วัน: 28 ตุลาคม 2025

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

“ไอติม” เชื่อรัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งปีหน้าตามแผนเดิม! มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มองการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาเนื้อหาและเหตุผลอย่างรอบคอบ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อดีต สว. ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ผ่านการทำประชามติก่อนว่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายในรัฐสภาเห็นตรงกันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และถือเป็นสิทธิของประชาชน ตนจึงมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามถึงการวิเคราะห์ความเหมาะสมของสถานการณ์การเมืองและบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ หากจะมีการเลือกตั้งปีหน้า นายพริษฐ์เชื่อว่า รัฐบาลยังคงมีแผนที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลาเดิม และไม่มีท่าทีว่าจะไม่ดำเนินการ เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ในปลายปีนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากมีข่าวพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ตอบว่า เงื่อนไขการยุบสภาฯ ควบคู่กับการทำประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 31 มกราคม คือเป้าหมายที่เราจะมุ่งหน้าไป คิดว่าประชาชนก็คงไม่อยากเห็นการใช้อาวุธเรื่องยุบสภาฯ เป็นเครื่องมือในการหนีการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง การลงมติจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องดูสาเหตุและเนื้อหาของการยื่นอภิปราย และขออย่าไปจำกัดแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเราก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านให้สมดุล

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

อนาคตการเมืองไทย: “ไอติม” มองการเลือกตั้งปีหน้า

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยในอนาคต เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างสมดุล เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่จากมุมมองของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เรายังมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ การเลือกตั้งปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

การที่ “ไอติม” ออกมาแสดงความมั่นใจว่าการเลือกตั้งปีหน้าจะเกิดขึ้นตามแผนเดิม เป็นสัญญาณที่อาจทำให้หลายฝ่ายคลายความกังวลใจลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

จับตาการเมืองไทย: เลือกตั้งครั้งหน้ามีความหมายอย่างไร?

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองและประชาชนทุกคนจะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ไอติม” เชื่อรัฐบาลเดินตามแผนเดิม เลือกตั้งปีหน้า มั่นใจการแก้ รธน. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล

ทายชื่อ 11 ตัวจริงอังกฤษ ชนะออสเตรเลีย บอลโลก 2023

ทายชื่อ 11 ตัวจริงอังกฤษที่เอาชนะออสเตรเลียในฟุตบอลโลก 2023

อังกฤษเตรียมพบกับออสเตรเลียในเกมกระชับมิตรทีมชาติในวันอังคารนี้ ถือเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ตั้งแต่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2023

ในวันนั้น ทัพสิงโตคำรามหญิงเอาชนะไปได้ 3-1 ที่ซิดนีย์ ก่อนจะเข้าไปชิงชนะเลิศกับสเปน

สำหรับเกมทายชื่อนักเตะประจำสัปดาห์นี้ เราอยากให้คุณทายชื่อ 11 ตัวจริงของอังกฤษในเกมนั้น ขอให้โชคดี!

มาทายชื่อ 11 ตัวจริงอังกฤษชุดแชมป์กัน!

เรามาลองทบทวนความจำกันหน่อยดีกว่าว่าใครคือ 11 ตัวจริงของทีมชาติอังกฤษชุดที่สามารถเอาชนะออสเตรเลียไปได้ในฟุตบอลโลกหญิง 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเกมที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก ใครที่ได้ลงสนามในเกมสำคัญนั้นบ้าง? ลองนึกภาพบรรยากาศในวันนั้น แล้วค่อยๆ ไล่เรียงรายชื่อนักเตะกันดูนะครับ

การจดจำรายชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทดสอบความจำเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความผูกพันที่เรามีต่อทีมชาติอังกฤษชุดนี้ พวกเธอเหล่านั้นคือฮีโร่ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลหญิงอังกฤษ และสมควรได้รับการจดจำในฐานะผู้ที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับคนทั้งชาติ

นอกจากนี้ การทายชื่อนักเตะยังเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนักเตะแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการเล่น สไตล์การเล่น หรือแม้แต่เรื่องราวส่วนตัวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและชื่นชมนักเตะเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่ยังจำรายชื่อนักเตะไม่ได้ทั้งหมด ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะเรามีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถระลึกถึงรายชื่อนักเตะได้ง่ายขึ้น ลองนึกถึงตำแหน่งต่างๆ ในสนาม แล้วค่อยๆ นึกถึงนักเตะที่เล่นในตำแหน่งนั้นๆ หรือลองนึกถึงนักเตะที่มีบทบาทสำคัญในเกมนั้นๆ เช่น ผู้ทำประตู หรือผู้ที่เล่นได้อย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ

และถ้าหากคุณยังไม่แน่ใจในคำตอบของตัวเอง ก็สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์กีฬา หรือบทความข่าวต่างๆ แต่อย่าลืมว่าจุดประสงค์หลักของการเล่นเกมทายชื่อนักเตะนี้คือการสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับความทรงจำดีๆ ที่เรามีร่วมกันกับทีมชาติอังกฤษชุดนี้

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะสามารถทายชื่อนักเตะได้ครบทั้ง 11 คนหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราได้ร่วมกันเฉลิมฉลองความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษ และแสดงความขอบคุณต่อเหล่านักเตะที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างความสุขให้กับเราทุกคน

มาร่วมสนุกและท้าทายความทรงจำของคุณไปกับการทายชื่อ 11 ตัวจริงอังกฤษชุดที่สร้างประวัติศาสตร์กันเถอะ!

มาร่วมสนุกและทายชื่อ 11 ตัวจริงอังกฤษชุดที่ชนะออสเตรเลียในฟุตบอลโลก 2023 กัน!

คุณจำได้ไหมว่าใครคือ 11 ตัวจริงอังกฤษในเกมประวัติศาสตร์นั้น?

อยากทดสอบความจำของคุณหรือไม่? เล่น แบบทดสอบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือไปที่ หน้าแบบทดสอบฟุตบอล และลงทะเบียนเพื่อรับการแจ้งเตือนเพื่อรับแบบทดสอบล่าสุดส่งตรงไปยังอุปกรณ์ของคุณ

ที่มา – Name the England XI that beat Australia at the 2023 World Cup

ด่วน! น.1 สั่งให้ออกราชการ “รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง”

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสีกากี! ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) สั่งการให้ “รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง” ออกจากราชการอย่างเร่งด่วน หลังถูกตำรวจ บก.ปอท. จับกุมในคดีที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

น.1 สั่งให้ออกราชการ “รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง” เซ่นพิษแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 ได้สั่งการให้ บก.น.2 ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ดำเนินการทางวินัยร้ายแรง และให้ออกจากราชการนายตำรวจสังกัด บก.น.2 ซึ่งก็คือ พ.ต.ท.พศินกนกภรัณ วัชระเพชรกากแก้ว รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง นั่นเอง

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. ได้ออกหมายจับศาลอาญา ที่ 5865/2568 ลงวันที่ 6 ต.ค. 68 จับกุมตัว พ.ต.ท.พศินกนกภรัณ วัชระเพชรกากแก้ว ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, โดยทุจริตหรือหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันเป็นอั้งยี่” ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา

ที่มาของคดี “รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง” พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

คดีนี้เริ่มต้นในช่วงปลายเดือน พ.ค.2568 เมื่อผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาชวนเชื่อบน Facebook เกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “FINNIXMAX” ในช่วงแรกผู้เสียหายสามารถเบิกถอนเงินได้ตามปกติ แต่เมื่อลงทุนเพิ่มมากขึ้นและต้องการถอนเงิน กลับไม่สามารถทำได้ ทำให้เชื่อว่าถูกหลอกลวง ความเสียหายรวมกว่า 1.2 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จำนวน 24 ราย จับกุมผู้ต้องหาในคดีได้จำนวน 16 ราย และอายัดตัวผู้ต้องหาในเรือนจำ 1 ราย และได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล พร้อมตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินต่างๆ มากมาย ประกอบด้วย รถยนต์ 9 คัน, กระเป๋าและเครื่องประดับแบรนด์เนม 48 รายการ, เงินสดหลายสกุลมูลค่ารวม 295,920 บาท, โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 23 รายการ, สมุดบัญชีธนาคาร/บัตร ATM 92 รายการ รวมมูลค่าสิ่งของตรวจยึดกว่า 21 ล้านบาท และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับบุคคลที่มีส่วนร่วมในขบวนการเพิ่มเติมอีกจำนวน 5 ราย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. พร้อมด้วย กก.1 บก.ปอท. ได้บูรณาการกำลังร่วมกันตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุด เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและอุดรธานี และนำมาสู่การจับกุม รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง ในที่สุด

