วัน: 23 ตุลาคม 2025

ศุภจี จับมือสิงคโปร์ เร่งขยายการค้า ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ (นายกาน คิม ยอง) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เพื่อเดินหน้าขยายความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-สิงคโปร์ ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทย เร่งสรุปข้อตกลงการค้าข้าว และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเสริมบทบาทภูมิภาคในเศรษฐกิจดิจิทัล

การผลักดันการ“ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนโดยรวม การร่วมมือกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเทคโนโลยีที่สำคัญ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ได้เน้นย้ำความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยมีศักยภาพในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ไม่เพียงตอบโจทย์รองรับความต้องการของตลาดสิงคโปร์ แต่ยังเป็นช่องทางขยายสู่ตลาดประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าข้าวของไทยและความมั่นคงทางอาหารของสองประเทศ โดยคาดว่าข้อตกลงค้าข้าวจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ความคืบหน้าในเรื่องนี้เป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทย และผู้บริโภคในทั้งสองประเทศ

นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ได้หารือร่วมกับสิงคโปร์ในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง DEFA เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนพัฒนาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลง DEFA ได้ขอให้สิงคโปร์ร่วมสนับสนุนการเจรจาให้มีความคืบหน้ามากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนในปีนี้ ความตกลง DEFA จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางดิจิทัลในอาเซียน สนับสนุนการค้าข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันการค้าไร้กระดาษ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและอาเซียน พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญสนับสนุนภาคธุรกิจในการค้าดิจิทัล

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน ความตกลง DEFA จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดดิจิทัลในอาเซียนได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม

ทั้งนี้ ภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในปี 2567 มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 12,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 6.25% ไทยส่งออก 7,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 12.57% ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์มูลค่า 4,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.81% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสิงคโปร์ในฐานะคู่ค้าที่สำคัญของไทย และศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางการค้าให้มากยิ่งขึ้น

“ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

ความสำคัญของการเร่งขยายการค้าและลงทุนระหว่างไทย-สิงคโปร์

การเร่งขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เพื่อผลักดันประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

  • การค้า: การขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปยังสิงคโปร์จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
  • การลงทุน: การดึงดูดการลงทุนจากสิงคโปร์จะช่วยสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย
  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การร่วมมือในกรอบ DEFA จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศ

การที่นางศุภจีเน้นย้ำถึงความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

การเจรจาความตกลง DEFA และการผลักดันข้อตกลงการค้าข้าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทั้งสองประเทศจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

การที่ “ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การมีนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การปิดดีลค้าข้าวภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้สำเร็จ

การเร่งขยายการค้าการลงทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์เป็นเรื่องที่น่ายินดี และคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว การติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

ที่มา – “ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

พายุเฟิงเฉินอ่อนกำลัง! ใต้ฝนตกหนัก

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุเฟิงเฉิน” อ่อนกำลังลงแล้ว ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ช่วงวันที่ 23-26 ต.ค.นี้ ใครที่อยู่ภาคใต้ช่วงนี้ต้องระวังกันด้วยนะครับ

วันที่ 23 ต.ค. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง “พายุเฟิงเฉิน” ฉบับที่ 16 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันนี้ (23 ต.ค.) พายุโซนร้อนเฟิงเฉิน (FENGSHEN) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว และเมื่อเวลา 10.00 น. พายุนี้ได้อ่อนกำลังลงอีกเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในระยะต่อไป

ข่าวดีก็คือ “พายุเฟิงเฉิน” อ่อนกำลังลงแล้ว แต่ข่าวร้ายคือภาคใต้ยังต้องเผชิญกับฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งนะครับ

สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในช่วงวันที่ 23-26 ต.ค. 68 เนื่องจากร่องมรสุมกำลังปานกลางที่พาดผ่านภาคใต้ตอนกลางและตอนล่างมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยตอนบน ภาคใต้ตอนบน และทะเลอันดามันตอนบน ทำให้สถานการณ์ฝนตกหนักยังคงน่าเป็นห่วง

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง ใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนะครับ

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบน และห่างฝั่งของทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ช่วงนี้ทะเลมีคลื่นลมแรง ชาวเรือต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ

กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

  • เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา: http://www.tmd.go.th
  • โทรศัพท์: 0-2399-4012-13 และ 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

พายุเฟิงเฉินอ่อนกำลังลงแล้ว

แม้ว่า “พายุเฟิงเฉิน” จะอ่อนกำลังลง แต่สถานการณ์ฝนตกหนักในภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดนะครับ

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อมีฝนตกหนักจากพายุเฟิงเฉิน

ช่วงที่ฝนตกหนักจาก พายุเฟิงเฉิน สิ่งที่เราต้องระวังเป็นพิเศษคือ:

  • น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก: โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและใกล้ทางน้ำ
  • คลื่นลมแรง: ชาวเรือควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
  • อันตรายจากฟ้าผ่า: หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง

สถานการณ์ “พายุเฟิงเฉิน” ในครั้งนี้ สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราสามารถป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ

ที่มา – ประกาศฉบับสุดท้าย “พายุเฟิงเฉิน” อ่อนกำลังลงแล้ว ภาคใต้มีฝนตกหนักมากบางแห่ง

สุขุมชี้! คนละครึ่งพลัส หนุนภูมิใจไทยโกยแต้ม

นักวิชาการชี้ “ภูมิใจไทย” ได้อานิสงส์จากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โกยคะแนนเสียงเกินคาด มองยุบสภาโอกาสน้อยมาก คาดเลือกตั้งหน้าลุ้นติดท็อป 1 ใน 2 พรรคที่มี ส.ส.มากสุด

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และนักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง แสดงทัศนะต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน โดยเชื่อว่า โอกาสในการยุบสภาก่อนกำหนดนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม รวมถึงพรรคภูมิใจไทยด้วย อย่างไรก็ตามช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยเดินเกมทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถโกยแต้มคะแนนเสียงได้อย่างต่อเนื่องจากนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

“ภาพประชาชนยืนต่อคิวลงทะเบียนหน้าธนาคาร หรือกดสิทธิ์ที่ตู้เอทีเอ็ม มันคือคะแนนทั้งนั้น” รศ.ดร.สุขุม กล่าว โดยชี้ว่า ถึงแม้ภูมิใจไทยอาจไม่ใช่ผู้ริเริ่มแนวคิดแต่การนำมาลงมือทำและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อประชาชนในรัฐบาลนี้ ทำให้กลายเป็นแต้มทางการเมืองที่ชัดเจน

อาจารย์สุขุมยังบอกด้วยว่า นอกจากนโยบายดังกล่าวยังมีนโยบายอื่น ๆ เช่น การลดราคาพลังงาน ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องชายแดนหรือแก๊งสแกมเมอร์ แต่คะแนนบวกในสายตาประชาชนยังคงมีมากกว่า

ส่วนเรื่องการยุบสภา รศ.ดร.สุขุม วิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีความจำเป็นต้องรีบยุบสภาในขณะนี้ เพราะทุกนโยบายที่กำลังเดินหน้าล้วนเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สะสมได้จริง และในช่วงนี้พรรคมีโอกาสขยายฐานคะแนนต่อเนื่องจากนโยบายเล็ก ๆ ที่จะทยอยออกมาอีกในอนาคต ตอนนี้ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคตัวเลือก แต่เป็นพรรคแกนนำที่มีลุ้นติด 1 ใน 2 พรรคที่ได้คะแนน ส.ส. มากที่สุด

“คนละครึ่งพลัส” ตัวช่วยโกยคะแนนของภูมิใจไทย?

จากบทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำไมนโยบายนี้ถึงได้ผลนัก และมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ภูมิใจไทยได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุด?

ปัจจัยความสำเร็จของ “คนละครึ่งพลัส” และผลต่อภูมิใจไทย

  • ความเข้าถึงง่าย: โครงการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
  • ผลประโยชน์ที่จับต้องได้: ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลใส่ใจความเป็นอยู่ของพวกเขา
  • การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ: พรรคภูมิใจไทยสามารถประชาสัมพันธ์โครงการนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนรับรู้ถึงประโยชน์ของโครงการ และเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับพรรค

นอกจากนี้ การที่ภูมิใจไทยกล้าที่จะผลักดันนโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้จริง ทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น และส่งผลให้พรรคมีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้ว่า “คนละครึ่งพลัส” จะเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ นโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความนิยมให้กับพรรค และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การที่นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดังอย่าง รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า พรรคการเมืองใดที่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมได้ พรรคการเมืองนั้นก็จะมีโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความนิยมไว้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งผลงานของพรรคในอนาคต ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการแข่งขันจากพรรคการเมืองอื่น ๆ

แม้ว่าโอกาสในการยุบสภาจะมีน้อย แต่พรรคการเมืองทุกพรรคก็จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอยู่เสมอ และการที่พรรคภูมิใจไทยมีแต้มต่อจากนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองใดที่สามารถครองใจประชาชนได้มากที่สุด และพรรคการเมืองใดที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ที่มา – “สุขุม” ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ทำภูมิใจไทยโกยแต้ม มองยุบสภาโอกาส “น้อยมาก”

สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ตึงเครียดในมหาสมุทรแปซิฟิก! กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นครั้งที่สองในรอบสองวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย การกระทำนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถึงกับขนานนามขบวนการเหล่านี้ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” เลยทีเดียว ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำโคลอมเบียอย่างรุนแรง พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีการขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายบนบกอีกด้วย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แถลงการณ์ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศต่อเรือต้องสงสัยว่าบรรทุกยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้รับอันตรายจากการปฏิบัติการครั้งนี้

ที่น่าสนใจคือ ปฏิบัติการสหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ นี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรืออีกลำหนึ่งในบริเวณเดียวกัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยเชื่อกันว่าเรือทั้งสองลำกำลังใช้เส้นทางขนส่งยาเสพติดที่รู้จักกันดีในน่านน้ำสากล

นายเฮกเซธได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ว่า “ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงอีกครั้งต่อเรือที่ดำเนินการโดย ‘องค์กรก่อการร้าย'” เขายืนยันว่าการโจมตีลักษณะนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ค้ายาเสพติดธรรมดา แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่นำความตายและความเสียหายมาสู่เมืองของเรา”

การโจมตีในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 8 และ 9 ที่มุ่งเป้าไปที่เรือต้องสงสัยขนยาเสพติด นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากก่อนหน้านี้เป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียน สถิติปัจจุบันระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือยาเสพติดของสหรัฐฯ แล้วอย่างน้อย 37 ราย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวยืนยันว่าเขามีอำนาจทางกฎหมายที่จะโจมตี สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ ในน่านน้ำสากลต่อไปได้ แต่ระบุว่าหากเขาตัดสินใจที่จะขยายเป้าหมายการโจมตีไปยังบนบก เขาอาจต้องกลับไปปรึกษากับรัฐสภาสหรัฐฯ ก่อน เขาย้ำว่ารัฐบาลของเขามีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะขยายปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดบนบก ซึ่งจะเป็นการยกระดับครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ เหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ซึ่งทรัมป์กล่าวหาว่าเป็น “อันธพาลและคนเลว”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวประณามนายเปโตรว่าเป็น “ผู้นำยาเสพติดผิดกฎหมาย” ที่กำลังสนับสนุนการผลิตยาเสพติดขนานใหญ่ทั่วโคลอมเบีย พร้อมทั้งประกาศว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการให้เงินสนับสนุนแก่โคลอมเบีย ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา

ทั้งโคลอมเบียและเอกวาดอร์มีพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการลำเลียงโคเคนขึ้นเหนือไปยังสหรัฐฯ โดยสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ประเมินว่าโคเคนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สหรัฐฯ ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางแปซิฟิกนี้

สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

สถานการณ์ล่าสุดนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร? และปฏิบัติการทางทหารเช่นนี้จะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืนหรือไม่? เป็นคำถามสำคัญที่เราต้องพิจารณา

ผลกระทบจากการ สหรัฐฯ โจมตีเรือขนยาในแปซิฟิก ดับ 3 ศพ

  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และโคลอมเบียที่สั่นคลอน
  • ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจอธิปไตยในน่านน้ำสากล
  • ประสิทธิภาพของปฏิบัติการทางทหารในการแก้ปัญหายาเสพติด

การใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามยาเสพติดเป็นวิธีการที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นการตอบโต้ที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจากยาเสพติด ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่มากขึ้น การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างแท้จริงอาจต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น ความยากจน การขาดโอกาส และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

ที่มา – สหรัฐฯ โจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก สังหาร 3 ศพ

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ปชป. แจง อภิสิทธิ์ ไม่ได้วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

“โฆษก ปชป.” ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์ “โครงการคนละครึ่ง” เชิงลบ มองเป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำ ประชาธิปัตย์ เตรียมเสนอพิมพ์เขียว สร้างเศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการตีความคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ว่า ยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรัมใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

ทำไม ปชป. ถึงมองว่าคนละครึ่งไม่ยั่งยืน?

