วัน: 31 ตุลาคม 2025

ชมประตู FA Cup วิลเชียร์ & ซาเวจ

ชมประตู FA Cup ของ วิลเชียร์ และ ซาเวจ

เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่ของคุณ

เกิดข้อผิดพลาด

ชมสามประตู FA Cup ที่ทำโดย แจ็ค วิลเชียร์ (ให้กับอาร์เซนอลและบอร์นมัธ) และ ร็อบบี ซาเวจ (ให้กับเลสเตอร์)

ฟอเรสต์ กรีน โรเวอร์ส ซึ่งมีซาเวจเป็นผู้จัดการทีม เผชิญหน้ากับ ลูตัน ทาวน์ ซึ่งมีวิลเชียร์เป็นผู้จัดการทีม ในเอฟเอ คัพ รอบแรก ในเย็นวันศุกร์

รับชมเพิ่มเติม: Eze และ Alexander-Arnold โดดเด่นในประตูที่ดีที่สุดจาก FA Cup เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ใช้ได้เฉพาะผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

  • ส่วนย่อย
  • เผยแพร่

การแข่งขันเอฟเอ คัพ เป็นรายการที่น่าตื่นเต้นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอดีตผู้เล่นชื่อดังอย่าง แจ็ค วิลเชียร์ และ ร็อบบี ซาเวจ มาเกี่ยวข้องในฐานะผู้จัดการทีม การได้เห็นประตูที่พวกเขาเคยทำได้ในอดีต ทำให้เราได้หวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่น่าประทับใจเหล่านั้น

ชมประตู FA Cup ของ วิลเชียร์ และ ซาเวจ

สำหรับแฟนบอลที่ติดตามเอฟเอ คัพมาอย่างยาวนาน คงจะทราบดีว่า วิลเชียร์ และ ซาเวจ ต่างก็เคยสร้างชื่อในรายการนี้มาแล้ว วิลเชียร์ ด้วยทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยม และ ซาเวจ ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท การได้เห็นพวกเขากลับมาในบทบาทใหม่ เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

การแข่งขันระหว่าง ฟอเรสต์ กรีน โรเวอร์ส และ ลูตัน ทาวน์ จึงเป็นแมตช์ที่พลาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นการพบกันของสองทีมที่กำลังทำผลงานได้ดีแล้ว ยังเป็นการดวลกันของสองผู้จัดการทีมดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกด้วย ใครจะสามารถวางแผนและนำทีมคว้าชัยชนะได้ ต้องติดตามชมกัน

การได้ ชมประตู FA Cup ของ วิลเชียร์ และ ซาเวจ ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของประสบการณ์และความสามารถในการทำประตู ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลรุ่นใหม่ ให้มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่อาจไม่สามารถรับชมเนื้อหานี้ได้โดยตรง ก็สามารถติดตามข่าวสารและผลการแข่งขันเอฟเอ คัพได้จากช่องทางอื่นๆ ที่มีการรายงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของรายการที่ยิ่งใหญ่นี้

ทำไมต้องชมประตู FA Cup ของ วิลเชียร์ และ ซาเวจ?

  • เพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาที่น่าประทับใจในอดีต
  • เพื่อเห็นถึงความสามารถและทักษะของนักฟุตบอลระดับตำนาน
  • เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลรุ่นใหม่
  • เพื่อติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของเอฟเอ คัพ

การแข่งขันฟุตบอลไม่ได้มีแค่เกมในสนาม แต่ยังรวมถึงเรื่องราวเบื้องหลัง ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ชมประตู FA Cup ของ วิลเชียร์ และ ซาเวจ สามารถมอบให้เราได้

ดังนั้น อย่ารอช้า! ไปชมประตู FA Cup ของ วิลเชียร์ และ ซาเวจ แล้วคุณจะได้รับแรงบันดาลใจและสนุกไปกับเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย

ที่มา – Watch Wilshere and Savage’s FA Cup goals

โรนัลโด้ vs รูนีย์: ใครเร็วกว่า? เวย์นตอบคำถาม

ในโลกของฟุตบอล มีคำถามมากมายที่แฟนๆ อยากรู้ และหนึ่งในคำถามที่น่าสนใจที่สุดคือ “โรนัลโด้ vs รูนีย์: ใครเร็วกว่า?” ในที่สุด เวย์น รูนีย์ ก็มาตอบคำถามนี้ รวมถึงคำถามอื่นๆ อีกมากมายที่แฟนๆ ถามเข้ามาในรายการ The Wayne Rooney Show

โรนัลโด้ vs รูนีย์: ใครเร็วกว่า?

