศ อาจเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม การที่รอง จตช. ยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์ก่อนเกาหลี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไทยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และความพยายามที่จะปกป้องประชาชนจากภัยร้ายเหล่านี้

ถึงแม้ว่าการรอง จตช. ยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์ก่อนเกาหลี จะประสบปัญหาและอุปสรรคต่างๆ แต่ก็ยังมีความหวังว่าด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็งขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะสามารถเอาชนะแก๊งสแกมเมอร์และสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์ได้ในที่สุด

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ตำรวจหรือรัฐบาล เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิดจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งเหล่านี้ได้ โดยการ:

  • ระมัดระวังตัว: อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงิน
  • แจ้งเบาะแส: หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ให้ความรู้: แบ่งปันข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ให้แก่คนรอบข้าง เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงภัยร้ายนี้

ที่มา – รอง จตช. ยันไทยลุยปราบสแกมเมอร์ก่อนเกาหลี แต่กัมพูชายื้อเวลา-ไม่ให้ความร่วมมือ

ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน! ขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

“พิพัฒน์” เปิดออปชันเสริมแก้ปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” เดินหน้าเจรจาสร้างต่อขยายระยอง – จันทบุรี – ตราด มั่นใจเกิดความคุ้มค่าและจูงใจลงทุน

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าและแนวทางล่าสุดในการขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยระบุว่า ภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ ตนจะนัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับการดำเนินโครงการนี้

อย่างไรก็ดี ตนยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าตนจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ตอนนี้เรามีออปชันเสริมที่จะไปเจรจากับเอกชน เพื่อทำส่วนต่อขยายออกไปถึงตราด จูงใจการใช้บริการมากขึ้น และน่าจะจูงใจให้เอกชนดำเนินโครงการนี้ ซึ่งหากเอกชนรับข้อเสนอออปชันเสริมนี้ ก็จะเจรจาทำสัญญาใหม่หรือสัญญาต่อเนื่อง แต่ต้องเจรจาผลตอบแทนให้กับรัฐเพิ่มเติมด้วย”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แนวทางเจรจาออปชันเสริมนี้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อเอื้อเอกชน เพราะรัฐจะยังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม และการสร้างส่วนต่อขยายออกไป เกิดประโยชน์กับประชาชน และสร้างโอกาสในการใช้บริการเพิ่มเติม และแนวทางแก้ไขสัญญา อาจกลายเป็นการผิดสัญญา ทำให้ผู้ประมูลรายอื่นที่เคยแพ้การประมูลสามารถอ้างสิทธิ์ฟ้องร้องได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้

ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

โครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ที่มีการพูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดมีข่าวอัปเดตจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการเจรจาส่วนต่อขยายเพื่อดึงดูดนักลงทุน

ทำไมต้องขยายไฮสปีด 3 สนามบินไปถึงตราด?

คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นตราด? การขยายเส้นทางลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ไปยังจังหวัดตราดนั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ประการแรกคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดตราดเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามมากมาย การมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อจะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น

ประการที่สองคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟความเร็วสูงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขนส่ง

ประการที่สามคือความคุ้มค่าในการลงทุน การขยายเส้นทางไปยังตราดจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเอกชนให้เข้ามาลงทุนในโครงการ

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของโครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน หากการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เราก็จะได้เห็นรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดตราด ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคมขนส่งของประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับจากการลงทุนส่วนต่อขยายนี้ รวมถึงความโปร่งใสในการเจรจาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง การผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การมีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองสำคัญต่างๆ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชน การติดตามความคืบหน้าของโครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ

ที่มา – ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน “พิพัฒน์” เผยแผนเจรจา สร้างส่วนต่อขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

กสทช. เข้ม! ห้ามสัญญาณมือถือล้ำแดน


สำนักงาน กสทช. เข้มผู้ให้บริการโทรคมนาคม สั่งห้ามสัญญาณโทรศัพท์มือถือล้ำข้ามประเทศ เล็งใช้เทคนิค Cell Radius ตีกรอบสัญญาณให้อยู่ในประเทศ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการใช้สัญญาณโทรศัพท์ข้ามแดนโดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีคำสั่งให้สำนักงาน กสทช. กำชับผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่างเข้มงวด ห้ามมิให้นำโครงข่ายโทรคมนาคมหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้รับใบอนุญาตไปใช้ในการประกอบธุรกิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