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าแม้โครงการคนละครึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้ พวกเขาจึงเสนอแนวทางที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, และยกระดับภาคเกษตรกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นธรรมในระยะยาว

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: สร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ
  • การค้าระหว่างประเทศ: ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
  • ภาคเกษตรกรรม: ใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ พรรคยังได้จัดเวทีฟอรัมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การมองไปข้างหน้าและการวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพึ่งพาโครงการระยะสั้นอาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่การสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ แค่ชี้ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น

“นฤมล” นำ ศธ. น้อมรำลึกวันปิยมหาราช

“รมว.นฤมล” นำ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการวางพวงมาลา บำเพ็ญกุศลถวายรัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม

วันที่ 23 ต.ค. 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ เนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

จากนั้น นางนฤมล พร้อมคณะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถในการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่ได้ทรงวางรากฐานระบบการศึกษาของชาติให้มีความก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

“นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

วันปิยมหาราช เป็นวันที่สำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย เป็นวันที่เราน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ที่ทรงวางรากฐานให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ

ความสำคัญของวันปิยมหาราช

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงนำพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากภัยคุกคามจากชาติตะวันตก ทรงปฏิรูปประเทศในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชนทุกระดับชั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในประเทศไทย ทรงส่งเสริมให้มีการศึกษาในระบบ ทรงสร้างโรงเรียนฝึกหัดครู เพื่อผลิตครูอาจารย์ที่มีความสามารถในการสอน ทรงส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เพื่อนำความรู้และวิทยาการกลับมาพัฒนาประเทศ

การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ วางพวงมาลา ถวายสักการะ เนื่องในวันปิยมหาราช เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระคุณูปการต่อการศึกษาของชาติอย่างใหญ่หลวง การกระทำดังกล่าวเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา และน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน การศึกษาไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านคุณภาพ ความเสมอภาค และการเข้าถึง การที่เราได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันปิยมหาราช จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนและปรับปรุงระบบการศึกษาของไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ

เราควรร่วมกันน้อมนำพระราชปณิธานของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

ที่มา – “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

รื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้า 70% เสร็จ 25 ต.ค.นี้


การรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้าไปมาก! เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมวางระบบท่อระบายน้ำก่อนสร้างทางลาดเชื่อมถนนสุโขทัย คืนให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ล่าสุดการรื้อถอนดำเนินไปแล้วกว่า 70% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครเตรียมวางแผนจัดรถรับ-ส่งนักเรียนเพื่อรองรับการเปิดเทอมในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ด้วย

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 พบว่าเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการรื้อถอนอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้รถน้ำดับเพลิงฉีดพ่นเพื่อลดฝุ่นละอองที่เกิดจากการรื้อถอนตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการนำท่อระบายน้ำมาเตรียมไว้ในพื้นที่ เพื่อวางระบบระบายน้ำก่อนที่จะดำเนินการสร้างทางลาด (Ramp) ที่เชื่อมกับถนนสุโขทัยคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

นายธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา การรื้อถอนดำเนินไปแล้วประมาณ 50% โดยมีการขึงผ้าใบเพื่อป้องกันเศษวัสดุตกหล่นไปยังบ้านเรือนประชาชน และใช้รถน้ำดับเพลิงฉีดพ่นเพื่อลดฝุ่นละอองตลอดการดำเนินงาน ผู้รับจ้างได้แจ้งระยะเวลาในการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ไว้ 20 วัน แต่อย่างไรก็ตาม จากการประเมินความคืบหน้า คาดว่าจะสามารถดำเนินการรื้อถอนจนถึงระดับพื้นดินได้เร็วกว่าที่กำหนดไว้ โดยอาจจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันนับจากนี้ ส่วนเศษซากวัสดุจากการรื้อถอน จะมีการย่อยชิ้นส่วนขนาดใหญ่ให้เล็กลงและขนย้ายออกจากพื้นที่ในช่วงเวลากลางคืน

สำหรับแผนการดำเนินงานหลังจากรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน เสร็จสิ้น จะมีการถมดินใต้อาคารที่เป็นโพรงเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบความแน่นของดินที่ถมว่าเพียงพอหรือไม่ จากนั้นจะมีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารโดยรอบ รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่ไปชั่วคราว หากพบว่ามีความแข็งแรงปลอดภัยเพียงพอแล้ว ก็จะอนุญาตให้ประชาชนสามารถกลับเข้ามาพักอาศัยได้

ส่วนการสร้างทางลาดที่เชื่อมกับถนนสุโขทัยคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาลนั้น จะสามารถดำเนินการได้ภายหลังจากการวางระบบท่อระบายน้ำเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าขณะนี้จะมีการนำท่อระบายน้ำเข้ามาเตรียมไว้ในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที เนื่องจากอาจจะรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่กำลังดำเนินการรื้อถอนอาคาร จึงต้องรอให้การรื้อถอนอาคารแล้วเสร็จก่อน นอกจากนี้ จะต้องมีการพูดคุยหารือเรื่องการคืนพื้นผิวจราจรกันอีกครั้งว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้เมื่อใด

ด้านนายวัชรพล คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ผู้แทนรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แผนการดำเนินงานขณะนี้คือการเร่งรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน โดยจากการตรวจสอบยังไม่พบว่าอาคารโดยรอบพื้นที่มีการเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เชื่อว่าการถมทรายก่อนหน้านี้ช่วยป้องกันการเคลื่อนตัวของอาคารได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินงานด้วยความระมัดระวังตลอดเวลา รวมถึงมีการตรวจวัดค่าระดับน้ำใต้ดิน และเสถียรภาพดินในพื้นที่ตลอดการดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและปลอดภัย

ในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ควบคู่ไปกับการเตรียมพื้นที่เพื่อวางท่อระบายน้ำก่อนดำเนินการสร้างพื้นผิวจราจรคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยในส่วนของการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ดำเนินการไปแล้วประมาณ 70% รวมทั้งขนย้ายเศษวัสดุออกจากพื้นที่ คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในวันเสาร์นี้ (25 ตุลาคม)

พร้อมยอมรับว่าอาจจะยังไม่สามารถเปิดพื้นผิวการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง เนื่องจากวันจันทร์นี้ (27 ตุลาคม) จะเป็นวันเปิดภาคเรียน โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มรถ Shuttle Bus เพื่อให้บริการรับ-ส่งนักเรียนเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเข้ามาหารือเพื่อสรุปเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (24 ตุลาคม) เวลา 13.30 น.

รื้อถอนอาคาร สน.สามเสน

ความคืบหน้าล่าสุดการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน

การรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเสร็จสิ้นตามกำหนด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ที่มา – รื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คืบหน้าไปแล้วกว่า 70% คาดเสร็จภายใน 25 ต.ค.นี้

“สีหศักดิ์” มั่นใจ ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมั่นใจว่า “บิ๊กเล็ก” จะได้ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” บนเวทีอาเซียนที่จะถึงนี้ โดยย้ำว่ามีแผนการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ตามเงื่อนไข 4 ข้อที่ไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ณ พระลานพระราชวังดุสิต นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งทุกประเด็นที่ประเทศไทยให้ความสำคัญนั้นมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแผนงานและแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการนำชาวกัมพูชาออกจากดินแดนที่เป็นพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งก็มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้แล้วเช่นกัน หลังจากนี้จะมีการทำงานและพูดคุยกันต่อไปว่ามีจุดใดบ้างที่มีการรุกล้ำ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น รวมถึงในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีการลงนามบันทึกสรุปการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะสามารถดำเนินการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซียในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมถึงผู้นำชาติสมาชิกอื่น ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ความหวังใหม่แห่งชายแดน

นายสีหศักดิ์ยังได้เปิดเผยถึงขั้นตอนภายหลังจากการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เสร็จสิ้นว่า ในการลงนามครั้งนี้ จะมีแผนการดำเนินการแนบมาด้วย ซึ่งจะระบุถึงขั้นตอนการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะมีแผนการดำเนินการและกรอบเวลาที่ชัดเจน

ขั้นตอนหลังลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

เมื่อถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะได้พูดคุยกันในรายละเอียดให้ชัดเจน และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

การลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมาอย่างยาวนาน การดำเนินการตามแผนที่วางไว้หลังจากนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

การแก้ไขปัญหาชายแดนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทั้งสองประเทศหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อเวทีอาเซียน ได้ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”