ในรายการพิเศษนี้ เวย์น รูนีย์ ตอบคำถามที่ถูกถามเข้ามามากที่สุดจากแฟนๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคู่หูกองหน้าที่เขาชื่นชอบ หรือความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพการเล่นและผู้จัดการทีม รูนีย์เปิดใจตอบทุกคำถามที่เราอยากรู้

“ใครเร็วกว่ากันระหว่างผมกับโรนัลโด้?” รูนีย์ตอบคำถามนี้ด้วยอารมณ์ขัน นอกจากนี้ เขายังเลือกทีม 5 คนในฝันที่ประกอบด้วยนักเตะพรีเมียร์ลีกปัจจุบัน

นอกจากนี้ เวย์นยังพูดถึงสิ่งที่เขาอาจจะทำ หากไม่ได้เล่นฟุตบอล และอธิบายว่าทำไม แม้จะยิงไป 34 ประตูในหนึ่งฤดูกาล แต่บางครั้งการเป็นกองหน้าก็รู้สึก…น่าเบื่อ

คุณมีคำถามสำหรับเวย์นหรือไม่? ส่งคำถามของคุณมาที่ [email protected] คำถามของคุณอาจได้รับเลือกให้ออกอากาศในรายการ!

คำถามยอดฮิต – โรนัลโด้ vs รูนีย์: ใครเร็วกว่า?

แฟนบอลจำนวนมากอยากรู้ว่าใครกันแน่ที่เร็วกว่าระหว่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เวย์น รูนีย์ ซึ่งคำตอบนี้ถูกเปิดเผยแล้วในรายการ The Wayne Rooney Show

นี่คือสรุปประเด็นสำคัญจากรายการ:

  • ใครคือคู่หูกองหน้าที่ดีที่สุดของเวย์น รูนีย์? รูนีย์ได้เปิดเผยชื่อคู่หูที่เขาชื่นชอบมากที่สุด
  • อะไรคือความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของเขา? รูนีย์ได้พูดถึงความเสียใจที่ยังคงติดอยู่ในใจของเขา
  • ถ้าไม่ได้เป็นนักฟุตบอล เวย์น รูนีย์ จะทำอะไร? รูนีย์ได้เผยถึงเส้นทางอาชีพที่เขาอาจจะเลือกเดิน

รายการ The Wayne Rooney Show ไม่ได้มีแค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักตัวตนของเวย์น รูนีย์ ในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ใครที่พลาดชมรายการ สามารถรับฟังย้อนหลังได้ทาง BBC Sounds

สำหรับแฟนๆ ที่อยากส่งคำถามถึงเวย์น รูนีย์ อย่าลืมติดตามรายละเอียดและช่องทางการส่งคำถาม เพื่อโอกาสที่คำถามของคุณจะได้รับเลือกให้ออกอากาศในรายการครั้งต่อไป

สรุปแล้ว โรนัลโด้ vs รูนีย์: ใครเร็วกว่า? คำตอบอยู่ในรายการ The Wayne Rooney Show แล้ว! อย่าลืมไปติดตามรับฟังกันนะครับ

ที่มา – Ronaldo v Rooney: who was faster? Wayne answers your questions

คนละครึ่งพลัส: ใช้ไม่ถึง 200 ทบยอดได้!

โครงการคนละครึ่งพลัสยังคงเป็นที่นิยมและมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมายืนยันถึงความยืดหยุ่นในการใช้สิทธิ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

คนละครึ่งพลัส: ใช้ไม่ถึง 200 ทบยอดได้!

