วัน: 31 ตุลาคม 2025

กมธ.รธน. เสร็จ พ.ย. นี้? ถกอย่างน้อย 10 ครั้ง

“ณัฐวุฒิ บัวประทุม” คาดการณ์ว่าการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะมีการพิจารณาอย่างน้อย 10 ครั้ง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤศจิกายน พร้อมสนับสนุนข้อเสนอเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เบอร์เดียว แต่เน้นย้ำว่าการปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นมีความสำคัญมากกว่า

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อใด และจะต้องมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่

“ในการประชุมมีการพูดคุยถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่หลายประการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการประชุมอย่างน้อย 10 ครั้ง ผมหวังว่าถ้าสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะนำไปสู่การเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับเนื้อหาและสาระสำคัญ ซึ่งผมไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิเข้าใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความพร้อมในการจัดทำประชามติและการเลือกตั้ง นอกเหนือจากนี้ยังมีการสอบถามประชามติในประเด็นอื่น ๆ ด้วย เช่น MOU 43-44 ในมุมมองของตนเองมองว่าใกล้จะได้ข้อสรุปในทุกประเด็นแล้ว และเมื่อได้ข้อสรุป การเข้าสู่เนื้อหารายมาตราที่ต้องแก้ไข จะสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าในเดือนพฤศจิกายน คณะกมธ. จะพิจารณาแล้วเสร็จ แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาในสมัยวิสามัญหรือสมัยสามัญเมื่อใด

คาด กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย. รับแย้งกันหลายเรื่อง ถกอย่างต่ำ 10 ครั้ง

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกรณีที่นักวิชาการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ในประเด็นการกำหนดให้บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ มีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อลดความสับสนของประชาชน ว่า ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 เคยมีการเสนอในประเด็นดังกล่าวมาแล้ว โดยพรรคก้าวไกลได้เสนอให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เบอร์เดียวกัน แต่กมธ.และสภาฯ ในยุคนั้นไม่เห็นด้วย

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ ไม่มีประเด็นดังกล่าว แต่มีข้อมูลว่าหลายพรรคการเมืองได้ทำการศึกษาและให้ความสนใจในเรื่องนี้อยู่ ส่วนตัวของนายณัฐวุฒิเห็นว่า หากมีการแก้ไขได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณและสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งตรงกับความต้องการของหลายฝ่ายที่อยากเสนอในลักษณะเดียวกัน แต่หลายพรรคก็มองว่า บางประเด็นอาจจะสุ่มเสี่ยงหรือถูกตีความว่าเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองของตนเองหรือไม่ จึงขอพิจารณาในประเด็นนี้ต่อไป

ประเด็นสำคัญ: กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย.นี้จริงหรือ?

นายณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า ควรพิจารณาว่าจะปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การที่คณะกรรมาธิการคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนั้น ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย

ความเห็นที่แตกต่างกันในหลายประเด็นอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การที่นายณัฐวุฒิเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง การที่ กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย. ตามที่คาดการณ์ไว้ จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ที่มา – คาด วง กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย. รับแย้งกันหลายเรื่อง ถกอย่างต่ำ 10 ครั้ง

“ไชยชนก” ไขก๊อกกมธ. MOU 43 เพราะอะไร?

“ไชยชนก” แจงเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 หวั่นทับซ้อนกับคณะกรรมการรัฐบาลที่ “บวรศักดิ์” พิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว เชื่อ “ปานเทพ” เหมาะสม นั่งประธานกมธ.ได้ เพราะมีแนวคิดคล้ายกัน

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยถึงการลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ว่า มีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักไม่ได้ซับซ้อน โดยปัจจัยที่ 1 คือ เรื่องความทับซ้อนในเรื่องหน่วยงานที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งเข้ามาในส่วนของฝ่ายบริหาร เรื่องการหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลมีอยู่แล้ว 2.เรื่องการบริหารจัดการเวลา จากที่มีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนตัวอยู่ในแทบจะทุกคณะกรรมการฯ เลย น่าจะเลย 10 คณะกรรมการ แล้ว ยังไม่รวมงานในฝั่งของกระทรวงดีอี ด้วย 2 ปัจจัยนี้แล้ว พบว่า งานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่จะลาออกได้ แต่เหตุผลที่ 3 คือ ทราบดีว่าคนในคณะกรรมการฯ มีแต่คนที่มากความสามารถ และมากความรู้ รวมถึงนาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ขึ้นมาเป็น กมธ.แทนตน ก็มีแนวคิดที่คล้ายกัน มีความรู้ความสามารถแน่นอน ซึ่งส่วนตัวก็ยังดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรี ในหน่วยงานของฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งไปไหนแน่นอน

“ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

ชี้แนวคิด“ปานเทพ-ธเนศ”คล้ายกัน

ส่วนการเลือกใครนั่งแทนนั้น นายไชยชนก ระบุว่า ให้ออฟชั่น เลือกกันระหว่าง ดร.ธเนศ สุจารีกุล ที่ปรึกษา กมธ.ฯ กับ นายปานเทพ ด้วยเหตุผลที่คิดว่า 2 คนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา  อีกฝ่ายยังไม่ได้รับเวลาอย่างเป็นธรรมเท่าไร จึงคิดว่าเหมาะดีที่จะมีตัวแทนจากฝั่งนี้ ได้เป็นกมธ.ที่จะแสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง  ทั้งนี้ กมธ.ต้องรวบรวมมุมมองของทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด แต่แนวโน้มของทั้ง 2 คนนี้ จะคล้ายกับผม และค่อนข้างที่จะคิดตรงกันก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะให้โอกาสทั้ง 2 คน

เหตุผลที่ “ไชยชนก” ตัดสินใจขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

การตัดสินใจลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาของนายไชยชนก ชิดชอบนั้น มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • ความทับซ้อนของหน่วยงาน: มีคณะกรรมการที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งขึ้นมาในส่วนของฝ่ายบริหาร เพื่อหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
  • การบริหารจัดการเวลา: นายไชยชนกมีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติจำนวนมาก ทำให้มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย และงานในฝั่งของกระทรวงดีอีอีกด้วย
  • ความมั่นใจในบุคลากรอื่น: นายไชยชนกเชื่อมั่นว่าคนในคณะกรรมการฯ มีความรู้ความสามารถ รวมถึงนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งมีแนวคิดที่คล้ายกัน

จากเหตุผลเหล่านี้ นายไชยชนกจึงตัดสินใจว่างานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่สามารถลาออกได้ โดยที่ยังสามารถดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ การเลือกคนมานั่งแทนนั้น นายไชยชนกได้เสนอชื่อ ดร.ธเนศ สุจารีกุล และนายปานเทพ โดยมองว่าทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ และสมควรได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของนายไชยชนกในการขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 เป็นการพิจารณาถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่หลากหลาย รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคคลอื่นที่จะสามารถสานต่องานนี้ได้เป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการหลายชุดอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การกระจายโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทจึงเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ

การเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเข้ามาของบุคลากรใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันประเด็น MOU 43 ไปในทิศทางใด

ที่มา – “ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 งานสำคัญล้นมือ เชื่อ “ปานเทพ” นั่งประธานกมธ.ได้

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

ธปท. คาด “โครงการคนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวจากอุตสาหกรรมและการลงทุน แต่เดือนกันยายนฟื้นตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยวและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และนางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3 และเดือนกันยายน 2568 ระบุภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากบางสินค้าหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลงไปด้วย ประกอบกับการลงทุนในภาคเอกชน ก็ลดลง -1.0% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกับเดือนสิงหาคม พบว่าในเดือนกันยายนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและ การขนส่ง ด้านการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง -0.8%

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อนส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สอบถามความเห็นผู้ประกอบการถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 โดยผู้ประกอบการประเมินว่า ภาคธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน จากมาตรการภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ขยายตัวตามการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคาดว่ามาตรการภาคเที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2568 ของ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

ส่วนกรณีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทางรัฐบาลมีแนวการบริหารจัดการ โดยจะนำเข้าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการเก็บของไทย จึงน่าจะไม่กระทบกับเกษตรกรไทย ยืนยันว่าการส่งออกที่โตขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าสวมสิทธิ์ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นในขณะนี้เท่านั้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตาคนละครึ่งพลัส

“คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงนั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวล แต่การที่ ธปท. คาดการณ์ว่าโครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยหนุน GDP ปี 68 ให้โตมากกว่า 2.2% ก็เป็นสัญญาณที่ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมานั้นมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การจับตาดูผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจ และปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมต่อไป

ที่มา – ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน: จุดแรกจันทบุรี

กองทัพไทยเตรียมสร้างรั้วชายแดน โดยคาดว่าจุดแรกที่จะดำเนินการคือบริเวณจังหวัดจันทบุรี หลักเขตที่ 52–54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า การก่อสร้างจะเน้นในพื้นที่ราบเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ

รายละเอียดโครงการสร้างรั้วชายแดน

สำหรับการดำเนินการในจังหวัดต่างๆ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว (หลักเขตที่ 49-50) มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริเวณช่องจอม (หลักเขตที่ 14-15) ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสำรวจเพื่อสร้างรั้วชายแดนได้ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บ้านหนองจานหรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาเรื่องหลักเขตที่ไม่ตรงกัน ทำให้การสร้างรั้วในบริเวณนี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่จะมีการปักหมุดชั่วคราวเพื่อแสดงแนวเขตแดนอ้างอิง

“สิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป” พล.ต.วิทัย กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพไทยได้เริ่มสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์บริเวณด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในหลักกิโลเมตรที่ 50 และกำลังขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม สำหรับรั้วที่เป็นกำแพงนั้น จะเริ่มสร้างในพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาหรือพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว โดยจังหวัดจันทบุรีจะเป็นจุดเริ่มต้นในหลักเขตที่ 52-54 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร

ความสำคัญของรั้วชายแดน

  • เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • ควบคุมการค้าชายแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • แสดงแนวเขตแดนที่ชัดเจน

การสร้างรั้วชายแดนถือเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดน การเริ่มต้นโครงการในจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างกำแพง แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่นๆ เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยชายแดนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทัพไทยเล็งสร้างรั้วชายแดน คาดจุดแรกจันทบุรีหลักเขต 52–54 ยาว 1.3 กิโลเมตร

พลโทบุญสินยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย!

พลโทบุญสิน ยืนยัน “ปราสาทตาควาย” ยังเป็นของไทย มองผู้บัญชาการทหารบก-รัฐบาล มีแนวทางในการทวงคืนตามความเหมาะสม มอง “กัน จอมพลัง” ช่วยกำลังทหารให้มีความสะดวกมากขึ้น

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่สถาบันพระปกเกล้า พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกและอดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้มีการเดินทางเข้ามาร่วมฟังการถอดบทเรียนของหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในสังคม ในหลายแง่มุม

ซึ่งภายหลังที่เสร็จสิ้นกิจกรรมการถอดบทเรียน พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ปราสาทตาควายคืนนั้น มีหนทางเอากลับมาคืนอยู่บ้าง แม้ว่าตอนนี้จะมีขีดจำกัดในเรื่องพื้นที่ หลังมีการลงมติหยุดยิง ซึ่งมีหลายพื้นที่ที่เราต้องทวงคืน และทหารไทยก็มีการยึดจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด คือภูมะเขือ ในส่วนของปราสาทตาควาย ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เราก็ไม่เคยยอมรับว่า ปราสาทตาควาย เป็นของกัมพูชา ยังคงยืนยันว่าเป็นของประเทศไทย

ส่วนแนวทางการทวงคืนนั้น ขึ้นอยู่กับแนวทางของผู้บัญชาการและรัฐบาล ว่าจะติดตามคืนมาด้วยวิธีการประท้วง หรือเจรจาอย่างไร แม้ว่าขณะนี้จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา ทั้งไทย และกัมพูชา ก็เหมือนว่าจะตกลงกันได้นั้น พลโทบุญสิน กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องในการเจรจา ซึ่งตนเองต้องขอเป็นกำลังใจให้ทั้งกองทัพบก รัฐบาล และกระทรวงกลาโหม ในการกำหนดแนวทางที่จะต่อสู้กับเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนแล้วว่า ปราสาทตาควายเป็นของไทย ไม่ใช่กัมพูชา

ในส่วนของเนิน 677 และ ปราสาทคณานั้น ในจุดนี้ก็มีโอกาสได้คืนเช่นกัน ยืนยันว่า จุดนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีวิธีการและดำเนินการในการได้คืนมาตามแนวทางที่เหมาะสม และอยากให้กำลังใจรัฐบาลให้ทำอย่างเต็มที่

ส่วนการยุทธวิธีตึงกำลังในพื้นที่หลังจากนี้ จะมีความตึงเครียดมากขึ้นหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าจะผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากมีการลงนามไปแล้วในเรื่องของถอนอาวุธหนัก เก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ 4 ข้อตกลงของไทยที่ลงนามไว้ ซึ่งก็ต้องติดตามความจริงใจของกัมพูชา ว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องอย่างไรบ้าง

ส่วนประเด็นเรื่อง กัน จอมพลัง ในการลงมาช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนนั้น มองว่า เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนและภาคเอกชนมีน้ำใจที่อยากจะช่วยเหลือ เหมือนพี่น้องคนไทยที่นำของอาหารแห้งมาบริจาค แต่กันจอมพลัง มีพลังในเรื่องของเครื่องจักร ทำบังเกอร์ ทำถนน ที่เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้กำลังทหารมีความสะดวก

