วัน: 27 ตุลาคม 2025

ใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส วันแรก! ไม่เกิน 200 บาท

มาแล้ว! วิธีใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส วันแรกผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” แบบละเอียด จำกัดสิทธิการใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน รีบมาเช็กขั้นตอนกันเลย!

หลังจากที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไปแล้ว โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวม

โครงการคนละครึ่งพลัส คืออะไร

โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการบริโภค และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย

ใครมีสิทธิได้รับ คนละครึ่งพลัส บ้าง? ได้รับเท่าไหร่?

  • กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 2,400 บาท

กลุ่มนี้คือประชาชนที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91 หรือ ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

  • กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 2,000 บาท

กลุ่มนี้คือประชาชนที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าว

ขั้นตอนใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” วันแรกผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

สำหรับประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแล้ว สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้เพื่อใช้สิทธิได้เลย:

  1. เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  2. มองหาและเลือกแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส
  3. กดปุ่ม “สแกน QR เพื่อใช้สิทธิ”
  4. สแกน QR Code ของร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ
  5. ตรวจสอบยอดเงินและกดยืนยันการชำระเงิน
  6. ใส่รหัส PIN 6 หลักของแอปฯ เป๋าตัง เพื่อยืนยันการทำรายการ
  7. ระบบจะแสดงสลิปยืนยันการชำระเงินสำเร็จ

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสได้อย่างง่ายดายแล้ว อย่าลืมใช้สิทธิกันให้คุ้มค่า เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันนะครับ

ไทม์ไลน์สำคัญของโครงการ คนละครึ่งพลัส

  • 29 ตุลาคม 2568: เริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน
  • 7 พฤศจิกายน 2568: เริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัสกับบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ของทุกวัน
  • 11 พฤศจิกายน 2568: วันสุดท้ายของการใช้สิทธิครั้งแรก หากไม่ใช้สิทธิภายในวันนี้ สิทธิของท่านจะถูกตัด
  • 31 ธันวาคม 2568: โครงการสิ้นสุดเวลา 23.00 น.

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของท่าน และใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพื่อให้โครงการคนละครึ่งพลัสนี้ เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเองและประเทศชาติ

ที่มา – ขั้นตอนใช้สิทธิ์ “คนละครึ่งพลัส” วันแรกผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ไม่เกิน 200 บาท/วัน

บช.น. คืนทรัพย์สิน 1.3 ล้าน ยายวัย 80 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตำรวจนครบาลคืนทรัพย์สินให้คุณยายวัย 80 ปี เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฮ่องกง มูลค่ากว่า 1.3 ล้านบาท หลังจากจับกุมผู้ต้องหาและยึดทรัพย์สินได้จำนวนมาก เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากการสืบสวนของ 6 ประสานตำรวจวังทองหลาง ที่ตัดสินใจปีนรั้วบุกเข้าช่วยเหลือ แต่คุณยายกลับไม่เชื่อว่าเป็นตำรวจจริง! เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัวจากมิจฉาชีพ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง เปิดเผยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือดังกล่าว สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมของกลางจำนวนมาก ในระหว่างการสืบสวน พวกเขาพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพกำลังหลอกลวงผู้เสียหายในพื้นที่ สน.วังทองหลาง

เมื่อได้รับการประสานงาน พ.ต.ท.วิศรุต พิฐิภัทรพงศ์ สวป.สน.วังทองหลาง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านหลังหนึ่ง พบคุณยายอายุประมาณ 80 ปี กำลังคุยโทรศัพท์กับมิจฉาชีพ คุณยายบอกว่าได้ยินเสียงเรียกจากหน้าบ้าน แต่ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวว่าเป็น “ตำรวจปลอม” กว่าจะมั่นใจและวางสายจากคนร้ายได้ ต้องรอจนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่แสดงตัวอย่างชัดเจน ทำให้คุณยายปลอดภัย ไม่ถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่ม

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ผู้เสียหายเดินทางมารับคืนทรัพย์สิน ที่ สน.วังทองหลาง ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาที่ถูกยึดจากผู้ต้องหาชาวฮ่องกงรายดังกล่าวของ สน.พลับพลาไชย 2 โดยมีรายการทรัพย์สินที่ส่งคืน ดังนี้:

  • กำไลข้อมือทองคำ น้ำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น มูลค่า 195,000 บาท
  • เหรียญพระพุทธโสธรเนื้อทองคำ ทรงสี่เหลี่ยม จำนวน 1 องค์ มูลค่า 65,000 บาท
  • สร้อยคอทองคำพร้อมจี้รูปหัวใจ น้ำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น มูลค่า 146,250 บาท
  • ทองคำแท่ง ฮั่วเซ่งเฮง น้ำหนัก 5 บาท จำนวน 1 แท่ง มูลค่า 325,000 บาท
  • พระเครื่องหลวงพ่อพุทธโสธร เลี่ยมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ มูลค่า 16,250 บาท
  • สร้อยคอทองคำพร้อมจี้หยกเลี่ยมทอง น้ำหนัก 3 บาท 2 สลึง จำนวน 1 เส้น มูลค่า 267,500 บาท
  • สร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทอง 3 องค์ น้ำหนัก 4 บาท จำนวน 1 เส้น มูลค่า 260,000 บาท
  • เงินสดจำนวน 50,000 บาท

รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดกว่า 1,325,000 บาท ที่ บช.น. คืนทรัพย์สิน 1.3 ล้าน ยายวัย 80 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การปฏิบัติการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 ,สน.พลับพลาไชย 2 และ สน.วังทองหลาง เป็นไปอย่างเข้มแข็งและรวดเร็ว ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงอีกหลายท่าน สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้เสียหายและครอบครัวอย่างยิ่ง ที่เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที และติดตามทรัพย์สินคืนมาได้เป็นจำนวนมาก

บช.น. คืนทรัพย์สิน 1.3 ล้าน ยายวัย 80 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการช่วยเหลือประชาชนจากภัยคอลเซ็นเตอร์ และความสำคัญของการมีสติ ไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการขอข้อมูลส่วนตัวหรือให้โอนเงิน

บช.น. คืนทรัพย์สิน 1.3 ล้าน ยายวัย 80 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์: บทเรียนที่ต้องจำ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงมีอยู่จริง และพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ เราทุกคนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำอะไรลงไป หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาคนใกล้ชิด หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ที่สำคัญ หากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่าอายที่จะแจ้งความ เพราะการแจ้งความจะช่วยให้ตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนร้าย และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อได้อีก

เรื่องราวการช่วยเหลือคุณยายวัย 80 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ บช.น. คืนทรัพย์สิน 1.3 ล้าน ยายวัย 80 เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สำเร็จ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความใส่ใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – บช.น. คืนทรัพย์สิน 1.3 ล้าน ยายวัย 80 เหยื่อ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” หลังปีนรั้วบุกช่วย

เมื่อ Gazzamania มาเยือน Kettering

39 วัน, 8 นัด, ชนะ 3, เสมอ 2 และแพ้ 3

ระยะเวลาเดียวกับที่ Ange Postecoglou คุมทีม Nottingham Forest

แต่ช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนนั้น ยังคงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ 153 ปีของสโมสรที่ไม่ใช่ลีกอาชีพอย่าง Kettering Town

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในวันที่ 27 ตุลาคม 2005 Imraan Ladak เจ้าของทีม Poppies ในขณะนั้น ยืนยันว่า Paul Gascoigne ดาวดังจาก Italia 90 และ Euro 96 จะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่

แต่ภายในวันที่ 5 ธันวาคม หลังจากข้อกล่าวหาและการโต้แย้ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาสิ้นสุดลงด้วยความขัดแย้ง และ Gascoigne พร้อมด้วยผู้ช่วยของเขา Paul Davis อดีตกองกลางของ Arsenal ก็เป็นแค่อดีตในเมือง Northamptonshire

ชายที่โลกรู้จักในชื่อ Gazza ไม่เคยกลับมาคุมทีมไหนอีกเลย

Ross Patrick อดีตเด็กเก็บบอลของ Kettering บรรณาธิการหนังสือโปรแกรม และปัจจุบันเป็นกรรมการสโมสร บอกกับ BBC Sport ว่า “มันน่าเศร้าจริงๆ สโมสรเป็นที่พูดถึงไปทั่วสหราชอาณาจักร ผมไม่คิดว่าเราจะได้รับการประชาสัมพันธ์แบบนั้นอีกแล้ว”

“เรามี Chris Waddle นั่งอยู่ใน Beeswing [ผับ] ในคืนวันศุกร์ Garth Crooks ที่ Rock n Bowl [นักแสดงตลก] Stan Boardman ในซุ้มม้านั่งสำรองที่ Vauxhall Motors Carlton Palmer ที่การฝึกซ้อม มันเป็นช่วงเวลาที่บ้าคลั่ง”

‘ฉันรู้สึกกังวลว่าเขาจะอยู่นานแค่ไหน’

ชื่อดังไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่ Rockingham Road Ron Atkinson สร้างชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการทีมกับ Kettering ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ก่อนที่จะย้ายไปคุมสโมสรต่างๆ เช่น West Brom, Manchester United, Sheffield Wednesday และ Aston Villa

ตามมาด้วย Derek Dougan กองหน้าของ Wolves และ Northern Ireland ที่เป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ซึ่งทีมของเขากลายเป็นทีมแรกในวงการฟุตบอลอังกฤษที่สวมชื่อผู้สนับสนุนบนเสื้อ

หนึ่งทศวรรษต่อมา Kettering มีทีมที่มี Dave Watson อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษ และ Steve Daley กองกลาง ที่ย้ายจาก Wolves ไป Manchester City ด้วยค่าตัว 1.4 ล้านปอนด์ในปี 1979 ซึ่งเป็นสถิติการย้ายทีมของอังกฤษในขณะนั้น