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล ได้ออกมาเน้นย้ำเกี่ยวกับโครงการ คนละครึ่งพลัส ว่าหากวันไหนใช้จ่ายไม่ถึง 200 บาท ยอดเงินส่วนที่เหลือจะไม่ถูกตัดทิ้ง แต่จะถูกทบไปใช้ในวันถัดไปได้ ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดระยะเวลาของโครงการ

รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับ คนละครึ่งพลัส

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงรายละเอียดที่สำคัญของโครงการ คนละครึ่งพลัส มากยิ่งขึ้น สรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้:

  • ไม่มีการตัดสิทธิ์หากใช้ไม่ถึง 200 บาทต่อวัน: ไม่ต้องกังวลว่าหากวันไหนไม่ได้ใช้จ่ายเต็มจำนวน 200 บาท จะถูกตัดสิทธิ์
  • ทยอยยกยอดไปใช้ได้: ยอดเงินที่เหลือในแต่ละวัน จะถูกยกไปรวมกับยอดเงินในวันถัดไป
  • ใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2568: โครงการเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้จนถึงสิ้นปี 2568

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งคนละครึ่งพลัสถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านี้

ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย 50% ผ่านแอปพลิเคชัน G-Wallet ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าทั่วไป ร้านบริการรายย่อย เช่น ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรีต่างๆ ทำให้การใช้จ่ายสะดวกและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตัดสิทธิ์หากใช้จ่ายไม่ครบ 200 บาทต่อวัน และขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิ์อย่างทั่วถึง เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนธุรกิจรายย่อยให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการคนละครึ่งพลัสจึงเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่รัฐบาลตั้งใจมอบให้แก่ประชาชน เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อย หากใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ก็อย่าลืมใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ก่อนหมดเขต 31 ธันวาคม 2568 นะคะ

ที่มา – ย้ำใช้คนละครึ่งพลัสไม่ถึงวันละ 200 บาท ยอดถูกทบไปใช้วันถัดไปได้

พสกนิกรหลั่งไหล ลงนามถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง”

พสกนิกรจากทั่วสารทิศยังคงเดินทางมาอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความจงรักภักดี

พสกนิกรหลั่งไหล ร่วมลงนามถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ไม่ขาดสาย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ บริเวณท้องสนามหลวงและโดยรอบพระบรมมหาราชวังเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่อถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยเปิดให้ลงนามถวายความอาลัยตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.00 น. ทั้งภายในศาลาสหทัยสมาคมและบริเวณเต็นท์สนามหญ้าข้างศาลาลูกขุนใน แม้สภาพอากาศจะร้อนอบอ้าว แต่ประชาชนก็ยังคงหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย

ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.00 น. สำนักพระราชวังได้ทำการปิดการลงนามชั่วคราวเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

บรรยากาศการลงนามถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง”

หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธี ประชาชนได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปลงนามถวายความอาลัยได้อีกครั้งในเวลา 13.00 น. ประชาชนต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง หลายคนกล่าวว่า สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเสมอมา การเสด็จสวรรคตของพระองค์จึงเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ

นางสาวสมศรี ชาวกรุงเทพฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ดิฉันรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ท่าน พระองค์ทรงเป็นเหมือนแม่ของแผ่นดิน ทรงดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่า ดิฉันขอตั้งจิตอธิษฐานให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย”

เช่นเดียวกับนายสมชาย จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่เดินทางมาพร้อมครอบครัว กล่าวว่า “ผมและครอบครัวตั้งใจเดินทางมาเพื่อแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน พวกเราซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต”

การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย แต่พระราชกรณียกิจและพระเมตตาของพระองค์จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

พวกเราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ในการทำความดีเพื่อประเทศชาติและเพื่อนมนุษย์

ที่มา – พสกนิกรหลั่งไหล ร่วมลงนามถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ไม่ขาดสาย

รู้จัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เปิดประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นต่างๆ ภายในพรรค

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 ได้มีการจัดขึ้นเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สืบเนื่องจากการลาออกจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 354 เสียง และมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15 เสียง จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 369 คน

ประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หรือ “หนิม” เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นบุตรชายของ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับนางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์ ซึ่งนายสมพงษ์เพิ่งประกาศลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเนื่องจากความน้อยใจ

ในด้านการศึกษา นายจุลพันธ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ ยิ้ม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปัจจุบัน น.ส.วิสาระดี ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ น.ส.วิสาระดี ยังเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส. จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย โดย น.ส.วิสาระดี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองและนายจุลพันธ์มีอายุห่างกันถึง 6 ปี เดิมทีไม่ได้สนใจเนื่องจากมองว่าเป็นลูกน้องของคุณพ่อวิสาร สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ด้วยคำแนะนำจากบิดาและมารดาที่เห็นว่านายจุลพันธ์เป็นคนดี จึงเปิดใจให้โอกาส ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน ชื่อ น้องนัชชา

