วัน: 27 ตุลาคม 2025

สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี

คอหวยเตรียมตัว! มาดูกันที่ สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี เหล่านักเสี่ยงโชคต่างพากันส่องหา “เลขเด็ด” ที่อาจจะนำโชคมาให้ในงวดนี้ นอกจากนี้ ยังมี “เลขมงคล” และ “เลขดัง” ที่เคยออกรางวัลไปแล้วในหลายๆงวดที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจซื้อลอตเตอรี่ เราไปดูกันเลยว่ามีเลขอะไรที่น่าสนใจบ้างจาก สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี

สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2567

    รางวัลที่ 1 คือ 536044
    เลขท้าย 2 ตัว 32
    เลขหน้า 3 ตัว 174, 225
    เลขท้าย 3 ตัว 063, 231

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2566

    รางวัลที่ 1 คือ 743951
    เลขท้าย 2 ตัว 63
    เลขหน้า 3 ตัว 913, 335
    เลขท้าย 3 ตัว 019, 349

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2565

    รางวัลที่ 1 คือ 913106
    เลขท้าย 2 ตัว 70
    เลขหน้า 3 ตัว 839, 722
    เลขท้าย 3 ตัว 343, 922

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2564

    รางวัลที่ 1 คือ 045037
    เลขท้าย 2 ตัว 95
    เลขหน้า 3 ตัว 458, 247
    เลขท้าย 3 ตัว 755, 331

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2563

    รางวัลที่ 1 คือ 506404
    เลขท้าย 2 ตัว 40
    เลขหน้า 3 ตัว 598, 154
    เลขท้าย 3 ตัว 245, 062

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2562

    รางวัลที่ 1 คือ 967375
    เลขท้าย 2 ตัว 79
    เลขหน้า 3 ตัว 323, 806
    เลขท้าย 3 ตัว 206, 021

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2561

    รางวัลที่ 1 คือ 149840
    เลขท้าย 2 ตัว 58
    เลขหน้า 3 ตัว 384, 576
    เลขท้าย 3 ตัว 509, 046

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2560

    รางวัลที่ 1 คือ 533726
    เลขท้าย 2 ตัว 85
    เลขหน้า 3 ตัว 165, 425
    เลขท้าย 3 ตัว 485, 036

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2559

    รางวัลที่ 1 คือ 785438
    เลขท้าย 2 ตัว 86
    เลขหน้า 3 ตัว 976, 824
    เลขท้าย 3 ตัว 752, 038

  • หวยวันที่ 1 พ.ย. 2558

    รางวัลที่ 1 คือ 361211
    เลขท้าย 2 ตัว 45
    เลขหน้า 3 ตัว 106, 757
    เลขท้าย 3 ตัว 166, 473

จาก สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี ที่ได้รวบรวมมานี้ จะเห็นได้ว่ามีเลขที่ออกซ้ำกันอยู่บ้าง หรือบางเลขก็เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเสี่ยงโชคอยู่แล้ว ทั้งนี้ การซื้อลอตเตอรี่เป็นเพียงความหวังและความเชื่อส่วนบุคคล ควรพิจารณาและซื้ออย่างมีสติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเงินส่วนตัว

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองพิจารณาจาก สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี เหล่านี้ดูนะคะ อาจจะมีเลขนำโชคที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้ ขอให้ทุกท่านโชคดี!

ที่มา – สถิติหวยออก 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 10 ปี นักเสี่ยงโชคพบ “เลขเด็ด” โผล่เพียบ

จัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสาร หลังเหตุระเบิดสถานีมะรือโบ

จากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณรางรถไฟสถานีมะรือโบ จังหวัดนราธิวาส การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เร่งดำเนินการจัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีเป้าหมายคือการนำผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 06.33 น. ส่งผลให้รางรถไฟและอุปกรณ์บางส่วนได้รับความเสียหาย และมีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์และทำการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด

จัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสาร หลังเกิดเหตุระเบิดสถานีมะรือโบ

เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร การรถไฟฯ ได้ประกาศปรับแผนการเดินรถในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเป็นการชั่วคราว โดยมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางและวิธีการเดินรถดังนี้:

  • ขบวนรถท้องถิ่นที่ 448 (สุไหงโก-ลก – สุราษฎร์ธานี) จะกลับต้นทางที่สถานีตันหยงมัส เป็นขบวนรถท้องถิ่นที่ 453 (ตันหยงมัส – สุไหงโก-ลก)
  • ขบวนรถท้องถิ่นที่ 453 (ยะลา – สุไหงโก-ลก) จะกลับต้นทางที่สถานีรือเสาะ เป็นขบวนรถท้องถิ่นที่ 452 (รือเสาะ – นครศรีธรรมราช)

สำหรับขบวนรถอื่นๆ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง การรถไฟฯ กำลังประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งแผนการเดินรถเพิ่มเติมให้ทราบโดยเร็วที่สุด

การรถไฟฯ ขอความร่วมมือพี่น้องชาวรถไฟทุกท่านให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยโดยไม่จำเป็น

บรรยากาศที่สถานีรถไฟยะลาเป็นไปอย่างเร่งรีบ เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันจัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสารที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อไปยังสถานีสุไหงโก-ลก โดยการจัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสารนี้ทำให้การเดินทางสะดวกและต่อเนื่องแม้ว่ารถไฟจะไม่สามารถเดินทางผ่านพื้นที่เกิดเหตุได้

นายธาดา บุญเมือง นายสถานีรถไฟยะลา กล่าวว่า การรถไฟฯ ได้เตรียมแผนสำรองคือการจัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสารไปยังสถานีต่างๆ ตามที่ระบุในตั๋วโดยสาร เพื่อลดผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสารให้มากที่สุด

การจัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสาร และผลกระทบต่อการเดินทาง

เหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรถไฟฯ จึงได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการจัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสาร เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยเร็วที่สุด

แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่การรถไฟฯ มุ่งมั่นที่จะให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยจะเร่งดำเนินการซ่อมแซมรางรถไฟที่เสียหาย และปรับปรุงแผนการเดินรถให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้การเดินทางกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และการมีแผนสำรองที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

ที่มา – จัดรถบัสขนถ่ายผู้โดยสาร หลังเกิดเหตุระเบิดรางรถไฟ “สถานีมะรือโบ” จ.นราธิวาส

ภัทรพงษ์ ค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” เสียเปรียบ?

“ภัทรพงษ์” สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ค้าน “MOU แร่แรร์เอิร์ธ” ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ ซัด “อนุทิน” ยอมเซ็นให้ประเทศไทยเสียเปรียบได้อย่างไร

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี MOU ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามร่วมกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยขอตั้งคำถามอย่างแรกคือ “เราไปลงนามด้านสันติภาพ แล้วแร่แรร์เอิร์ธ เกี่ยวอะไรด้วย เพราะมันไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการเซ็น MOU นี้เลย” คำถามต่อมาคือ “นายกฯ บอกว่าได้มีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมาแล้วโดยกรมเหมืองแร่ฯ”

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ได้ย้อนดูสรุปผลการประชุม ครม. เพราะไม่เคยเห็นประเด็นนี้ และสุดท้ายก็ไม่มีเรื่องนี้ระบุในสรุปผลประชุม ครม. อีกทั้งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ก็ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นแร่แรร์เอิร์ธเลย ในที่ประชุมอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน กรมฯ ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศเพื่อนบ้านทำด้วยวิธีอะไร ตนต้องไล่อธิบายวิธีทำแบบ In-situ leaching ที่เจาะรูแล้วฉีดสารเคมีลงดินให้ฟัง

“ในเมื่อรัฐไทยยังไม่มีความพร้อม แล้วรัฐบาลยอมเซ็นให้ประเทศเสียเปรียบขนาดนี้ได้อย่างไร และใน MOU ฉบับนี้ก็ยังไม่มีการระบุเรื่องการทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เรากำลังเจอปัญหาน้ำเป็นพิษที่เชียงใหม่และเชียงรายกันอย่างหนัก รัฐบาลทำให้ไทยกลายเป็นแค่หมากในสงครามแร่แรร์เอิร์ธระหว่างจีน-สหรัฐฯ ไปแล้ว”

ที่แย่ขึ้นไปอีก คือแม้แต่กฎหมายภายในประเทศของเราทุกวันนี้ ยังไม่มีการตรวจสอบ Supply chain ของแร่ที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาในประเทศเรา ผู้นำเข้าไม่ต้องระบุว่าเอามาจากเหมืองไหน มีการจัดการด้านมลพิษในเหมืองนั้นอย่างไร บอกแค่ว่ามาจากประเทศไหน แค่นั้นนำเข้าได้แล้ว ชัดเจนว่าภายในประเทศเรายังไม่จัดการ ทางแก้ปัญหาเดิมยังไม่มี แต่รัฐบาลกลับเลือกสร้างปัญหาใหม่