  • ความเสียหาย: ผู้เสียหายสูญเงินรวมกว่า 1.2 ล้านบาท
  • จำนวนผู้ต้องหา: ออกหมายจับ 24 ราย จับกุมแล้ว 16 ราย
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้: มูลค่ารวมกว่า 21 ล้านบาท

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ระมัดระวังการลงทุนออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนที่โฆษณาเกินจริงและมีการการันตีผลตอบแทนที่สูงเกินไป ควรตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

การที่ น.1 สั่งให้ออกราชการ “รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง” อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริตในวงการตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – น.1 ให้ออกราชการ “รอง ผกก.สอบสวน สน.ดอนเมือง” หลังถูก ปอท.จับคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ใครผิด? โอ’นีลใช่ไหม? อังเก้กลับมาได้ไหม? แฟนบอลเซลติก

แฟนบอลเซลติกคงจะรู้สึกสับสนไม่น้อยหลังจากเหตุการณ์น่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงในประวัติศาสตร์ของสโมสร

อยู่ๆ ผู้จัดการทีมที่ได้รับการยกย่องก็ลาออก อดีตหัวหน้าที่ได้รับการเคารพอีกคนถูกดึงตัวเข้ามาแทนที่ในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราว และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสโมสร Dermot Desmond ก็ทำลายความเงียบที่เขาสร้างมานาน เพื่อตำหนิ Brendan Rodgers โดยไม่เอ่ยชื่อ

และในขณะเดียวกัน โค้ชที่ได้รับการยกย่องของเซลติกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกลาสโกว์ ก็ยังคงว่างงาน

แล้วแฟนๆ สนับสนุนใคร? Rodgers หรือบอร์ดบริหาร? พวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการเข้ามาทำหน้าที่ชั่วคราวของ Martin O’Neill?

และ Ange Postecoglou คือคนที่พวกเขาต้องการให้มาช่วยเหลือหรือไม่?

‘นักการเมือง Rodgers ทำอีกแล้ว’

Michael: ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Brendan ดูเหมือนจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเกมได้ รูปแบบการเล่นของทีมคาดเดาได้และช้า เขาดูเหมือนจะไม่มีแผนสำรอง เขายังดูเหมือนจะมีคำตอบที่เตรียมไว้เป็นอย่างดีเมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลการแข่งขัน ซึ่งคำตอบเหล่านั้นไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ใครเลย แม้แต่ตัวเขาเอง ช่างเป็นนักการเมืองเสียจริง

Marian: Rodgers ทำอีกแล้ว เขาควรจะอยู่ต่อและพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถพลิกสถานการณ์ได้ เขาทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีมากมาย

Jimmy: ฉันคิดว่า Rodgers วางแผนที่จะย้ายทีมตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน การเลือกทีมในแต่ละเกมทำให้แฟนๆ หลายคนงงงวย

Graham: ไม่ได้เป็นแฟนของ Desmond และคำแถลงนั้นดูไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม Rodgers พยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากความไม่สามารถในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในสนาม โดยการบ่อนทำลายทีมและตำหนิบอร์ดบริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาทำเช่นนั้นอีกครั้งในวันอาทิตย์ ฉันแน่ใจว่าเขาถูกบอกให้ลาออกหรือถูกไล่ออก

Ray: ไม่ควรถูกนำกลับมาตั้งแต่แรก มันจะต้องจบลงด้วยไม่ดีเสมอ

Rob: สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่พ้นไปจากที่ Rodgers แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบอร์ดบริหารและทีมอย่างแน่นอน เขาไม่ต้องการยอมรับความผิดพลาดของตัวเองในฤดูกาลนี้ และมันทำให้เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แค่หวังว่าฤดูกาลนี้จะได้รับการกอบกู้

David: เขาเสียการควบคุมห้องแต่งตัว ความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับรถยนต์นั้นน่าอับอาย และผู้เล่นก็ยอมแพ้เขาแล้ว หมดเวลาแล้ว

Andy: เหมือนกับฤดูกาลที่สามเมื่อครั้งที่แล้ว เขาหนีเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ ใช่ การขาดกิจกรรมการซื้อขายนักเตะไม่ได้ช่วยอะไร แต่การชี้ไปที่บอร์ดบริหารก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน และยังช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษภายในสโมสรอีกด้วย ทีมควรจะดีพอที่จะเอาชนะ Dundee และ Almaty ได้

Jack: มันเหมือนกับการเป็นลูกที่มีพ่อแม่ทะเลาะกัน และคุณไม่แน่ใจว่าใครผิด ไม่แน่ใจในตอนนี้ anyway.