เส้นทางการเมืองของนายจุลพันธ์เริ่มต้นจากการได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เชียงใหม่สมัยแรกในนามพรรคไทยรักไทย เมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังจากพรรคถูกยุบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยตามลำดับ และได้รับเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องรวม 5 สมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีบทบาทสำคัญในการอภิปรายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีบทบาทสำคัญในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท และล่าสุดได้รับเลือกเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

นายจุลพันธ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ภารกิจสำคัญในฐานะหัวหน้าพรรคคือ การเชื่อมโยงคนรุ่นต่างๆ ในพรรค การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการดำเนินงานในสภาผู้แทนราษฎร

บทบาทสำคัญของ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

การได้รับเลือกตั้งเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ และเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต ด้วยประสบการณ์และความสามารถ นายจุลพันธ์จึงเป็นผู้นำที่น่าจับตามองในการนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผงาดนั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าระวังอาการของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากพบว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและแสดงอาการอ่อนแรง สถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่พ้นขีดอันตราย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากได้รายงานถึงความคืบหน้าในการดูแลรักษาลูกช้างป่าเพศเมียที่ชื่อว่า “ข้าวต้ม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือเนื่องจากพบว่าอยู่ในสภาพอ่อนแอและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ทีมสัตวแพทย์ได้ติดตามอาการของ น้องข้าวต้ม อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ในเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เวลาประมาณ 06.15 น. น้องข้าวต้ม มีอาการชักเกร็งเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อลูกช้าง ทีมสัตวแพทย์ได้รีบเข้าช่วยเหลือและแก้ไขอาการอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอาการกลับสู่ภาวะปกติและเริ่มกินนมได้ในเวลาต่อมา

แม้ว่า น้องข้าวต้ม จะยังกินนมน้อยกว่าปกติ แต่ก็ยังแสดงความต้องการที่จะกินนม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังมีลักษณะขุ่นและอุจจาระเหลวสีเหลือง แสดงว่าระบบทางเดินอาหารยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทีมสัตวแพทย์จึงได้ให้จุลินทรีย์ชนิดดี (โปรไบโอติก) เพื่อปรับสมดุลในลำไส้อย่างต่อเนื่อง

เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ นอกจากนี้ ยังให้พลาสมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มโปรตีนในเลือด

สถานะของแผลต่างๆ มีความคืบหน้าไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แผลในช่องปากดีขึ้น แผลบริเวณสะดือแห้งดี แผลบริเวณอวัยวะเพศแห้งดี และแผลถลอกบริเวณต่างๆ กำลังฟื้นตัวดีขึ้น

ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการรักษาแผลทุกบริเวณอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อ สิ่งที่น่าชื่นใจคือ น้องข้าวต้ม ยังมีกำลังในการถีบตัวลุกขึ้นยืนได้ โดยมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คอยช่วยพยุงตัว แสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบประสาทยังทำงานได้ดี อย่างไรก็ตาม การทำกายภาพบำบัดเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีข้อจำกัด โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายที่ยังอ่อนแอของสัตว์เป็นสำคัญ

ในเวลาประมาณ 22.12 น. น้องข้าวต้ม แสดงอาการอ่อนแรงอีกครั้ง และตรวจพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอีกครั้ง ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการแก้ไขอย่างทันท่วงทีจนระดับน้ำตาลกลับสู่ภาวะปกติ แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงแสดงอาการอ่อนแรง จึงได้ให้เกลือแร่เพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนชนิดของน้ำเกลือที่ให้เข้าหลอดเลือดดำ หลังจากปรับเปลี่ยนการรักษา พบว่าลูกช้างป่ามีเรี่ยวแรงมากขึ้น แม้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ น้องข้าวต้ม ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตและยังไม่พ้นอันตราย