แต่ไม่มีอะไรเทียบได้กับความสนใจอย่างล้นหลามหลังจากที่มีคนเห็น Gazza ไม่กี่วันก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้ง – แทนที่ Kevin Wilson

Iain Holliday ผู้ถือตั๋วปีที่ดูเกมของ Kettering ครั้งแรกในปี 1968 เล่าว่า “มีข่าวลือเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการสโมสรโดยกลุ่มทุนในช่วงสองสามสัปดาห์ และในเกมเหย้าเกมหนึ่ง Gazza และ Jimmy ‘Five Bellies’ [Gardner] รวมถึง Imraan Ladak อยู่ที่อัฒจันทร์หลัก”

“หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการแถลงข่าวที่สนาม และยืนยันการเข้าซื้อกิจการ ผมอยู่ที่ทำงานในวันนั้น และผมรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่ Paul Gascoigne จะเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกกังวลว่าเขาจะอยู่นานแค่ไหน”

Gascoigne ไม่ใช่ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษเพียงคนเดียวที่ถูกกล่าวถึงเกี่ยวกับ Poppies ในขณะนั้น

Brett Solkhon อดีตผู้เล่นกล่าวในการออกอากาศล่าสุดของ BBC Radio Northampton’s Non-League Scene ว่า “เราได้ยินข่าวลือว่าชายที่ชื่อ Imraan Ladak กำลังจะเข้ามา และเกี่ยวกับผู้เล่นชื่อดังเหล่านี้ – Les Ferdinand, Steve McManaman, Darren Anderton”

“ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเติบโตขึ้นมา ผมดู Gazza ใน FA Cup รอบชิงชนะเลิศ [Tottenham v Nottingham Forest] ตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บ – และ World Cup ครั้งแรกของผมคือ Italia 90 Gazza เก่งกาจแค่ไหนในตอนนั้น”

“ผมได้รับโทรศัพท์ – ‘สวัสดี Brett นี่ Paul Davis นะ ผมมีผู้จัดการทีมคนใหม่ในสาย’ – แล้ว Gazza ก็พูดขึ้นมา มันเป็นช่วงเวลาที่เหนือจริง”

Poppies ของ Gazza เริ่มต้นได้อย่างสวยงาม

Gascoigne “พูดได้ดี” เมื่อได้รับการแนะนำต่อสาธารณชนในฐานะผู้จัดการทีม Kettering เป็นครั้งแรก

“พวกเขาไม่ได้อยู่ใน Football League มา 133 ปีแล้ว ดังนั้นนั่นจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก คือการพาทีมนี้ขึ้นไป” เขากล่าว

Poppies เริ่มต้นได้อย่างสวยงามภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ เอาชนะ Droylsden 1-0 จากประตูของ Christian Moore

Patrick กล่าวว่า “ในเวลานั้น ผมเป็นอาสาสมัครที่สโมสร ทำงานต่างๆ เช่น ขายหนังสือโปรแกรมและทำความสะอาด ผมพบกับ Gazza เป็นครั้งแรกในวันที่เขาได้รับการแต่งตั้ง ผมกับ Dan Willis – ตอนนี้เป็นคนดูแลชุดแข่ง – โดดเรียนไปที่สโมสร และเราก็จบลงด้วยการอยู่ในหนังสือพิมพ์ระดับชาติ วิทยุ และแม้แต่บนหน้าปกของ La Gazzetta! ตอนนั้นเราอายุ 14 ปี”

“Imraan เชิญผมและ Dan เข้าไปในห้องประชุมในฐานะแขกของเขาในเกมแรกกับ Droylsden ที่เราได้พบกับ Gazza อีกครั้ง รวมถึงพ่อของเขา John และเพื่อนของเขา Jimmy ‘Five Bellies’ Gazza เซ็นเสื้อให้เราสองสามตัวและดีกับเรามาก”

อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากก็เกิดขึ้นในไม่ช้า เมื่อ Gascoigne และ Davis พยายามนำเสนอเกมการจ่ายบอลที่ซับซ้อน ซึ่งขัดแย้งกับสไตล์การเล่นที่ตรงไปตรงมามากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระดับที่หกของการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ

Solkhon เล่าว่า “[ใน] การฝึกซ้อมครั้งแรกของเรากับ Paul Davis เราเข้าไปในห้องกรรมการเพื่อดูวิดีโอ และเขาเปิด Germany พบกับ Brazil ให้ดู เขาบอกกับเราว่า ‘นี่คือวิธีที่ผมอยากให้คุณเล่น’ และเขาเริ่มชี้ไปที่ฟูลแบ็ก”

“มันคือ Cafu และ [Roberto] Carlos วิ่งลงมาตามปีก ทับซ้อนกัน และคุณมี Ronaldinho อยู่ตรงกลาง เขาบอกว่า ‘ผมไม่อยากให้บอลสูงเกินเข่า’ และเราก็แบบว่า ‘คุณไม่เคยเห็นสนามข้างนอกนั่นและผู้เล่นที่เรากำลังเล่นด้วยเหรอ?'”

