วัน: 22 ตุลาคม 2025

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล ตั้งคนใหม่แทนหรือไม่เป็นอำนาจนายกฯ ลั่น 4 เดือนอยู่ได้แน่นอน ถ้าเขาให้อยู่

เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งภายหลังถูกเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ว่า ตนไม่ทราบ เพิ่งทราบจากผู้สื่อข่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เรื่องนี้จะส่งผลกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ไม่มีผลอยู่แล้ว เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการ เมื่อถามต่อไปว่าเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ได้มีการรายงานในที่ประชุม ครม. หรือไม่ นายโสภณ ตอบว่า ไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนที่นายวรภัค ระบุว่าแจ้งกับนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อถามย้ำว่า ครม. ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกหรือไม่ นายโสภณ ร้องโอ๊ยแต่ไม่ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะเป็นผลดีกับรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่ต้องถูกกดดันอีก นายโสภณ กล่าวว่า ไม่รู้

ทางด้านคำถามว่าไม่จำเป็นต้องตั้งคนใหม่มาดำรงตำแหน่งใช่หรือไม่ นายโสภณ ระบุว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ขณะที่เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐบาลนี้อาจมีการยุบสภาก่อนครบ 4 เดือน นายโสภณ เผยว่า บอกแล้วว่าตนไม่มีอำนาจพูด เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ นายโสภณ ตอบว่า “ธรรมดา การเมืองธรรมดา รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ธรรมดา” ในคำถามว่ารัฐบาลอยู่ได้แน่นอนใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า “อยู่ได้แน่นอน ครบ 4 เดือนแน่นอน ถ้าเขาให้อยู่”

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาล และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การลาออกของนายวรภัค “โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาลอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารจัดการ และสามารถหาบุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งแทนได้

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งรัฐมนตรีจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่การยืนยันจากรองนายกรัฐมนตรีเช่นนายโสภณ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่ารัฐบาลยังคงมีความสามารถในการบริหารประเทศต่อไปได้ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

มุมมองของนายโสภณต่อการลาออกของนายวรภัค

นายโสภณ ซารัมย์ ได้แสดงความเห็นว่า การลาออกของนายวรภัคเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่ได้มีการรายงานในที่ประชุม ครม. แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า การตัดสินใจว่าจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา นายโสภณตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง และรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็เป็นเรื่องปกติ แต่ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบ 4 เดือนแน่นอน หากได้รับความไว้วางใจ

การแสดงความเห็นของนายโสภณนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาล และความสามารถในการบริหารประเทศต่อไปได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญ

  • การลาออกของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
  • การตัดสินใจว่าจะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
  • รัฐบาลยังคงมีความสามารถในการบริหารประเทศต่อไปได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญ

“โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล และยังคงเดินหน้าตามนโยบายที่ได้วางไว้ การออกมาให้ความมั่นใจของรองนายกฯ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนให้คลายความกังวล

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างไรต่อไป

ที่มา – “โสภณ” เชื่อ “วรภัค” ลาออก รมช.คลัง ไม่กระทบรัฐบาล ลั่น 4 เดือนอยู่ได้ ถ้าเขาให้อยู่

สภาฯ ล่มซ้ำซาก! องค์ประชุมไม่ครบ ประธานสั่งปิด

สภาฯ ไปต่อไม่ไหว ติดหล่มปัญหาองค์ประชุมซ้ำซาก! ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องรอเกือบ 1 ชั่วโมงกว่าจะครบองค์ประชุม ใช้เวลากว่า 3 ชม.ครึ่ง ลากจนผ่านวาระ 3 สุดท้ายประธานสั่งปิดประชุม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. วาระ 2-3 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว แต่แค่เริ่มต้นการพิจารณาก็ประสบปัญหาองค์ประชุมทันที เพราะมีสมาชิกในห้องประชุมบางตา โดยเฉพาะในมาตรา 2 ที่แม้จะเสียเวลารอสมาชิกนานกว่า 30 นาทีก็ยังไม่ครบองค์ประชุม

ต่อมา นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม เสนอขอพักประชุม 1 ชั่วโมง เนื่องจาก สส. ประชุมคณะกรรมาธิการหลายคณะ แต่นายฉลาดให้รอต่อ ซึ่งนายกฤดิทัช กล่าวตำหนิ สส. ที่อยู่ในห้องประชุมแต่ไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม ขณะที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เสริมว่า ขอให้ประกาศเลยว่าไม่ครบ จะได้รู้ใครสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ รอไปเสียเวลาเปล่า จะปิดประชุมก็ปิดเลย