สำนักงาน กสทช. จึงได้เชิญผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเข้าร่วมประชุมเร่งด่วน เพื่อรับทราบและปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  1. มาตรการสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ (เสาสัญญาณ) บริเวณชายแดน: ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมความสูงสายอากาศของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่บริเวณชายแดนที่ได้ประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ และให้ใช้เทคนิค “การจำกัดรัศมีการให้บริการ หรือ Cell Radius” บริเวณชายแดน ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสถานีฐานแต่ละแห่ง โดยไม่ต้องจำกัดความสูงของจุดติดตั้งสายอากาศ แต่เป็นการจำกัดการใช้งานของอุปกรณ์ให้อยู่ภายในรัศมีที่กำหนดไว้ ทำให้สามารถควบคุมไม่ให้สัญญาณมือถือล้ำข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้
  2. การตรวจสอบคู่สัญญาบริการที่มีความเสี่ยง: สำนักงาน กสทช. สั่งกำชับให้ผู้รับใบอนุญาตที่ให้บริการโทรคมนาคมตรวจสอบคู่สัญญาบริการที่มีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมการใช้บริการที่มีความเสี่ยง หากตรวจพบ ให้ดำเนินการระงับบริการและแจ้งมายังสำนักงาน กสทช. ทันที เพื่อนำไปขยายผล หากไม่ดำเนินการ จะต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 4/1 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  3. การควบคุม IP Address: สำนักงาน กสทช. สั่งกำชับให้ผู้รับใบอนุญาตที่ให้บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ต้องไม่นำ IP address ที่จดทะเบียนในประเทศไทยไปให้บริการในต่างประเทศ

กสทช. เข้ม! ห้ามสัญญาณมือถือล้ำแดน

นายไตรรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้กลายเป็นปัญหาระดับโลกและเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทยที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและก่อปัญหาทางสังคม นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งกำชับให้สำนักงาน กสทช. ดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวด ทำให้ต้องเรียกผู้ประกอบการโทรคมนาคมมารับทราบและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่สำนักงาน กสทช. ได้ออกมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่บริเวณชายแดน การกำหนดมาตรการลดความสูงสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้จำกัดสัญญาณโทรศัพท์ให้ใช้งานได้เฉพาะภายในเขตพื้นที่ประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาณล้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกลุ่มอาชญากรอาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริเวณชายแดนประเทศกัมพูชา โดยยังคงคุณภาพการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บริเวณชายแดนให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม กสทช. ต้องเข้มงวดเรื่องสัญญาณมือถือล้ำแดน?

การที่สัญญาณมือถือล้ำข้ามแดนอาจเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น การจำกัดสัญญาณให้อยู่ในพื้นที่จึงเป็นการตัดโอกาสและลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของไทยไปในทางที่ผิดกฎหมาย

หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการหรือไม่ให้ความร่วมมือ จะถือเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 12.16 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องระมัดระวังมิให้ผู้ใดนำโครงข่ายโทรคมนาคมไปใช้ในการประกอบธุรกิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค เพื่อความปลอดภัยของสังคม และความมั่นคงของรัฐ

การฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว อาจเป็นผลให้ กสทช. พิจารณาพักใช้ เพิกถอน หรือสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามมาตรา 64, 65 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กสทช. ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และรักษาความมั่นคงของประเทศ การควบคุมสัญญาณมือถือล้ำข้ามแดนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการดังกล่าว เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศและประชาชน

ที่มา – กสทช. เข้ม สั่งผู้ให้บริการห้ามสัญญาณมือถือล้ำข้ามแดน เล็งใช้ Cell Radius ตีกรอบ

วรภัคลาออก รมช.คลัง! มีผลทันที ขอบคุณอนุทิน

เกิดอะไรขึ้นในการเมืองไทยล่าสุด? นายวรภัค ธันยาวงษ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สาเหตุของการลาออกครั้งนี้คืออะไร และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อรัฐบาลปัจจุบัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกรายละเอียด

วรภัคลาออก รมช.คลัง

นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งถึงนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ และจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของตนเอง

ในหนังสือลาออก นายวรภัคระบุว่า “กระผมได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า เรื่องส่วนบุคคลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจของรัฐบาลโดยรวม กระผมขอเรียนว่า เพื่อเป็นการยืนยันหลักการความโปร่งใส และเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างอิสระ ปราศจากข้อครหาใดๆ กระผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป”