ทีมสัตวแพทย์นำโดย สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากและศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก, สพ.ญ.มัชฌมณ แก้วพฤหัสชัย หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และ น.สพ.นภัส เสวกวรรณ นายสัตวแพทย์ กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้เตรียมพร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอขอบคุณความห่วงใยจากประชาชนที่มีต่อ น้องข้าวต้ม และจะรายงานความคืบหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านส่งกำลังใจให้กับ น้องข้าวต้ม และทีมงานที่ทุ่มเทดูแลอย่างต่อเนื่อง

น้องข้าวต้ม: ลูกช้างป่า ยังไม่พ้นอันตราย

ความคืบหน้าอาการล่าสุดของน้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลง

สถานการณ์ของ น้องข้าวต้ม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า และการทำงานอย่างหนักของทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขอเป็นกำลังใจให้ น้องข้าวต้ม กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ปัจจุบันยังไม่พ้นอันตราย

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาชีวิต

“อัครา” ชู MOU 4 กระทรวง 3 สมาคม อปท. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มต้นจากครอบครัว พร้อมหนุน “พม.ใกล้คุณ” เข้าถึงสิทธิสวัสดิการทั่วไทย 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวปาฐกถา “การยกระดับและการพัฒนาคนใกล้คุณ : Family First & Care Economy” , ทิศทางงานด้านการพัฒนาสังคม และสวัสดิการ แบบ Family First , โอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) และบทบาทหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นใกล้คุณ ในงาน “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวต้อนรับ ซึ่งมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. พร้อมหัวหน้าหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค  และเจ้าหน้าที่ ทีม พม.ใกล้คุณ ทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ตนขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเพียร และการไม่ทอดทิ้งกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี เด็กและเยาวชน เสริมพลังครอบครัว และโอบอุ้มผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ แรงบันดาลใจในการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับการคุ้มครองทางสังคมในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่วัดผลได้จริง ซึ่งวันนี้เราเป็นตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.), สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ขอร่วมสืบสานพระราชปณิธาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เริ่มจากครอบครัวสู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติต่อไป

นายอัครา กล่าวว่า ตามที่ตนได้มอบนโยบายให้กับกระทรวง พม. และได้นิยามแนวทางการทำงานของกระทรวง พม. ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวง พม. โดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และวางแผนการพัฒนาคนแบบ Family First ที่ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว มีการเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ การติดตามแก้ไขหนี้สินแบบมุ่งเป้า และการพัฒนาอาชีพใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจใส่ใจ หรือ Care Economy ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาสังคม และปัญหาของกลุ่มคนเปราะบางของประเทศไทยได้ ทั้งนี้ จึงขอเชิญร่วมเป็นพันธมิตรในการทำงานในมิติใหม่แบบบูรณาการร่วมกับกระทรวง พม. ซึ่งนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเป็นนโยบายที่มาจากปัญหาใกล้ตัว โดยประกอบด้วย 2 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การลดรายจ่ายครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ และการสร้างเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) ด้วยการสร้างอาชีพใกล้ครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับการลดรายจ่ายครัวเรือนนั้น มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน นั้น มีการส่งเสริมหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ดูแลคนพิการหรือผู้สูงอายุ การใช้กลไกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการระดมภาคเอกชนและประชาชน ให้เป็น Market Place ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพสำหรับกลุ่มคนเปราะบางได้ ในขณะที่ เศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) จำเป็นต้องมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ได้รับความร่วมมือกับกระทรวง ศธ. กษ. และ กก. รวมทั้ง 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการทำงานร่วมกับกระทรวง พม. ในเชิงรุก และนำภารกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วมาต่อยอดขยายผลและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพใกล้บ้านให้กับทุกครอบครัว อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกๆ หน่วยงานมีการอบรมหลากหลายด้านเพื่อสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมด้านการเพาะปลูก การประกอบอาชีพอาหาร การท่องเที่ยวชุมชน และการขายของออนไลน์

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้ ทั้ง 3 สมาคม อปท. จะเป็นเจ้าภาพ โดยยึดพื้นที่ (Area Base) เป็นสำคัญ เนื่องจากทั้ง 3 สมาคม อปท. ทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวในพื้นที่ และทำงานแบบมุ่งเป้า เพื่อให้เกิดการพัฒนาแผนงาน โครงการ หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนาม MOU ในช่วงบ่ายของวันนี้ เราจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการ โดยการกำหนดพื้นที่ (Area Base) ของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มครอบครัวในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ขับเคลื่อนโดยทุกๆ หน่วยงาน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มครอบครัวในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม.