ภายหลังรอสมาชิกนานเกือบ 1 ชั่วโมง จึงมีสมาชิกแสดงตนมาตรา 2 จำนวน 251 เสียง ครบองค์ประชุม สามารถประชุมต่อไปได้ แต่การประชุมยังเป็นไปด้วยความทุลักทุเล การแสดงตนเป็นองค์ประชุมแต่ละมาตราต้องใช้เวลานาน 20-30 นาที แต่ละมาตรามีองค์ประชุมเกินองค์ประชุม 247 เสียง เพียง 1-3 เสียงเท่านั้น กว่าจะลงมติครบทั้ง 6 มาตรา และผ่านความเห็นชอบวาระ 3 ไปได้ใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นเวลา 14.40 น. เข้าสู่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. วาระ 2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จ มีจำนวน 4 มาตรา แต่สมาชิกยังอยู่ในห้องประชุมบางตาเหมือนเดิม เมื่อพิจารณามาถึงมาตรา 2 ภายหลังจากที่ กมธ. ชี้แจงเนื้อหาสาระมาตราดังกล่าวเสร็จแล้ว นายฉลาด ประธานการประชุมได้ให้สมาชิกแสดงตนเป็นองค์ประชุม เมื่อผ่านไป 3 นาทียังไม่มีทีท่าว่าสมาชิกจะครบองค์ประชุม นายฉลาด จึงแจ้งว่าวันนี้ใช้เวลามาพอสมควรแล้วในการประชุม ขอบคุณสมาชิกทุกคน และขอปิดประชุมในเวลา 15.10 น.

สภาฯ ล่มซ้ำซาก! องค์ประชุมไม่ครบ ประธานสั่งปิด

ปัญหา สภาฯ ล่มซ้ำซาก! องค์ประชุมไม่ครบ ประธานสั่งปิด นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรของไทย การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่เข้าร่วมประชุม หรือเข้าร่วมแต่ไม่แสดงตนให้ครบองค์ประชุม เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมาย และการทำงานของสภาอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวทำให้การพิจารณากฎหมายสำคัญต้องล่าช้า หรือไม่สามารถพิจารณาได้เลย สร้างความเสียหายต่อการบริหารประเทศและกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน

การที่องค์ประชุมไม่ครบ บ่อยครั้ง ทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป หรือต้องใช้เวลานานในการรอให้สมาชิกมาแสดงตน การกระทำดังกล่าวเป็นการเสียเวลาและงบประมาณของประเทศโดยใช่เหตุ นอกจากนี้ ยังทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

สาเหตุของปัญหา สภาฯ ล่มซ้ำซาก! องค์ประชุมไม่ครบ ประธานสั่งปิด

  • ความไม่ใส่ใจของ ส.ส.: ส.ส. บางส่วนอาจไม่เห็นความสำคัญของการเข้าร่วมประชุมสภา หรืออาจมีภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า
  • การขาดวินัยของพรรคการเมือง: พรรคการเมืองบางพรรคอาจไม่มีมาตรการลงโทษ ส.ส. ที่ไม่เข้าร่วมประชุมสภา
  • ระบบการทำงานของสภา: ระบบการทำงานของสภาอาจไม่เอื้ออำนวยให้ ส.ส. เข้าร่วมประชุมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การประชุมที่ยาวนานเกินไป หรือการประชุมที่ตรงกับเวลาปฏิบัติภารกิจอื่น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหา สภาฯ ล่มซ้ำซาก! องค์ประชุมไม่ครบ ประธานสั่งปิด นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณากฎหมายที่ล่าช้า การเสียเวลาและงบประมาณของประเทศ การขาดความเชื่อมั่นของประชาชน และการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ควรมีการพิจารณาหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง โดยอาจพิจารณาปรับปรุงระบบการทำงานของสภา เพิ่มมาตรการลงโทษ ส.ส. ที่ไม่เข้าร่วมประชุม หรือสร้างแรงจูงใจให้ ส.ส. เข้าร่วมประชุมอย่างสม่ำเสมอ