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของวรภัคลาออก รมช.คลัง

แม้ว่าเหตุผลอย่างเป็นทางการคือการถูกใส่ร้ายป้ายสี แต่ก็มีการคาดการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการลาออกในครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าอาจมีประเด็นทางการเมืองภายในที่ซับซ้อนกว่านั้น หรืออาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในเรื่องนโยบายบางอย่าง

นายวรภัคยังได้กล่าวขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความไว้วางใจและโอกาสให้ได้ร่วมทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยระบุว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโยบายสำคัญของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประเทศ

ถึงแม้จะลาออกจากตำแหน่งแล้ว นายวรภัคยังยืนยันว่าจะยังคงยืนหยัดในหลักนิติธรรมและพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่มุ่งหวังเห็นประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและโปร่งใสต่อไป

ผลกระทบต่อรัฐบาล

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของกระทรวงการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องเร่งสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงาน

นอกจากนี้ การลาออกครั้งนี้ยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลในสายตาของประชาชนและนักลงทุน การที่รัฐมนตรีลาออกกลางคันอาจถูกมองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาภายใน หรืออาจมีประเด็นที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องทำงานต่อไป และพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ตาม

อนาคตทางการเมืองของวรภัค

หลังจากนี้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะมีบทบาททางการเมืองต่อไปในอนาคตหรือไม่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาแล้ว นายวรภัคย่อมเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและอาจกลับเข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมืองได้อีกครั้งในอนาคต

บทสรุป: วรภัคลาออก รมช.คลัง

การวรภัคลาออก รมช.คลัง ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองต่อไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเมืองไทยในอนาคต การดำเนินงานทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริง และการปรับตัวของรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพ ถือเป็นสิ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “วรภัค” ยื่นหนังสือลาออก รมช.คลัง ถึงนายกฯ มีผลทันที ขอบคุณ “อนุทิน” ให้โอกาสทำงาน

แม่ค้าขอโชค “ตาทองงิ้วราย” งานองค์พระปฐมเจดีย์ปัง!

แม่ค้าแห่ขอโชค “ตาทองงิ้วราย” หวังให้ร้านอาหารขายดิบขายดีใน “งานองค์พระปฐมเจดีย์” สุดท้ายไม่พลาดที่จะขอ “เลขเด็ดงวดนี้” กลับไปเสี่ยงโชค

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดสว่างอารมณ์ แคแถว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ว่าในช่วงเทศกาลกินเจ (20-30 ต.ค. 68) โรงเจหลายแห่งในนครปฐมนั้นคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่โรงเจวัดสว่างอารมณ์ ซึ่งหลวงพ่อแป๊ะได้สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ (สูงกว่า 10 เมตร) เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย (เทพเจ้าแห่งความร่ำรวย) และเจ้าพ่อกวนอู โรงเจแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ที่ศรัทธา

หลังจากทำบุญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโรงเจแล้ว หลายคนยังคงมุ่งหน้าไปกราบไหว้ขอพรและโชคลาภที่วัดสว่างอารมณ์ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพระเงินพระทอง และ“ตาทองงิ้วราย” ที่มีผู้คนหลั่งไหลมาขอโชคลาภกันอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในผู้ที่เดินทางมาในวันนี้คือ น.ส.จอมใจ ดอกไม้ (27 ปี) และคุณแม่ยาย น.ส.สมควร อร่ามบุตร (57 ปี) ซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารใน อ.นครชัยศรี ทั้งสองตั้งใจเดินทางมาเพื่อขอพรจากพระเงินพระทอง และขอโชคจาก“ตาทองงิ้วราย”

น.ส.สมควร อร่ามบุตร เปิดเผยว่า เธอตั้งใจมาทำบุญและถือศีลกินเจที่โรงเจวัดสว่างอารมณ์ โดยมีลูกสะใภ้เป็นผู้พามา หลังจากทำบุญที่โรงเจเสร็จสิ้น จึงถือโอกาสมากราบไหว้พระเงินพระทอง และขอโชคลาภจาก“ตาทองงิ้วราย” เนื่องจากกำลังกังวลเกี่ยวกับการเปิดร้านขายอาหารในงานวัดองค์พระปฐมเจดีย์ เพราะค่าเช่านั้นค่อนข้างสูง และกลัวว่าจะขายไม่ดี