MOU ฉบับนี้ถูกบีบเอาไว้หลายประการด้วยกัน ดังนี้

  • ให้สิทธิสหรัฐฯ มาวิเคราะห์การขยายพื้นที่และพิกัดของแร่หายากในประเทศไทย
  • หากเจอพื้นที่แร่หายาก สหรัฐฯ รู้ก่อน โดยระบุไว้เลยว่าต้องบอกสหรัฐฯ ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะได้โอกาสในการลงทุนก่อนเจ้าอื่นด้วย
  • กระบวนการอนุญาตต่างๆ จากผู้ลงทุนของสหรัฐฯ ทั้งจากกฎหมายระดับชาติ หรือท้องถิ่น ต้องถูกทำให้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นด้วย
  • แม้การยกเลิก MOU ฉบับนี้ถูกระบุให้สามารถทำได้ทุกเมื่อ แต่ก็ระบุแนบท้ายไว้ด้วยเช่นกันว่า โครงการใดๆ ที่ตกลงกันแล้วก่อนยกเลิก ให้ยึดถือการดำเนินการตาม MOU ฉบับนี้ต่อ แม้ MOU จะถูกยกเลิกไปแล้ว

“นี่ทรัพยากรของประเทศนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงอะไรแบบนี้ ผมไม่สามารถเชื่อได้เลยว่า รัฐบาลจะยอมเซ็น MOU ที่ประเทศไทยเสียเปรียบทุกทางแบบนี้ โดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เลย และการยกเลิก MOU กับประเทศใหญ่ที่มีช่องทางบีบเราได้หลายทางแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยนะครับ รัฐบาลทำพลาดมาก หากรัฐบาลจะอ้างว่า MOU ผูกพันทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กันในลักษณะที่ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่อ่านถ้อยคำที่ระบุ ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เพราะฝ่ายไทยไม่สามารถไปลงทุนแรร์เอิร์ธในสหรัฐฯ แน่นอน เพราะการทำแรร์เอิร์ธในทวีปอเมริกาต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าฝั่งประเทศเราหลายเท่า เนื่องจากต้องเจาะผ่านชั้นหินแข็ง และโอกาสที่จะเจอ Heavy rare earth ที่มีราคาตลาดสูงมากๆ ก็น้อย ส่วนมากจะเป็น Light rare earth ที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามาก“

ในตอนท้าย นายภัทรพงษ์ ระบุด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับการลงนาม MOU ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นในระหว่างที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลชั่วคราวก่อนยุบสภารัฐบาลต้องไม่พิจารณาการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในประเทศ และห้ามเปิดช่องให้สหรัฐฯ ใช้ MOU ฉบับนี้มาบีบให้ไทยต้องเปิดทางการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธภายในประเทศให้กับสหรัฐอเมริกา และเร่งการทำ Domestic law ตาม MOU ให้เข้มขึ้นจากการออกกฎหมายลูกต่างๆ ตามพระราชบัญญัติแร่ ให้เข้มงวด ในระหว่างที่รอการแก้ พ.ร.บ.แร่ เพื่อเพิ่มความรัดกุมรอบด้าน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของชาติ.

ภัทรพงษ์ ค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” เสียเปรียบจริงหรือ?

จากกรณีที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาคัดค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” ที่รัฐบาลไทยทำกับสหรัฐฯ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสของข้อตกลงดังกล่าว ประเด็นหลักที่นายภัทรพงษ์หยิบยกขึ้นมาคือ ความไม่เป็นธรรมและข้อเสียเปรียบที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญจากการทำ MOU ฉบับนี้

MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” กระทบไทยอย่างไร?