การแก้ไขปัญหา สภาฯ ล่มซ้ำซาก! องค์ประชุมไม่ครบ ประธานสั่งปิด ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของ ส.ส. หรือพรรคการเมืองเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่เนื่องจากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ ย่อมส่งผลเสียต่อกระบวนการออกกฎหมายและการบริหารประเทศในภาพรวม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สภาฯ สามารถทำหน้าที่ในการเป็นปากเป็นเสียงและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – สภาฯ ลากต่อไม่ไหว ติดหล่มปัญหาองค์ประชุมไม่ครบซ้ำซาก ล่าสุดประธานสั่งปิดประชุม

วราวุธ ปฏิเสธข่าว จ่อย้ายนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“วราวุธ ศิลปอาชา” ปฏิเสธข่าวจ่อย้ายนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลั่น ยังเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ชี้ ไม่เป็นประโยชน์สำหรับใคร

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เปิดเผยที่รัฐสภา หลังเป็นประธานการประชุม สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ครั้งที่ 18/2568 ว่า เป็นการประชุมเพื่อหารือถึงการนัดประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และจะมีประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง เกี่ยวกับการจัดหาคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของพรรคชาติไทยพัฒนา และการติดตามสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่าพรรคชาติไทยพัฒนาที่มี สส.ทั้ง 10 คน ยืนยันว่าพวกเรายังเหนียวแน่นและอยู่ร่วมทำงานการเมืองด้วยกัน

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวลือหลังกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยมีชื่อของ นายวราวุธ ถูกระบุว่าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคแทนนั้น นายวราวุธ ระบุ ขอเรียนว่าต้องให้เกียรติทางพรรคเพื่อไทยด้วย และยืนยันว่าตนก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ ดังนั้นการที่มีข่าวเช่นนี้ออกมาไม่เป็นประโยชน์สำหรับใคร ทั้งเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นขอปฏิเสธว่า ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง เพราะแต่ละพรรคการเมืองต่างมีแนวทางและมีข้อบังคับพรรคที่จะต้องดำเนินการ ไม่ใช่อยู่ๆ จะเอาคนนั้น คนนี้มาเป็นหัวหน้าพรรคได้.

วราวุธ ปฏิเสธข่าว จ่อย้ายนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

จากกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายไปนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของนายวราวุธ ศิลปอาชา ทำให้เกิดความสับสนในวงการการเมือง ล่าสุด นายวราวุธได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างชัดเจน ยืนยันว่ายังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาต่อไป และมองว่าข่าวที่ออกมานั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

วราวุธ ย้ำจุดยืน ชาติไทยพัฒนา

นายวราวุธย้ำว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังคงเดินหน้าทำงานทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง โดยมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง รวมถึงการวางแผนงานและนโยบายต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป การยืนยันครั้งนี้เป็นการสยบข่าวลือ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนายวราวุธในการนำพาพรรคชาติไทยพัฒนาไปข้างหน้า

การออกมาปฏิเสธข่าวการย้ายไปนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของนายวราวุธ ถือเป็นการแสดงความชัดเจนในบทบาทและทิศทางทางการเมืองของตนเองและพรรคชาติไทยพัฒนา ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังคงมีความผันผวน การตัดสินใจครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทั้งตัวนายวราวุธเอง และพรรคที่เขานำอยู่

ข่าวลือเรื่องการย้ายไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของนายวราวุธ สร้างความสนใจให้กับประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวม อย่างไรก็ตาม การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างชัดเจนของนายวราวุธ ได้คลี่คลายความสงสัย และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง

การที่นายวราวุธ ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะยังคงเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาต่อไป แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความรับผิดชอบที่เขามีต่อพรรค และความมุ่งมั่นที่จะนำพาพรรคให้เติบโตและพัฒนาต่อไปในอนาคต การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน และความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไป และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลร่วมกัน ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “วราวุธ” ปฏิเสธข่าวจ่อย้ายนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังนำทัพชาติไทยพัฒนา

เรนเจอร์สไม่ได้ทำพลาดตั้งโค้ชใหม่แน่นะ?