‘บอร์ดบริหารต้องตำหนิ ท่ามกลางการรักษาตัวเองที่เป็นพิษ’

Tommy: ฉันคิดว่าผู้คนต้องถอยออกมาสักก้าว ก่อนที่จะตัดสินแบบที่เราเห็นกัน Brendan เป็นคนดีและเป็นผู้จัดการทีมชั้นนำ และอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนี้

Brendan: วันที่น่าเศร้าสำหรับทุกคน คำแถลงจาก Desmond เป็นความพยายามอย่างสิ้นหวังจากบอร์ดบริหารที่จะควบคุมเรื่องราว Rodgers ไม่ใช่คนไร้ความผิด แต่ถูกบอร์ดบริหารที่ขี้เหนียวผูกมัดไว้

George: สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ทันทีที่ Rodgers ตระหนักถึงการขาดการลงทุนและความทะเยอทะยานของสโมสร เขาจะย้ายออกไปในปี 2026 และทันทีที่บอร์ดบริหารรู้สึกถึงสิ่งนี้ พวกเขาไม่ได้สนับสนุนเขาในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะ โดยรู้ว่าเขาจะย้ายออกไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล

Spencer: ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการทีมและบอร์ดบริหารพังทลายอย่างชัดเจน แต่ Desmond คงจะไม่จริงจังที่จะบอกว่าตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์ที่เป็นหายนะเป็นเพราะ Rodgers เพียงคนเดียว มันไม่น่าเชื่อถือ การรักษาตัวเองที่เป็นพิษทั้งสองฝ่าย

Paul: คำพูดของ Desmond ดูรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการลอบสังหาร Brendan Rodgers ชายผู้ประสบความสำเร็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กับสโมสร มันเป็นเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจจากพฤติกรรมของบอร์ดบริหาร

Sandra: ไม่แปลกใจเลย คุณสัมผัสได้ถึงมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บอร์ดบริหารต้องตำหนิทั้งหมด การขาดความทะเยอทะยาน การขาดการวางแผน และตอนนี้ขาดผู้จัดการทีมระดับท็อป ฉันคนหนึ่งสนับสนุน Brendan

Dave: เซลติกต้องการฟุตบอลแชมเปญในราคาของน้ำมะนาว

Peter: Brendan ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วด้วยการเดินจากไป ถึงตาของ Desmond แล้วที่จะออกจากสโมสรของเรา บอร์ดบริหารของเซลติกชุดนี้เหมือนกับ Smaug จาก The Hobbit ที่สะสมทองคำ Brendan เดินออกจากสโมสรด้วยเหตุผลเดียวกับที่เขาทำในครั้งแรก ฉันสงสัยว่าแฟนๆ จะไม่มีความโกรธเคืองเหมือนครั้งที่แล้ว

‘Messiah O’Neill อาจเป็นคำตอบ’

Iona: ผู้ช่วยให้รอดกลับมาแล้ว

Dandare: ฉันสงสัยว่า Martin O’Neil จะบอกคุณได้ไหมว่ามีทีมอะไรบ้างในพรีเมียร์ชิพ ไม่ต้องพูดถึงผู้เล่นที่เซลติก ชั่วโมงสมัครเล่นที่สโมสร มันเหลือเชื่อ แต่ไม่น่าแปลกใจ

Iain: ต้องการการปรับปรุง และนี่อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง Martin O’Neill เป็นผู้จัดการทีมแบบเก่าที่จะได้รับความเคารพในทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในขณะนี้ ไม่มี “โปรเจกต์” ขอบคุณ

Mark: ไม่แน่ใจว่าผู้เล่นเหล่านี้จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเมื่อ Martin O’Neill กลับมา พวกเขาจะได้รับการกระตุ้นอย่างแน่นอน

John: น่าตกใจ น่าตกใจอย่างยิ่ง เว้นแต่ Shaun Maloney จะเล่นผ่านตรงกลาง ฉันไม่เห็นประเด็น ทีมของเราอ่อนแอตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศ Aberdeen Cup ประตูชนะเกม

Jenny: ทุกคนรัก Martin O’Neill แต่จริงๆ เหรอ? เซลติกรักที่จะรีไซเคิลการแต่งตั้งครั้งก่อน แต่ควรจะเป็นใครสักคนที่เพิ่งมีคุณสมบัติเมื่อเร็วๆ นี้ ฉันเดาว่าฉันควรจะมีความสุขที่ไม่ใช่ Neil Lennon

Jimmy: Martin จะนำไม้เท้าโปโกะของเขากลับมาตอนอายุ 73 ปีหรือไม่?