“มันไม่มีทางเป็นไปได้หลังจากนั้น การประชุมวิเคราะห์วิดีโอครั้งแรก”

‘เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พร้อม’

สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นในไม่ช้า เมื่อ Ladak กังวลมากขึ้นเกี่ยวกับ Gascoigne เนื่องจากพฤติกรรมการดื่มของเขา และการกล่าวอ้างของเขาเกี่ยวกับการแทรกแซงของผู้บริหารในการเซ็นสัญญาและการเลือกทีม

Holliday บอกกับ BBC Sport ว่า “ผมเรียกว่าละครสัตว์ ความสนใจจากสื่อมวลชนนั้นมหาศาล ผลงานของทีมแย่ มีเรื่องตลกมากมายเกิดขึ้นที่สโมสร เห็นได้ชัดตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า Gazza ไม่พร้อมที่จะเป็นผู้จัดการทีม”

“สิ่งเดียวที่เป็นผลดีที่เกิดขึ้นคือการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้สโมสรเป็นที่รู้จักในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาจากไป มันทำให้สโมสรได้รับการประชาสัมพันธ์ในทางลบ ด้วยผลกระทบจากการถูกไล่ออกและการระบายความโกรธ [เกี่ยวกับเรื่องนั้น] ทาง Sky Sports News”

โชคชะตากำหนดให้ Solkhon ซึ่งปัจจุบันยังคงลงเล่นในฟุตบอลนอกลีกให้กับ Moulton ในวัย 43 ปี จะไม่มีโอกาสได้วิ่งลงสนามในขณะที่ Gascoigne เป็นผู้จัดการทีม ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถสังเกตเขาได้อย่างใกล้ชิด

เขากล่าวว่า “สิ่งที่น่าเสียใจคือ สัปดาห์ก่อนที่ Gazza จะได้รับการประกาศให้เป็นผู้จัดการทีม เราเล่นในเกม FA Trophy กลางสัปดาห์ และเข่าของผมก็เจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

“ผมอยู่ในห้องพยาบาล และเนื่องจาก Gazza ไม่ค่อยได้ฝึกซ้อม ผมจึงได้ใช้เวลากับเขามากขึ้น เป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นว่า Gazza มีปัญหาและความเจ็บป่วยต่างๆ แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เขาจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ”

การไล่ออก Gascoigne เกิดขึ้นหลังจากการแพ้ Barrow 3-1 ในบ้าน ซึ่งหลังจากนั้นเขาสาบานว่า “ผมจะสู้จนถึงที่สุด ตอนนี้ผมกำลังมองหาที่จะซื้อสโมสรฟุตบอล”

มันไม่เคยเกิดขึ้น

Patrick กล่าวว่า “มันกลายเป็นที่ชัดเจนอย่างรวดเร็วว่าเราจะดีกว่ากับคนที่รู้จักลีกและผู้เล่น เช่น Kevin Wilson ผมคิดว่าเราจะได้รับการเลื่อนชั้นในปีนั้น ถ้า KW ได้รับการปล่อยให้คุมทีม แต่ผมจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร [ที่เกิดขึ้น]”

Kettering ยังคงไล่ตามความฝัน EFL

เมื่อ Gascoigne คุมทีม Kettering อยู่ ห่างจากการเลื่อนชั้นสู่ English Football League สองขั้น

ความทะเยอทะยานนั้นยังคงอยู่ ดังที่ George Akhtar เจ้าของคนปัจจุบันกล่าวอย่างชัดเจนเมื่อเขาเข้ามารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2024 แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ห่างออกไปอีกระดับหนึ่ง

Holliday กล่าวว่า “ผมรู้สึกประหลาดใจที่พวกเขาไม่เคยขึ้นไปสู่ Football League ในช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากพวกเขาได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีและมีเงินทุนที่ดี โดยมี John Nash เป็นประธาน”

“อย่างไรก็ตาม ในสมัยนั้นมันเป็นระบบการโหวต และการกระทำของ ‘เพื่อนเก่า’ ทำให้สโมสรในลีกปิดตัวลงและโหวตให้พวกเดียวกันมากกว่าสโมสรที่มีความทะเยอทะยานและกำลังมาแรงจากภายนอก”

“ผมไม่เชื่อว่าผมจะได้เห็นเราใน Football League ในช่วงชีวิตของผม นับตั้งแต่ที่ผมสนับสนุนพวกเขา พวกเขามีชีวิตที่โลดโผน – เช่นเดียวกับสโมสรส่วนใหญ่ พวกเขาได้รับการเลื่อนชั้นและตกชั้น รวมถึงการบริหารและการเกือบจะสูญหายไปหลังจากการย้ายไปยัง Nene Park ที่ไม่ประสบความสำเร็จในปี 2012”

Kettering จะลองอะไรแบบ Gazzamania อีกไหม?