แอนดรูว์ คาเวนากห์ ประธานสโมสรยืนยันว่าเรนเจอร์สไม่ได้ “ทำพลาด” ในกระบวนการแต่งตั้ง แดนนี่ โรห์ล เป็นหัวหน้าโค้ช แต่ยอมรับว่ามันดู “งุ่มง่าม” จากภายนอก

สโมสรไอบรอกซ์เกือบได้ทั้ง สตีเวน เจอร์ราร์ด และ เควิน มัสแคท ก่อนที่จะตกลงข้อตกลงกับโรห์ล ซึ่งถอนตัวจากกระบวนการก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งในที่สุด

ทั้ง เควิน เธลเวลล์ ผู้อำนวยการกีฬา และ แพทริค สจ๊วต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุนเรนเจอร์สถึงบทบาทที่พวกเขามีต่อการเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่ของสโมสร แต่คาเวนากห์ปกป้องการทำงานของพวกเขาในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของ รัสเซลล์ มาร์ติน

คาเวนากห์ กล่าวว่า “ผมคิดว่าความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นซึ่งผมอยากจะชี้แจงเกี่ยวกับชื่อที่คุณกล่าวถึงคือ [เธลเวลล์และสจ๊วต] ทำพลาดได้อย่างไร”

“ผมมีส่วนร่วมในทุกสายโทรศัพท์ ทุกการประชุม ทุกนาทีกับ [เจอร์ราร์ดและมัสแคท]”

“และผมไม่เชื่อว่าพวกเขาไม่ได้มาเพราะพวกเขาไม่ชอบแพทริคหรือพวกเขาไม่ต้องการผู้อำนวยการกีฬา”

“ในที่สุด มันไม่ได้ผลส่วนใหญ่เนื่องจากจังหวะเวลาในส่วนของพวกเขา เล็กน้อยในส่วนของเราในกรณีของเควิน”

“แต่ในขณะที่สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น เราได้กลับมามีส่วนร่วมกับแดนนี่เบื้องหลังโดยที่ผู้คนไม่รู้”

“ในขณะที่ผมมีความสุขที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ จุดสนใจของเราในอนาคตไม่ใช่ว่าใครไม่ได้มา แต่เป็นใครที่มา และเรามีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อที่ แดนนี่ โรห์ล เป็นหัวหน้าโค้ชของสโมสรฟุตบอลเรนเจอร์ส”

คาเวนากห์กล่าวว่าการรายงานข่าวบางส่วนเกี่ยวกับการล่าตัวผู้จัดการทีมไม่เป็นความจริงทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่การรับรู้ว่ากระบวนการไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

“มีข้อมูลที่ไม่สมดุล – สิ่งที่อยู่ในสื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง” เขากล่าว

“มันดูงุ่มง่ามจากมุมมองภายนอก มันไม่งุ่มง่ามเลยจากมุมมองของเราภายในสโมสร”

เรนเจอร์สไม่ได้ทำพลาดตั้งโค้ชใหม่แน่นะ?

คาเวนากห์ยืนยันว่าเรนเจอร์สไม่เคยมีผู้สมัครนำ และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าโรห์ลเป็นตัวเลือกที่สามรองจากเจอร์ราร์ดและมัสแคท

มีการพูดคุยกับโค้ชหลายคนในลอนดอนนอกเหนือจากโรห์ล มัสแคท และเจอร์ราร์ด และคาเวนากห์กล่าวว่ามีชื่อห้าชื่อที่เขาจะยินดีที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วย

“เราสัมภาษณ์ผู้สมัครที่ยอดเยี่ยมหลายคน” เขากล่าว “เราพูดคุยกับผู้สมัครคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่คุณไม่เคยได้ยิน”

“เราออกจากลอนดอนเมื่อ 10 วันก่อน โดยได้ทำการประชุมมากมาย และผมบอกกับกลุ่มของเราว่าผมมีความสุขมากที่เรามีผู้สมัครห้าคน – ไม่ใช่สามคนที่ถูกพูดถึง – ผมสบายใจมากว่าจะเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรนเจอร์ส”

เมื่อถูกถามว่าทำไมเรนเจอร์สไม่สามารถสรุปข้อตกลงสำหรับทั้งเจอร์ราร์ดหรือมัสแคทได้ คาเวนากห์อธิบายว่าทั้งสองสถานการณ์นั้น “ซับซ้อน”

“เราไม่ได้จัดอันดับผู้คนหนึ่ง สอง และสาม” เขากล่าว “เรามีเวลา 10 วัน ณ จุดนั้น สูงสุด เพื่อให้โค้ชเข้ามาในอาคาร ดังนั้นเราจึงติดตามทั้งห้าคนพร้อมกัน”

“มีใครได้รับข้อเสนอให้ทำงานหรือไม่ วิธีการทำงานไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณไม่มีพิธีใหญ่และส่งจดหมายให้ใครบางคนพร้อมโบว์ผูกอยู่”

