วัน: 23 ตุลาคม 2025

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15: เศรษฐกิจ มั่นคง เทคโนโลยี

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดเผยเป้าหมายของแผนการพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 หลังการประชุมเต็มคณะ โดยจะมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจ และกองทัพ

เมื่อ 23 ต.ค. 2568 จีนเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี, ความต้องการในประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้น และผนวกเรื่อง ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะยาว (ถึงปี 2578) ด้วย

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังสิ้นสุดการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) เหล่าผู้นำพรรคได้เปิดเผยเป้าหมาย 7 ด้าน ที่จะกลายเป็นพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ก่อนที่แผนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคมปีหน้า

วัตถุประสงค์หลักทั้งเจ็ดด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และ การปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปจนถึง ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม, ความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยา, การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และ เกราะป้องกันความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ช่วงเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างรากฐานและขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกด้าน เพื่อบรรลุความทันสมัยแบบสังคมนิยมให้ได้โดยพื้นฐานภายในปี 2578”

“ดังนั้น แผนนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างอดีตกับอนาคต” แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวระบุ

การเปิดเผยจุดประสงค์ของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เรียกว่า “ช่วงเวลาของการอยู่ร่วมกันของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงและความท้าทาย และปัจจัยที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ที่เพิ่มมากขึ้น”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซา

อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมั่นคง โดยมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง และศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจีนจะต้องมุ่งมั่นทำเรื่องของตัวเองให้ดี และเดินหน้าเขียนบทใหม่ของประเทศ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดกันว่า แผนพัฒนา 5 ปีฉบับนี้จะต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่นี่ก็นับเป็นการเผยให้เห็นแผนการของรัฐบาลจีน ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การเติบโตที่ช้าลง ประชากรของประเทศที่สูงวัยขึ้น และความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

แผนนี้จะครอบคลุมช่วงปี 2569 ถึง 2573 ซึ่งจะมีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งถัดไป และ วาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ในปี 2570 และ วาระครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2572

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า จีนตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายครบรอบศตวรรษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนตามกำหนด พัฒนาการป้องกันประเทศและการทหารให้ทันสมัยและมีคุณภาพสูง

พวกเขายังตั้งเป้าที่จะบรรลุ “การก้าวกระโดดครั้งสำคัญ” ในด้าน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ความเข้มแข็งของชาติโดยรวม และอิทธิพลระหว่างประเทศ ภายในปี 2578 ซึ่งตามเป้าหมาย GDP ของประเทศจะบรรลุถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง

เพื่อความก้าวหน้าดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้องให้เร่งดำเนินการพัฒนาแบบบูรณาการ เรื่องการใช้เครื่องจักร, การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้ระบบอัจฉริยะในกองทัพ พร้อมทั้ง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอธิปไตย, ความมั่นคง และผลประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนั้น จีนยังย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรบขั้นสูง กับการรวมศูนย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบและขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์แห่งชาติแบบบูรณาการด้วย

จีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ, และความมั่นคงใน แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 นี้อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางที่ชัดเจนของประเทศในอนาคต

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

การประกาศแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การดำเนินการตามแผนนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศจีนและเศรษฐกิจโลก

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และความมั่นคงของชาติ การดำเนินการตามแผนนี้จะช่วยให้จีนสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ

แผนนี้มีเป้าหมายที่ครอบคลุมในหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง การปฏิรูปเชิงลึก การพัฒนาวัฒนธรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างความมั่นคงของชาติที่แข็งแกร่ง ภาคส่วนเทคโนโลยีของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทหลายแห่งที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่

การเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงแห่งชาติแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายภายนอกจากประเทศอื่นๆ

โดยรวมแล้ว แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศที่แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ที่มา – จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

สุชาติ-ธนกร นำทีมสมัครภูมิใจไทยพรุ่งนี้

“สุชาติ-ธนกร” เตรียมนำทีม “ฐาปกรณ์-ฤทธิรงค์” บุกบ้านภูมิใจไทยพรุ่งนี้! เสริมทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 24 ตุลาคม เวลา 12.00 น. ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมให้การต้อนรับแกนนำกลุ่ม 16 สส. นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกกลุ่ม เพื่อ สมัครเข้าพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ยังมี นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีต สส. สมุทรปราการ เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งเดิม และนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมาชิกเทศบาลเมืองมหาสารคาม ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 1 มหาสารคาม ร่วม สมัครเข้าพรรคภูมิใจไทยในวันเดียวกัน

สุชาติ-ธนกร นำ “ฐาปกรณ์-ฤทธิรงค์” สมัครเข้าบ้านพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของ “สุชาติ-ธนกร” และทีมงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ทำไมการย้ายพรรคครั้งนี้ถึงน่าจับตามอง?