เธอจึงตัดสินใจมาขอโชคขอลาภจาก“ตาทองงิ้วราย” หวังว่าการค้าขายจะราบรื่น ไม่ขาดทุน และหากได้กำไรดี หรือถูกรางวัล ก็จะนำสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท มาถวายให้ จากนั้นเธอก็ยกมือพนม ก่อนจะหยิบกระบอกเซียมซีมาเขย่าจนได้เลข 2-8-0 นอกจากนี้ ลูกสะใภ้ยังได้เสี่ยงทายด้วยการล้วงไข่ในกระบุง 3 ลูก ได้เลข 5-9-1 โดยทั้งคู่บอกว่าจะนำเลขที่ได้ไปหาซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชคต่อไป

เลขเด็ดจากตาทองงิ้วราย!

ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า หลายคนต่างให้ความสนใจกับเลขหยดน้ำตาเทียนในอ่างน้ำมนต์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าหุ่นปั้นตาทองงิ้วราย โดยมีการตีความว่าเห็นเป็นเลข 974 และ 546

พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ยังได้เชิญชวนสาธุชนและศิษยานุศิษย์ทุกท่าน ร่วมงานทอดกฐินสามัคคีที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.09 น. เป็นต้นไป โดยจะมีการแห่พุ่มกฐินรอบพระอุโบสถ ก่อนที่จะทำพิธีทอดกฐิน นอกจากนี้ หลวงพ่อแป๊ะยังได้เปิดโรงครัววัด และมีร้านอาหารชื่อดังอีกมากมายมาร่วมออกร้าน ให้บริการอาหารคาวหวานฟรีตลอดทั้งงาน รายได้จากการทอดกฐินในครั้งนี้ จะนำไปจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมให้กับวัด และติดตั้งไฟโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่าย

ขอโชค “ตาทองงิ้วราย” งานองค์พระปฐมเจดีย์

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ด หรือต้องการเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต การเดินทางไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดสว่างอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตาทองงิ้วราย” อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นธุรกิจ หรือต้องการกำลังใจในการดำเนินชีวิต

ที่มา – แม่ค้าขอโชค “ตาทองงิ้วราย” ให้งานองค์พระปฐมเจดีย์ยอดขายปัง ไม่ลืมลุ้น “เลขเด็ด”

กินเจ 2568: เช็กราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ เทียบปีก่อน!

เทศกาลกินเจ 2568 ใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนคงกำลังเตรียมตัวจับจ่ายซื้อของเพื่อทำอาหารเจทานเอง หรือซื้ออาหารเจสำเร็จรูป วันนี้เราจะพาไปสำรวจราคาสินค้าที่ตลาดยิ่งเจริญกันค่ะ

กรมการค้าภายใน ตรวจราคาสินค้าช่วงเทศกาลกินเจ 2568 ที่ตลาดยิ่งเจริญ พบราคาสินค้าส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน มีเพียงผักบางชนิดที่ปรับขึ้นเล็กน้อย พร้อมผลักดันร้านธงฟ้า-ร้านค้าประชารัฐ กว่า 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศร่วมคนละครึ่งพลัส เพิ่มทางเลือกประชาชนซื้อของถูก

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เผยภายหลังการติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ณ ตลาดยิ่งเจริญ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ว่า สถานการณ์การจำหน่ายสินค้าเทศกาลกินเจ 2568ตลาดยิ่งเจริญ เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาจับจ่ายจำนวนมาก โดยพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมืออย่างดี ในการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนครบถ้วน และมีการจัดโปรโมชั่น “3 อย่าง 100 บาท” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแผงจำหน่ายวัตถุดิบอาหารเจ เช่น ผักสด เต้าหู้ หมี่ซั่ว และสินค้าโปรตีนทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

จากการสอบถามแม่ค้าและผู้บริโภค พบว่า ราคาวัตถุดิบอาหารเจปีนี้ลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะกะหล่ำปลี หัวไชเท้า ผักกาด และแครอท ขณะที่ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง เช่น ฟองเต้าหู้ เห็ดหอม และหมี่ซั่ว มีราคาทรงตัวจากปีก่อน ไม่ได้ปรับขึ้น ส่วนผักบางชนิด เช่น คะน้าและกวางตุ้ง ราคาขยับขึ้นเล็กน้อยตามสภาพผลผลิตจากสภาพอากาศ โดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าตลาดยิ่งเจริญเป็นแหล่งซื้อสินค้าเทศกาลกินเจ ที่มีราคาย่อมเยา และมีสินค้าหลากหลายตอบโจทย์การบริโภคเจได้ครบในที่เดียว