ชาวอเมริกันบอกเป็นนัยว่าทั้งเจอร์ราร์ดและมัสแคทไม่ได้รับการเสนอตำแหน่งอย่างเป็นทางการเนื่องจากพวกเขากำลังติดตามผู้สมัครหลายคนพร้อมกัน

“คุณกำลังทำงานในรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมายในเวลาเดียวกัน” เขากล่าวเสริม “สองคนที่คุณพูดถึงนั้นซับซ้อน”

“พวกเขาอยู่ครึ่งโลก พวกเขามีครอบครัว พวกเขาจะต้องย้ายเข้ามาในช่วงกลางฤดูกาล”

“ดังนั้นสิ่งที่คุณพยายามทำกับผู้สมัครทุกคนคือพยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและคิดว่า ‘เราจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้หรือไม่’ และอีกครั้ง เรากำลังทำสิ่งนั้นกับคนห้าคนพร้อมกัน”

ทำไมถึงคิดว่าเรนเจอร์สไม่ได้ทำพลาดตั้งโค้ชใหม่?

จากข้อมูลที่ประธานสโมสรออกมาเปิดเผย ทำให้เห็นว่ากระบวนการคัดเลือกโค้ชนั้นไม่ได้ผิดพลาดอย่างที่หลายคนคิด แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้ แดนนี่ โรห์ล เข้ามา ซึ่งเป็นคนที่พวกเขามั่นใจว่าจะนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้

การเจรจากับโค้ชระดับโลกอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด และ เควิน มัสแคท แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสโมสร แต่ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ข้อตกลงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เรนเจอร์ส ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น และยังคงมองหาตัวเลือกอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้ โรห์ล เข้ามา

สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการให้การสนับสนุน แดนนี่ โรห์ล อย่างเต็มที่ เพื่อให้เขาสามารถนำทีมไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของสโมสรนั้นถูกต้อง

สุดท้ายแล้ว การเลือกโค้ชใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย และมักจะมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ และก้าวต่อไปข้างหน้า

ที่มา – Rangers ‘didn’t screw up’ head coach appointment

ธรรมนัส สั่งลุย! ปราบสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์

“ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) และการค้ามนุษย์ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินการเชิงรุกเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่รัฐบาลประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปอยู่ในกลุ่ม Tier 1 ในรายงาน TIP Report ยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงาน TIP Report ปี 2025 จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดอาชญากรรมเหล่านี้อย่างยั่งยืน ควรมีแนวทางดังต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงของสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและผู้อื่นจากภัยเหล่านี้
  • การบูรณาการความร่วมมือ: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนากลไกการช่วยเหลือเหยื่อ: จัดให้มีกลไกการช่วยเหลือและเยียวยาเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้เหยื่อได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ ไม่ใช่แค่การประกาศ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก สุดท้ายรอด!

สืบ 6 ประสานตำรวจวังทอง ปีนรั้วเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย 80 ปี บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก ไม่เชื่อว่าเป็นตำรวจจริง พบว่าถูกหลอกให้ถอนเงิน 14 ล้านบาทเพื่อซื้อทองคำแท่ง แต่สุดท้ายผู้เสียหายขายคืนทองได้กำไรกว่า 9 แสนบาท!

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผบช.น. และ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น. ดูแลงานสืบสวน ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน บก.น.6 ประสานกับ สน.วังทองหลาง เพื่อเข้าตรวจสอบบ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 64 แยก 8 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ได้รับการประสานงานจากชุดสืบสวน บก.น.6 ให้เข้าช่วยเหลือเหยื่อผู้เสียหาย คือ คุณยาย อายุ 80 ปี ที่กำลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยหลอกอดีตข้าราชการเกษียณ อายุ 70 ปี ซึ่งมีเงินเก็บกว่า 14 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพเหล่านี้อ้างว่าต้องการตรวจสอบเงินในบัญชีเนื่องจากพัวพันกับการฟอกเงิน

บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก

หญิงรายดังกล่าวหลงเชื่อและโอนเงินไปจำนวน 410,033 บาท หลังจากนั้นบัญชีก็ถูกอายัด ต่อมาถูกหลอกให้ถอนเงิน 14 ล้านบาท เพื่อทยอยซื้อทองคำแท่งในช่วงราคาบาทละประมาณ 60,000 บาท รวม 250 บาท คิดเป็นมูลค่า 15,410,033 บาท แต่โชคดีที่ทองคำแท่งยังอยู่ครบ และคนร้ายไม่ได้เอาไป ผู้เสียหายจึงนำทองคำแท่งไปขายคืนในช่วงราคาบาทละ 67,000 บาท ได้เงิน 16,750,000 บาท ทำให้ได้กำไร 1,339,967 บาท เมื่อหักลบกับเงินที่โอนไปก่อนหน้านี้ 410,033 บาท ยังคงเหลือกำไรกว่า 929,934 บาท เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมีการจับกุมนายถังหมิงหยิน (MR.TANG MING YIN) อายุ 45 ปี สัญชาติฮ่องกง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทย โดยการอนุญาตสิ้นสุด”

ปฏิบัติการบุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก

จากกรณีดังกล่าว ชุดสืบสวนได้ติดตามกล้องวงจรปิดเพื่อช่วยเหลือคุณยายวัย 80 ปี ที่ถูกผู้ต้องหาหลอกเอาทรัพย์สินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกซ้ำ โดยคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน บก.น.6 พยายามติดต่อผู้เสียหาย แต่รออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ยังไม่ออกมา ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจปีนข้ามรั้วเข้าไปในบ้านเพื่อช่วยเหลือ เนื่องจากผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จำนวน 1,980,000 บาท ที่โรงพยาบาลรามคำแหง และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่โรงพยาบาลสมิติเวช เป็นทองคำ 10 บาท และเงินสด 1,010,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาที่บ้านเป็นตำรวจจริง

จากการสอบถาม ผู้เสียหายยอมรับว่าได้ยินเสียงเรียกอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวว่าเป็นตำรวจปลอม ในขณะนั้นกำลังคุยโทรศัพท์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจึงยอมออกมาจากบ้าน และเชื่อว่าเป็นตำรวจจริง ผู้เสียหายปลอดภัย ไม่ถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีก โดยได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง และพาไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงขอประชาสัมพันธ์พฤติการณ์ของคนร้ายเพื่อแจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อขอตรวจสอบทรัพย์สิน โดยการหลอกลวงให้โอนเงินและส่งมอบทรัพย์สิน เพราะอาจเป็นอุบายของมิจฉาชีพที่ต้องการบุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ในสังคมของเรา การรู้เท่าทันกลโกงและวิธีการหลอกลวงของพวกเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากมีใครโทรมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่และขอข้อมูลส่วนตัว หรือขอให้โอนเงิน อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – บุกช่วยยายวัย 80 ถูกแก๊งคอลฯ หลอก ไม่เชื่อเป็นตำรวจจริงต้องปีนข้ามรั้วเข้าไปอธิบาย

ลิ้มลอง Rohl: บอลลีกรองสกอตแลนด์กับ _ชิมลาง Rohl_

ชิมลาง Rohl และลีกอื่นๆ ในสกอตแลนด์

ฟุตบอลสกอตแลนด์ไม่ได้มีแค่พรีเมียร์ลีก! มาเจาะลึกเรื่องราวที่น่าสนใจในลีกรองของสกอตแลนด์กันบ้าง ไปชิมลาง Rohl ผู้จัดการทีมคนใหม่ของทีมดังแห่งลีกพระรอง และสำรวจความเคลื่อนไหวในลีกวันและสกอตติชคัพ ลีกเหล่านี้มีความเข้มข้นไม่แพ้ลีกสูงสุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม ทั้งดาวรุ่งฟอร์มแรง ทีมที่กำลังสร้างเซอร์ไพรส์ และการแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อเลื่อนชั้น

ลีกรองสกอตแลนด์: มากกว่าแค่ฟุตบอล

ลีกรองของสกอตแลนด์เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของวงการฟุตบอล ที่นี่เป็นที่บ่มเพาะนักเตะดาวรุ่งหลายคนที่ก้าวขึ้นไปสร้างชื่อเสียงในระดับสูง นอกจากนี้ ลีกเหล่านี้ยังมีความเป็นท้องถิ่นสูง แฟนบอลมีความผูกพันกับทีมอย่างเหนียวแน่น ทำให้บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยความคึกคักและสีสัน

ในตอนนี้เราจะพาไปชิมลาง Rohl ผู้จัดการทีมคนใหม่ของทีม Glasgow Rangers ซึ่งเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางความคาดหวังจากบอร์ดบริหารและแฟนบอล การเข้ามาของเขาจะเปลี่ยนแปลงทีมไปในทิศทางไหน และเขาจะสามารถพาทีมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้หรือไม่ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากเรื่องราวของ Rohl แล้ว เรายังจะไปสำรวจความเคลื่อนไหวในลีกวันและสกอตติชคัพกันต่อ ลีกวันเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นไม่แพ้ลีกอื่นๆ หลายทีมต่างมีเป้าหมายที่จะเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ส่วนสกอตติชคัพก็เป็นรายการที่เปิดโอกาสให้ทีมเล็กๆ ได้สร้างเซอร์ไพรส์โค่นทีมใหญ่

ทีมที่น่าจับตามองในลีกวัน:

  • Airdrieonians: ทีมจ่าฝูงที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง
  • Falkirk: อดีตทีมดังที่หวังจะกลับขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุด
  • Hamilton Academical: ทีมที่ต้องการกลับสู่ Champion Ship

เซอร์ไพรส์ในสกอตติชคัพ:

  • Bonnyrigg Rose Athletic: ทีมจากลีกสมัครเล่นที่สามารถโค่นทีมจากลีกอาชีพได้
  • Darvel: อีกหนึ่งทีมเล็กที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะทีมใหญ่

การแข่งขันในลีกรองของสกอตแลนด์เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดเดาไม่ได้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นการชิมลาง Rohl, การลุ้นเลื่อนชั้นของทีมต่างๆ หรือการสร้างเซอร์ไพรส์ในสกอตติชคัพ ทุกอย่างล้วนเป็นเสน่ห์ของฟุตบอลสกอตแลนด์

เรื่องราวของชิมลาง Rohl ยังคงเป็นที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง การเปลี่ยนแปลงในทีมและกลยุทธ์ต่างๆ จะส่งผลอย่างไรต่อความสำเร็จของทีมในอนาคตอันใกล้นี้นับเป็นเรื่องที่แฟนบอลต่างเฝ้ารอคอย

ที่มา – A first taste of Rohl and dip into Scotland’s other leagues

นายกฯ เยือนมาเลเซีย ชูประเด็นอาเซียน

นายกฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมขึ้นเวทีอาเซียนครั้งแรก ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีการหารือเต็มคณะเพื่อผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งความเชื่อมโยงชายแดน การคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งถือเป็นเวทีพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี โดยการประชุมนี้จะขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดเรื่อง “การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความยั่งยืน (Inclusivity and Sustainability)” ของการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซีย และเป็นครั้งแรกที่ติมอร์-เลสเตจะเข้าร่วมในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือ การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน

นายสิริพงศ์ระบุว่า การเยือนและการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับมาเลเซีย โดยเฉพาะความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ตลอดจนเป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับผู้นำสำคัญภายใต้กรอบอาเซียน เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ.

นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมชูประเด็นอาเซียน

การเดินทางไปเยือนมาเลเซียของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแสดงบทบาทนำของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดัน 4 ประเด็นหลักที่ท่านนายกฯ ตั้งใจนำเสนอ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภูมิภาคในภาพรวม

4 ประเด็นหลักที่นายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซีย

ประเด็นที่ท่านนายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่:

  • การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค: การสร้างความเข้าใจอันดีและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของทุกประเทศ
  • การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย: การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
  • การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง: การลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอาเซียน
  • การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน: การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด จะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานของเรา

การที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

การเยือนมาเลเซียและการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและบทบาทนำในการขับเคลื่อนภูมิภาคไปข้างหน้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวอาเซียน

ที่มา – นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมขึ้นเวทีอาเซียน ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

คนดวงเฮงแก้บนพ่อขุนช้างมหาเศรษฐี! แห่ขอโชค

สาธุชนแน่นวัด แห่อาบน้ำมนต์รัตนมาลา วัดพระลอย จ.สุพรรณบุรี ส่องเลขเด็ดหางประทัดจุดนำฤกษ์ ขณะที่คนดวงเฮง นำสร้อยทอง-พัดลม มาแก้บน “พ่อขุนช้างมหาเศรษฐี” ไม่พลาดขอโชค หวังลุ้นรวยอีกงวด

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่วัดพระลอย ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี สาธุชนกว่า 1,000 คน แห่อาบน้ำมนต์รัตนมาลา ประจำเดือนกันแน่นวัด โดยมีหลวงปู่ดุสิต สุจิณโณ เป็นผู้ทำพิธีตามตำรา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับลูกศิษย์ และประชาชนที่มารอกันตั้งแต่ช่วงเช้า มีการแจกวัตถุมงคลที่ตลาดร่มไม้ชายน้ำ ในช่วงก่อนพิธีอาบน้ำมนต์รัตนมาลา ให้แก่ประชาชนที่มาร่วมพิธี

จากนั้นหลวงปู่ดุสิต ได้ประกอบพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกน้ำมนต์รัตนมาลาตามตำรา ต่อด้วยการอาบน้ำมนต์ให้แก่บรรดาสาธุชนที่มาอาบน้ำมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลกว่า 1,000 คน จากนั้น “นกฮูก เชิญยิ้ม” ซึ่งแต่งตัวเป็นท้าวเวสสุวรรณ ได้จุดประทัดนำฤกษ์ในพิธีอาบน้ำมนต์ จำนวน 5,000 นัด ซึ่งเลขหางประทัดนำฤกษ์ ได้เลข 28 – 570 ทำให้ประชาชนที่มาร่วมพิธีแห่ส่องเลขหางประทัดกันอย่างคึกคัก เพื่อนำเลขไปเสี่ยงโชค

ส่วนที่บริเวณพ่อขุนช้างมหาเศรษฐี ปางเสวยสุข มีนางน้อย  อายุ 65 ปี เจ้าของรีสอร์ทใน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ผู้ที่โชคดีถูกรางวัลได้ลาภก้อนใหญ่ หลายงวดรวมแล้วเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท หลังจากที่ได้มาขอโชคพ่อขุนช้างไว้ ได้นำสร้อยคอทองคำ 2 สลึง มาแก้บนพ่อขุนช้าง และล้วงไห ขอโชคได้เลข 56

นอกจากนี้ ยังมีนางกิติมา กลิ่นมะลิ อายุ 45 ปี ชาวสมุทรปราการ ผู้โชคดีนำพัดลมมาถวายพ่อขุนช้าง กล่าวว่า ตนเองได้นำพัดลมมาถวายพ่อขุนช้าง หลังมาขอพรพ่อขุนช้างอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งก็กลับไปก็จะได้โชคตลอด ล่าสุดได้หลักแสนบาท ซึ่งตนเองเวลาขอโชคลาภพ่อขุนช้าง ก็จะบนด้วยพัดลม เพราะจะได้มีความร่มเย็นเป็นสุขแก่ครอบครัว หลังจากได้โชคก็นำพัดลมมาแก้บนพ่อขุนช้าง จากนั้นไม่พลาดล้วงเลขได้ 348 นำไปเสี่ยงโชคในงวดนี้

คนดวงเฮง นำสร้อยทอง-พัดลม มาแก้บน “พ่อขุนช้างมหาเศรษฐี”

เลขเด็ดจากคนดวงเฮง นำสร้อยทอง-พัดลม มาแก้บน “พ่อขุนช้างมหาเศรษฐี”

เรื่องราวของคนดวงเฮง นำสร้อยทอง-พัดลม มาแก้บน “พ่อขุนช้างมหาเศรษฐี” กลายเป็นที่สนใจของนักเสี่ยงโชคเป็นอย่างมาก หลายคนต่างเดินทางมาที่วัดพระลอยเพื่อขอพรและโชคลาภจากพ่อขุนช้างมหาเศรษฐี ไม่ว่าจะเป็นเลขจากหางประทัด หรือเลขที่ได้จากการล้วงไหของคนที่มาแก้บน ต่างก็ถูกนำไปเสี่ยงโชคกันอย่างคึกคัก

การแก้บนด้วยสร้อยทองและพัดลมนั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อพ่อขุนช้างมหาเศรษฐี การที่ผู้ที่ได้รับโชคลาภนำสิ่งของเหล่านี้มาแก้บน ก็เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและตอบแทนที่ได้รับความสำเร็จตามที่ขอพรไว้

สำหรับนักเสี่ยงโชคที่กำลังมองหาเลขเด็ด อย่าลืมพิจารณาเลขที่ได้จากข่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเลข 28, 570, 56 หรือ 348 แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเสี่ยงโชคอย่างมีสติ และไม่ควรลงทุนเกินกำลังทรัพย์ของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำมาหากินด้วยความสุจริต และการมีสติในการใช้ชีวิต

ที่มา – คนดวงเฮง นำสร้อยทอง-พัดลม มาแก้บน “พ่อขุนช้างมหาเศรษฐี” ไม่ลืมขอโชคอีกงวด