  • เสริมฐานเสียง: นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นที่รู้จักและมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคตะวันออก ในขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ ก็มีประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน
  • ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ: ทั้งนายสุชาติและนายธนกร ต่างก็มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของพรรค
  • ภาพลักษณ์: การย้ายพรรคครั้งนี้ อาจส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นพรรคที่เปิดกว้างและพร้อมต้อนรับบุคลากรที่มีความสามารถ

พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การได้ “สุชาติ-ธนกร” และทีมงานมาร่วมทัพ จึงเป็นการประกาศศักดาว่า ภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

การตัดสินใจของนักการเมืองเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติในวงการการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ที่มา – “สุชาติ-ธนกร” นำ “ฐาปกรณ์-ฤทธิรงค์” สมัครเข้าบ้านพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้

เตือนภัย! สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่คือ “มิจฉาชีพ”

“ตำรวจไซเบอร์” เตือนระวังกลลวงรูปแบบใหม่ สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ” กลโกงที่มาในรูปแบบใหม่ที่อาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

วันที่ 23 ต.ค. 2568 เฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. ได้โพสต์ข้อความเรื่อง “กลลวงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือมิจฉาชีพ โดยระบุว่า ปัจจุบันพบกลโกงรูปแบบใหม่ที่มีความแนบเนียนมากขึ้น โดยมิจฉาชีพซึ่งมักอยู่ในต่างประเทศ จะใช้วิธีเปิดบัญชีหรือร้านค้าออนไลน์ปลอม เพื่อหลอกให้เหยื่อชำระเงินข้ามประเทศ

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มิจฉาชีพก็ปรับตัวตามอย่างรวดเร็ว กลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ” นี้เป็นอีกหนึ่งภัยร้ายที่ทุกคนควรระวัง เพราะเพียงแค่ความประมาทเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันกลโกงและมีสติในการทำธุรกรรมออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งขั้นตอนกลโกง มีดังนี้

1. มิจฉาชีพชักชวนให้เหยื่อสั่งซื้อสินค้า หรือชำระค่าบริการข้ามประเทศ

2. จากนั้นส่ง QR Code สำหรับชำระเงินมาให้ โดยระบุจำนวนเงินไว้ใน QR Code

3. เมื่อเหยื่อสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร ระบบจะทำการแปลงสกุลเงินให้อัตโนมัติ เช่น เห็นยอดเป็น 1,000 บาท แต่ปลายทางจะได้รับเป็น ‘สกุลเงินต่างประเทศ’

4. ระบบจะแสดงสถานะ ‘ชำระเงินสำเร็จแบบเรียลไทม์ (Real-time confirmation)’ ทั้งผู้จ่ายและร้านค้าจะเห็นข้อมูลตรงกัน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าการชำระเงินถูกต้อง

5. ในความเป็นจริง บัญชีปลายทางเป็นของมิจฉาชีพในต่างประเทศ เมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว การติดตามหรือเรียกคืนแทบจะเป็นไปไม่ได้

ข้อควรสังเกตก่อนโอน มีดังนี้

  • ตรวจสอบว่ายอดปลายทางเป็นสกุลเงินบาท (THB) หากพบว่าเป็น USD, CNY, SGD หรือสกุลเงินอื่น ถือว่ามีความเสี่ยงสูง
  • หากระบบแจ้งว่า ‘โอนข้ามประเทศ’ หรือมีข้อความ ‘ค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยน’ ให้หยุดการทำรายการ และตรวจสอบกับธนาคารก่อนทุกครั้ง
  • หากผู้ขายเร่งรัดให้โอนเงินทันที อ้างว่า ‘ระบบจะหมดเวลา’ หรือ ‘ราคาจะเปลี่ยน’ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ

วิธีป้องกัน มีดังนี้

  • ตรวจสอบชื่อบัญชีและสกุลเงินให้ถูกต้องก่อนยืนยันการโอน
  • หากเป็นการโอนข้ามประเทศ ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนทำรายการ
  • หลีกเลี่ยงการสแกน QR Code จากแหล่งที่ไม่รู้จัก หรือที่ได้รับผ่านแชตและโซเชียลมีเดีย
  • เก็บภาพหน้าจอ (เช่น สลิป, QR Code, แชต) ไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.

กลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”กำลังระบาด การรู้ทันกลโกงจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

ทำไมต้องระวังกลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้มักจะใช้ช่องว่างของระบบการชำระเงินข้ามประเทศ และความไม่รอบคอบของผู้บริโภคในการหลอกลวงเหยื่อ ด้วยวิธีการที่แนบเนียนและน่าเชื่อถือ หากไม่สังเกตให้ดี อาจตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย และการติดตามเงินคืนก็เป็นเรื่องยาก

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนการชำระเงินทุกครั้ง การสังเกตความผิดปกติ และการสอบถามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในการหลีกเลี่ยงกลโกงสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบต่างๆ ให้กับคนรอบข้าง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยกันเตือนภัยและลดโอกาสที่ผู้อื่นจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

อย่าหลงเชื่อกลโกงง่ายๆ เพียงเพราะเห็นแก่สินค้าราคาถูก หรือความสะดวกสบายในการชำระเงิน เพราะอาจต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่มากกว่า

จำไว้เสมอว่า การมีสติและความรอบคอบในการทำธุรกรรมออนไลน์ทุกครั้ง จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากกลโกงต่างๆ และสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

อีกครั้งที่ต้องเน้นย้ำ: ระมัดระวังการสแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ” กลโกงที่อาจทำให้คุณสูญเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – เตือนระวังกลลวงรูปแบบใหม่ สแกนจ่ายต่างประเทศ แต่ปลายทางคือ “มิจฉาชีพ”

“บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี พิทักษ์อธิปไตย

รมช.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดนตะวันออก สักการะพระเจ้าตาก–กรมหลวงชุมพร สร้างขวัญกำลังใจทหารนาวิกโยธิน ย้ำภารกิจพิทักษ์แผ่นดินคือเกียรติสูงสุดของชายชาติทหาร

วันนี้ 23 ต.ค. 68 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงพื้นที่จังหวัดตราด ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.นย.) เพื่อรับฟังรายงานภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมให้โอวาทสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

ก่อนเข้าสู่ภารกิจตรวจเยี่ยม พล.ท.อดุลย์ได้ถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลในพื้นที่ เพื่อแสดงความห่วงใยและขอบคุณในความเสียสละของเหล่าทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปจาก พล.ร.ต.วีระชัย หลีค้า และ พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร รองผู้บัญชาการกองกำลังฯ รมช.กลาโหมได้เดินทางต่อไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดตราด ตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนอย่างใกล้ชิด

พล.ท.อดุลย์ กล่าวย้ำต่อหน้ากำลังพลว่า “ชาติ หมายถึง แผ่นดิน ประชาชน และอธิปไตย เราจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ด้วยเกียรติของทหารไทย ขอให้ทุกนายภาคภูมิใจในหน้าที่ เพราะเรากำลังรักษามรดกของพระมหากษัตริย์ไว้ด้วยชีวิต”

ภารกิจในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการธำรงบูรณภาพแห่งดินแดน คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้หลักมนุษยธรรม เพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

“บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

การลงพื้นที่ชายแดนตราด-จันทบุรีของ “บิ๊กดุลย์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ ถือเป็นภารกิจที่ทหารทุกนายต้องตระหนักและยึดมั่น

ความสำคัญของการ “บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ด้วยตนเองนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การปรากฏตัวของผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
  • รับทราบปัญหาโดยตรง: การลงพื้นที่ทำให้รัฐมนตรีสามารถรับฟังปัญหาและความท้าทายที่ทหารในพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ได้โดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการวางแผนและแก้ไขปัญหา
  • ประเมินสถานการณ์: การตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงช่วยให้รัฐมนตรีสามารถประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

การที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อทหารผู้เสียสละ นอกจากนี้ การสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ยังเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารอีกด้วย

ภารกิจของทหารในการพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ ทหารทุกนายต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นี้ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ

การพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ ไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันการรุกรานจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย

ดังนั้น ทหารทุกนายจึงต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีวินัยที่เข้มแข็ง และมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติได้อย่างสมบูรณ์

เราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อปกป้องประเทศชาติ และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ต่อไป

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทย สั่งเยียวยาเต็มที่

“ตรีนุช” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสถานทูตอิสราเอล รับร่าง “สนธยา อัครศรี” แรงงานไทยที่เสียชีวิตในสงครามอิสราเอล หลังเสียชีวิตนานกว่า 2 ปี กำชับเยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์ครอบครัวที่พึงได้รับอย่างเต็มที่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 16.45 น. ที่อาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย เดินทางไปรับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุสงครามอิสราเอล-ฮามาส หลังถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 โดยหลังเดินทางถึงบริเวณสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