ผู้จัดการทีม Kettering คนล่าสุดมีชื่อเสียงน้อยกว่า Gascoigne มาก แต่สโมสรจะถูกล่อลวงให้ลองทำอะไรที่คล้ายกันอีกครั้งหรือไม่? Patrick สงสัย

เขากล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าคุณจะพบ Harry Kane ลดระดับลงมาในปิรามิดต่ำเท่าที่ Gazza พร้อมที่จะทำ”

แต่บางทีคำพูดสุดท้ายควรเป็นของเจ้าของ Kettering คนปัจจุบัน

Akhtar กล่าวว่า “Euro ’96 เป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อ มันเป็นครั้งแรกที่ผมจำได้ว่า England ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในวัยเด็ก”

“Gazzamania มีอยู่ทุกหนทุกแห่งและเราทุกคนอยากเป็นเหมือนเขา สำหรับผม เขาอยู่ในรายชื่อผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ 4 อันดับแรก และผู้เล่นอังกฤษทั้งหมด 10 อันดับแรกตลอดกาล”

“ทุกคนพูดถึงช่วงเวลาสั้นๆ ของ Gazza ที่สโมสร และเราภูมิใจที่จะบอกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเรา เขาเป็นคนที่มีเวทมนตร์ มีไหวพริบ และเป็นคนที่ผมอยากจะร่วมสนามด้วย”

สรุปแล้ว การผจญภัยสั้นๆ ของ Gazza ที่ Kettering แม้จะไม่ยั่งยืน แต่ก็สร้างความทรงจำที่น่าประทับใจและทำให้สโมสรเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มันแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความตื่นเต้นที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้องกับสโมสรเล็กๆ แต่ก็เน้นย้ำถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจตามมาด้วยเช่นกัน

ที่มา – When Gazzamania came to Kettering

MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญ: รายละเอียดฉบับเต็ม

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีผลทางกฏหมายระหว่างประเทศและสามารถยุติได้ทุกเมื่อ

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “ภาคี”)

โดยมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและเชื่อถือได้

โดยตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอันยาวนานและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนความสำคัญของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ

โดยตระหนักเพิ่มเติมว่า การมีตลาดแร่ธาตุสำคัญที่มั่นคง หลากหลาย มีสภาพคล่อง และเป็นธรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

โดยมุ่งประสงค์ที่จะยกระดับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของทั้งสองประเทศ

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุภายใต้มาตรฐานสากลสูงสุด

โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การบริหารจัดการ และประสบการณ์เฉพาะด้านทรัพยากรแร่ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

โดยมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของแหล่งทรัพยากรระดับโลก ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านการสำรวจ การพัฒนา การแปรรูป และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุสำคัญ

ภาคีจึงได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญ: รายละเอียดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าในประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

กรอบความร่วมมือ

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญภาคีมีเจตนาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคแร่ธาตุสำคัญของประเทศไทย รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของฐานทรัพยากรแร่ และประสานงานในโครงการสำคัญเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ โดยภาคีอาจพิจารณาลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในประเทศของตน และโครงการดังกล่าวควรมีองค์ประกอบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการฝึกอบรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ

  2. กลไกความร่วมมือภาคีอาจจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย จัดการสัมมนา เวิร์กช็อป การวิจัยร่วมด้านธรณีวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการประชุมร่วมกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ

  3. ด้านนโยบายและกฎระเบียบภาคีอาจร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น ประเด็นด้านการลงทุน และการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับหน่วยงานระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่ป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ

  4. การเข้าถึงข้อมูลโครงการลงทุนภาคีจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหรืองานประมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ช้ากว่าช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้บริษัทและพันธมิตรของภาคีมีเวลาพอในการพิจารณาเข้าร่วม

  5. การคุ้มครองตลาดภายในประเทศภาคีจะประสานงานเพื่อคุ้มครองตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในประเทศของตน บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ และอาจกำหนดกรอบราคาขั้นต่ำหรือมาตรการที่ใกล้เคียง

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ภาคีมีเจตนาจะประชุมเป็นประจำ ทั้งในรูปแบบการพบปะโดยตรงหรือทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรือจัดการประชุมเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายจะพิจารณาเป็นอิสระว่าโครงการใดเหมาะสมสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติม

การมีผลบังคับใช้และการยุติความร่วมมือ

1. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามโดยภาคีทั้งสองฝ่าย

2. ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงภาระผูกพันทางการเงิน ภาคีแต่ละฝ่ายมีความประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

3. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ระหว่างภาคี

4. ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูต

5. การยุติความร่วมมือจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ก่อนวันที่ยุติ.

ทำไม MOU ไทย-สหรัฐฯ กระจายแร่ธาตุสำคัญจึงมีความสำคัญ?