‘ดึง Ange กลับมา? หรือถึงเวลาที่จะก้าวไปข้างหน้า?’

Jamie: Martin O’Neill ในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราวเป็นสิ่งที่ฉันสามารถสนับสนุนได้ ตราบใดที่สโมสรทำการแต่งตั้งที่มีความก้าวหน้าเพื่อแทนที่ Rodgers อย่างถาวร ไม่มีการกลับไปใช้บ่อน้ำเดิมอีกต่อไป ไม่แม้แต่ Ange

Paul: O’Neill แก่เกินไป เป็นพวกพ้องเก่าที่ล้าสมัย ควรเป็น Ange ที่กลับมาเพื่อให้พวกเขาเดินหน้าแทนที่จะเดินออกไปด้านข้าง ถอยหลัง ฯลฯ

Martin: ได้ยินมาว่า Ange Postecoglou เป็นตัวเต็ง ฉันคิดว่าการกลับไปหา Rodgers เป็นความผิดพลาด การกลับไปหา Ange จะเป็นความผิดพลาดด้วยหรือไม่?

ใครผิด? โอ’นีลใช่ไหม? อังเก้กลับมาได้ไหม?

Michael: ฉันเป็นผู้สนับสนุน Celtic (และ Spurs) ชาวออสซี่ ไม่ต้องการให้ Ange จากไป รู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรกับเขาที่นั่น ใช่ Ange กลับมา แต่เฉพาะในกรณีที่เขาไม่มี Spurs และ Forest ออกจากระบบของเขา บางที Martin จนถึงเดือนมกราคม จากนั้นทำการสลับตัวที่วางแผนไว้อย่างดี?

Gerry: ดึง Ange กลับมา!!!

Linda: ฉันชอบสิ่งที่ Ange ทำ แต่ไม่ต้องการให้เขากลับมา เราต้องก้าวไปข้างหน้า

Fergus: ถึงเวลาสำหรับ Ange แล้วหรือยัง?

Keith: Ange พร้อมใช้งานแล้ว และแน่นอนว่าไม่น่าจะได้รับงานอื่นในอังกฤษในเร็วๆ นี้

การตัดสินใจของผู้บริหารและผู้จัดการทีมส่งผลกระทบโดยตรงต่อขวัญและกำลังใจของผู้เล่นและแฟนบอล การสื่อสารที่โปร่งใสและการวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สโมสรประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน สุดท้ายแล้ว ใครผิด? โอ’นีลใช่ไหม? อังเก้กลับมาได้ไหม? อาจเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและก้าวไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี

ที่มา – Who is to blame? Is O’Neill answer? Could Ange come back? – Celtic fans have say

เอกนิติย้ำ! MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ครม.รับทราบแล้ว

คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมได้อนุมัติในหลักการ โดยมีการชี้แจงว่า แม้ MOU จะเปิดโอกาสให้มีการลงทุนและการสำรวจ แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายแร่ของไทย และต้องมีการประมูลอย่างเสรี ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษให้กับสหรัฐฯ โดยตรง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า MOU นี้เป็นการปูทางไปสู่การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีในการลดภาษีจาก 19% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยชี้แจงว่า ครม.ได้รับทราบการลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย แล้ว และต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. MOU ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมการลงทุนในแร่แรร์เอิร์ธ
  2. มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  3. สนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัดแร่
  4. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด โดยทำให้แร่แรร์เอิร์ธสามารถนำไปใช้ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ขอบเขตความร่วมมือประกอบด้วย:

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  2. การให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกต่างๆ
  3. การให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตและการลดขั้นตอน
  4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่างๆ และราคาสินค้าแร่แรร์เอิร์ธ
  5. การให้ทั้งสองประเทศคุ้มครองตลาด โดยอิงกลไกตลาด การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และมาตรฐานการค้า

ดังนั้น วัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ และขอย้ำว่า MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และสามารถทำได้กับทุกประเทศ

MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนาม MOU จะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจและการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

การลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU อนุญาตให้ทั้งสองประเทศมีสิทธิ์ที่จะลงทุนและสำรวจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ และ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด

MOU แรร์เอิร์ธ คืออะไร?

เลขาธิการกฤษฎีกา ยังกล่าวถึงข้อกังวลของ ครม. เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย และยืนยันว่าการลงนาม MOU ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และยกระดับกฎหมายของไทย

ส่วนกรณีคำว่า “first opportunity to invest” หมายถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะคู่สัญญา แต่การดำเนินการจะต้องยึดกฎหมายแร่ของไทยที่กำหนดให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเป็นธรรม

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU สามารถยกเลิกได้เมื่อใดก็ได้ และการยกเลิกจะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงนาม MOU เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเจรจาต่อรองเพื่อยกเว้นหรือลดภาษี 19% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนกรณีที่ศาลสหรัฐฯ จะตัดสินคดีเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อมและติดตามพัฒนาการต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบและกลยุทธ์ในการเจรจา

โดยสรุปแล้ว MOU ฉบับนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธของไทย แต่การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ที่มา – “เอกนิติ-ธนกร-เลขากฤษฎีกา” แท็กทีมย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้ ครม. รับทราบแล้ว

อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ

“อภิสิทธิ์” ติงนายกฯ พูดง่ายหลังบอก “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” ชี้ประชาชนควรรู้ก่อน ไม่ใช่มารู้ทีหลัง เตือนไทยต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ความร่วมมือแร่หายากของโลก (Rare Earth)” กับสหรัฐอเมริกาว่า การที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาและมีเงื่อนไขให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นโอกาส แต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ไทยต้องได้รับความเป็นธรรมในเชิงผลประโยชน์และต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เช่น สิ่งแวดล้อม

นายอภิสิทธิ์กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ทำให้ MOU นี้แปลว่าสหรัฐฯ มีสิทธิ์ที่จะผูกขาด เพราะประเทศอื่น ๆ อย่างจีนก็คงมีความปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับประเทศไทยเช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคมอยู่แล้ว ประเทศไทยจึงควรต้องรักษาความสมดุลในเรื่องความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดทั้งอันดับหนึ่งและสองของโลก และต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่าเราพร้อมจะร่วมมือกับประเทศอื่นด้วย

สำหรับกรณีที่รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้มาก่อน นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วแต่ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้กับประชาชน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของการเจรจาแต่ประชาชนควรจะมีสิทธิ์รู้ก่อนหน้านี้ว่าสิ่งที่รัฐบาลไปดำเนินการแลกเปลี่ยนเพื่อเจรจาต่อรองมีประเด็นอะไรบ้าง และวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระหว่างที่ไปเจรจารายละเอียดหรือนำสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ เพราะคนที่มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบมีหลายด้านมาก

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การเปิดเผยกรอบความร่วมมือที่ผ่านมาคงทำให้หลายคนได้เห็นว่ามันครอบคลุมเกือบทุกภาคส่วนจริง ๆ โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้มาแสดงความคิดเห็นเลย และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอะไรแล้วกระทบกับคนเหล่านั้น ต้องมีความชัดเจนว่าจะมีแผนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทั้งรัฐบาลที่แล้วหรือรัฐบาลนี้ต่างพูดถึงประเด็นนี้เฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบจากภาษี 19% แต่ยังไม่ได้พูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ไปแลกเพื่อได้ลดภาษีมาเหลือ 19% ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อเท็จจริงและต้องบอกให้ชัดว่าช่องทางหรือความสามารถในการเจรจารายละเอียดมีมากน้อยแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์กล่าวติงนายกรัฐมนตรีที่ตอบง่ายเกินไปเล็กน้อยว่า “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” พร้อมระบุว่า เรื่องนี้คนไทยรู้เป็นครั้งแรกเมื่อถูกเปิดเผยออกมาในตอนนี้ รัฐบาลจึงมีหน้าที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและทำความเข้าใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ส่วนข้อตกลงการค้านั้น ในที่สุดแล้วก็ต้องเอาเข้าที่ประชุมสภาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูข้อกฎหมายอีกทีว่าเข้าข่ายหรือไม่ แต่ยังมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติอีกเยอะ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าระดับของการที่จะได้รับอนุมัติ อย่าว่าแต่ไปถึงสภาเลย หน่วยงานต่าง ๆ ตามกฎหมายก็ยังมีอีกมากมายที่ต้องพิจารณา.

อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยู “แรร์เอิร์ธ” ไม่บอกประชาชนก่อน

การลงนามในเอ็มโอยูความร่วมมือแร่หายาก (Rare Earth) ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาติงการกระทำดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบก่อนการตัดสินใจ

ทำไมการเซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธจึงเป็นประเด็น?