จากนั้น รมว.แรงงาน พร้อมคณะ ได้วางพวงหรีดไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์ และยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ซึ่งบรรยากาศการรับร่างแรงงานไทยในวันนี้เป็นไปด้วยความเศร้าโศก ก่อนที่จะมีการนำร่างของนายสนธยา ขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวในจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อไป

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ตนรู้สึกเศร้ากับการสูญเสียพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศแต่ไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “อัครศรี” ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ขอให้กำลังใจกับทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกสาวของคุณสนธยา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย พาคุณสนธยากลับบ้าน หลังจากที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวนานถึง 7 ปี

รมว.แรงงาน กล่าวว่า จะดูแลเรื่องการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ครอบครัวของคุณสนธยาพึงได้รับอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วในหลาย ๆ ส่วน เช่น เงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล หลังจากที่ได้รับร่างของคุณสนธยากลับคืนมายังประเทศไทยแล้ว จำนวน 5 ส่วน ดังต่อไปนี้

1.เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ประมาณ 80,000 บาท

2.ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000 บาท

3.เงินชดเชยรายเดือน ประมาณ 80,000 – 120,000 บาท

4.เงินช่วยเหลือประจำปี 40,000 บาท

5. เงินช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา อีกจำนวนหนึ่ง

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง ที่เรียกว่า ปิซูอิม ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องจากทายาท ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มีการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมการจัดหางาน กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศให้กับครอบครัวไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 40,000 บาท และในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ที่เป็นเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้กับทายาท อีกจำนวน 10,042 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินสำหรับครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกจำนวน 3,000 บาท

“ดิฉันขอยืนยันว่า จะให้การดูแลแรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างประเทศให้ได้รับการดูแล การคุ้มครองสิทธิ รวมถึง ความปลอดภัยในการที่พวกท่านจะต้องออกไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศ อย่างเต็มที่” รมว.แรงงาน กล่าว

และในส่วนของการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอล กระทรวงแรงงาน ได้ประกาศยกเลิกการชะลอการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอลแล้ว และทางกรมการจัดหางาน ตั้งเป้าที่จะส่งแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอล โดยขณะนี้ เรามีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอล ประมาณ 40,461 คน

น.ส.ตรีนุช ย้ำว่า การดูแลคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ ได้ให้สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ ทุกแห่ง ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกในการเข้าไปดูแลแรงงานไทยให้มีความปลอดภัย ในทุกมิติ อย่างเคร่งครัด

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

การดำเนินการของกระทรวงแรงงานในการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างแดน การยกเลิกการชะลอส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ควบคู่ไปกับการดูแลและคุ้มครองแรงงานอย่างเข้มงวด จะช่วยให้แรงงานไทยมีโอกาสในการสร้างรายได้ และได้รับการปกป้องสิทธิอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ที่ครอบครัวของตัวประกันไทยจะได้รับ

มาตรการเยียวยาต่างๆ ที่ “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ นั้น ครอบคลุมทั้งเงินชดเชย ค่าจัดการศพ เงินช่วยเหลือรายเดือน และเงินช่วยเหลืออื่นๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสในการจ่ายเงินชดเชย จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลไทย

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลและคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงานควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการในต่างประเทศ และให้ความรู้แก่แรงงานไทยเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตน เพื่อให้แรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างแดนได้รับความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศ การทำงานเชิงรุกของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแรงงานไทย และส่งเสริมให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในการเป็นแรงงานไทยในต่างแดน

ที่มา – “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

เร่งสอบสวน! ไฟไหม้รถหรู หน้าปั๊ม เสียหาย 3 ล้าน

เกิดเหตุ “ไฟไหม้รถหรู” หน้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง สร้างความเสียหายในเบื้องต้นราว 3 ล้านบาท ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ 191 สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถเก๋งที่จอดอยู่ริมถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครหัวหิน หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ได้มีการประสานรถน้ำดับเพลิงจากเทศบาลนครหัวหินจำนวน 2 คัน เพื่อไปยังที่เกิดเหตุและทำการดับไฟ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถเบนซ์สีขาวสภาพใหม่กำลังถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ไฟลุกท่วมทั้งคันและมีกลุ่มควันจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดช่องจราจรเพื่อความปลอดภัย และเร่งฉีดน้ำเพื่อดับไฟที่กำลังลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไฟได้ไหม้รถเก๋งและทรัพย์สินภายในรถเสียหายทั้งหมด เหลือเพียงซากรถเท่านั้น ประเมินค่าเสียหายในเบื้องต้นประมาณ 3 ล้านบาท

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถเบนซ์คันดังกล่าวเป็นของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เดินทางมาด้วยกัน 2 คน โดยเดินทางมาจากอำเภอชะอำ มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหัวหิน เมื่อขับมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ สังเกตเห็นว่ามีกลุ่มควันเกิดขึ้นบริเวณกระโปรงรถ คนขับจึงจอดรถที่ริมถนนและเปิดประตูรถเพื่อหนีออกมา เด็กปั๊มที่เห็นเหตุการณ์ได้พยายามใช้ถังดับเพลิงเคมีเพื่อช่วยดับไฟ แต่ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยเหลือ

ตำรวจเร่งสอบสวนหาสาเหตุ “ไฟไหม้รถหรู”

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิด “ไฟไหม้รถหรู” ในครั้งนี้ โดยจะทำการตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด รวมถึงสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ต่อไป

ความปลอดภัยจากเหตุการณ์ ไฟไหม้รถหรู และการป้องกัน

เหตุการณ์ “ไฟไหม้รถหรู” ในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน หมั่นตรวจสอบสภาพรถของท่านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไฟฟ้าและระบบเครื่องยนต์ หากพบความผิดปกติใดๆ ควรรีบนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบและแก้ไขทันที เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

นอกจากนี้ การมีสติและปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น การจอดรถในที่ปลอดภัย การดับเครื่องยนต์ และการรีบออกจากรถอย่างรวดเร็ว ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บจาก “ไฟไหม้รถหรู”

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมาก และเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและผู้อื่น

ที่มา – ตำรวจเร่งสอบสวนหาสาเหตุ “ไฟไหม้รถหรู” หน้าปั๊มน้ำมัน วอดเสียหาย 3 ล้านบาท

เมสซี่กับ MLS: ทำไมชัยชนะเพลย์ออฟถึงสำคัญ

ลิโอเนล เมสซี่ เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นใน MLS แต่ฤดูกาลนี้จะถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว หากเขาไม่สามารถนำชัยชนะในรอบเพลย์ออฟมาสู่ไมอามีได้

กองหน้าชาวอาร์เจนตินาเพิ่งคว้ารางวัล MLS Golden Boot ด้วยผลงาน 29 ประตู และมีแนวโน้มที่จะได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปีของลีกอีกครั้ง

หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น เมสซี่จะกลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ 30 ฤดูกาลของ MLS ที่ได้รับรางวัลนี้สองปีติดต่อกัน

แต่หลังจากที่ไม่สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์ลีกได้ เมสซี่วัย 36 ปีและอินเตอร์ไมอามี่รู้ดีว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการคว้าแชมป์ MLS Cup เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

แฟรนไชส์ที่มีเดวิด เบ็คแฮมเป็นเจ้าของร่วม และมีฮาเวียร์ มาสเคราโน่เป็นโค้ช จะต้องเผชิญหน้ากับเกมแรกในซีรีส์ที่ดีที่สุดจากสามเกมในวันศุกร์กับแนชวิลล์ เอสซี ซึ่งนำทีมโดยกองหน้าชาวอังกฤษ แซม เซอร์ริดจ์

ในขณะที่ตำแหน่งแชมป์ลีกอาจถือเป็นรางวัลใหญ่สำหรับสโมสรต่างๆ ทั่วโลก แต่รอบเพลย์ออฟหลังจบฤดูกาลถือเป็นถ้วยรางวัลหลักในอเมริกา

นี่คือเป้าหมายของอินเตอร์ไมอามี่ตั้งแต่เมสซี่ย้ายมาร่วมทีมในปี 2023 จากปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

อันที่จริง การแข่งขันแบบน็อคเอาท์เพียงรายการเดียวที่พวกเขาชนะในช่วงที่เขาอยู่กับสโมสรคือ Leagues Cup ปี 2023 ซึ่งเป็นการแข่งขันใหม่ที่นำทีมจาก MLS และ Liga MX ของเม็กซิโกมาปะทะกัน

พวกเขามีส่วนร่วมในการแข่งขันชิงถ้วยรางวัล 7 รายการนับตั้งแต่นั้นมา และไม่สามารถเพิ่มถ้วยรางวัลอื่นใดได้ นอกเหนือจาก Supporters’ Shield ปี 2024 สำหรับการเป็นผู้นำตารางคะแนนรวม

โนอาห์ อัลเลน กองหลังวัย 21 ปี กล่าวว่า “ใช่ มันคือความล้มเหลว หากอินเตอร์ไมอามี่ไม่ชนะ MLS Cup เรามีความคาดหวังสูงสำหรับตัวเอง

ผมรู้สึกว่าเรามีมาตรฐานสูงสุดในตัวเอง และเราต้องการที่จะคว้าแชมป์ทุกรายการที่เป็นไปได้”

‘คุณไม่สามารถรวม The Avengers แล้วไม่ชนะ MLS Cup’

เมสซี่ ซึ่งยังไม่ได้ประกาศว่าเขาจะเล่นในฟุตบอลโลกช่วงฤดูร้อนหน้าในอเมริกาเหนือหรือไม่ ได้สร้างผลกระทบครั้งใหญ่ให้กับอินเตอร์ไมอามี่ทั้งในและนอกสนาม

ผู้เล่นที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้รับการดึงดูดให้มาที่สโมสร เช่น หลุยส์ ซัวเรซ, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ และ จอร์ดี้ อัลบา เพื่อนำความสนใจ แฟนบอล ยอดขาย กำไรที่มากขึ้นมาสู่สโมสร และปรับปรุงโอกาสในการประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันสโมสรขายเสื้อได้มากกว่ายูเวนตุส ทีมยักษ์ใหญ่ของอิตาลี และนิตยสาร Vogue ก็มีเสื้อของเมสซี่เป็นสินค้าแฟชั่น ในขณะที่เขามีกำหนดจะเป็นเจ้าของร่วมของแฟรนไชส์เมื่อเขาเลิกเล่น

ในสนาม เมสซี่เกือบทำลายสถิติ MLS ในฤดูกาลเดียวสำหรับประตูและการแอสซิสต์รวมกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นของอดีตกองหน้าอาร์เซนอล คาร์ลอส เวล่า

ดาวเตะชาวเม็กซิกันทำได้ 49 ประตูให้กับลอสแอนเจลิส เอฟซี ในปี 2019 แต่เมสซี่ทำได้ 45 ประตู ประกอบด้วย 29 ประตูและ 16 แอสซิสต์จากการลงเล่น 28 นัด (ออกสตาร์ท 26 นัด)

เขาก้าวเข้าสู่รอบแรกของรอบเพลย์ออฟกับแนชวิลล์ หลังจากได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนของ MLS เป็นครั้งที่สามในฤดูกาลนี้ คว้ารางวัล Golden Boot และใกล้จะได้รับรางวัล MVP อีกครั้ง

แต่ในขณะที่เขากำลังเตรียมที่จะให้คำมั่นสัญญากับสโมสรสำหรับอีกฤดูกาลหนึ่ง บางคนเชื่อว่าเมสซี่และอินเตอร์จำเป็นต้องมอบความสำเร็จใน MLS Cup

18 ทีมผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟ โดย 9 ทีมแรกจาก Eastern Conference และ 9 ทีมแรกจาก Western Conference ก่อนที่จะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ MLS Cup

แบรดลีย์ ไรท์-ฟิลลิปส์ อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัล Golden Boot สองครั้ง กล่าวกับ MLS Apple TV ว่า “คุณไม่สามารถรวม The Avengers แล้วไม่ชนะ MLS Cup ได้

ผมเข้าใจว่ามันยากมากที่จะชนะ และช่วงเวลาของพวกเขาที่นี่จะยังเต็มไปด้วยความสำเร็จ แต่สำหรับการไม่ได้แชมป์ เราจะตัดสินจากตรงนั้น”

แด็กซ์ แม็กคาร์ตี้ นักวิเคราะห์ของ Apple TV และอดีตผู้เล่นแอตแลนตากล่าวว่า “เมื่อผมมองย้อนกลับไปและไตร่ตรองอาชีพค้าแข้งของเมสซี่ ผมจะไม่คิดว่าเขาชนะ MLS Cup หรือไม่ แต่แน่นอนว่ามรดกของเขาใน MLS จะได้รับผลกระทบไม่ว่าเขาจะชนะ MLS Cup หรือไม่

หากเมสซี่จะมา MLS และโดยพื้นฐานแล้วเขาจะได้รับการเลือกเพื่อนร่วมทีมเก่าที่เขาต้องการนำมาที่นี่ อย่างตรงไปตรงมา มันเป็นสุดยอดทีม แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในช่วงสุดท้ายของอาชีพแล้วก็ตาม คุณต้องพิจารณาถึงสิ่งนั้น”

ทำไมชัยชนะ MLS Cup ถึงสำคัญต่อมรดกของเมสซี่

เป้าหมายสูงสุดของเมสซี่และอินเตอร์ ไมอามี่ คือการคว้าแชมป์ MLS Cup ให้ได้ การคว้าแชมป์ MLS Cup จะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเมสซี่ใน MLS อย่างแท้จริง แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จส่วนตัวมากมาย แต่การนำทีมไปสู่ชัยชนะจะสร้างมรดกที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่าเดิม

ความสำเร็จของเมสซี่ใน MLS ขึ้นอยู่กับการคว้าแชมป์เพลย์ออฟ หากเขาไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ฤดูกาลนี้จะถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว

ที่มา – Why Messi’s MLS legacy needs play-off triumph

พรรคประชาชน ฟื้น “รีชาร์จประชาชน” สู้ศึกเลือกตั้ง

พรรคประชาชน แจ้งว่างาน “รีชาร์จประชาชน” กลับมาแล้ว! เตรียมเปิดตัวนโยบายชุดแรกเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ในวันที่ 22-23 พฤศจิกายนนี้ พร้อมมินิคอนเสิร์ตสุดอบอุ่นจาก สส. ของพรรค

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 กลุ่มไลน์สื่อมวลชนของพรรคประชาชนได้แจ้งข่าวว่า งานรีชาร์จประชาชนกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วม “ชาร์จพลัง” ให้แก่กันและกันในช่วงส่งท้ายปี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10:00 น. ถึง 21:00 น. ณ อาคารอนาคตใหม่ (ซอยหัวหมาก 12)

ภายในงาน “รีชาร์จประชาชน” ท่านจะได้พบกับการเปิดตัวนโยบายชุดแรกของพรรคที่จะใช้ในการเลือกตั้ง 2569 พร้อมทั้งกิจกรรมเติมไฟด้วยวงทอล์คที่จัดขึ้นตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพื่ออัปเดตการทำงานของพรรค การทำงานในสภา และทิศทางของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายที่ตราตรึงใจโดยบรรดาช่างภาพที่ติดตามพรรค รวมถึงมินิคอนเสิร์ตสุดอบอุ่นจาก สส. พรรคประชาชน ขอเชิญทุกท่านมาร่วม “ฟัง เล่น เต้น รีชาร์จ” ไปด้วยกัน

พรรคประชาชน ฟื้น “รีชาร์จประชาชน”

การกลับมาของงาน “รีชาร์จประชาชน” ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การเปิดตัวนโยบายชุดแรกเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางและวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาประเทศ การจัดกิจกรรมที่หลากหลายภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา มินิคอนเสิร์ต และนิทรรศการภาพถ่าย ล้วนเป็นความพยายามที่จะสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน

ทำไมต้องไปงาน “รีชาร์จประชาชน”?

  • รับฟังนโยบายใหม่: นี่คือโอกาสดีที่จะได้รับฟังนโยบายชุดแรกของพรรคประชาชนก่อนใคร
  • พบปะ สส.: ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ สส. ของพรรคอย่างใกล้ชิด
  • ชาร์จพลังบวก: เติมพลังใจด้วยกิจกรรมสนุกๆ และบรรยากาศอบอุ่น
  • อัปเดตข่าวสาร: รับรู้ข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการทำงานของพรรคและทิศทางของประเทศ

งาน “รีชาร์จประชาชน” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดตัวนโยบายหรือการหาเสียง แต่เป็นพื้นที่ที่พรรคประชาชนต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์กับประชาชน รับฟังปัญหาและความต้องการ และร่วมกันหาทางออกเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า หากคุณสนใจในการเมืองและต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ งานนี้เป็นโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด

ผมเชื่อว่าการที่พรรคประชาชนกลับมาจัดงานในลักษณะนี้ จะช่วยให้พรรคใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และสามารถรับฟังปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – พรรคประชาชน ฟื้นงาน “รีชาร์จประชาชน” เปิดนโยบายแรกสู้ศึกเลือกตั้งปีหน้า

อลทรินแชมป์ไล่ พาร์กินสัน หลังไม่ชนะ

อลทรินแชมป์ไล่ ฟิล พาร์กินสัน หลังไม่ชนะต่อเนื่อง

อลทรินแชมป์ สโมสรในเนชันแนลลีก ประกาศปลด ฟิล พาร์กินสัน ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หลังคุมทีมมา 8 ปี จากผลงานที่ไม่ชนะใครติดต่อกัน 7 นัด

พาร์กินสันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมในเดือนเมษายน 2017 นำทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกระดับ 5 และยังพาทีมเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟได้ในฤดูกาล 2023-24

อย่างไรก็ตาม เขาและ นีล ซอร์เวล ผู้ช่วยของเขาต้องออกจากทีมไป หลังจากพ่ายแพ้ถึง 6 นัดจาก 7 นัดหลังสุด ทำให้สโมสรหล่นไปอยู่อันดับ 20 ในตารางคะแนนเนชันแนลลีก ซึ่งอยู่เหนือโซนตกชั้นเพียงคะแนนเดียว

มาร์ค ลูบี้ ประธานสโมสรกล่าวว่า “ฟิล พาร์กินสัน และ นีล ซอร์เวล ได้ทำให้สโมสรอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าตอนที่พวกเขาเข้ามารับตำแหน่งมาก พวกเขามีสิทธิ์ที่จะภาคภูมิใจในทุกสิ่งที่พวกเขาประสบความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่พวกเขาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง แต่เรารู้สึกว่าเรามีทางเลือกเหลือน้อยมากเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งในลีกปัจจุบันของเรา”

อลทรินแชมป์ไล่ ฟิล พาร์กินสัน หลังไม่ชนะ

สถานการณ์ของอลทรินแชมป์ในปัจจุบันถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การไม่ชนะใครติดต่อกันหลายนัดส่งผลกระทบอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของทีม อีกทั้งยังทำให้ทีมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะต้องตกชั้นอีกด้วย

การตัดสินใจปลด ฟิล พาร์กินสัน ออกจากตำแหน่งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเขาจะเคยสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับสโมสร แต่ผลงานที่ย่ำแย่ในช่วงหลังทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเพื่อหวังจะให้ทีมกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะอีกครั้ง

ทำไมอลทรินแชมป์ถึงไล่ ฟิล พาร์กินสัน?

สาเหตุหลักที่ทำให้อลทรินแชมป์ตัดสินใจปลด ฟิล พาร์กินสัน คือผลงานที่ไม่สู้ดีนักของทีมในช่วงหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ชนะใครติดต่อกัน 7 นัด ซึ่งส่งผลกระทบต่ออันดับในตารางคะแนนของทีมอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีส่วนทำให้พาร์กินสันต้องออกจากทีมไป เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับผู้บริหาร หรือความขัดแย้งภายในทีม

อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักยังคงเป็นเรื่องของผลงานที่ไม่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารไม่สามารถมองข้ามได้

ใครจะเข้ามารับตำแหน่งแทน?

ในขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมอลทรินแชมป์คนใหม่ แต่คาดว่าจะมีการประกาศในเร็วๆ นี้

มีหลายชื่อที่ถูกคาดหมายว่าจะเข้ามารับตำแหน่งนี้ เช่น ผู้จัดการทีมจากลีกอื่น หรืออดีตนักเตะของสโมสร

การแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอลทรินแชมป์ เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของทีมในอนาคต

อนาคตของอลทรินแชมป์จะเป็นอย่างไร?

อนาคตของอลทรินแชมป์ยังคงไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดการทีมคนใหม่จะสามารถพาทีมกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีได้หรือไม่

หากทีมสามารถกลับมาชนะได้ พวกเขาก็จะมีโอกาสที่จะขยับอันดับขึ้นไปอยู่ในโซนปลอดภัยและไม่ต้องกังวลเรื่องการตกชั้น

แต่หากสถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น อลทรินแชมป์ก็อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดิ้นรนหนีตกชั้น

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคืออลทรินแชมป์จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะรักษาตำแหน่งของพวกเขาในเนชันแนลลีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมครั้งนี้ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของสโมสร อลทรินแชมป์หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีและช่วยให้ทีมกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง

การตัดสินใจปลดผู้จัดการทีมกลางฤดูกาลมักมีความเสี่ยง แต่ในสถานการณ์ที่ทีมกำลังเผชิญกับวิกฤต บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกระตุ้นให้ทีมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และอลทรินแชมป์ก็หวังว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทีมในระยะยาว

การปลด ฟิล พาร์กินสันออกจากตำแหน่ง เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เป็นสิ่งที่อลทรินแชมป์จำเป็นต้องทำเพื่ออนาคตของสโมสร

ที่มา – Altrincham boss Parkinson sacked after winless run