บันทึกความเข้าใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดในอนาคต ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย การกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญเป็นเรื่องที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง

โดยรวมแล้ว MOU ไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและการส่งเสริมการลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา – เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

กองทัพภาค 1 ยัน! ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา ทำให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลใจ และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สร้างความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว แต่อย่างใด และยังคงยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเดิมในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว แต่การค้าขายและการสัญจรระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามกลไกปกติผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

  • การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย
  • การค้ามนุษย์
  • การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การที่ กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมชายแดนยังคงมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนต่อไป

ที่มา – กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

ไบโอไทยขึ้นศาล “คดีใช้ภาพเท็จปลาหมอคางดำ”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีนัดแรกต่อศาลจังหวัดนนทบุรี สืบเนื่องมาจากการเผยแพร่ภาพและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นการระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างมาก

จากรายงานของผู้สื่อข่าว ศาลจังหวัดนนทบุรีได้พิจารณาคดีที่อัยการยื่นฟ้อง นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ในคดีอาญาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา อันเนื่องมาจากการเผยแพร่ภาพเท็จและข้อมูลเท็จที่กล่าวหา CPF เกี่ยวกับประเด็นการระบาดของปลาหมอคางดำ โดยศาลได้กำหนดวันขึ้นศาลนัดแรก ซึ่งเป็นนัดคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในการพิจารณาคดีนัดแรกนี้ จำเลยได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ในขณะที่ผู้เสียหายได้ยื่นขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดี ศาลจึงได้นัดหมายให้มีการตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม 2568

อัยการได้มีคำสั่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สืบเนื่องจากกรณีการนำภาพและข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในเวทีสาธารณะ พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดออนไลน์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 การกระทำดังกล่าวได้สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้างและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทในเชิงลบอย่างร้ายแรง ตัวอย่างของภาพเท็จและข้อมูลเท็จที่ถูกนำมาเผยแพร่ ได้แก่:

  1. ภาพที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสภาพบ่อดินของฟาร์มยี่สาร แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่สถานที่ของฟาร์มยี่สาร
  2. ภาพที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการคัดเลือกไข่ปลาหมอคางดำ ซึ่งไม่ตรงกับกระบวนการคัดเลือกไข่ปลาตามวิธีปฏิบัติของบริษัท
  3. ภาพถ่ายทางอากาศในบริเวณฟาร์ม ที่ถูกอ้างว่าเป็นบ่อเลี้ยงปลา แต่ในความเป็นจริงคือบ่อเลี้ยงกุ้ง

ไบโอไทยขึ้นศาล “คดีใช้ภาพเท็จปลาหมอคางดำ”

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิสูจน์ว่าภาพและข้อมูลที่ BIOTHAI เผยแพร่นั้นเป็นความจริงหรือไม่ และการเผยแพร่ดังกล่าวมีเจตนาที่จะทำให้ CPF เสียหายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ผลกระทบจากคดี “ใช้ภาพเท็จปลาหมอคางดำ”

คดีนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ CPF เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่ออุตสาหกรรมการเกษตรและการประมงของไทยอีกด้วย หาก BIOTHAI มีความผิดจริง ก็จะส่งผลให้องค์กรและบุคคลอื่น ๆ ต้องระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นมากขึ้น

คดีปลาหมอคางดำนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริงสามารถสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ ไม่ว่าจะเป็นต่อบุคคล องค์กร หรือสังคมโดยรวม การตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องก่อนที่จะเผยแพร่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ผลของคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ ๆ คือคดีนี้ได้จุดประกายให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องความถูกต้องของข้อมูลและการแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเผยแพร่ข้อมูลนั้น ๆ

ที่มา – ไบโอไทยขึ้นศาลนัดแรก “คดีใช้ภาพเท็จปลาหมอคางดำ” หลังอัยการสั่งฟ้อง

ไขปริศนา! กองทัพนโปเลียน พ่ายในรัสเซียเพราะโรคระบาด

การค้นพบใหม่จากงานวิจัยทางพันธุกรรม เผยเบื้องหลังความพ่ายแพ้ของจักรพรรดินโปเลียน ในสงครามรุกรัสเซีย ค.ศ.1812 ที่คร่าชีวิตทหารฝรั่งเศสหลายแสนคน โดยหลักฐานดีเอ็นเอพบมีโรคระบาดหลายโรค ทำให้ กองทัพนโปเลียน ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

ย้อนไปในช่วงรุ่งโรจน์ของอาณาจักรฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียนได้นำกองทัพกว่าครึ่งล้านนายบุกโจมตีรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1812 แต่เพียงหกเดือนให้หลัง กองทัพต้องล่าถอยกลับ มีทหารรอดชีวิตกลับถึงฝรั่งเศสเพียงหลักหมื่น ทำให้สงครามครั้งนั้นถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในหายนะทางทหารที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

โดยเดิมทีเชื่อกันว่าความพ่ายแพ้นั้น เกิดจากความหนาวจัด ความอดอยาก และโรคไทฟัส แต่นักวิทยาศาสตร์ล่าสุดได้ค้นพบหลักฐานทางดีเอ็นเอที่บ่งชี้ว่า ไม่ได้มีเพียงโรคเดียวเท่านั้นที่ทำลายกองทัพนโปเลียน

กองทัพนโปเลียน พ่ายในรัสเซียเพราะอะไร?

งานวิจัยล่าสุด นำทีมโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันปาสเตอร์ กรุงปารีส และมหาวิทยาลัยทาร์ตู ประเทศเอสโตเนีย ได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากซากฟันของทหารฝรั่งเศส ที่ถูกค้นพบในหลุมศพหมู่เมื่อปี 2001 ที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย ได้ไขปริศนาสาเหตุที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้อันเลื่องชื่อของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ในสงครามรุกรัสเซีย โดยผลการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า พบนิวเคลียสของเชื้อโรคสองชนิด ได้แก่ Salmonella enterica ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้พาราไทฟอยด์ และเชื้อ Borrelia recurrentis เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดไข้กลับซ้ำ แต่จากการตรวจสอบไม่พบเชื้อไทฟัสในตัวอย่างเหล่านี้เลย แม้ว่างานวิจัยเมื่อปี 2006 เคยตรวจพบเชื้อดังกล่าวจากทหารชุดเดียวกัน

ดร.เรมี บาร์บิเอรี หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราคิดว่ามีเพียงโรคไทฟัสที่ฆ่าทหารนโปเลียน แต่ผลดีเอ็นเอล่าสุดชี้ว่ามีโรคหลายชนิดร่วมกันระบาดในค่ายทหาร ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของกองทัพนี้”

ทีมวิจัยใช้เทคนิค High-Throughput Sequencing ที่สามารถถอดรหัสดีเอ็นเอหลายล้านชิ้นในคราวเดียว ทำให้ตรวจเจอเชื้อจากซากที่มีอายุกว่า 200 ปีได้แม่นยำกว่างานศึกษาก่อนหน้า

ผลกระทบจากโรคระบาดต่อกองทัพนโปเลียน

ด้านดร.นิโกลัส ราสโควาน ผู้ร่วมวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์กล่าวว่า เทคโนโลยีระดับนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า โรคระบาดในอดีตมีความซับซ้อนเพียงใด และมันได้หล่อหลอมวิวัฒนาการของเชื้อโรคที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน

บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกถึงมอสโก เมืองถูกทิ้งร้าง เผาผลาญไปหมด ไม่มีอาหารหรือเสื้อผ้าที่สะอาด ขณะฤดูหนาวรัสเซียกำลังย่างกราย ทหารจำนวนมากเริ่มล้มตายจากความหนาว ความอดอยาก และโรคระบาดในค่ายทหารที่แออัด การระบาดของโรคต่างๆ เช่น ไข้พาราไทฟอยด์และไข้กลับซ้ำ ซ้ำเติมสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว ทำให้ กองทัพนโปเลียน อ่อนแอลงอย่างมาก

เซซิล ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอโบราณจากสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมว่า งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจความพ่ายแพ้ของนโปเลียนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการศึกษาดีเอ็นเอจากเชื้อโรคในอดีตช่วยให้เห็นวิวัฒนาการของเชื้อโรคและเข้าใจวิธีที่มันอาจส่งผลต่อโลกอนาคตได้ด้วย

การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการทำความเข้าใจโรคระบาดและการป้องกันในอนาคต การศึกษาดีเอ็นเอโบราณสามารถเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเชื้อโรคและผลกระทบที่มีต่อประชากรมนุษย์

ที่มา – นักวิทย์ไขปริศนา “กองทัพนโปเลียน” พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับอาเซียน-เกาหลีใต้

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ร่วมต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ มุ่งหน้าสู่อนาคตดิจิทัลสีเขียวและความยั่งยืน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ห้องประชุมใหญ่ 2 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN – Republic of Korea Summit) โดย นายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีคนใหม่จะได้พบกับผู้นำอาเซียน เป็นครั้งแรก ขณะที่ไทยทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นถึงการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการทบทวนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงส่งเสริมการดำเนินการสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เมื่อปี 2567 ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี และในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนในคราวเดียวกัน

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับประธานาธิบดีอี แช มย็อง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในนามอาเซียน เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชื่นชมบทบาทของเกาหลีใต้ในกลไกความร่วมมือของอาเซียน และจะดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573)

ด้านความมั่นคง – นายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือทางการเมือง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนสนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านกิจการทางทะเลผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียังได้เสนอความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเกาหลีในการปราบปราม Scammer อย่างจริงจัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสมาชิกอาเซียนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และลาว

ด้านเศรษฐกิจ – นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–เกาหลี (ASEAN-Korea Trade Agreement – AKFTA) ในปี 2026 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม – นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยชื่นชม “โครงการ Korea–ASEAN Digital Innovation Flagship” ของรัฐบาลเกาหลี

ด้านสังคมและวัฒนธรรม – นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันการส่งเสริมการศึกษา การท่องเที่ยว กีฬา การพัฒนาแรงงาน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม – เน้นการส่งเสริมการทำงานร่วมกับศูนย์อาเซียนในสาขาอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานหมุนเวียน

ไทยเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อความร่วมมือ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย โดยเสนอ 3 แนวทางความร่วมมือหลัก เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย–อาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่

1) การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนข้อริเริ่ม “AI Initiative” ของเกาหลีใต้ เพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม

2) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งรัดเจรจา “Thailand–ROK Economic Partnership Agreement (EPA)” และการปรับปรุงข้อตกลง AKFTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภูมิภาค

3) การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืน โดยไทยพร้อมร่วมมือกับเกาหลีในการดำเนินโครงการ “Clean Air for Sustainable ASEAN” และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยสนับสนุนการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า และแสดงความพร้อมของไทยและอาเซียนที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ หวังสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอนาคตสีเขียวที่ยั่งยืน หวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

แพทองธารเผย ทักษิณเสียใจ ไม่ได้ถวายสักการะ

“แพทองธาร” สวมชุดดำไว้ทุกข์เข้าเยี่ยมพ่อ พร้อมเผย “ทักษิณ” เสียใจไม่มีโอกาสถวายสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 27 ต.ค. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เดินทางมาเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยในวันนี้ น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้สวมชุดสีดำไว้ทุกข์

ส่วนบรรยากาศบริเวณเรือนจำกลางคลองเปรม มีประชาชนจากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางมารอต้อนรับและให้กำลังใจ โดยมีประชาชนผู้สูงอายุ 1 ราย ได้เดินทางมาร้องทุกข์ต่อ น.ส.แพทองธาร อีกด้วย

จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้เดินทางเข้าไปในเรือนจำเพื่อเยี่ยมบิดา ประมาณ 1 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 11.30 น. น.ส.แพทองธาร พร้อมนายปิฎก ได้เดินทางออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม หลังจากเข้าเยี่ยมนายทักษิณ

น.ส.แพทองธาร เผยว่า คุณพ่อได้กล่าวผ่านมายังตนว่า รู้สึกเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง รวมทั้งเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้ไปกราบพระบรมศพ เนื่องจากคุณพ่อก็เคยถวายงานรับใช้พระองค์ท่านอยู่หลายครามาหลายปี คุณพ่อรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเสียดายอย่างมาก

ส่วนเรื่องสุขภาพตอนนี้โอเคขึ้น อาการเจ็บปวดตามร่างกายหรือเรื่องความดันก็ดีขึ้น แต่ตัวยังคงมีอาการเครียดอยู่บ้าง.

แพทองธารเผย ทักษิณเสียใจไม่มีโอกาส ถวายสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

จากข่าวที่เกิดขึ้นล่าสุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง และความเสียใจที่ท่านไม่มีโอกาสได้ถวายสักการะพระบรมศพด้วยตนเอง เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากนายทักษิณเคยถวายงานรับใช้พระองค์ท่านมาหลายปี

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของทักษิณ

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า นายทักษิณรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้แสดงความเคารพต่อพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ความรู้สึกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่นายทักษิณมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความเคารพที่ท่านมีต่อสมเด็จพระพันปีหลวง

นอกจากนี้ น.ส.แพทองธารยังได้อัปเดตเรื่องสุขภาพของนายทักษิณว่าดีขึ้นกว่าเดิม แต่อาการเครียดก็ยังคงมีอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่นายทักษิณยังคงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ท่านยังมีต่อประเทศไทย

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนหวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบทบาทของท่านในการพัฒนาประเทศ การที่ท่านแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประเทศไทยและประชาชนชาวไทย

เรื่องราวของ น.ส.แพทองธารที่ออกมาเผยความรู้สึกของนายทักษิณที่เสียใจไม่มีโอกาส ถวายสักการะพระบรมศพ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความผูกพันที่เชื่อมโยงกันระหว่างบุคคลสำคัญในสังคมไทย และความเคารพที่พวกเขามีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

การออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความรู้สึกส่วนตัวที่ต้องการแบ่งปันให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร สิ่งที่สำคัญคือ การที่เราได้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่บุคคลสาธารณะมีต่อประเทศชาติ

สำหรับใครที่สนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ความรู้สึกของทักษิณที่ แพทองธาร นำมาเผยแพร่ สะท้อนถึงความจงรักภักดี และความผูกพันที่อดีตนายกฯ ยังคงมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทยถึงแม้จะอยู่ห่างไกล

การที่ น.ส.แพทองธารออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณพ่อ ก็อาจเป็นการต้องการสื่อสารบางอย่างไปยังสังคม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้างในอนาคต

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ และความรักความผูกพันที่เรามีต่อประเทศชาติ

ที่มา – “แพทองธาร” เผย “ทักษิณ” เสียใจไม่มีโอกาส ถวายสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”