เหตุผลหลักที่นายอภิสิทธิ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คือ การที่รัฐบาลไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบถึงรายละเอียดของเอ็มโอยู อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ก่อนที่จะทำการลงนาม ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในวงกว้าง การที่ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้า ทำให้ขาดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน การทำข้อตกลงใดๆ ก็ตาม ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการผูกขาดที่อาจนำไปสู่ความเสียเปรียบในระยะยาว

การที่นายกรัฐมนตรีตอบว่า “มันก็เป็นแค่เอ็มโอยู” นั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไป เนื่องจาก อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรรับทราบ และรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสในการดำเนินการ

สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเอ็มโอยูให้ประชาชนได้รับทราบอย่างละเอียด รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง อภิสิทธิ์ ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธ เป็นสัญญาณเตือนใจให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “มาร์ค” ติงนายกฯ เซ็นเอ็มโอยู “แรร์เอิร์ธ” ไม่บอกประชาชนก่อน

อาเซียนไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา: แหล่งข่าวเผย

นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องเมียนมาหยุดยิงทันที หลังที่ประชุมอาเซียนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์เมียนมา ขณะที่ประเทศสมาชิกไม่เห็นพ้องส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเดือนธ.ค.นี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวทางการทูตในเมียนมาเปิดเผยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งในเมียนมา ที่รัฐบาลทหารเตรียมจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยระบุว่า เป็นสัญญาณสะท้อนการไม่ยอมรับความพยายามสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ประเด็นเรื่องที่ว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา ถือเป็นจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาที่ยังคงร้อนระอุ การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยังคงดำเนินอยู่

ในขณะที่ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศจัดการเลือกตั้งเริ่มวันที่ 28 ธันวาคม โดยอ้างว่าเป็น ก้าวสำคัญสู่ความปรองดอง ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกมาเรียกร้องให้เกิดการหยุดยิงทันที พร้อมเปิดเผยว่า ผู้นำอาเซียนทั้ง 11 ประเทศที่ร่วมประชุมในมาเลเซียได้แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง ต่อสถานการณ์ความรุนแรง และเตือนถึงความล้มเหลวในการสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในกระบวนการสันติภาพ

แถลงการณ์ของอาเซียนระบุว่า การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองแบบครอบคลุม ต้องเกิดขึ้นก่อนการจัดการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าแม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะเชิญประเทศสมาชิกส่งผู้สังเกตการณ์ แต่อาเซียนโดยรวมจะไม่ส่งคณะอย่างเป็นทางการ

แหล่งข่าวนักการทูตรายหนึ่งเผยว่า อาเซียนจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ในนามองค์กร แต่ประเทศสมาชิกสามารถส่งผู้แทนได้ในฐานะทวิภาคี ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายยืนยันว่า ไม่มีฉันทามติให้จัดส่งคณะผู้สังเกตการณ์ในนามอาเซียน.

อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

การที่อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมาครั้งนี้ มีนัยยะสำคัญหลายประการ ประการแรก แสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งอาจไม่ได้เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม ประการที่สอง เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลทหารว่า อาเซียนยังคงยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และประการสุดท้าย เป็นการแสดงออกถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในประเทศเมียนมา

สถานการณ์ในเมียนมายังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของอาเซียนในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค และอาจมีผลต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมาในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ: ทำไมอาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา?

เหตุผลหลักที่อาเซียนตัดสินใจที่จะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งในเมียนมานั้น สอดคล้องกับความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการขาดความชอบธรรมและความเป็นธรรมของกระบวนการเลือกตั้งที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทหารเมียนมา นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในเมียนมายังคงไม่มั่นคงและมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงถูกมองว่าไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การตัดสินใจของอาเซียนยังเป็นผลมาจากความล้มเหลวในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ซึ่งเป็นแผนสันติภาพที่อาเซียนได้ตกลงกับรัฐบาลทหารเมียนมา ฉันทามติ 5 ข้อมีเป้าหมายเพื่อยุติความรุนแรง ส่งเสริมการเจรจาทางการเมือง และอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลทหารยังไม่ได้ดำเนินการตามฉันทามติดังกล่าวอย่างจริงจัง

การที่อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาเซียนไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพที่แท้จริงในเมียนมา

ถึงแม้ว่าอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ในนามองค์กร แต่การที่ประเทศสมาชิกสามารถส่งผู้แทนในนามทวิภาคีได้นั้น แสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

ในภาพรวมแล้ว การที่อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในเมียนมา และความท้าทายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การตัดสินใจนี้อาจนำไปสู่ผลกระทบต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ และจำเป็นต้องมีการติดตามและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจของอาเซียนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการส่งเสริมประชาธิปไตยในภูมิภาค

ที่มา – แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

“บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา ช่วงเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซีย บอก รอถามตอนนายกฯ กลับมา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซียว่า ส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเราก็มี และต้องยอมรับว่าส่วนที่ประเทศไทยไปรุกล้ำพื้นที่เขาก็มี โดย พล.อ.ณัฐพล หลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “รอถามตอนนายกรัฐมนตรีกลับมา” จากนั้นเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์ หลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป บางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายอนุทินกล่าว เนื่องจากเป็นการยอมรับความจริงว่าปัญหาการรุกล้ำชายแดนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำพูดดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความขัดแย้ง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์มากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังพยายามปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่พร้อมที่จะชี้แจงเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเรื่อง อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา ถึงเป็นประเด็น?

ประเด็นการรุกล้ำชายแดนระหว่างประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ ดังนั้น การที่รัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกล่าวถึงการรุกล้ำอาจกระทบความสัมพันธ์
  • ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา: ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  • ความโปร่งใส: รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์

การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสำคัญเช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล และอาจถูกมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงความโปร่งใสและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ในขณะที่รอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้

การที่ พล.อ.ณัฐพล เลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกรณี อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์และความจำเป็นในการจัดการอย่างระมัดระวัง หวังว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมา จะมีความชัดเจนและข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำกัมพูชา บอก รอถามนายกฯ

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิง ซุกเต่า 68 ตัว

เรื่องราวสุดแปลกเกิดขึ้นที่ด่านเหวินจิ่นตู้ เมืองเซินเจิ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถจับกุมหญิงชาวจีน 2 รายที่พยายามลักลอบนำเข้า “ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว” โดยการซุกซ่อนเต่าโคลนแคระแอฟริการวมกันถึง 68 ตัว ไว้ใต้กระโปรงของพวกเธอ! การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของประเทศจีนอีกด้วย

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ณ ด่านศุลกากรเหวินจิ่นตู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศุลกากรเซินเจิ้น เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นความผิดปกติจากผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งที่เดินในลักษณะแข็งทื่อผิดปกติ เมื่อทำการตรวจสอบก็พบว่าเธอได้ซุกซ่อนเต่าจำนวนมากไว้ใต้กระโปรง

วิธีการซุกซ่อนของพวกเธอนั้นน่าทึ่งมาก หญิงคนแรกใช้กางเกงเลกกิ้งสีดำรัดเต่าจำนวน 39 ตัวไว้กับต้นขาทั้งสองข้าง เพียงไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมหญิงอีกรายที่พยายามใช้วิธีเดียวกันในการลักลอบนำเข้าเต่าอีก 29 ตัว รวมเป็นเต่าทั้งหมด 68 ตัว

เต่าที่ถูกลักลอบนำเข้ามานั้นคือเต่าโคลนแคระแอฟริกา (Pelusios nanus) ซึ่งเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ไม่พบในประเทศจีน การนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรค หรือการรุกรานของสายพันธุ์ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศท้องถิ่นอย่างร้ายแรง

ทำไมต้องลักลอบนำเข้าเต่า?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมหญิงทั้งสองถึงพยายามลักลอบนำเข้าเต่าเหล่านี้? แรงจูงใจที่เป็นไปได้คือเพื่อการค้าสัตว์เลี้ยง exotic เนื่องจากเต่าโคลนแคระแอฟริกาอาจมีราคาสูงในตลาดมืด อย่างไรก็ตาม การลักลอบนำเข้าสัตว์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และผู้ที่กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของศุลกากรเซินเจิ้นในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงสัตว์มีชีวิตที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศของประเทศจีน การตรวจตราที่เข้มงวดและความใส่ใจในรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ศุลกากรทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางได้ในที่สุด

ขณะนี้ คดี “ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว” ได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานปราบปรามการลักลอบนำเข้าของศุลกากรเซินเจิ้นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ผู้ที่กระทำผิดอาจต้องเผชิญกับโทษปรับ จำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การลักลอบนำเข้าสัตว์ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง การเคารพกฎหมายและตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และ “ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว” เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้น การป้องกันปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

ที่มา – ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว