วัน: 23 ตุลาคม 2025

มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ แจงเงินบริจาค 24 ต.ค.นี้

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ “กัน จอมพลัง” เตรียมชี้แจงเรื่อง “เงินบริจาค” ของ “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หลายคนคงอยากรู้ถึงรายละเอียดและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิฯ

ก่อนหน้านี้ “กัน จอมพลัง” ได้โพสต์คลิปวิดีโอเพื่ออธิบายเกี่ยวกับบทบาทของตนเองใน “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” โดยระบุว่า แม้ตนเองจะไม่ใช่ประธานหรือกรรมการ แต่เป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่ไม่มีชื่อในตำแหน่งบริหารนั้นผิดหรือไม่? กัน จอมพลัง อธิบายว่า การทำงานมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ คนทำงานก็ทำไป คนตรวจสอบก็ทำหน้าที่ตรวจสอบไป ตามที่เคยมีการรายงานข่าวไปแล้ว

มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ แถลงข่าวชี้แจงเงินบริจาค

ล่าสุด ทางเฟซบุ๊กของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะมีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงประเด็นเรื่องเงินบริจาคในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 2 ทุกท่านที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้

ทำไมต้องติดตามการแถลงข่าว มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้?

การแถลงข่าวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และการบริหารจัดการเงินบริจาคที่ได้รับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นสิทธิที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารและให้ความสนใจในกิจกรรมของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ การแถลงข่าวครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่อาจมีอยู่ในใจ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ หรือเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ การติดตามการแถลงข่าวครั้งนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า เงินบริจาคของคุณถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

นอกจากนี้ การแถลงข่าวครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในอนาคต การเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับมูลนิธิฯ และส่งผลดีต่อการระดมทุนและการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังควรมีการจัดตั้งกลไกการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจติดตามการแถลงข่าวของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 2 เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับประเด็นเงินบริจาค และร่วมเป็นกำลังใจให้มูลนิธิฯ สามารถดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” นัดชี้แจงประเด็น “เงินบริจาค” 24 ต.ค.นี้

“ศศิธร” ไม่หวั่น “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวังภูมิใจไทยชนะกระบี่

“ศศิธร” เมินกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง ย้ำผลงานคือแต้มต่อ ลั่นไม่หวั่นไหว โยนประชาชนตัดสินใจ หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ที่บ้านเลขที่ 1 จังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ว่า มีการทำการบ้านอยู่ตลอด ไม่ได้ห่างหายจากประชาชน แม้ว่าตนจะติดภารกิจ ร่วมกับคณะรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย และมี สส. ทั้ง 3 เขต ที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอยู่

ส่วน 4 เดือนที่เหลือของการทำงานจะเป็นแต้มต่อให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นางสาวศศิธรย้อนถามว่า แต้มต่อหรือ จริงๆ อยู่ที่การทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก จะแต้มต่ออย่างไรก็ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เรามองว่าการบูรณาการเป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนรอบหน้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต ในพื้นที่จังหวัดกระบี่หรือไม่ นางสาวศศิธรกล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต แต่ส่วนตัวตั้งแต่ทำงานมา อยู่เป็นเบื้องหลัง เราชอบปิดทองหลังพระ แต่เมื่อผู้ใหญ่เห็นความสามารถ และให้โอกาส เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมพัฒนาชุมชน องค์การจัดการน้ำเสีย และองค์การตลาด ก็จะทำช่วงเวลานี้ให้มีคุณภาพ

ส่วนจะมีกลุ่มการเมืองใดในพื้นที่มาเสริมอีกหรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า เป็นลักษณะเครือข่ายพันธมิตรที่ดีกันมากกว่า เพราะเน้นสร้างสังคมที่แข็งแรง เนื่องจากเราอยู่ด้วยกันเพราะผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสามารถชนะยกจังหวัดกระบี่หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า หวังว่าเป็นอย่างนั้น

ส่วนการกลับมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะช่วยตัดคะแนนเสียงในพื้นที่ได้หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการทำงานของเราว่าตอบโจทย์ประชาชนมากน้อยเพียงใด เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน มีข้อจำกัดมากมาย แต่ตนมีเครือภาคีเครือข่ายค่อนข้างครอบคลุม และทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่เรียนจบ ขณะเดียวกันนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล บิดาก็เป็นนายกฯ อบจ. กระบี่ 8 สมัย ทำให้ซึมซับมาโดยตลอด ยืนยันว่าไม่หวั่นไหวกับกระแสของนายอภิสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ ที่จะลงสมัครรับการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

เมื่อถามว่า เชื่อว่าฟ้าจะไม่สามารถหักน้ำเงินได้หรือไม่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า เราไม่ยึดติด การที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลก็มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว การที่เข้ามาอยู่ในระยะเวลา 4 เดือน ทำให้มองว่าตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

“ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

ศศิธร มั่นใจ ผลงานที่ผ่านมาคือแต้มต่อ

นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความมั่นใจว่าผลงานที่ผ่านมาจะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่าจะมีกระแสการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะลงชิงชัยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ด้วยเช่นกัน นางสาวศศิธร ย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด และเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

นางสาวศศิธร กล่าวว่า ตนเองทำงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่มาโดยตลอด และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ การที่บิดาของตนคือนายกฯ อบจ. กระบี่ถึง 8 สมัย ทำให้ตนเองซึมซับการทำงานการเมืองมาตั้งแต่เด็ก และมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งยกจังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กล่าวว่า หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น และเชื่อว่าด้วยผลงานที่ผ่านมาและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน จะทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวกระบี่อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์การเมืองในจังหวัดกระบี่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สร้างความท้าทายให้กับทุกพรรคการเมือง แต่ถึงกระนั้น นางสาวศศิธรยังคงมั่นใจในศักยภาพของตนเองและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถ “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เเละเน้นย้ำว่า “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ ต้องอาศัยการตัดสินใจของประชาชนเป็นสำคัญ หากประชาชนเห็นว่าการทำงานที่ผ่านมาของพรรคเป็นประโยชน์ เเละตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนก็ย่อมได้รับความไว้วางใจอย่างเเน่นอน

ดังนั้นการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จึงเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับทุกพรรคการเมือง เเละ “ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่ จะเป็นจริงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคภูมิใจไทย

ที่มา – ศศิธร” ไม่หวั่นกระแส “อภิสิทธิ์” ชิงฐานเสียง หวัง “ภูมิใจไทย” ชนะยกจังหวัดกระบี่

รัฐบาลพาสื่อทัวร์กระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

รองโฆษกฯ “อัยรินทร์” นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรม Workshop ผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้าน “ศศิธร” เชื่อโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ กว่า 50 คน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568 เพื่อโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อเดินทางถึงบริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ คณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง” ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม/ราย จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

“จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่ม “เมืองหลักด้านการท่องเที่ยว” (Major City) ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล”

ด้านนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจังหวัดกระบี่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพี สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี เพื่อเป็นการย่นระยะทางเพราะการเดินทางจากภูเก็ตมากระบี่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่

รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

การจัดกิจกรรม Press Tour ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว อย่างจังหวัดกระบี่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมต้องโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก?

การโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลักอย่างกระบี่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เมืองเหล่านี้มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • สร้างรายได้: การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ
  • กระจายรายได้: ช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • สร้างงาน: สร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ โครงการคนละครึ่งพลัส ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในชุมชน

รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก เพื่อแสดงศักยภาพของจังหวัดกระบี่ และผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ที่มา – รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

191 บุกค้น! แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทาลาดพร้าว

ตำรวจ 191 นำโดย “บิ๊กหยาม ผบช.น.” บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว หลังสืบทราบว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง พบอุปกรณ์เทคโนโลยีครบวงจร ทั้งซิมบ็อกซ์ คอมพิวเตอร์ และมือถือกว่า 30 เครื่อง พร้อมหลักฐานบัญชีรายรับเดือนแรกทะลุ 10 ล้านบาท คาดว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างประเทศ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ รองผบก.สปพ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่งานสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกับนายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม นำหมายค้นศาลอาญา ที่ /2568 ลงวันที่ 22 ต.ค. 68 เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ภายหลังสืบทราบว่าเป็นที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเงินชาวต่างชาติ พร้อมรายงานให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และพล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา รั้วรอบขอบชิด เจ้าหน้าที่เรียกคนในบ้านออกมาเปิดประตู ก่อนเข้าตรวจและจับกุมนายจาง ไห่หลง (Mr.Zhang Hailong) อายุ 38 ปี นายหลิว ชุนหยิง (Mr.Liu Shunyin) อายุ 29 ปี และนายอู่ จื้อเฉียง (Mr.Wu Zhiqiang) อายุ 32 ปี ทั้ง 3 คนเป็นชาวจีน

พร้อมของกลาง อุปกรณ์ Phone Farm 4 เครื่อง ชุดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) 4 เครื่อง Notebooks 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 42 เครื่อง เร้าเตอร์ 5 เครื่อง Pocket WiFi 1 เครื่อง และอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ เช่น คีย์บอร์ด ปลั๊กไฟ เป็นต้น

โดยพบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เป็นแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงผู้อื่น เป็นภาษาอังกฤษ จีน สเปน และมีแชทสนทนาในแอปพลิเคชันโซเชียลต่างๆ คุยกับผู้อื่น ที่ส่วนใหญ่เป็นคนต่างประเทศ (หลอกชาวจีน สเปน และอังกฤษ)

นายจาง ไห่หลง ให้การว่า เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเพียงต้องการพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น โดยระบุว่า เมื่อเข้ามาอยู่ก็พบว่าภายในบ้านมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารพร้อมใช้งานอยู่แล้ว โดยตนไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.กล่าวว่า ชุดจับกุมได้รับเบาะแสจากเพื่อนบ้าน ว่ามีกลุ่มคนชาวจีนมาเช่าที่เกิดเหตุตั้งแต่เดือน ต.ค.ปี67 เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท หมุนเวียนกันมาไม่ซ้ำหน้าและเก็บตัวเงียบในบ้าน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมตั้งตัวเป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” หลอกเหยื่อ โดยอ้างว่าจะให้คำแนะนำทางคดีแก่ชาวจีน ชาวสเปน และชาวอังกฤษที่ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โดยไม่คิดค่าบริการจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการหลอกซ้ำ เพื่อดูดข้อมูลและทรัพย์สินเพิ่มเติมจากเหยื่อ

นอกจากนี้ การตรวจค้นภายในบ้านยังพบสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นภาษาจีน ระบุรายการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มผู้ต้องหาเริ่มเช่าบ้านหลังนี้ โดยในเดือนแรกเพียงเดือนเดียวมีรายรับสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือราว 10 ล้านบาทไทย สะท้อนถึงขนาดความเสียหายและความเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ในต่างประเทศ

จากการสอบถามเพื่อนบ้านในละแวกดังกล่าวให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะมีการหมุนเวียนบุคคลเข้าออกเป็นระยะ แต่มีหนึ่งคนที่อยู่ประจำคือนายจาง ไห่หลง ซึ่งทราบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยจากลาวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ส่วนอีกสองรายเดินทางมาจากกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ระบุเพิ่มเติมว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกเช่าโดยหญิงชาวไทยคนหนึ่ง ในราคาเดือนละ 30,000 บาท ตั้งแต่ปี 2567 ก่อนที่หญิงรายนี้จะทำ “สัญญาเช่าปลอม” ขึ้นอีกฉบับ โดยใส่ชื่อชาวจีนเป็นผู้เช่าแทน เชื่อว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และใช้เปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในประเทศ ซึ่งเจ้าของบ้านยืนยันชัดว่าไม่เคยทำสัญญาโดยตรงกับชาวจีน

ด้าน นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มนี้มีการประกอบและดัดแปลงระบบโทรคมนาคม โดยนำวงจรโทรศัพท์มือถือมาประกอบเข้ากับอุปกรณ์ ซิมบ็อกซ์ (Sim Box) ซึ่งสามารถใช้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ต้นทางเพื่อปกปิดตัวตนของผู้โทรได้ ถือเป็นการนำเข้าและมีไว้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ผบช.น. ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลถึงหัวหน้าเครือข่าย รวมถึงผู้ร่วมขบวนการที่อาจหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีที่ยึดได้ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีฐานปฏิบัติการหลายแห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต 2.ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 15 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2489 และ3.ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

ตำรวจ 191 บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทาลาดพร้าว

การบุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวง ถึงแม้ว่านายจาง ไห่หลงจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่หลักฐานที่พบก็ชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในขบวนการ

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัย หรือกำลังปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ควรตรวจสอบข้อมูลของผู้เช่า และลักษณะการใช้งานอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ และตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ติดต่อมาให้ดี ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือโอนเงินให้

ที่มา – ตำรวจ 191 บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง

บุกค้นบ้านเช่าลาดพร้าว พบฐานคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

ตำรวจบุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว พบชายชาวจีน 3 ราย เช่าเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ! เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ตำรวจ 191 นำโดย พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา บุกเข้าตรวจค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว 3 แยก 6 หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว พบชายชาวจีน 3 ราย เช่าเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์

จากการตรวจค้น พบชาวจีน 3 ราย ได้แก่ นายจาง ไห่หลง อายุ 38 ปี, นายหลิว ชุนหยิง อายุ 29 ปี และนายอู่ จื้อเฉียง อายุ 32 ปี พร้อมของกลางจำนวนมาก เช่น อุปกรณ์ Phone Farm, คอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ก, โทรศัพท์มือถือ 42 เครื่อง, เราเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย

พฤติกรรมของแก๊งนี้คืออะไร? พวกเขาทำอะไรในบ้านเช่าหรูหลังนี้?

พฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว

จากการตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ พบแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงเป็นภาษาอังกฤษ จีน และสเปน รวมถึงแชทสนทนาในแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้หลอกเหยื่อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน สเปน และอังกฤษ

นายจาง ไห่หลง อ้างว่าตนเองเดินทางมาท่องเที่ยวและพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายใดๆ แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากหลักฐานบ่งชี้ว่าบ้านหลังนี้ถูกใช้เป็นฐานคอลเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยว่า ได้รับเบาะแสจากเพื่อนบ้านว่ามีกลุ่มชาวจีนมาเช่าบ้านตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ในราคาเดือนละ 30,000 บาท และเก็บตัวเงียบ

จากการสืบสวน พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมเป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” หลอกลวงเหยื่อ โดยอ้างว่าจะให้คำแนะนำทางคดีแก่ชาวจีน สเปน และอังกฤษที่ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โดยไม่คิดค่าบริการจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการหลอกซ้ำเพื่อดูดข้อมูลและทรัพย์สิน

นอกจากนี้ ยังพบสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นภาษาจีน ซึ่งแสดงให้เห็นรายได้สูงถึง 2 ล้านหยวน (ประมาณ 10 ล้านบาท) ในเดือนแรกที่เช่าบ้าน สะท้อนถึงความเสียหายและความเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ในต่างประเทศ

จากการสอบถามเพื่อนบ้าน พบว่ามีการหมุนเวียนบุคคลเข้าออกเป็นระยะ โดยมีนายจาง ไห่หลง เป็นขาประจำ ซึ่งเดินทางมาจากลาว ส่วนอีกสองรายเดินทางมาจากกัมพูชา

พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ กล่าวว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกเช่าโดยหญิงชาวไทยในราคาเดือนละ 30,000 บาท ตั้งแต่ปี 2567 ก่อนที่จะทำ “สัญญาเช่าปลอม” โดยใส่ชื่อชาวจีนเป็นผู้เช่าแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า กลุ่มนี้มีการดัดแปลงระบบโทรคมนาคม โดยใช้อุปกรณ์ Sim Box เพื่อเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ต้นทาง ถือเป็นการนำเข้าและมีไว้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา 1. ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2. ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และ 3. ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบข่ายของอาชญากรรมทางออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกันระหว่างประเทศและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามนี้

ที่มา – ตำรวจบุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว พบชายชาวจีน 3 ราย เช่าเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์

GBC ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก ปราบไซเบอร์สแกม

ที่ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้อง 4 ข้อ ทำ Action Plan ถอนอาวุธหนัก ตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วม 2 ประเทศ ปราบขบวนการไซเบอร์สแกม ภายใน 2 สัปดาห์ เตรียมสำรวจแนวหลักเขต หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ปูทาง วางหมุดชั่วคราว

วันที่ 23 ต.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย–กัมพูชา หรือ GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 ระดับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

โดยมีคณะผู้แทนไทยร่วมประกอบด้วย พล.อ.ธราพงศ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อุกฤษ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก, นายบุญช่วย หอมยามเย็น ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย, นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร, พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก, พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ, พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ, พล.อ.สุระ สายอุบล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม, พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ท.จุมภฏ นุรักษ์เขต เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เป็นต้น

พล.อ.ณัฐพล แถลงข่าวภายหลังการประชุมและลงนามบันทึกการประชุม ว่า การประชุมวันนี้มีความคืบหน้า โดยฝ่ายไทยได้โน้มน้าวให้ฝ่ายกัมพูชายึดถือ 4 ประเด็นเดิม แต่ลงลึกในรายละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นแรก การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ได้บรรลุข้อตกลง การจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขของงาน หรือ TOR สำหรับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ ASEAN Observer Team – AOT และมีการลงนามของผู้แทนทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยคณะ AOT จะมีหน้าที่สังเกตความคืบหน้าการถอนอาวุธหนักของแต่ละฝ่าย และกำหนดกรอบเวลา เป้าหมายถอนอาวุธไว้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่จัดทำร่วมกัน โดยมอบหมายให้ แม่ทัพภาคที่ 2 และ ผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา ขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยจะหารือขั้นต้น 25 ต.ค.นี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนแนวชายแดน

เนื่องจากอาวุธกัมพูชาส่วนใหญ่ เช่น BM21 เป็นอาวุธที่มีอำนาจการทำลายเป็นวงกว้าง ยากแก่การควบคุมตำบลกระสุนตก จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร เช่น บ้านเรือน ร้านค้า ไร่นา โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

ประเด็นที่สอง เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั้ง 2 ฝ่าย ประสบความสำเร็จในการจัดทำระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน หรือ (Standard Operating Procedure – SOP) สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่ที่มีการกำหนดเขตแดนชัดเจนแล้ว และพื้นที่ที่สองฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน หลังจากนี้ชุดประสานงานของทั้งสองฝ่าย จะสามารถเริ่มปฏิบัติการเก็บกู้ได้ทันที

ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด TMAC ฝ่ายไทย ไม่สามารถดำเนินการหรือเก็บกู้ได้อย่างเต็มที่เนื่องจากมักถูกขัดขวางจากฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง เมื่อเราเข้าไปใกล้พื้นที่ชายแดน

แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกัมพูชายอมที่จะนำประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมาพูดคุยในรายละเอียดอย่างจริงจัง ทั้งนี้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันมาตลอดว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเร่งดำเนินการและไม่นำเรื่องเขตแดนมาเป็นข้อจำกัด

ประเด็นที่สาม การปราบปรามขบวนการไซเบอร์สแกม เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เราได้ความคืบหน้าจากฝ่ายกัมพูชา โดยหน่วยงานตำรวจทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้ง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วม” ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเริ่มกวาดล้างแกนนำหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการไซเบอร์สแกมได้ต่อไป ซึ่งต้องยอมรับว่ามีขบวนการบางส่วนเดินทางไปมาทั้งสองประเทศด้วยวิธีต่างๆ

นอกจากนี้ได้ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับขั้นตอนที่ชัดเจนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หลักฐาน พยาน เหยื่อที่ถูกหลอกลวง และผู้ต้องหา รวมถึงการคุ้มครองพยาน เพื่อทำให้การทำงานของตำรวจรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกคน ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และพื้นที่อื่นๆทั่วโลก

ดังนั้นแผนปฏิบัติการที่ร่วมกันจัดทำขึ้นจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานตำรวจของไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจรวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ที่มีประชาชนของตนตกเป็นเหยื่อของขบวนการไซเบอร์สแกมด้วย

ประเด็นที่สี่ การจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ตามข้อมูลข้างต้นในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC นำโดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีผลลัพธ์เชิงบวกสำคัญ ที่สามารถทำให้หน่วยในพื้นที่นำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จัดส่งเจ้าหน้าที่ของตนลงพื้นที่ไปสำรวจแนวเส้นที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ โดยจะทำการสำรวจร่วมจากหลักเขตที่ 42 ถึง 47 ช่วง บ้านหนองจาน และ บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกัมพูชายินยอมร่วมมือกับฝ่ายไทยในการลงพื้นที่เดินสำรวจแนวเส้นอ้างสิทธิ์และวางหมุดชั่วคราวไว้อย่างแน่ชัดด้วยกัน อันจะทำให้แต่ละฝ่ายยอมรับขอบเขตที่เกิดขึ้น ตามผลการสำรวจและจะนำไปสู่การปักปันการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่ายต่อไป ซึ่งการวางหมุดชั่วคราวนี้เป็นเพื่อการสำรวจเท่านั้น และจะไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยเรื่องเขตแดนทางบก ทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

นอกจากนี้ฝ่ายไทยจะดำเนินการสร้างรั้วชายแดนในบริเวณที่มีความชัดเจนของเส้นเขตแดนแล้ว โดยยืนยันว่ารั้วดังกล่าวอยู่ภายในเขตอธิปไตยของไทยเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและป้องกันภัยคุกคามการข้ามแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยขอยืนยันว่าเราต้องการเห็นความคืบหน้าในทุกเรื่องตามที่กล่าวมาแล้ว จึงจะพิจารณายุติความเป็นปรปักษ์ต่อกัน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและปฏิบัติตามผลประชุม GBC ในครั้งนี้ เพื่อนำสันติสุขกลับสู่ประชาชนทั้งสองประเทศตลอดจนภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม

“ผมขอยืนยันในนามของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและประโยชน์ของชาติ และประชาชน คำนึงถึงเกียรติภูมิของประเทศไทยเป็นสำคัญ”

GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไซเบอร์สแกมที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

ความคืบหน้าล่าสุด GBC ไทย-กัมพูชา

ล่าสุดที่ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้มีการลงนามร่วมกันในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การ GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา – GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน

ศศิธร วางพวงมาลาวันปิยมหาราช รำลึกนาม “เมืองกระบี่”

รมช.มท. “ศศิธร กิตติธรกุล” วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระผู้พระราชทานนาม “เมืองกระบี่”

วันที่ 23 ต.ค. 2568 น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธี และมีข้าราชการตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม่บ้านมหาดไทย นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ร่วมพิธี

สำหรับวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยตลอดระยะเวลา 43 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ได้ทรงริเริ่มในการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการทหาร ด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปฏิรูประบบราชการ การจัดการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยในปี 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะแขวงเมืองปกาสัยขึ้นเป็นเมืองปกาสัย และพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” และต่อมาในปี 2418 มีฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ด้วยหลักทศพิธราชธรรม โดยทรงให้ความใกล้ชิดกับปวงพสกนิกร และเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกาศใช้กฎหมายเลิกทาส ทำให้ประเทศไทยหรือประเทศสยามในขณะนั้นเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านสังคม ด้วยคุณอุปการจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ได้แผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมประชาชนทั่วราชอาณาจักรนำมาซึ่งความผาสุขร่มเย็น พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งแปลความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน”

วันนี้เป็นวันที่เราได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย การวางพวงมาลาและร่วมพิธีในวันนี้เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน และเป็นการน้อมนำเอาพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและพัฒนาประเทศชาติต่อไป

การที่พระองค์ทรงพระราชทานนาม “เมืองกระบี่” แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและความสำคัญที่ทรงมีต่อเมืองนี้ กระบี่จึงเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน

ศศิธร วางพวงมาลาวันปิยมหาราช รำลึกนาม “เมืองกระบี่”

การจัดงานวันปิยมหาราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวไทยทุกคน และการที่ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาวางพวงมาลาที่จังหวัดกระบี่ในวันนี้ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่ชาวกระบี่

ทำไมเราต้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน?

เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลิกทาส การปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุข และสาธารณูปโภคต่าง ๆ พระราชกรณียกิจเหล่านี้ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบัน เรายังคงได้รับอานิสงส์จากพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และเราควรที่จะน้อมนำเอาพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเองและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ไม่ใช่เพียงแค่การจัดงานวันปิยมหาราชเท่านั้น แต่เป็นการที่เราจะต้องตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจของพระองค์ และนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติ

ดังนั้น ในวันนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

การที่เมืองกระบี่ได้รับพระราชทานนามจากพระองค์ท่าน ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของชาวกระบี่ทุกคน และเราควรที่จะรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองกระบี่ให้คงอยู่ตลอดไป

ที่มา – “ศศิธร” วางพวงมาลาวันปิยมหาราช รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนาม “เมืองกระบี่”

เกือบเลิกบอลไปบาส! – Gvardiol

โยสโก้ กวาร์ดิโอล ย้ายจาก แอร์เบ ไลป์ซิก มาสู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 77 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับสองตลอดกาล

แต่ดาวเตะทีมชาติโครเอเชียวัย 23 ปี รายนี้เปิดเผยว่า เขาเกือบจะเลิกอาชีพ “ความฝัน” ในวงการฟุตบอลไปแล้ว ในช่วงที่เล่นให้กับ ดินาโม ซาเกร็บ

“ผมกำลังคิดเกี่ยวกับการเลิกเล่น เพราะผมชอบบาสเก็ตบอลด้วย” เซ็นเตอร์แบ็ครายนี้กล่าวกับ บีบีซี สปอร์ต

เมื่ออายุ 16 ปี และต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้ลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของซาเกร็บ กวาร์ดิโอล พิจารณาเส้นทางอื่นๆ นอกเหนือจากฟุตบอล

“ผมไม่แน่ใจในเรื่องฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว เพราะเมื่อคุณไปถึงสนามฝึกซ้อม คุณไม่รู้สึกมีความสุขอีกต่อไปแล้ว คุณรู้ไหม?”

“ผมแค่พยายามหาทางออกอื่นๆ และรู้สึกมีความสุขมากกว่าแต่ก่อน เพราะเพื่อนๆ ของผมเล่นบาสเก็ตบอลกันหมด”

กวาร์ดิโอล อดทนรอคอยโอกาสและก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ คว้าแชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกันกับซาเกร็บ และปิดฉากด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ลีกและบอลถ้วย ก่อนที่จะย้ายไป บุนเดสลีกา ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติค่าตัวสำหรับนักเตะวัยรุ่นชาวโครเอเชีย

เขาสร้างความประทับใจในการเล่น 2 ฤดูกาลในเยอรมนี และหลังจากลงเล่นไป 87 นัดให้กับ แอร์เบ ไลป์ซิก กวาร์ดิโอล ก็เซ็นสัญญาระยะเวลา 5 ปีกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2023

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เป็นกองหลังเพียงคนเดียวในโลกฟุตบอลที่ย้ายทีมด้วยค่าตัวที่สูงกว่า โดยย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ในปี 2019

“ความฝันของผมคือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมไม่รู้ว่าผมจะไปได้ไกลขนาดนั้น” กวาร์ดิโอล กล่าวเสริม

“ถ้าคุณย้อนกลับไป 5 ปีแล้วถามผมว่า คุณเห็นตัวเองอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2023, 24, 25 หรือไม่? ผมจะบอกว่าไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เลย”

วันเวลาที่ กวาร์ดิโอล ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้ลงเล่นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เขากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบของ กวาร์ดิโอล โดยไม่มีกองหลังคนใดทำประตูได้มากกว่าเขาใน พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม

“ในความคิดของผมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ผมคิดว่า ‘ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าผมจะรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าผมจะฟิตหรือไม่ ผมแค่อยากเล่น ผมแค่อยากแข่งขันเพื่อช่วยทีม'” กวาร์ดิโอล กล่าว

“ผมสัมผัสได้ถึงมันในร่างกายของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงซัมเมอร์ ผมมีอาการบาดเจ็บ [ที่เข่า] แต่ตอนนี้มันดีขึ้นแล้วหลังจากผ่านไป 6 เดือน”

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขาลงเล่นไปมากกว่า 6,000 นาทีให้กับสโมสรและทีมชาติ โดยลงเล่นไป 55 นัดจากทั้งหมด 61 นัดของซิตี้ และพลาดการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก เพียง 140 นาทีเท่านั้น

ในรายงานของ ฟีฟโปร เมื่อเร็วๆ นี้ กวาร์ดิโอล รั้งอันดับ 8 ในบรรดาผู้เล่น 10 อันดับแรกที่มีชื่ออยู่ในทีมในวันแข่งขันมากที่สุดสำหรับฤดูกาล 2024-25 ทั่วโลก

“เราไม่สามารถลืมได้ว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญที่สุด ในแง่ที่เขาลงเล่นและลงเล่นและลงเล่น” กวาร์ดิโอล่า กล่าว

“เขายังเด็กมาก ร่างกายของเขาโดดเด่น สามารถเล่นได้สองบทบาทอย่างสมบูรณ์แบบ เขาเหลือเชื้อ เหลือเชื่อ เรียนรู้ได้ดี ฟังเยอะ อยากพัฒนา และนั่นจะช่วยให้เขาเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น”

กวาร์ดิโอล่า เลือกที่จะให้ กวาร์ดิโอล เล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายเป็นส่วนใหญ่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงในช่วงที่แชมป์เก่าทำได้เพียงชนะ 1 นัดจาก 13 เกม

มันเป็นฤดูกาลแรกที่พวกเขาไม่มีถ้วยรางวัลตั้งแต่ปี 2016-17 และ กวาร์ดิโอล กล่าวถึงฟอร์มที่ไม่ดีของพวกเขาว่า “เมื่อมันเริ่มต้น มันค่อนข้างยากที่จะหลุดพ้นจากมัน”

“เราพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง และเราพยายามหาทางออก ในที่สุดเราก็สามารถกลับไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้งและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้”

ในฤดูกาลนี้ แมนฯ ซิตี้ ของ กวาร์ดิโอล่า ดูเหมือนจะทิ้งความทุกข์ยากเมื่อฤดูกาลที่แล้วไว้เบื้องหลัง โดยได้รับการสนับสนุนจากการเซ็นสัญญาในช่วงซัมเมอร์ของพวกเขา

หลังจากแพ้ไป 2 จาก 3 เกมแรกใน พรีเมียร์ลีก ซิตี้ ไม่แพ้ใครมา 5 นัด โดย กวาร์ดิโอล กลับมาสู่บทบาทที่คุ้นเคยในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คฝั่งซ้าย

“ผมมีความสุขที่ได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งของผม” เขากล่าว “แค่เล่นง่ายๆ ปกป้องประตู ป้องกันประตู”

“แน่นอนว่าเรามีเป้าหมายใหม่ในฤดูกาลนี้ และเราต้องการที่จะตั้งเป้าหมายให้สูง แต่ผมชอบที่จะบอกว่ามันเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเป้าหมายของเรา ฤดูกาลยังอีกยาวไกล ดังนั้นมาลุยกันไปทีละเกม”

เอลเลน ไวท์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษและ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวว่า การกลับมาเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คของ กวาร์ดิโอล ได้ช่วยปรับปรุงแนวรับของ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้

“เขาทำได้ดีในตำแหน่งแบ็คซ้ายและทำประตูได้มากมาย” เธอกล่าวกับ บีบีซี สปอร์ต

“สถิติบ่งบอกทุกอย่าง พวกเขากำลังเสียประตูน้อยลงและเผชิญหน้ากับการยิงน้อยลงด้วย”

“ความร่วมมือที่เขาสร้างขึ้นกับ รูเบน ดิอาส และการมี โรดรี้ อยู่ข้างหน้าและ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า อยู่ข้างหลัง พวกเขากำลังสร้างความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ที่พวกเขาไม่มีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว”

สุดเศร้า! หลานบอกรักยาย ก่อนถูกงูกัดดับ

เรื่องเศร้าสะเทือนใจ! ยายช็อกเมื่อหลานชายโทรศัพท์มาบอกรัก ก่อนจะบอกว่าถูกงูกัด และสิ้นใจคาสายโทรศัพท์อย่างน่าเวทนา พบงูเห่าขนาดใหญ่อยู่ในที่เกิดเหตุ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2568 ร.ต.อ.ธนกร รัตนวิไล รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางเสาธง พร้อมด้วยแพทย์นิติเวชสถาบันรามาจักรีนฤบดินทร์ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกันตรวจสอบสภาพศพของ นายใหม่ อายุ 39 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องทำงานของบ้านพักชั้นสอง ในตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบร่องรอยบาดแผลจากเขี้ยวงูที่ข้อมือข้างซ้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงบันทึกภาพและทำแผนที่ที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ส่งชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ณ นิติเวชสถาบันรามาจักรีนฤบดินทร์ สมุทรปราการ

ส่วน “คู่กรณี” อย่างงูเห่า ทางตำรวจได้ประสานอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านการจับงู ให้นำอุปกรณ์มาจับงูเห่าตัวดังกล่าว ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ยาวเกือบ 1 เมตร

คุณยายเล็ก อายุ 74 ปี ผู้เป็นยายของผู้เสียชีวิต เล่าด้วยความเศร้าโศกว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.40 น. หลานชายได้โทรศัพท์มาหา และถามว่า “ยายรักหลานคนนี้ไหม” ตนก็ตอบกลับไปว่า “ยายรักหลาน รักมาก” จากนั้นหลานชายก็บอกว่า “ตนถูกงูเห่ากัด” และหากเป็นอะไรไปก็ขอให้ยายช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ด้วย หลังจากนั้นเสียงก็เริ่มผิดปกติ ลิ้นแข็ง พูดจาไม่รู้เรื่อง ก่อนที่เสียงจะเงียบหายไป ตนจึงรีบโทรศัพท์บอกหลานสาวอีกคนให้รีบมาดู เมื่อญาติพี่น้องมาถึงก็พบว่าหลานชายได้เสียชีวิตแล้ว ญาติพยายามปั๊มหัวใจและโทรศัพท์เรียกหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ทันการณ์ ซึ่งปกติหลานชายจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้เพียงคนเดียว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการควบคุมตัวงูเห่าตัวดังกล่าวใส่ถุงซิปล็อกอย่างแน่นหนา ก่อนจะส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.บางโฉลง เพื่อนำส่งสถานเสาวภา ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตวัคซีนและเซรุ่มสำหรับป้องกันและรักษาโรคพิษสุนัขบ้า พิษงู และโรคไข้ทรพิษ หลังจากนั้นก็จะมีการปล่อยงูเห่าคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

ยายช็อก! หลานชายโทรบอกรัก ก่อนถูกงูกัดเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษที่อาจแฝงตัวอยู่ใกล้ตัวเรา ควรระมัดระวังและสังเกตสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่สัตว์เลื้อยคลานมักจะออกมาจากที่ซ่อนเพื่อหลีกหนีน้ำท่วม

สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกงูกัด

หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถูกงูกัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อลดความรุนแรงของพิษงู และเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต ดังนี้

  • โทรแจ้ง 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
  • ล้างแผล ด้วยน้ำสะอาดและสบู่
  • พันผ้ายืด บริเวณเหนือแผลให้แน่นพอประมาณ เพื่อชะลอการแพร่กระจายของพิษงู
  • ดามบริเวณที่ถูกกัด ให้อยู่นิ่งๆ เพื่อลดการเคลื่อนไหว
  • สังเกตลักษณะงู ถ้าเป็นไปได้ ให้จดจำลักษณะของงูที่กัด เพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • อย่า พยายามจับงู หรือทำร้ายงู เพราะอาจถูกกัดซ้ำได้
  • อย่า ใช้ปากดูดพิษงู เพราะอาจทำให้พิษงูเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น
  • อย่า ประคบร้อน หรือเย็น บริเวณที่ถูกกัด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตเมื่อถูกงูกัด ดังนั้น การมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อุทาหรณ์จากเหตุการณ์เศร้า: หลานบอกรักยาย ก่อนถูกงูกัด

เรื่องราวอันน่าเศร้าสลดนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่คนที่เรารัก ควรแสดงความรักและความห่วงใยต่อกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต

การจากไปอย่างกะทันหันของหลานชาย ทำให้คุณยายต้องเผชิญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ คงไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนความรักและความผูกพันที่เคยมีต่อกันได้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอให้ดวงวิญญาณของหลานชายไปสู่สุคติ

งูกัด เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา หมั่นดูแลบ้านเรือนให้สะอาดเรียบร้อย กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของงู และระมัดระวังเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – ยายช็อก หลานชายโทรบอกรัก ก่อนบอกถูก “งูกัด” สุดเศร้าสิ้นใจคาสายโทรศัพท์