นายภัทรพงษ์ชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับ MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิพิเศษในการสำรวจและลงทุนในแหล่งแร่หายากของไทยก่อนใคร รวมถึงกระบวนการอนุมัติที่อาจถูกเร่งรัดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความพร้อมของประเทศไทยในการจัดการผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมา หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด

ความไม่ชัดเจนในรายละเอียดของ MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” และการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจ ยังเป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล เพราะอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและข้อขัดแย้งในอนาคตได้

การทำความเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของ MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

จากข้อมูลทั้งหมด การลงนามใน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” อาจนำมาซึ่งความเสียเปรียบหลายด้านสำหรับประเทศไทย รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบคอบ และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อความโปร่งใส

ที่มา – “ภัทรพงษ์” สส.ปชน. ค้าน MOU “แร่แรร์เอิร์ธ” ซัด “อนุทิน” ทำไทยเสียเปรียบ

ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ KK Park ต่างชาติหนีเข้าไทย

สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-เมียนมายังคงคุกรุ่น เมื่อกองกำลังบีจีเอฟปฏิบัติการ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ฝั่งเมียนมา แรงระเบิดส่งผลกระทบข้ามแดน เศษชิ้นส่วนกระเด็นเข้าเขตไทย ขณะที่ชาวต่างชาติจำนวนมากพากันหนีตายข้ามฝั่งมายังประเทศไทย

รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ระบุว่า กองกำลังทหารพิทักษ์ชายแดน (บีจีเอฟ) ซึ่งเป็นกะเหรี่ยงอาสาสมัครของทหารเมียนมา ได้ทำการระเบิดทำลายอาคารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ในพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน หรือ เคเคปาร์ค (KK Park) บริเวณบ้านเอ่งจีเมี่ยง อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง การระเบิดครั้งนี้เป็น ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park และเกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

จุดที่เกิดเหตุระเบิดอยู่ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมาเพียง 500 เมตร แรงระเบิดส่งผลให้ชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งคาดว่าเป็นเหล็กกัลวาไนซ์จากอาคารในฝั่งเมียนมา ปลิวข้ามมาตกใส่ห้องน้ำชาวบ้าน ลูกแร็คเสาไฟฟ้า และหลังคาบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ฝั่งไทย จำนวน 3 หลังได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีบุคคลต่างด้าว ชาวต่างชาติ และชาวไทย รวมทั้งสิ้น 28 สัญชาติ จำนวน 1,525 คน (ชาย 1,275 คน และหญิง 250 คน) ได้หลบหนีภัยจากเมืองเคเคปาร์ค จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา ข้ามมายังฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัย

ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park

สถานการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park นี้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park

เหตุการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดและชิ้นส่วนที่ปลิวข้ามมา
  • ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัว: ประชาชนในพื้นที่รู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง
  • การอพยพ: มีผู้คนจำนวนมากอพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยังคงดำเนินอยู่ในประเทศเมียนมา และส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ฝั่งเมียนมา ต่างชาติหนีตายเข้าไทย

อาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง โดยรัฐบาลกัมพูชาอิสระ

รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ของสม รังสี ส่งสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง ต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ของสม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งในนามของประชาชนกัมพูชาทั้งภายในและภายนอกประเทศ ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แห่งราชอาณาจักรไทย สาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง โดยรัฐบาลกัมพูชาอิสระนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

แถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชาอิสระ ระบุถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาชนบท ผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และการอุปถัมภ์ศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพอย่างสูงยิ่ง

ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนาน รัฐบาลกัมพูชาอิสระรู้สึกถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศไทย และขอถวายพระอาลัยอย่างสุดซึ้งแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ และปวงชนชาวไทย

แถลงการณ์ยังยืนยันว่า รัฐบาลอิสระกัมพูชา 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความปรารถนาในเสรีภาพและอธิปไตยของประชาชนชาวกัมพูชา จะยืนหยัดเคียงข้างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตย มรดกทางวัฒนธรรม และสวัสดิภาพของประชาชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาติที่อิสระและเท่าเทียม ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้า

ท้ายสุดนี้ รัฐบาลอิสระกัมพูชา 23 ตุลาคม ขอฝากความปรารถนาดีไปยังปวงชนชาวไทย ให้มีความเข้มแข็ง รักษาความสามัคคี และร่วมกันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้

รัฐบาลกัมพูชาอิสระของสม รังสี ส่งสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

การสูญเสียครั้งนี้เป็นความสูญเสียของคนทั้งชาติ การแสดงความอาลัยจากนานาประเทศ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและรักที่มีต่อพระองค์ท่าน

รายละเอียดเกี่ยวกับสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

สาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง โดยรัฐบาลกัมพูชาอิสระมีเนื้อหาที่แสดงถึงความเสียใจและความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อพระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญและคุณูปการที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ให้กับประเทศไทย

  • แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • ยกย่องพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าในด้านศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาชนบท
  • ยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทย
  • ขอให้ปวงชนชาวไทยมีความเข้มแข็งและรักษาความสามัคคี

การที่รัฐบาลกัมพูชาอิสระส่งสาส์นแสดงความอาลัยนี้ ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาอิสระจะเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศไทยและความเคารพต่อพระราชวงศ์ไทย

สาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง โดยรัฐบาลกัมพูชาอิสระเป็นข้อความที่แสดงถึงความรัก ความเคารพ และความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย การรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคนไทยตลอดไป

เราควรนำคำสอนและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่และเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – รัฐบาลกัมพูชาอิสระของสม รังสี ส่งสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

ด่วน! เครื่องบินรบตกทะเลจีนใต้: กองทัพเรือสหรัฐฯ สูญเสีย

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน! เครื่องบินรบ และ ฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ โดยเกิดขึ้นห่างกันเพียง 30 นาที สร้างความตกตะลึงให้กับทั่วโลก กองทัพเรือสหรัฐฯ เร่งสอบสวนสาเหตุ

เครื่องบินรบ และ ฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้

เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ประสบอุบัติเหตุตกลงในทะเลจีนใต้ ห่างกันเพียง 30 นาที เจ้าหน้าที่ 5 นายได้รับการช่วยเหลือปลอดภัย นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพเรือสหรัฐฯ

ตามแถลงของกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ เหตุการณ์แรกเกิดกับเฮลิคอปเตอร์ MH-60R Sea Hawk ที่มีลูกเรือ 3 นาย ขณะที่เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นกับเครื่องบินขับไล่ F/A-18F Super Hornet ที่มีนักบิน 2 นาย ทั้งหมดถูกช่วยเหลือได้ปลอดภัย และอยู่ในอาการทรงตัว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่ทำให้ เครื่องบินรบ และ ฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ ทั้งสองลำ

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz กำลังเดินทางกลับฐานทัพเรือ Naval Base Kitsap ในรัฐวอชิงตัน หลังเสร็จสิ้นภารกิจในตะวันออกกลางตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการตอบโต้การโจมตีเรือพาณิชย์โดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน โดยการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสุดท้ายของเรือ Nimitz ก่อนปลดประจำการ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่เรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำของสหรัฐฯ คือ USS Harry S Truman พบกับเหตุขัดข้องต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะปฏิบัติการในตะวันออกกลาง

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Gettysburg ได้ยิงเครื่องบินรบ F/A-18 จากเรือ Truman ผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่อมาในเดือนเมษายน เครื่องบิน F/A-18 อีกลำไหลหลุดจากดาดฟ้าลงทะเลแดง และในเดือนพฤษภาคม เครื่องบินรบอีกลำที่พยายามลงจอดบนเรือ Truman พลาดสายเคเบิลหยุดเครื่อง ทำให้ตกลงทะเล ขณะที่นักบินทั้งสองคนต้องดีดตัวออกก่อนรอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม ไม่มีลูกเรือหรือทหารเสียชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านี้ ขณะที่รายงานผลการสอบสวนของทุกกรณียังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

สาเหตุที่ทำให้เครื่องบินรบ และ ฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ คืออะไร?

ขณะนี้สาเหตุของอุบัติเหตุที่ทำให้ เครื่องบินรบ และ ฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

  • ความเป็นไปได้ของความผิดพลาดทางเทคนิค: มีความเป็นไปได้ที่ความผิดพลาดทางเทคนิคของเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์อาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ
  • สภาพอากาศ: สภาพอากาศที่แปรปรวนในทะเลจีนใต้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
  • ข้อผิดพลาดของมนุษย์: ข้อผิดพลาดในการตัดสินใจหรือการปฏิบัติงานของนักบินหรือเจ้าหน้าที่ควบคุมอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้
  • การฝึก: กองทัพเรือสหรัฐฯ มีมาตรฐานการฝึกที่สูง แต่การฝึกอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

แม้ว่าจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุ แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย การสอบสวนอย่างละเอียดและการดำเนินการแก้ไขเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – เครื่องบินรบ และฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ ห่างกันแค่ 30 นาที

อาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง จากนายกฯ อินเดีย-สิงคโปร์