สำหรับเทศกาลเจปี 2568 กรมได้จัดกิจกรรม “มหกรรมสินค้าลดราคาสินค้าเทศกาลกินเจ อิ่มบุญ ราคาประหยัด” ระหว่างวันที่ 21–29 ต.ค.68 ลดราคาสินค้าครอบคลุมทั้งวัตถุดิบอาหารเจ ซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต (Plant-based) และอาหารสด–ปรุงสำเร็จ พร้อมเชื่อมโยงผักปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรงเข้าสู่ตลาด จำหน่ายในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่องตลอดเทศกาล โดยมีพันธมิตรกว่า 97 ราย ทั้งจากห้างค้าส่ง–ค้าปลีก ตลาดสด ตลาดกลาง และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วม สามารถลดราคาสินค้าได้สูงสุดถึง 56% เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารเจ คุณภาพดีในราคาย่อมเยา พร้อมทั้งเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ยังได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบการแสดงป้ายราคาสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างโปร่งใส โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดยิ่งเจริญในกรุงเทพมหานคร พบว่าประชาชนให้การตอบรับกิจกรรมลดราคาคึกคัก

“กรมจะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเทศกาล หากพบการจำหน่ายสินค้าเกินราคาที่สมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือบิดเบือนปริมาณ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และหากพบเห็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมโทร.1569 จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ และหากพบผิด จะดำเนินการตามกฎหมาย”

นายกรนิจ กล่าวต่อถึงโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลว่า กรมได้เร่งขยายเครือข่ายร้านค้าประชารัฐและร้านค้าธงฟ้ากว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิคนละครึ่งซื้อสินค้าได้จริง ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

กินเจ 2568 ตรวจราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ ส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน เว้นผักบางชนิด

สรุปได้ว่า เทศกาลกินเจ 2568 นี้ ราคาสินค้าหลายรายการในตลาดยิ่งเจริญมีการปรับลดลง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเจได้ในราคาที่ย่อมเยา อย่างไรก็ตาม ผักบางชนิดอาจมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากสภาพอากาศ หากใครที่กำลังวางแผนจะซื้อของเตรียมทำอาหารเจ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ

เช็กราคาสินค้า กินเจ 2568 ก่อนช้อป!

  • ผักสด: กะหล่ำปลี, หัวไชเท้า, ผักกาด, แครอท ราคาลดลง
  • ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง: ฟองเต้าหู้, เห็ดหอม, หมี่ซั่ว ราคาทรงตัว
  • ผักบางชนิด: คะน้า, กวางตุ้ง ราคาขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ อย่าลืมมองหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้สิทธิลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลกินเจ 2568 นี้นะคะ

ที่มา – กินเจ 2568 ตรวจราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ ส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน เว้นผักบางชนิด

ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว ถูกแอบอ้าง! ระวังข่าวปลอม

ระวัง! ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว กรณีถูกแอบอ้างชื่อสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกท่านระมัดระวังในการรับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

สืบเนื่องจากวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ทางทีมงานไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว พบว่ามีบุคคลแอบอ้างใช้ชื่อ “ไทยรัฐ แจ้งข่าว คลิป” สร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมขึ้นมา โดยนำเสนอข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง และไม่ได้มาจากทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์โดยตรง การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของไทยรัฐออนไลน์

ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว ข่าวปลอม!

เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้น เป็นข้อมูลที่ถูกดัดแปลงและบิดเบือนจากข้อเท็จจริง โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี มีเจตนาสร้างความเข้าใจผิดและหวังผลประโยชน์บางอย่าง การแชร์และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวบนโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง

จะรู้ได้อย่างไรว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม?

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวเสมอ หากเป็นเพจที่ไม่คุ้นเคย หรือมีชื่อแปลกๆ ให้สงสัยไว้ก่อน
  • เปรียบเทียบข้อมูลกับแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออื่นๆ เช่น สำนักข่าวชั้นนำ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ
  • สังเกตความผิดปกติของเนื้อหา เช่น การใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้อง การสะกดคำผิด หรือการพาดหัวข่าวที่เกินจริง
  • อย่าเพิ่งแชร์หรือส่งต่อข่าว หากยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลเป็นความจริง

ทางไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว และได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.บางซื่อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางทีมข่าวจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์ ขอยืนยันว่าเรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมเสมอ เราขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและติดตามข่าวสารจากไทยรัฐออนไลน์มาโดยตลอด

การแพร่ระบาดของข่าวปลอมเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมได้ เริ่มต้นจากการตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อและแชร์ ร่วมกันสร้างสังคมข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – ไทยรัฐออนไลน์ไม่เกี่ยว ถูกอ้างชื่อสร้างเพจเฟซบุ๊ก เผยแพร่ข่าวปลอม

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

“อนุทิน” ไม่ตั้งใครแทน หลัง “วรภัค” ลาออก บ่นเสียดาย แต่ต้องขอบคุณที่แสดงสปิริต ยืนยันไม่ได้กดดันให้ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งรมช.คลัง ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ตนได้รับจดหมายชี้แจงจากนายวรภัคมา 3 แผ่น พร้อมกับชูเอกสารดังกล่าวให้สื่อมวลชนเห็น ก่อนกล่าวว่า เดี๋ยวจะอ่านในรถ เนื่องจากวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งให้นายวรภัค ทำรายงานเข้ามา แต่เมื่อสักครู่ทราบว่านายวรภัค ได้แถลงข่าวและแจ้งว่าจะลาออก ก็เสียดาย เดี๋ยวก็คงจะโทรหา แต่ต้องขอบคุณนายวรภัค ที่แสดงสปิริต และที่คุยกันวันที่ 21 ต.ค. นายวรภัค ก็ไม่ได้มีการปรารภอะไร เมื่อถามว่ายืนยันไม่ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีใครกดดัน นายวรภัค คงคิดถึงภาพรวม ตนรู้จักท่านมาหลายปีเป็นเพื่อนกันพอเห็นสไตล์การทำงาน เมื่อถามว่าจะกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม เพราะตอนนี้จะถือว่าท่านมีความผิดก็ไม่ได้ พอมีการกล่าวหาเช่นนี้มา ท่านก็แสดงสปิริต

ไม่ยึดเป็นบรรทัดฐานดูเป็นกรณีไป

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมมาแทนที่ นายวรภัค หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ตั้งใคร เวลาเรามีจำกัด 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ เชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้ เราก็ช่วยกันบริหาร เมื่อถามว่ากรณีของนายวรภัคจะเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อครหาแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเรื่อง เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกตอนแต่งตั้งรัฐมนตรีเราตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วถ้าใครมีประวัติที่ถูกดำเนินคดี เราก็ไม่ตั้ง เมื่อถามว่ากังวลจะมีการร้องเรียนตามหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถามย้ำว่าก่อนแต่งตั้งนายวรภัค เป็นรัฐมนตรี ได้มีเสียงทักท้วงหรือไม่ และกังวลจะมีการร้องย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มีใครทักท้วง และไม่กังวลอะไร

“วรภัค”ส่งไลน์ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรภัคได้ส่งข้อความและเหตุผลในการลาออกไปยังกลุ่มไลน์ของคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทินอยู่ในกลุ่ม ถึงเหตุผลในการตัดสินใจด้วย โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาล และการดำเนินงานหลังจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยแสดงความเสียดายต่อการลาออกของนายวรภัค แต่ก็เข้าใจและขอบคุณที่แสดงสปิริต

อนุทินมองการลาออกของวรภัคเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

นายอนุทินได้กล่าวว่า การลาออกของนายวรภัคถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีมีความรับผิดชอบและคิดถึงภาพรวมของประเทศเป็นสำคัญ แม้ว่าจะไม่ได้มีการกดดันให้ลาออก แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความเสียสละ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่มีการแต่งตั้งใครมาแทนที่ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้

สำหรับประเด็นเรื่องการถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วก่อนที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรี และหากใครมีประวัติที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐบาล และการดำเนินงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ย้ำว่า ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ และจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

การที่ อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมือง และความสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร การตัดสินใจของนายวรภัค และการตอบสนองของนายอนุทิน จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้บริหารในอนาคต

ในส่วนของการดำเนินงานหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารงาน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง และการแสดงความเห็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้จุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงในสังคม การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการเรียนรู้จากบทเรียนครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” บ่นเสียดาย “วรภัค” ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

เปิดแล้ว! มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย วิ่งฟรี

เปิดแล้ววันนี้ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย เริ่มใช้ได้ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทดลองวิ่งฟรีระยะทางประมาณ 10.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้

กรมทางหลวง โดยกระทรวงคมนาคม ได้เปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 หรือ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย เชื่อมต่อวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ จากต่างระดับบางขุนเทียน ถึงเอกชัย อย่างเป็นทางการ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธาน โดยเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อทดลองใช้เส้นทางจริง ในช่วงที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ระยะทางประมาณ 10.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ จากทางแยกต่างระดับบางขุนเทียนจนถึงเอกชัย โดยยังไม่เก็บค่าผ่านทาง ซึ่งเป็นโครงข่ายสำคัญในการเดินทางสู่ภาคใต้

โดยมอเตอร์เวย์สาย M82 ที่พร้อมในการทดลองเปิดให้บริการในครั้งนี้จะเชื่อมต่อกับวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ ช่วงต่างระดับบางขุนเทียน ถึงเอกชัย มีระยะทางรวม 10.3 กิโลเมตร ประกอบด้วย ส่วนที่ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมทางหลวง 8.3 กิโลเมตร และเป็นส่วนที่ดำเนินการโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกอีกประมาณ 2 กม มีรายละเอียดจุดเข้า-ออก ดังนี้

  • ฝั่งขาออกเมือง จุดที่ 1 จากทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (บางพลี – สุขสวัสดิ์ – พระราม 2) ให้ชิดซ้ายก่อนถึงต่างระดับบางขุนเทียนประมาณ 2 กม. สังเกตป้าย M82 มุ่งหน้าสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จากนั้น วิ่งออกช่องทางด้านซ้าย ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางของทางด่วนฯ และเข้าสู่ทางยกระดับ M82 โดยสามารถวิ่งต่อไปได้อีกประมาณ 10 กิโลเมตร จะถึงปลายทาง เป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปมหาชัย หรือมุ่งหน้าไปทางเลี้ยวเข้า ถ.เอกชัยได้
  • ฝั่งขาออกเมือง จุดที่ 2 จาก ถ.พระราม 2 ฝั่งขาออก บริเวณถัดจากห้างบุญถาวร สาขาพระราม 2 จะมีทางขึ้นทางยกระดับ M82 โดยสามารถวิ่งต่อไปได้อีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงปลายทาง เป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปมหาชัย หรือมุ่งหน้าไปทางเลี้ยวเข้า ถ.เอกชัยได้
  • ฝั่งขาเข้าเมือง จาก ถ.พระราม 2 ฝั่งขาเข้า ที่วิ่งมาจากมหาชัย หรือเลี้ยวมาจาก ถ.เอกชัย สังเกตป้าย M82 ไปพระประแดง จะมีทางขึ้นทางยกระดับ M82 บริเวณหน้าวัดราษฎร์รังสรรค์ จากนั้น วิ่งบนทางยกระดับไปได้ประมาณ 4 กิโลเมตร สังเกตป้ายทางออก บางแค บางบัวทอง จะเป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าไปดาวคะนอง หรือเลี้ยวซ้ายที่ต่างระดับบางขุนเทียนไปเข้าถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตก เพื่อวิ่งไปบางแคหรือบางปะอินได้
  • หากขับเลยป้ายทางออก บางแค บางบัวทอง ตรงนี้ วิ่งต่อไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร จะเป็นทางบังคับเลี้ยวไปเข้าทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (บางพลี – สุขสวัสดิ์ – พระราม 2) ที่ต้องเสียค่าผ่านทาง และจะไม่มีจุดให้กลับรถออกมา

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า โครงการมอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญในการเดินทางจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสู่ภาคใต้ได้ ช่วยลดระยะเวลาเดินทาง และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2

ทั้งนี้ กรมทางหลวงจะสามารถเปิดทดลองให้บริการได้ตลอดเส้นทางในช่วงกลางปี 2569 รวมทั้งเร่งรัดประมูลการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ และเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินทางและขนส่งสู่ภาคใต้ ขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังภาคใต้ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ช่วยให้ประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดได้มากทีเดียว อย่าลืมศึกษาเส้นทางและจุดขึ้น-ลงให้ดีก่อนออกเดินทาง

มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย

จุดสังเกตสำคัญ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทราบคือ จุดสังเกตสำคัญในการขึ้น-ลงมอเตอร์เวย์ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่พลาดจุดหมายปลายทาง

ที่มา – เปิดแล้ว “มอเตอร์เวย์ M82” บางขุนเทียน-เอกชัย เช็กจุดเข้า-ออก พร้อมทดลองวิ่งฟรี