นายอัครา กล่าวว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ ยังเป็นโอกาสในการเริ่มต้นการพัฒนาคนในสังคมที่ใส่ใจจากหน่วยเล็กๆ จากครอบครัวสู่ชุมชน หมู่บ้านสู่ตำบล อำเภอสู่จังหวัด เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคนของชาติแบบบูรณาการร่วมกันทั้ง 7 หน่วยงาน โดยขอนำเสนอแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ อาทิ กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ พี่น้องบนพื้นที่สูง และคนชายขอบภาคเหนือ ซึ่งบริโภคไข่ไก่ในราคาที่สูง เพราะต้องซื้อไข่มาจากที่อื่น และต้องบวกราคาในการขนส่ง เป็นปัญหาเล็กๆ ที่เรามองข้าม จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ไข่ใกล้คุณ” คือ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ในชุมชน โดยกระทรวง กษ. จะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต มาตรฐานการบริหารจัดการด้านปศุสัตว์ทั้งระบบ และกระทรวง ศธ. จะเข้ามาส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนเข้าถึงโปรตีนจากไข่ไก่ที่เลี้ยงเองในครัวเรือน รวมถึงการรวมกลุ่มที่โรงเรียน ภายใต้โครงการไข่เพื่อน้อง ในขณะที่ กระทรวง กก. จะเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม อาทิ มีการอุดหนุนการซื้อไข่ไก่ในโครงการไข่เพื่อน้อง โดย 3 สมาคม อปท. นอกจากเข้ามาร่วมกันชี้เป้าพื้นที่แล้ว ยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกับกระทรวง พม. ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานของพื้นที่กับหน่วยงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการดูแลกลุ่มเปราะบางให้มีอาชีพใกล้บ้านได้จริง

นอกจากนี้ จะมีการขับเคลื่อนโครงการศูนย์ร่วมสุข โดยกระทรวง พม. ให้เป็นศูนย์กลางของจังหวัด เพื่อการพัฒนาโอกาสทางอาชีพและการมีรายได้, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว และตลาดเกษตรปลอดภัย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย, โครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย เพื่อพัฒนาทุกชุมชนและกลุ่มคนเปราะบางให้มีสูตรอาหาร มีครัว และเชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นสู่การแปรรูป ให้เกิดโอกาสในการจำหน่ายและยกระดับการสร้าง Content เป็นจุดเด่นของพื้นที่ นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย

สำหรับกลุ่มเปราะบางในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม. นั้น ถือว่าเป็นครอบครัวของ พม. เช่นกัน ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดครอบครัว และครอบครัวอุปถัมภ์ที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งในการดูแลคนเปราะบาง ด้วยกลไกของการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมของภาครัฐ ตลอดจนสมาชิกครอบครัวมีรายได้ มีงานใกล้บ้าน ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัว และคนเปราะบางดีขึ้น ถือเป็น “มาตรการกันซ้ำ” หรือการไม่ให้กลุ่มเปราะบางต้องวนเวียนในการเข้า-ออก ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม ของกระทรวง พม. ให้สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นับว่าทั้ง 3 สมาคม อปท. เป็นด่านป้องกันคนเปราะบางก่อนกลับเข้าศูนย์ สถาน บ้าน นิคม และที่สำคัญ ต้องมีการเร่งพัฒนาบริการต่างๆ อาทิ Day Care ที่เปิดพื้นที่ของชุมชนเพื่อฟื้นฟู-พึ่งพาอาศัย ลดภาระครอบครัวช่วงทำงาน เป็นต้น

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะคนเคยทำงานในท้องถิ่น ตนมั่นใจว่า หากเรามีกระบวนการบริหารจัดการให้ 1 ครอบครัว ได้รับสิทธิสวัสดิการสังคมตามที่บริหารจัดการให้ มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีงาน มีอาชีพใกล้บ้าน จะเป็นการลดรอยต่อในการเข้าถึงหน่วยงาน “ใกล้ตัว” ที่มีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ พม.ใกล้คุณ สามารถทำงานใกล้กับทุกๆ หน่วยงานเพื่อพัฒนาคุณภาพครอบครัว และพัฒนาสังคมได้ ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกท่านจากใจของครอบครัว พม. และทุกครอบครัวของกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของเราในวันนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนจาก “ความตั้งใจ” ให้เป็น “พลังปฏิบัติ” ที่จับต้องได้ และเราจะนำพาทุกชีวิตเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างไร้รอยต่อ มีงาน มีรายได้ใกล้บ้าน เป็นการเพิ่มโอกาสอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ความอบอุ่นเริ่มจากบ้าน แผ่สู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติสืบไป

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

ทำไมต้อง “พม.ใกล้คุณ”

นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” มีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ ผ่านการสร้างอาชีพใกล้บ้านให้มากยิ่งขึ้น กระทรวง พม. มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

โครงการต่างๆ ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ได้แก่ โครงการศูนย์ร่วมสุข, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว, และโครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบาง

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสังคมที่ใส่ใจ จากหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว สู่ชุมชน และระดับประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างเท่าเทียมกัน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน

ที่มา – “อัครา” ชู MOU หนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่!

เป็นไปตามคาด! ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเลือก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 354 เสียง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ได้มีการจัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 เพื่อทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สืบเนื่องจากการลาออกจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรค ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขึ้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามถึง 354 เสียง ในขณะที่มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพียง 15 เสียง จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 369 คน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เส้นทางสู่ตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

การได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา นายจุลพันธ์ฯ เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่มีประสบการณ์ ทำงานในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน และเป็นที่ยอมรับในความสามารถและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม เขาได้รับการคาดหมายว่าจะนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จและความก้าวหน้าในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน ทั้งจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเอง นักวิเคราะห์การเมือง และประชาชนทั่วไป ต่างก็จับตามองและให้ความสนใจกับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำพรรคของนายจุลพันธ์ฯ ว่าเขาจะมีวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารพรรคอย่างไรต่อไป

ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าสำหรับ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ คือการนำพาพรรคเพื่อไทยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง การสร้างความสามัคคีและความเป็นเอกภาพภายในพรรค การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อพรรคเพื่อไทย ล้วนเป็นภารกิจสำคัญที่นายจุลพันธ์ฯ จะต้องเผชิญ

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ฯ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น การรักษาฐานเสียงของพรรค การขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ และการสร้างความร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของเขา

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรคในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย และเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจับตามองและให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

การก้าวขึ้นมาเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ของคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง และส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศอย่างแน่นอน มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจผู้นำคนใหม่ในการนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ตามคาด “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เหนือ เที่ยวกับทัวร์

รัฐบาลผุดโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าที่พัก หวังกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา คาดเงินสะพัดกว่า 90 ล้านบาท เริ่ม 15 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ

โครงการดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจและน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบเดินทางเป็นกลุ่มและต้องการความสะดวกสบายในการจัดการทริป

ครอบคลุม 7 จังหวัดชายแดน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายแดน ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ทั้งนี้ ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบริษัทนำเที่ยว สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน (คืนละ 300 บาท) ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดเหล่านี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัดวาอารามเก่าแก่ ตลาดพื้นเมืองที่มีสินค้าหัตถกรรมและอาหารอร่อยๆ หากคุณยังไม่เคยไปเที่ยวจังหวัดเหล่านี้ โครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน 7 จังหวัดชายแดน:

  • อุบลราชธานี: สามพันโบก, ผาแต้ม, วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง)
  • ศรีสะเกษ: ปราสาทเขาพระวิหาร, วัดมหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)
  • สุรินทร์: ปราสาทศีขรภูมิ, หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง
  • บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง, สนามช้างอารีน่า
  • สระแก้ว: ปราสาทสด๊กก๊อกธม, ตลาดโรงเกลือ
  • จันทบุรี: อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล, น้ำตกพลิ้ว
  • ตราด: เกาะช้าง, เกาะกูด

เริ่ม 15 พ.ย.นี้จนกว่าครบสิทธิ์

โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” จะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์ จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” แนะนำให้สอบถามรายละเอียดจากบริษัทนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนตัดสินใจเดินทาง

โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวในประเทศ อย่าลืมพิจารณา 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้าร่วมโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลผุดโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ”เที่ยวเป็นหมู่คณะผ่านบริษัทนำเที่ยว