วัน: 22 ตุลาคม 2025

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ขออยู่เบื้องหลัง

อดีต ส.ส. ทาคุ ยามาโมโตะ คู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ประกาศตัวขอเป็น “สามีพรางตัว” สนับสนุนภรรยาด้วยการทำอาหารและอยู่เบื้องหลัง ไม่ให้ตัวตนของเขาเป็นอุปสรรคต่อวิสัยทัศน์ของนายกฯ คนใหม่

สื่อญี่ปุ่นรายงานคำกล่าวของนายทาคุ ยามาโมโตะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวว่า เขาหวังว่าจะสนับสนุนภรรยาด้วยการเป็น “สามีพรางตัว” คอยทำอาหารให้ แต่จะหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณะ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่นางทาคาอิจิ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมในนาทีสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ฟุกุอิ รายงานว่า นายยามาโมโตะกล่าวเมื่อวันอังคารว่า “ไม่เหมือนกับในโลกตะวันตก มันจะดีกว่าหากคู่ชีวิตอยู่ให้พ้นจากสปอตไลท์” เขาเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นางทาคาอิจิ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ในเดือนนี้ จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลผสม “เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในฐานะนายกรัฐมนตรี” ได้

เขากล่าวตามรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮี, ฟูจิทีวี และสื่ออื่น ๆ ว่า “ผมต้องการให้การสนับสนุนที่มั่นคงในฐานะ “สามีพรางตัว” เพื่อให้มั่นใจว่าการมีอยู่ของผมจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อสิ่งนั้น” 

นายยามาโมโตะ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคแอลดีพีเช่นเดียวกับภรรยา ได้แต่งงานกับนางทาคาอิจิในปี 2004 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2017 โดยอ้างถึง “ความแตกต่างทางทัศนคติทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้แต่งงานใหม่ในปี 2021 หลังจากที่นายยามาโมโตะได้ให้การสนับสนุนนางทาคาอิจิในการลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีในปีเดียวกัน

แม้ว่าในเวลาต่อมา นายยามาโมโตะจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่เขากล่าวกับสื่อว่า ต้องการใช้ประสบการณ์ทางการเมืองของตนเพื่อช่วยภรรยา และเขายัง “ทำอาหารเก่ง” จึงต้องการสนับสนุนเธอด้วยการทำอาหารเตรียมไว้ให้ด้วย

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสภาในกรุงโตเกียว โดยมีรายงานว่า นางทาคาอิจิคอยดูแลนายยามาโมโตะด้วย หลังจากที่เขาต้องเข้ารับการรักษาอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในปีนี้

ทั้งนี้ ในการสมรสครั้งแรก นางทาคาอิจิใช้นามสกุลของสามี แต่ในการแต่งงานครั้งที่สอง นายยามาโมโตะเป็นผู้ใช้นามสกุล “ทาคาอิจิ” โดยนางทาคาอิจิมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายศตวรรษที่ 19 ที่บังคับให้คู่สามีภรรยาต้องใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งมักส่งผลให้ภรรยาต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีเป็นส่วนใหญ่.

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

เรื่องราวของนายทาคุ ยามาโมโตะ สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ที่ประกาศตัวขอสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบๆ ได้สร้างความฮือฮาและความประทับใจให้กับหลายคน แนวคิดการเป็น “สามีพรางตัว” ของเขา สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบทบาทของตนเอง

เหตุผลที่ สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เลือกที่จะอยู่เบื้องหลัง

การตัดสินใจของนายยามาโมโตะที่เลือกจะอยู่เบื้องหลังภรรยา มีหลายเหตุผลที่น่าสนใจ:

  • หลีกเลี่ยงการเป็นอุปสรรค: เขาต้องการแน่ใจว่าการมีอยู่ของเขาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภรรยาในฐานะนายกรัฐมนตรี
  • สนับสนุนอย่างเงียบๆ: เขาเชื่อว่าการสนับสนุนที่ดีที่สุดคือการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน
  • เคารพวัฒนธรรม: เขาเชื่อว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การที่คู่สมรสอยู่ห่างจากสปอตไลท์จะดีกว่า

เรื่องราวของสามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ที่เลือกสนับสนุนภรรยาอย่างเงียบๆ เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสะท้อนให้เห็นถึงความรักและความเสียสละที่แท้จริง การสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จ และสำหรับสามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา นั้น เป็นบทพิสูจน์ถึงความรักและการสนับสนุนที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างเเท้จริง

ที่มา – สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

วรภัคแถลงบ่ายนี้! ปมเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

นายวรภัคถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เตรียมแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่บิดเบือนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสี นอกจากนี้ยังโต้แย้งประเด็นภรรยาถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นคริปโต

เมื่อเวลา 09.54 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากมีชื่อถูกโยงว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่าในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการแถลงข่าวที่กระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้มีเวลาในการทำงานจำกัด แต่ทุกคนก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่

นายวรภัคกล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมประชุมงานประจำปีของธนาคาร World Bank IMF ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งการประชุมแต่ละวันเต็มไปด้วยวาระทั้งพหุภาคีและทวิภาคี ที่สำคัญคือการหารือเตรียมงานที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมงานประจำปีของ World Bank IMF ซึ่งเป็นงานใหญ่ในเดือนตุลาคม 2569 โดยเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขับเคลื่อนผลักดันเรื่องงาน ทำให้การชี้แจงข้อเท็จจริงส่วนตัวล่าช้าไปบ้าง

“ในเรื่องที่มีขบวนการถ่วงความเจริญของประเทศชาติ พยายามดิสเครดิตรัฐบาล โดยใส่ร้ายป้ายสีว่าตนอยู่ในกระบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุดมีการพาดพิงถึงภรรยาของตน กล่าวหาว่ารับสินบนเป็นคริปโต ซึ่งภรรยายังไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรใดๆ ไม่เคยมีบัญชีคริปโตใดๆ ทั้งสิ้น” นายวรภัคระบุ

วรภัค แถลงบ่ายนี้ ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

นายวรภัคยืนยันว่า “บ่ายนี้ผมจะมีการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงที่กระทรวงการคลังครับ ทีมโฆษกกระทรวงได้นัดหมายนักข่าวไว้เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ น่าเสียดายที่บางคนเป็นนักวิชาการอิสระที่ผมเคยชื่นชม แต่ในปัจจุบันมีอคติในทางการเมือง และพยายามจะเขียนข่าวแบบเอามัน เลยมองภาพทุกอย่างแบบมีอคติ ผมพยายามแผ่เมตตาให้แล้วแต่ยังไม่ค่อยเป็นผล คงต้องสวดบทพาหุงมหากา คือบทปราบมารของพระพุทธเจ้าเสริม”

ประเด็นสำคัญจากการแถลงข่าวของวรภัค

  • นายวรภัคจะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์
  • มีการดำเนินคดีกับผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีและบิดเบือนข้อเท็จจริง
  • ภรรยาของนายวรภัคไม่เคยเกี่ยวข้องกับการรับสินบนคริปโต

การออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองและภรรยา รวมถึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยข่าวเท็จเพื่อสร้างความเสียหายต่อไป

จับตาดูการแถลงข่าวของนายวรภัคในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดูว่าจะมีประเด็นใดที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกบ้าง

ที่มา – “วรภัค” แถลงบ่ายนี้ ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เตรียมเอาผิดคนบิดเบือน

ศาล รธน. ชี้ชะตา กม. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน แส จิ้นเจียง

วันนี้จับตา! ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมลงมติเกี่ยวกับกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีของ “เฉอ จื้อเจียง” หรือ “แส จิ้นเจียง” เจ้าของบ่อนชื่อดัง ซึ่งถูกทางการจีนร้องขอให้ส่งตัวกลับประเทศ โดยทาง “แส จิ้นเจียง” ได้ยื่นเรื่องต่อศาลว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ลุ้นระทึก! ศาล รธน. ลงมติ กม. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน แส จิ้นเจียง

ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 9.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในคดีที่ศาลอุทธรณ์ได้ส่งคำโต้แย้งของ นายแส จี้นเจียง (SHE Zhijiang) หรือ เฉอ จื้อเจียง ผู้ถูกร้องในคดีหมายเลขดำ ที่ ผด 1/2567 หมายเลขแดงที่ พ.ศ. 3494/2568 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 19 และมาตรา 21 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4, 5, 25, 26, 27 และ 29 หรือไม่

ก่อนหน้านี้ ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงได้ยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันนี้ สำหรับคดีของ แส จิ้นเจียง ถือเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก

ที่มาของคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน แส จิ้นเจียง

คดีนี้มีที่มาจากกรณีที่ศาลอาญาได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ส่งตัว นายแส จิ้นเจียง เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน โดยทางการจีนกล่าวหาว่า นายแส จิ้นเจียง ได้ทำการเปิดเว็บไซต์การพนัน รวมทั้งบ่อนกาสิโนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่า 150 ล้านหยวน หรือประมาณกว่า 700 ล้านบาท

การพิจารณาคดี แส จิ้นเจียง ในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และอาจเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีอื่นๆ ในอนาคตได้

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 19 และมาตรา 21 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การส่งตัวนาย แส จิ้นเจียง ไปยังประเทศจีนก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็จะถูกระงับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายแส จิ้นเจียง ยกขึ้นมาโต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด และศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาประเด็นเหล่านี้อย่างไร การตัดสินใจของศาลในวันนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว คดีนี้ยังมีความซับซ้อนในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคำร้องขอจากรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ การพิจารณาคดีนี้จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร คดีนี้ก็ได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การพิจารณาคดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในยุคโลกาภิวัตน์ ที่อาชญากรรมข้ามชาติมีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน

ที่มา – ลุ้นศาล รธน. ลงมติ กม.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีจีนขอส่งตัว “แส จิ้นเจียง” เจ้าของบ่อน

นายกฯ ถก ก.ตร. แต่งตั้งนายพลนอกวาระ

การประชุม ก.ตร. นัดแรกของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ถกประเด็นร้อน การแต่งตั้งนายพลนอกวาระ จำนวน 6 ตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับพลตำรวจตรี ถึงพลตำรวจโท แทนตำแหน่งที่ว่างจากการเออร์ลี่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ

การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญคือการพิจารณาแต่งตั้งนายพลนอกวาระ ซึ่งสร้างความสนใจในวงการตำรวจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากช่วงเวลาปกติที่กำหนดไว้

มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 16 คน โดยมีข้าราชการตำรวจระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และกรรมการท่านอื่น ๆ ได้แจ้งลาการประชุม ในขณะที่ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกเหนือจากวาระทั่วไปแล้ว วาระสำคัญของการประชุมในวันนี้คือการพิจารณาแต่งตั้งนายพลนอกวาระ จำนวน 6 ตำแหน่ง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับพลตำรวจตรี ไปจนถึงพลตำรวจโท การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นไปเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์)

นายกฯ ถก ก.ตร. แต่งตั้งนายพลนอกวาระ

การแต่งตั้งนายพลนอกวาระนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการปรับโครงสร้างและการดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในระดับสูงย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิบัติการ และอาจมีผลต่อทิศทางการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดตำรวจ

ความสำคัญของการแต่งตั้งนายพลนอกวาระ

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพในการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน อาทิ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความซื่อสัตย์ และความโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และนำพาองค์กรไปสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไป

  • ความรู้ความสามารถ: ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องมีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่ง
  • ประสบการณ์: ประสบการณ์ในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความซื่อสัตย์: ความซื่อสัตย์เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการตำรวจ
  • ความโปร่งใส: การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การประชุม ก.ตร. ในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจ นักการเมือง หรือประชาชนทั่วไป ต่างก็ให้ความสนใจกับผลการพิจารณาแต่งตั้งในครั้งนี้ และหวังว่าการแต่งตั้งจะเป็นไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ข้าราชการตำรวจทุกนายมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – นายกฯ ประชุม ก.ตร.นัดแรก ถกแต่งตั้ง 6 ตำแหน่ง ระดับนายพลนอกวาระ แทนเออร์ลี่

ไฟไหม้ไก่ทอดเจ๊แดง! ตลาดเช้าเมืองเลยวอด

เช้ามืดสุดระทึก! เกิดเหตุไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย แผงขายวอดเสียหายทั้งหมด โชคดีชาวบ้านช่วยกันดับไฟได้ทัน เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ ส่วนสาเหตุของไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลยครั้งนี้ อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่

เมื่อเวลา 05.40 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 สถานีตำรวจภูธรเมืองเลย ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ตลาดเช้าเมืองเลย จึงประสานไปยังเทศบาลเมืองเลย พร้อมรถดับเพลิงรุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบเปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว บริเวณแผงไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่าน บางส่วนพยายามช่วยกันดับไฟ โดยลากสายดับเพลิงที่มีอยู่ในตลาดมาฉีดสกัด แต่ก็มีเสียงท้วงติงจากชาวบ้านว่า อย่าเพิ่งฉีดน้ำ เพราะเกรงว่าน้ำมันที่ใช้ทอดไก่ในกระทะ เมื่อสัมผัสกับน้ำ อาจทำให้ไฟลุกลามมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด ชาวบ้านก็สามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ในที่สุด จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแผงขายไก่ทอดของเจ๊แดง ได้รับความเสียหายทั้งหมด ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย

ความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย

จากเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย ทำให้แผงขายไก่ทอดของเจ๊แดงได้รับความเสียหายอย่างหนัก สินค้าและอุปกรณ์ในการขายถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับเจ๊แดงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาดเช้าเมืองเลย เนื่องจากผู้คนยังคงอยู่ในอาการตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ควรระวังเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้:

  • ตั้งสติและรีบออกจากพื้นที่เกิดเหตุ
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงโดยเร็วที่สุด
  • หากสามารถทำได้ ให้ช่วยดับไฟโดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ เช่น ถังดับเพลิง หรือน้ำ
  • ระมัดระวังอันตรายจากไฟไหม้ เช่น ควันไฟ และความร้อน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังเรื่องอัคคีภัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ การมีสติและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต จะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ระทึกแต่เช้ามืด ไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย วอดทั้งแผง

สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง

เพื่อไทยประชุมด่วน “แพทองธาร” ลาออกหัวหน้าพรรค “สรวงศ์” ยัน “อิ๊งค์” ยังเป็นเสาหลักสู้ศึกเลือกตั้ง เชื่อ สส. ใจไม่แกว่ง แจงเหตุผล ไม่ให้เรื่องคำวินิจฉัยถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองมาขู่ สส.

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทยมีการเรียกประชุมด่วนคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อแจ้งถึงการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยตั้งแต่ช่วงเช้าแกนนำพรรค อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล และ สส. ทยอยเดินทางเข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร เดินทางเข้าพรรคในเวลา 08.35 น. โดยได้ยิ้มทักทายสื่อมวลชนก่อนขึ้นไปร่วมประชุมกับกรรมการบริหารและ สส.

จากนั้นเวลา 08.55 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการประชุมว่า ภายหลังประชุม สส.พรรคเพื่อไทย วันนี้ น.ส.แพทองธาร เชิญสมาชิกของพรรค มาประชุมเพื่อบอกความในใจและเหตุผลที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันทุกอย่างยังอยู่ในคอนเซ็ปต์การยกเครื่องพรรคเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทยที่ประกาศไว้ ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราก็ขยับและเตรียมพร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต สำหรับบทบาทของ น.ส.แพทองธาร ท่านยังเป็นสมาชิกและเป็นหัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย ยังทำงานคู่กับพรรคเป็นเสาหลักสำคัญในการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร บอกเหตุผลการลาออกกับ สส.อย่างไร นายสรวงศ์ ระบุว่า น.ส.แพทองธาร ถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งประเด็นจริยธรรม เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาขู่ สส.พรรคเรา ผู้สมัครของเราในการดึงตัวในอนาคตและรักษาพรรคไว้ เพราะมองว่าหากสามารถทำอะไรได้ที่เป็นการรักษาพรรคไว้ก็จะทำ จึงลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค พรรคจะประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อสรรหาหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทำให้สถานการณ์ในพรรคแกว่งหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ไม่แกว่ง ใครจะเป็นผู้นำพรรค น.ส.แพทองธาร ก็พูดว่าซัพพอร์ตตลอด พวกเราเองได้ฟังเสียงจากประชาชนมา และสมาชิกพรรคทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไป และหัวหน้าเองก็เสียสละที่จะลาออกจากตำแหน่ง และพร้อมยืนยันที่จะอยู่คู่กับพรรคต่อไป

ทางด้านคำถาม กังวลว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ สส. ไหลออกมากขึ้นหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ถ้าใจอยู่ทุกคนก็อยู่ ถ้าหมดใจแล้วก็ไม่มีปัญหา พวกเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตนยืนยันว่ามีไหลออกก็ต้องไหลเข้า ทุกวันนี้ทุกคนและกรรมการสรรหาก็ประชุมกันทุกวัน มีการสัมภาษณ์คนใหม่ๆ อยู่ทุกวัน ตนมองว่าการเมืองขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ และความตั้งใจในการทำงานมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง มีออกก็เข้าไม่มีปัญหา.

สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของพรรค อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมายืนยันว่า น.ส.แพทองธาร ยังคงเป็น “สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง” ที่สำคัญของพรรค และจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการนำพรรคไปสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป

สรวงศ์ยัน “แพทองธาร” ยังเป็นเสาหลัก

คำยืนยันของนายสรวงศ์ ช่วยคลายความกังวลให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างมาก แม้ว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว แต่ด้วยความสามารถและประสบการณ์ของเธอ ยังคงเป็นที่ต้องการของพรรค

การที่ น.ส.แพทองธาร ยังคงเป็น สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พรรคมีต่อเธอ และความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ดีที่สุดเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน การมี สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและการพัฒนาประเทศ การมีผู้นำที่เข้มแข็งและทีมงานที่มีความสามารถจะช่วยให้พรรคสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่มา – “สรวงศ์” ยัน “แพทองธาร” ยังเป็นเสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง เชื่อ สส. ใจไม่แกว่ง

อิ๊งค์ แพทองธาร ลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว

“อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระ โดยเธอยืนยันว่าจะยังคงเป็นสมาชิกพรรคและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเพื่อไทยต่อไป

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 พรรคเพื่อไทยได้เผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญว่า เธอมีความตั้งใจที่จะให้การลาออกครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นการยกเครื่องพรรคเพื่อไทยครั้งใหญ่ ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ใหม่และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

สถานการณ์ปัจจุบันของโลกมีความเปราะบาง ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองหลักจึงจำเป็นต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กระบวนการ และแนวคิดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สามารถชนะการเลือกตั้งและนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

แพทองธาร ชินวัตร ลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงพรรคเพื่อไทยต้องเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด ดิฉันจึงเลือกการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคยกเครื่องได้อย่างอิสระ และสร้างพรรคใหม่ที่สมบูรณ์แบบ แม้ดิฉันลาออกในวันนี้ แต่ดิฉันยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และจะร่วมกับพวกเราทุกคน สร้างพรรคเพื่อไทยยุคใหม่ ที่พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชน และทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อประเทศชาติที่รักของเราทุกคน” น.ส.แพทองธารกล่าว

ทำไมแพทองธาร ชินวัตร ถึงลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย?

เหตุผลหลักของการลาออกในครั้งนี้คือ เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยสามารถยกเครื่องและปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้อย่างอิสระ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างพรรคเพื่อไทยยุคใหม่ที่มีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในอนาคต

การลาออกของ แพทองธาร ชินวัตร นับเป็นการตัดสินใจที่สำคัญและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาพรรคเพื่อไทยให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่าเธอจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว แต่เธอยังคงเป็นสมาชิกพรรคและพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของพรรคอย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำทีมใหม่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การตัดสินใจของ คุณแพทองธาร ชินวัตร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพรรคเพื่อไทยให้ก้าวหน้าต่อไป แม้ว่าบทบาทของเธอจะเปลี่ยนไป แต่ความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติยังคงเดิม หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ที่มา – “แพทองธาร ชินวัตร” ประกาศลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ยันยังเป็นสมาชิก

ขโมยเพชรลูฟวร์: มูลค่ากว่า 3,400 ล้าน

สะเทือนวงการศิลปะ! เกิดเหตุการณ์โจรกรรมสุดอุกอาจที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าถูกขโมยไป โดยมีการประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ครั้งนี้สูงถึง 88 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาทเลยทีเดียว งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายกังวลว่าเครื่องเพชรเหล่านี้อาจถูกแยกชิ้นส่วนและนำไปขายในตลาดมืด

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ทางการฝรั่งเศสได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าคนร้ายใช้เวลาในการก่อเหตุเพียง 8 นาทีเท่านั้น แต่สิ่งที่สูญเสียไปนั้นประเมินค่ามิได้ ไม่ใช่แค่ในแง่ของมูลค่าทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้ของชาติฝรั่งเศสอีกด้วย การประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน

อัยการกรุงปารีส คุณลอเร เบกกูโอ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ RTL ว่า สิ่งที่ถูกขโมยไปนั้นประกอบด้วยเครื่องประดับอันล้ำค่ามากมาย อาทิ สร้อยเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ทรงมอบให้พระมเหสี มงกุฎที่เคยสวมโดยจักรพรรดินีอูชีนี พระชายาของนโปเลียนที่ 3 และเครื่องประดับของสมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลี แห่งฝรั่งเศส เรียกได้ว่าเป็นของสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น

รายละเอียดเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

  • สร้อยเพชรและมรกตของจักรพรรดินโปเลียน
  • มงกุฎของจักรพรรดินีอูชีนี (ได้รับความเสียหาย)
  • เครื่องประดับของสมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลี

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถนำมงกุฎของจักรพรรดินีอูชีนีกลับคืนมาได้ แต่ก็ได้รับความเสียหาย และยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้หรือไม่

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ และกล่าวว่าเป็นการโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมของชาติฝรั่งเศส กระทรวงยุติธรรมยังระบุอีกว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เนื่องจากรายงานเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในสามของห้องจัดแสดงไม่มีระบบกล้องวงจรปิด และสัญญาณเตือนภัยไม่ทำงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คุณฌีราลด์ ดาร์มานัง ยอมรับว่าการที่คนร้ายสามารถขับรถบรรทุกเข้าใกล้ตัวพิพิธภัณฑ์ได้นั้น เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศฝรั่งเศส

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายเป็นทีมโจรกรรมมืออาชีพ เพราะปฏิบัติการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีการวางแผนมาอย่างดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามศิลปะที่ถูกขโมยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีเวลาเพียง 1-2 วันเท่านั้นในการติดตาม ก่อนที่เครื่องเพชรเหล่านี้จะถูกแยกชิ้นส่วน หลอมละลาย และลักลอบขายในตลาดมืดนอกประเทศในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงหลายเท่า

เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยโดยรอบสถานที่ทางศิลปวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต การประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกประเมินค่าไม่ได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม หากเราสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ก็เหมือนกับการสูญเสียรากเหง้าและจิตวิญญาณของชาติ

ที่มา – ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว นักท่องเที่ยวรอชมแสงแรก

ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว นักท่องเที่ยวรอชมแสงแรก

ยอดดอยอินทนนท์เช้านี้ อุณหภูมิลดลงเหลือ 9 องศาเซลเซียส ต้อนรับเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ส่วนในตัวเมืองเชียงใหม่ช่วงเช้าก็เริ่มหนาวเย็นลงต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวและรอชมแสงแรกของวัน

วันที่ 22 ตุลาคม ประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งล่าช้ากว่าปกติเล็กน้อย โดยจะเริ่มมีอากาศเย็นบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นจะขยายพื้นที่ครอบคลุมบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตก

คาดว่าช่วงอากาศเย็นที่สุดจะอยู่ระหว่างกลางเดือนธันวาคมถึงต้นกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 21–22 องศาเซลเซียส เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมรับลมหนาวที่จะมาถึง

เช้านี้ ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อุณหภูมิที่ยอดดอยลดลงเหลือ 9.0 องศาเซลเซียส ส่วนที่กิ่วแม่ปาน 12 องศาเซลเซียส สภาพอากาศปิดตั้งแต่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานถึงยอดดอย มีหมอกหนาและอากาศหนาวเย็น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้โชคดีที่ได้สัมผัสอากาศหนาวแรกที่อุณหภูมิเลขตัวเดียว และคาดการณ์ว่าอุณหภูมิต่อจากนี้ไปจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคเหนือ

เตรียมตัวเที่ยว ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว

สำหรับตัวเมืองเชียงใหม่ อุณหภูมิลดลงเหลือ 22–23 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าเปิด มีลมหนาวพัดโชย หมอกลงในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งอำเภอสันทราย ดอยสะเก็ด เส้นทางท่องเที่ยวขึ้นสู่ดอยสุเทพ และดอยปุย นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นและชมวิวเมืองเชียงใหม่กันในช่วงเช้า

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานสภาพอากาศเช้านี้ว่าภาคเหนือมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลง โดยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางแห่ง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนแล้ว ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับภาคเหนือตอนบน อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลง 1–2 องศาเซลเซียส โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 31–34 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 19–21 องศาเซลเซียส ใครที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวภาคเหนือ อย่าลืมเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้พร้อมนะครับ นอกจากดอยอินทนนท์แล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้ไปสัมผัส

ช่วงฤดูหนาวนี้ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทางภาคเหนือเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวบนดอยสูงอย่างดอยอินทนนท์ ที่ตอนนี้อุณหภูมิลดลงจนเหลือเพียง 9 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้หลายคนไม่พลาดที่จะเดินทางไปสัมผัสความหนาวเย็นและชมแสงแรกของวัน

ดอยอินทนนท์ ไม่ได้มีดีแค่อากาศหนาวเท่านั้น แต่ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งป่าสน น้ำตก และดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้ไปชื่นชม นอกจากนี้ ยังมีหมู่บ้านชาวเขาให้ได้เยี่ยมชม เรียนรู้วัฒนธรรม และซื้อของฝากอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ดอยอินทนนท์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ ดอยอินทนนท์ 9 องศาฯ รับลมหนาว กันนะครับ

การเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวบนดอยอินทนนท์ในช่วงนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ แต่ก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้ดี เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจทำให้ไม่สบายได้ง่ายๆ เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ และเดินทางด้วยความระมัดระวัง เท่านี้ก็จะสามารถสนุกกับการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่แล้วครับ

ที่มา – ดอยอินทนนท์เหลือ 9 องศาฯ เตรียมต้อนรับฤดูหนาว นักท่องเที่ยวห่มผ้าห่มรอชมแสงแรก