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในขณะที่ผู้นำสิงคโปร์ร่วมแสดงความอาลัยเช่นเดียวกัน

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเอ็กซ์ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยกย่องพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในฐานะแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน

ข้อความระบุว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงอุทิศพระชนมชีพเพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า” พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และ ประชาชนชาวไทย ในช่วงเวลาแห่งความโศกอันใหญ่หลวงนี้

ข้อความของนายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้รับการเผยแพร่และส่งต่ออย่างกว้างขวางในอินเดียและประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียใต้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดีย ที่ยืนยาวทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ 

ทางด้าน ผู้นำสิงคโปร์ร่วมแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ระบุว่าได้ส่งสารแสดงความเสียใจไปยังพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทย

ประธานาธิบดีทาร์แมน ชันมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ ส่งสาส์นถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในนามของชาวสิงคโปร์ โดยกล่าวว่า รู้สึกโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พร้อมกันนี้ได้แสดงความชื่นชมว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระชนมชีพที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ทรงเป็นคู่พระบารมีที่มั่นคงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และด้วยพระราชดำริด้านผ้าไทย งานหัตถศิลป์ และการพัฒนาชนบท ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กในถิ่นทุรกันดาร

ขณะที่นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในนามรัฐบาลสิงคโปร์ โดยกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระเมตตาและความมั่นคงเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดรัชกาล

พร้อมกันนี้ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การส่งเสริมสวัสดิการสตรีและเด็ก และการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันยาวไกล ซึ่งจะยังคงส่งผลดีต่อประชาชนชาวไทยต่อไป

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ดร.วิเวียน บาลากฤษณะ ได้มีจดหมายถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย โดยกล่าวอาลัยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะทรงเป็นที่จดจำในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความเสียสละเพื่อปวงชนชาวไทย

ดร.วิเวียน กล่าวยกย่องว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงร่วมกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากกว่า 4,000 โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และทรงดำรงตำแหน่งนายกสภากาชาดไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการกุศลและสันติสุขของชาติ โดยพระองค์ทรงทิ้งร่องรอยแห่งพระเมตตาและพระปรีชาสามารถไว้ในสังคมไทย ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างตลอดไป.

อาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง

การแสดงความอาลัยจากผู้นำนานาชาติอย่างอินเดียและสิงคโปร์ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย พระราชกรณียกิจอันมากมายของพระองค์ท่านได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

ความอาลัยจากนานาชาติต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชียใต้และทั่วโลก เป็นผลมาจากความร่วมมือและความเข้าใจอันดีที่มีมายาวนาน การแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อสมเด็จพระพันปีหลวง จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ได้เป็นอย่างดี หวังว่าความสัมพันธ์อันดีนี้จะยังคงสืบต่อไปในอนาคต

สำหรับประชาชนชาวไทย การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพของปวงชนชาวไทย ด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – นายกฯอินเดีย – สิงคโปร์ โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

สภาพอากาศวันนี้: ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย

“กรมอุตุนิยมวิทยา” พยากรณ์สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย เตือน 5 จังหวัดภาคใต้ ฝนตกหนักบางแห่ง

วันที่ 27 ต.ค. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยระบุว่า ภาคใต้ตอนกลางถึงตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยตอนบน ภาคใต้ตอนบน และทะเลอันดามันตอนบน ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนและห่างฝั่งของทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สำหรับประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้าบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศวันนี้ที่เปลี่ยนแปลงในระยะนี้ไว้ด้วย

สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย

คาดการณ์สภาพอากาศวันนี้แต่ละภาค

  • ภาคเหนือ

อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

  • ภาคกลาง

เมฆเป็นส่วนมาก และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

  • ภาคตะวันออก

มีเมฆเป็นส่วนมาก และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา : ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป : ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป : ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

  • กรุงเทพและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก และอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

จากสภาพอากาศวันนี้ที่แปรปรวน อย่าลืมดูแลสุขภาพ สวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่น และพกร่มติดตัวเผื่อฝนตกนะคะ

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย เตือน 5 จังหวัด ฝนตกหนักบางแห่ง

อดีตช่างภาพ เล่าความประทับใจ สมเด็จพระพันปีหลวง

เรื่องราวสุดประทับใจจาก “อดีตช่างภาพ” ที่ได้มีโอกาสตามเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในครั้งที่พระองค์เสด็จเยือนจังหวัดอุบลราชธานี กลายเป็นความทรงจำที่มิอาจลืมเลือน

นายปัญญา แพงเหล่า ข้าราชการบำนาญ ผู้เคยดำรงตำแหน่งช่างภาพที่ถวายงานตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ถ่ายทอดความทรงจำอันแสนประทับใจในการตามเสด็จฯ แต่ละครั้ง ท่านเล่าว่า ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ได้มีโอกาสตามเสด็จพระองค์ท่านหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งขณะนั้นท่านยังเป็นนักเรียน ปวช. ที่มีใจรักในการถ่ายภาพ ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ณ ทุ่งศรีเมือง และได้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ในพิธีเปิดศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ภาพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจิมศาลหลักเมือง ซึ่งท่านเป็นผู้บันทึกภาพด้วยตนเอง และได้ส่งมอบภาพนั้นให้กับสำนักราชเลขาธิการ เพื่อเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุ และภาพนั้นยังคงประดับอยู่ที่ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานีจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นช่างภาพบันทึกภาพในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ชา สุภัทโท ณ วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และยังได้ติดตามพระราชกรณียกิจในพื้นที่ชายแดน รวมถึงโรงเรียนต่างๆ และศูนย์ศิลปาชีพต่างๆ เช่น ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย ศูนย์ศิลปาชีพที่อำเภอบุณฑริก และศูนย์ศิลปาชีพอำเภอโขงเจียม ภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านได้บันทึกไว้ และยังคงจดจำอยู่ในความทรงจำ พร้อมทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ความประทับใจจากอดีตช่างภาพ ที่มีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

ความประทับใจที่ท่านจดจำได้เป็นอย่างดี คือ พระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ท่าน ในครั้งที่เสด็จฯ ที่อำเภอบุณฑริก ท่านได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านในระยะประมาณ 5 เมตร และได้ยินพระสุรเสียงที่ตรัสกับประชาชนด้วยความนุ่มนวล อ่อนหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงตรัสถามประชาชนเกี่ยวกับผ้าไหมว่า “ผ้าไหมนี่ทำยังไง เลี้ยงยังไง แล้วเอาไปขายยังไง” และ “ใครรับซื้อบ้าง” อีกทั้งยังมีพระดำรัสที่ท่านจำได้ขึ้นใจว่า “เดี๋ยวจะดู เดี๋ยวจะดูแลให้”

ด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณนี้เอง ทำให้ชาวบ้านได้ถวายผ้าไหมแด่พระองค์ท่าน ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ท่านน้ำตาคลอเบ้า ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกร ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างท่าน ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องยุคลบาท และได้บันทึกภาพตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จึงมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีเมตตาต่อชาวอุบลราชธานีและพี่น้องชาวไทย

เมื่อทราบข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง ท่านรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเราได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมนำโครงการพระราชดำริต่างๆ มาปฏิบัติ ทั้งในส่วนตัวและส่วนราชการ และได้ขยายผลไปยังประชาชน จึงทำให้สำนึกว่าครั้งหนึ่งเราเคยเฝ้ารับเสด็จฯ และใกล้ชิดพระองค์ท่าน อีกหลายครั้งก็ได้เฝ้ารับเสด็จฯ ตามวาระต่างๆ ท่านจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจะยังคงจดจำอยู่ในจิตใจของท่านตลอดไป และท่านจะน้อมนำปณิธานต่างๆ รวมทั้งโครงการต่างๆ ไปขยายผลให้กับพี่น้องประชาชน และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมนำไปปฏิบัติและเป็นคนดีตลอดไป

ความประทับใจที่มิอาจลืมเลือนของอดีตช่างภาพ ต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

เรื่องราวของอดีตช่างภาพท่านนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความจงรักภักดีที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระพันปีหลวง จะยังคงสถิตอยู่ในใจของประชาชนตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนทำความดีเพื่อประเทศชาติสืบไป

สิ่งที่อดีตช่างภาพท่านนี้ได้ถ่ายทอดออกมา ทำให้เราได้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างพระองค์ท่านกับประชาชน และความใส่ใจที่พระองค์มีต่อความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง เรื่องราวเหล่านี้ควรค่าแก่การจดจำและเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป

ที่มา – “อดีตช่างภาพ” เล่าความประทับใจ ครั้งตามเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง”