วัน: 25 ตุลาคม 2025

สหรัฐฯ ชี้เจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

การเจรจาการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน นอกรอบการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย ได้เสร็จสิ้นลงในวันแรก และมีกำหนดการหารือกันต่อในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ โดยมีการรายงานว่าการพูดคุยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก สร้างความหวังถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการเจรจาการค้าวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเจรจามีความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง และเราคาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในตอนเช้า” อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน ต่างไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมในครั้งนี้มากนัก ทำให้ยังคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

สถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ขู่ที่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีกถึง 100% และออกมาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้การที่จีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากมากขึ้น การตอบโต้ทางการค้าเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวของทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าอันแสนเปราะบาง ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย ทำให้ความหวังที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีลดน้อยลง

การเจรจาระหว่างทีมเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเกิดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และปูทางสำหรับการประชุมกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มีกำหนดจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ที่การประชุมเอเปกในเกาหลีใต้ หากการเจรจาเป็นไปในทิศทางบวก ก็อาจช่วยลดความตึงเครียดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด

สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

ทำไมการเจรจาที่ “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถึงมีความสำคัญ?

หากการเจรจา “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” จริง ก็อาจหมายถึงการเริ่มต้นของการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการเจรจาในวันอาทิตย์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดร่วมและบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก การลดความตึงเครียดทางการค้าจะช่วยให้การส่งออกของไทยฟื้นตัว และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ
  • โอกาสสำหรับนักลงทุน: การคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า
  • ความสำคัญของการติดตามข่าวสาร: นักธุรกิจและนักลงทุนไทยควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การที่สหรัฐฯ ออกมาชี้ว่าการเจรจาการค้ากับจีน “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก” ถือเป็นสัญญาณบวก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งทางการค้าจะยุติลงโดยสมบูรณ์ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – สหรัฐฯ ชี้ เจรจาการค้ากับจีนที่มาเลเซียวันแรก “เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก”

ด่วน! “อนุทิน” ถึงมาเลเซีย เตรียมเปิดประชุมอาเซียน

นายกฯ อนุทิน เดินทางถึงมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน (Dato’ Seri Mohamed Khaled bin Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนรัฐบาลมาเลเซีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค

โดยในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมที่พัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการประชุมในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568)

อนุทิน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญหลายด้านที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ เหล่านี้

ความสำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47

การมีส่วนร่วมของผู้นำประเทศต่างๆ ในอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การประชุมสุดยอดอาเซียนยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความมั่นคง
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

การเข้าร่วม การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนอาเซียนไปข้างหน้า และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การประชุมสุดยอดอาเซียนถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งให้กับอาเซียน การหารือในประเด็นต่างๆ จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายและแผนงานที่สอดคล้องกัน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน ประเทศไทยในฐานะสมาชิกอาเซียน มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกระบวนการนี้อย่างเต็มที่

การที่ “อนุทิน” ถึงมาเลเซียแล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการมีส่วนร่วมในเวทีระดับภูมิภาค และความตั้งใจจริงที่จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับภูมิภาคของเรา

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคโดยรวม

การตัดสินใจและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคอย่างมาก การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในการประชุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ถึงมาเลเซียแล้ว ร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 พรุ่งนี้

กทม. เตรียมพร้อมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งเตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อรองรับประชาชนที่จะเข้าร่วมงานพิธีสำคัญเนื่องในโอกาสพิเศษของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้จัดการประชุมผู้บริหารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จในพิธีเคลื่อนพระบรมศพ การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการมอบหมายให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว โดยครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การจัดพิธีการ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด

การเตรียมความพร้อมด้านเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐาน

กทม. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและปรับปรุงเส้นทางเคลื่อนขบวนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไปยังพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในคืนเดียว ได้แก่ การเร่งซ่อมแซมพื้นผิวถนนที่ชำรุดบนถนนอังรีดูนังต์และถนนพระรามที่ 4 การปรับฝาบ่อและฝาท่อระบายน้ำบนถนนพญาไทให้เรียบเพื่อความปลอดภัย และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ หน่วยงานสาธารณูปโภคจะเข้าดำเนินการเก็บงานเพิ่มเติม

ในส่วนของภูมิทัศน์ ได้สั่งการให้ตัดแต่งกิ่งไม้ตลอดสองข้างทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นมะขามบริเวณสนามหลวงที่มีความเสี่ยงต่อการล้ม ให้ดำเนินการค้ำยัน พร้อมกันนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนต้นไม้และดอกไม้ให้เป็นโทนสีขาว-ดำ เพื่อให้เกิดความสง่างามและสมพระเกียรติ นอกจากนี้ ยังมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ทำความสะอาดจากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อทำความสะอาดเส้นทางเคลื่อนขบวน

ด้านระบบไฟฟ้าและความปลอดภัย มีการตรวจสอบและซ่อมแซมโคมไฟให้ส่องสว่างเพียงพอ พร้อมทั้งตรวจสอบกล้อง CCTV ตลอดเส้นทางกว่า 276 จุด รวม 1,239 กล้อง ให้พร้อมใช้งาน และเชื่อมโยงสัญญาณกับกองอำนวยการร่วม นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมถังดับเพลิง รถดับเพลิง และเครื่องสำรองไฟฉุกเฉินประจำจุดต่างๆ

กทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

การอำนวยความสะดวกและบริการประชาชน

กทม. ได้จัดเตรียมสถานที่ตั้งเต็นท์เพื่อรองรับประชาชนบริเวณท้องสนามหลวงจำนวน 2 จุด โดยสามารถรองรับได้จุดละประมาณ 5,000 คน และมีพัดลมไอเย็นในแต่ละจุดภายในเต็นท์รับรอง การลงทะเบียนและการจัดคิวประชาชนในการเข้า-ออกพื้นที่ อยู่ระหว่างการประสานงานกับกองอำนวยการร่วมเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเป็นระบบ

ในส่วนของอาหารและน้ำดื่ม ได้มีการจัดเตรียมครัวสนามของ กทม. เพื่อเสริมกับครัวพระราชทาน และมอบหมายให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับมูลนิธิหรือเอกชนที่นำอาหารมาแจกจ่าย เช่น การมีบ่อดักไขมัน/ถังดักไขมัน การจัดจุดรับบริจาคและประกอบอาหาร เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดปัญหามลภาวะหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข มีทีมแพทย์ทั้งในระดับสูงและระดับพื้นฐานประจำจุดต่างๆ ตลอดเส้นทาง พร้อมด้วยจุดปฐมพยาบาลเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงรถจักรยานยนต์กู้ชีพฉุกเฉิน (Motorlance) นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่ตามจุดต่างๆ รวมถึงประสานงานกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ห้องน้ำได้เพิ่มเติม

สำหรับการจัดการขยะ ได้มีการเตรียมถังขยะและถุงขยะให้เพียงพอ พร้อมทั้งเน้นย้ำการคัดแยกขยะ เพื่อป้องกันปัญหามลภาวะและกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลจุดทิ้งขยะอย่างใกล้ชิด

การจัดการพิธีการและบุคลากร

ในการประชุม ได้มีการแจ้งแนวทางการไว้ทุกข์และการแต่งกายอย่างเป็นทางการ โดยหน่วยงานราชการจะลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน และงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน ข้าราชการจะไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแต่งกายไว้ทุกข์เป็นเวลา 90 วัน

นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเรื่องการเข้าเฝ้าฯ ในพระบรมมหาราชวัง และแจ้งว่าในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568) จะมีการเปิดให้ประชาชนเข้าสรงน้ำพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. ผู้ว่าฯ ชัชชาติจึงได้กำชับให้ติดตามหมายกำหนดการอย่างใกล้ชิด

สำหรับการเฝ้าฯ รับเสด็จ ได้มีการเชิญชวนข้าราชการและบุคลากร รวมถึงประชาชนให้แต่งกายชุดดำไว้ทุกข์เข้าร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

การบริหารจัดการและการสื่อสาร

ที่ประชุมได้มีการเสนอร่างคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการภายใน กทม. เพื่อรับผิดชอบงานพระบรมศพ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน

ในด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติได้เน้นย้ำให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์เร่งเผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง ทั้งจากรถไฟฟ้า (สถานีสนามไชย) ท่าเรือ ป้ายรถเมล์ จุดจอดรถส่วนตัว/แท็กซี่ จุดให้บริการห้องน้ำ รถสุขา จุดอาหารและน้ำดื่ม เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวก

ในส่วนของการสื่อสารภายใน ได้มีการจัดเตรียมวิทยุสื่อสารสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เพื่อให้สามารถรายงานสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งให้กรอกข้อมูลแผนงาน รายละเอียด และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามงานได้

และสำหรับโครงการต่างๆ ให้พิจารณาปรับกิจกรรมหรือโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการให้เหมาะสมกับช่วงเวลา เพื่อให้เป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด กทม. มุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”ให้ดีที่สุด

การเตรียมกทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐในการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”ได้อย่างราบรื่นและสมพระเกียรติ

ที่มา – กทม. เร่งเตรียมความพร้อม รองรับประชาชนเข้าร่วมงานพิธีฯ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ตร.ทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเครื่องซิมบ็อกซ์

ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว นำหมายค้นศาลจังหวัดสระแก้ว บุกยึดเครื่องซิมบ็อกซ์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เตรียมขยายผลจับกุมผู้ต้องหา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2568 พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว เผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรมนั้น

ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ได้รับข้อมูลจากศูนย์วอรูมฯ ตร.ภ.2 เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้หลอกลวงประชาชนว่าได้เปิดเบอร์โทรศัพท์และมีการใช้งานในพื้นที่ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วจึงได้ประสานข้อมูลร่วมกับ บก.สส.ภ.2 และลงพื้นที่สืบสวน ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.สระแก้ว จนทราบพิกัดว่าบ้านหลังหนึ่งใน ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นห้องเช่า น่าเชื่อว่าจะเป็นจุดติดตั้งซิมบ็อกซ์ (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นสถานที่ดังกล่าว

ต่อมา พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว และ พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.สุวัฒน์ บริรักษ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าว บก.สส.ภ.2 , พ.ต.อ.ฐานานนท์ อธิพันสีห์ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.2 และ พ.ต.อ.สราวุธ เอี่ยมสำอางค์ ผกก.สภ.เมืองสระแก้ว ได้นำหมายค้น ศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ 149/2568 ลงวันที่ 25 ต.ค.2568 บุกไปค้นบ้านหลังดังกล่าว โดยมีผู้ดูแลหมู่บ้านนำตรวจค้น

จากการตรวจค้นพบ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด จำนวน 1 เครื่อง (สามารถใส่ซิมการ์ดได้ 128 ช่อง/เครื่อง ) ,โมเด็มต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 1 เครื่อง,กล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว,เครื่องสำรองไฟ จำนวน 2 ตัว,กล่องใส่โมเด็ม จำนวน 1 กล่อง,พัดลมตั้งพื้น จำนวน 2 ตัวและโต๊ะพับญี่ปุ่นขนาดเล็ก จำนวน 2 ตัว แต่ไม่พบผู้เช่า

เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งให้ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระแก้วฯ และจากการสืบสวนขยายผลทราบว่าผู้ที่มาเช่าห้องดังกล่าวชื่อ น.ส.รัชนี อยู่บ้านในพื้นที่ ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงนำกำลังไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวที่ อ.อรัญประเทศ แต่ไม่พบตัว น.ส.รัชนี แต่อย่างใด คาดว่าหลบหนีไปก่อนหน้านี้

พ.ต.อ.จตุรภัทรฯ รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ยังเผยอีกว่านอกจากนี้ ตร.ภ.จว.สระแก้วได้รับข้อมูลจากศูนย์วอรูมฯ ตร.ภ.2 อีกว่า ตำรวจภูธรภาค 1 ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ ค.903/2568 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เข้าทำการตรวจค้นห้องพักในคอนโดแห่งหนึ่งใน ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

ผลการตรวจค้นพบ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด จำนวน 1 เครื่อง ( ซึ่งสามารถใส่ซิมการ์ดได้ 32 ช่อง/เครื่อง ) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการขยายผลทราบว่าผู้เช่า คือ น.ส.รัชนี อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันที่เช่าห้องติดตั้งเครื่องซิมบ็อกซ์ที่ อ.เมืองสระแก้ว ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลติดตามจับกุมตัว น.ส.รัชนี มาทำการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนแล้ว.

ตร.ทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บุกยึดเครื่องซิมบ็อกซ์กลางเมืองสระแก้ว

จากปฏิบัติการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อสังคม การใช้เครื่องซิมบ็อกซ์เป็นกลไกสำคัญในการหลอกลวงเหยื่อ ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ผลกระทบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีต่อสังคม

  • สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ: เหยื่อสูญเสียเงินจำนวนมาก
  • ทำลายความเชื่อมั่น: ประชาชนไม่กล้าที่จะรับสายจากเบอร์แปลก
  • ส่งผลกระทบทางจิตใจ: เหยื่ออาจรู้สึกเสียใจ ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล

การทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในครั้งนี้เป็นเพียงก้าวหนึ่งในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งยังคงมีการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ ประชาชนจึงควรมีความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะหลงเชื่อกลลวงต่างๆ

การป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวแก่คนแปลกหน้า ไม่โอนเงินให้ใครง่ายๆ และหากมีข้อสงสัย ควรติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูล

อย่าตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แจ้งเบาะแสให้ตำรวจทราบ เพื่อร่วมกันทำให้สังคมไทยปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์

ที่มา – ตร.ทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บุกยึดเครื่องซิมบ็อกซ์กลางเมืองสระแก้ว

มท.สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

ทั่วประเทศลดธงครึ่งเสา! กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วน 76 จังหวัด เตรียมจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ พร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาสำคัญนี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการลดธงครึ่งเสาในสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง เป็นเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยได้แจ้งให้ทุกอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน สำหรับประชาชนทั่วไป ขอความร่วมมือพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ ศาลากลางจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ได้ทำการลดธงครึ่งเสาเพื่อแสดงความอาลัย และแจ้งให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

มท.สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ

นอกจากเรื่องการลดธงครึ่งเสาแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำคือ การจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ สถานที่ที่จังหวัดและอำเภอกำหนด (โดยอำเภอเมืองจัดร่วมกับจังหวัด) ในวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. จัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.

2. จัดเตรียมโต๊ะและเก้าอี้สำหรับลงนามแสดงความไว้อาลัย พร้อมประดับตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยผ้าดำขาวให้เหมาะสมและสมพระเกียรติ

3. กำหนดการแต่งกาย: ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้สวมชุดปกติขาวประดับแขนทุกข์ ส่วนประชาชนทั่วไป ให้แต่งกายไว้ทุกข์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

เพื่อให้การจัดพิธี ถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สถานการณ์ปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกภาคส่วนในการแสดงความเคารพและไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ การปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด จึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ที่มา – มท. สั่ง 76 จังหวัด ลดธงครึ่งเสา-จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

อนุทินบินมาเลเซีย ร่วมลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

นายกฯ เตรียมบินมาเลเซียเพื่อหารือกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาในวันพรุ่งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเวลา 18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย ในเวลา 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน (Dato’ Seri Mohamed Khaled bin Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนรัฐบาลมาเลเซีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

สำหรับภารกิจในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิธีมอบรางวัลอาเซียน (ASEAN Prize) และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้โอกาสนี้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมย้ำบทบาทของประเทศไทย ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน ในการผลักดันอาเซียนให้คงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือที่ครอบคลุม เพื่อให้ภูมิภาคก้าวสู่ความสงบสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (The Honorable Donald J. Trump) เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา “Joint Declaration between the Prime Minister of Kingdom of Thailand and the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia” โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามดังกล่าว ซึ่งจะมีการแถลงข่าวภายหลังพิธีดังกล่าว

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันเดียวกัน

อนุทินเตรียมร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การเดินทางไปมาเลเซียของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การที่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสหารือกับผู้นำระดับโลกอย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้แสดงศักยภาพและสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ความสำคัญของการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงภูมิภาคโดยรวม การยุติความขัดแย้งและความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จะนำมาซึ่งโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาในด้านต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศในภูมิภาคสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้

การที่ไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความรุ่งเรืองให้กับประเทศและภูมิภาค การเดินทางไปมาเลเซียของนายอนุทินในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้ความสนใจอย่างยิ่ง

คาดการณ์ได้ว่าการหารือและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการดำเนินงานเพื่อประเทศชาติของเราต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บินไปมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา พรุ่งนี้

อบจ.เชียงใหม่ ยกเลิกคอนเสิร์ต Chiang Mai Music Journey


อบจ.เชียงใหม่ ยกเลิกคอนเสิร์ต Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.เชียงใหม่) ได้ประกาศยกเลิกการจัดงานคอนเสิร์ต Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8 อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสำนักพระราชวังได้มีประกาศเรื่องการเสด็จสวรรคต และรัฐบาลได้ประกาศให้ลดธงครึ่งเสาและไว้ทุกข์

ก่อนหน้านี้ งานChiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8 ได้เริ่มจัดแสดงไปแล้ว 1 คืน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อบจ.เชียงใหม่ จึงได้ตัดสินใจยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ตทั้งหมด

อบจ.เชียงใหม่ แจ้งยกเลิกจัดงานคอนเสิร์ต “Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8”

นายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงนามในประกาศยกเลิกการจัดงาน Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8 : The Deep Ocean โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • งดการแสดงคอนเสิร์ตในวันที่ 25 และ 26 ตุลาคม 2568
  • ยกเลิกการแสดงดนตรีทั้งหมดตามตารางที่ได้ประกาศไว้

ถึงแม้ว่าการแสดงคอนเสิร์ตจะถูกยกเลิก แต่กิจกรรม TWILIGHT RUN 6 (กิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ) ยังคงจัดขึ้นตามกำหนดการเดิมในวันที่ 25 ตุลาคม 2568

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า เวทีหลักยังคงตั้งอยู่เพื่อรอการรื้อถอน หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม TWILIGHT RUN 6 ในค่ำคืนนี้ ในขณะที่ร้านค้าและร้านอาหารบางส่วนเริ่มทยอยขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่

ยกเลิก Chiang Mai Music Journey

ผลกระทบจากการยกเลิก Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8

การยกเลิกงาน Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8 ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งผู้ที่ตั้งใจจะมาร่วมชมคอนเสิร์ต ร้านค้าที่เตรียมตัวขายสินค้า และทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปเพื่อแสดงความเคารพและความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในส่วนของผู้ที่เดินทางมาร่วมงานวิ่ง TWILIGHT RUN 6 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าสีดำเพื่อแสดงความไว้อาลัย และร่วมถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน

สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่กำลังพิจารณาความเหมาะสมในการจัดงานประเพณียี่เป็ง (ลอยกระทง) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2568 อาจมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

การยกเลิกงาน Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8 เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและความเคารพต่อความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ พวกเราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ และหวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติในเร็ววัน

ที่มา – อบจ.เชียงใหม่ แจ้งยกเลิกจัดงานคอนเสิร์ต “Chiang Mai Music Journey ครั้งที่ 8”

ยายวัย 92 เล่า เคยเฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

คุณยายวัย 92 ปี เล่าทั้งน้ำตา เผยภาพประวัติศาสตร์เมื่อ 70 ปีที่แล้วที่เคยเฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ที่ปราสาทหินพิมาย เรื่องราวสุดซึ้งที่สะท้อนความจงรักภักดี

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่า พสกนิกรชาวอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ต่างแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านของ นางประกากรอง พุฒกลาง อายุ 74 ปี ข้าราชการครูบำนาญ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ นางดาวประกาย แซ่ตั้ง อายุ 54 ปี แม่ค้าขายอาหาร อยู่ในตลาดจอแจ เขตเทศบาลตำบลพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ที่อยู่ในอาการโศกเศร้า

คุณยายเกิด ชินสุข อายุ 92 ปี ชาวบ้านใหม่สามัคคี ได้เล่าถึงความทรงจำอันล้ำค่าในอดีตว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2498 ขณะที่ตนอายุ 22 ปี ได้อุ้มลูกชายตัวเล็กๆ ไปนั่งรอรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นเพื่อทอดพระเนตร ปราสาทหินพิมาย และ เขื่อนพิมาย ซึ่งคุณยายเกิดเผยว่า เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ตนยังคงจดจำได้ดี “มีประชาชนชาวพิมายที่นั่งอยู่รอบข้างได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือเพียงตนคนเดียว”

คุณยายวัย 92 เล่าถึงความทรงจำ เฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

คุณยายเกิด ซึ่งมีลูกทั้งหมด 6 คน ปัจจุบันยังคงดำเนินชีวิตด้วยการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ลูกชายตัวเล็กที่อุ้มไปรับเสด็จในวันนั้น ก็เติบโตจนปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญแล้ว ญาติของคุณยายได้เล่าต่อถึงเรื่องราวที่แม่เคยถ่ายทอดไว้ ด้วยความโศกเศร้าเสียใจหลังทราบข่าวการเสด็จสวรรคต

เรื่องราวของคุณยายเกิด ชินสุข เป็นเพียงหนึ่งในความทรงจำมากมายของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความจงรักภักดีที่ฝังรากลึกในหัวใจ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างพระมหากษัตริย์และประชาชน

เรื่องเล่าจากใจคุณยายวัย 92 ผู้เคยเฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของคุณยายอย่างชัดเจน แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 70 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความประทับใจที่เกิดขึ้นเมื่อได้เฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงเป็นที่จดจำ แม้เพื่อนที่เคยนั่งด้วยกันจะจากไปหมดแล้วก็ตาม ทำให้เรื่องเล่านี้มีความหมายและทรงคุณค่า

เรื่องราวความทรงจำดี ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำและส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความรักและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

คุณยายวัย 92 ปี ท่านนี้ ยังคงดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และยังคงระลึกถึงเหตุการณ์ เฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง” อย่างมิรู้ลืม

นี่คือเรื่องราวความประทับใจที่สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทยได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องราวเหล่านี้ควรค่าแก่การจดจำและส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับถึงความรักและความเทิดทูนที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – ยายวัย 92 เล่าทั้งน้ำตา เผยภาพ 70 ปีที่แล้ว เคยเฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”