พลโทบุญสิน ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ประเด็นเรื่องปราสาทตาควายยังคงเป็นที่สนใจของคนไทยหลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบุคคลสำคัญออกมาแสดงความเห็นและยืนยันในเรื่องนี้ อย่างพลโทบุญสินที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าปราสาทตาควายเป็นของไทย

แล้วทำไมเรื่องปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

เรื่องนี้มีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และความมั่นคงของชาติ การยืนยันสิทธิ์ในปราสาทตาควายจึงเป็นการแสดงออกถึงความหวงแหนในดินแดนและอธิปไตยของประเทศ

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังได้กล่าวถึงแนวทางการทวงคืนปราสาทตาควาย ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้บัญชาการทหารบกและรัฐบาลว่าจะใช้วิธีการทางการทูต หรือวิธีการอื่นใดในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

การที่พลโทบุญสินออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่ากองทัพยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ปราสาทตาควายกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรอบคอบและความอดทนในการเจรจาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลและกองทัพในการดำเนินการเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะดูผ่อนคลายลง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนและให้กำลังใจหน่วยงานภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ

ที่มา – พลโทบุญสิน ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย การทวงคืน ขึ้นอยู่กับเจรจา

BBC นักฟุตบอลหญิงแห่งปี 2025 ประกาศ 25 พ.ย.

เหลือเวลาอีกไม่นานสำหรับการโหวต BBC Women’s Footballer of the Year 2025 หรือรางวัลนักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีของ BBC ปี 2025

แฟนบอลทั่วโลกสามารถโหวตให้กับผู้เข้าชิง 5 คน ได้แก่ Aitana Bonmati, Hannah Hampton, Mariona Caldentey, Alessia Russo และ Patri Guijarro

การโหวตจะปิดในเวลา 09:00 GMT ของวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม และผู้ชนะจะได้รับการประกาศในวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน ทาง BBC World Service และเว็บไซต์และแอป BBC Sport

นี่เป็นปีที่ 11 ของรางวัล โดยเริ่มมอบครั้งแรกในปี 2015

ผู้เข้าชิงทั้งห้าคนได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยโค้ช ผู้เล่น ผู้บริหาร และนักข่าว

ร่วมโหวตและอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เข้าชิงทั้งห้า

Aitana Bonmati

อายุ: 27 ประเทศ: สเปน

สโมสร: บาร์เซโลน่า ตำแหน่ง: กองกลาง

ปีนี้เป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Aitana Bonmati เธอกลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่คว้ารางวัล Ballons d’Or หญิงสามรางวัล, ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ในประเทศถึงสามรายการ และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโร 2025

ความสามารถของเธอเป็นที่ประจักษ์ ด้วยรางวัลมากมายตลอดอาชีพของเธอ เธอได้รับรางวัลลีก 7 สมัย, แชมป์ยุโรป 3 สมัย, โคปา เดลา เรนา 9 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์ คัพ 5 สมัย

แม้ว่าบาร์เซโลน่าจะแพ้อาร์เซนอลในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก และการกลับมาอย่างน่าทึ่งของเธอหลังจากป่วยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัสไม่นานก่อนเริ่มการแข่งขันยูโรก็ไม่เพียงพอที่จะนำสเปนไปสู่ถ้วยรางวัล แต่นั่นก็เป็นแคมเปญที่น่าประทับใจ

เพลย์เมกเกอร์สร้างสรรค์ทำประตูที่เอาชนะเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศยูโร ขณะที่สเปนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก

เธอยังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้เล่นแห่งฤดูกาลของแชมเปี้ยนส์ลีกโดย Uefa โดยทำไป 9 ประตูจากการลงเล่น 11 นัด และทำประตูในเกมที่สองของการชนะเชลซี 4-1 ในรอบรองชนะเลิศ

อ่านโปรไฟล์เต็มของ Aitana Bonmati

Hannah Hampton

อายุ: 24 ประเทศ: อังกฤษ

สโมสร: เชลซี ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู

Hannah Hampton ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้รักษาประตูหญิงที่ดีที่สุดในโลกในงาน Ballon d’Or ปี 2025 หลังจากความกล้าหาญในการเซฟจุดโทษของเธอช่วยให้อังกฤษคว้าแชมป์ยูโร 2025

เธอยังมีบทบาทสำคัญในการที่เชลซีประสบความสำเร็จในแคมเปญ Women’s Super League ที่ไม่แพ้ใคร และยกถ้วยรางวัลเมื่อปีที่แล้ว

Hampton ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทน Mary Earps ในฐานะผู้เล่นหมายเลขหนึ่งของอังกฤษ เธอเริ่มต้นก่อน Earps เป็นประจำก่อนที่เธอจะเกษียณจากการแข่งขันระดับนานาชาติ และพิสูจน์คุณค่าของเธอสำหรับ Sarina Wiegman

เธอเซฟสองจุดโทษในชัยชนะเหนือสเปนในรอบชิงชนะเลิศ และทำเช่นเดียวกันในความสำเร็จในรอบก่อนรองชนะเลิศเหนือสวีเดน

13 คลีนชีตของเธอในลีกให้กับเชลซีหมายความว่าเธอแบ่งปันถุงมือทองคำ WSL กับ Phallon Tullis-Joyce ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เมื่ออายุ 24 ปี เธอได้รับรางวัล Women’s Super League สองครั้ง, FA Cup และ League Cup อย่างละครั้ง, European Championship สองครั้ง และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

อ่านโปรไฟล์เต็มของ Hannah Hampton

Mariona Caldentey

อายุ: 29 ประเทศ: สเปน

สโมสร: อาร์เซนอล ตำแหน่ง: กองกลาง

Mariona Caldentey เข้าร่วมทีมอาร์เซนอลเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว และช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกสมัยที่สอง

เธอเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มไหวพริบในการสร้างสรรค์และความเฉียบคมให้กับทีมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

ผลงานของเธอน่าประทับใจมากหลังจากการย้ายจากบาร์เซโลน่า ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้เล่นแห่งปีของ WSL

เธอยังสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศของเธอด้วย ขณะที่สเปนเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโร 2025 ซึ่งเธอทำประตูได้ แต่พลาดแชมป์ไปหลังจากประเทศของเธอพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษ

Caldentey ได้อันดับสองใน Ballon d’Or และยังได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในทีมแห่งปีของ Uefa Champions League และ Professional Football Association

อ่านโปรไฟล์เต็มของ Mariona Caldentey

Alessia Russo

อายุ: 26 ประเทศ: อังกฤษ

สโมสร: อาร์เซนอล ตำแหน่ง: กองหน้า

Alessia Russo สร้างประวัติศาสตร์กับอาร์เซนอลเมื่อพวกเขาเป็นทีมอังกฤษทีมแรกที่คว้าแชมป์ Women’s Champions League ตั้งแต่ที่ Gunners ทำได้ในปี 2008 และยังช่วยนำอังกฤษไปสู่การป้องกันแชมป์ European Championship

เธอทำประตูในรอบชิงชนะเลิศยูโร 2025 และพบจังหวะของเธอสำหรับสโมสร โดยมีบทบาทสำคัญตลอดฤดูกาลในการทำประตูและด้วยการทำงานนอกบอล

กองหน้าได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนักฟุตบอลหญิงแห่งปีของสมาคมนักเขียนฟุตบอลสำหรับฤดูกาลที่แล้ว

เธอเป็นผู้ทำประตูสูงสุดร่วมของ Women’s Super League (WSL) โดยแบ่งปัน Golden Boot กับ Khadija Shaw

Russo ทำไป 12 ประตูใน WSL ให้กับอาร์เซนอลและแอสซิสต์อีก 2 ประตู

เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Ballon d’Or ปี 2025 และได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในทีม Professional Footballers’ Association และ Uefa Champions League แห่งปี

อ่านโปรไฟล์เต็มของ Alessia Russo

Patri Guijarro

อายุ: 27 ประเทศ: สเปน

สโมสร: บาร์เซโลน่า ตำแหน่ง: กองกลาง

คำอธิบายของ Patri Guijarro มักจะมีวลีว่า “unsung hero” และเป็นที่ชัดเจนว่าทำไม

การเป็นสมาชิกของทีมที่เต็มไปด้วยดาวดังที่บาร์เซโลน่าและสเปนหมายความว่ากองกลางบางครั้งอาจบินอยู่ใต้เรดาร์

แต่สิ่งที่เธอขาดหายไปในการทำประตูและแอสซิสต์นั้นได้รับการชดเชยด้วยการปรากฏตัวของเธอในฐานะกระดูกสันหลังของทีม ทำให้คนอื่น ๆ ได้เปล่งประกาย

แม้ว่าเธอจะประสบความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกกับสโมสรของเธอและแพ้ในรอบชิงชนะเลิศยูโร 2025 กับประเทศของเธอในปีนี้ เธอก็คว้าแชมป์ในประเทศถึงสามรายการกับบาร์เซโลน่า

นักเตะวัย 27 ปีเป็นผู้กำหนดจังหวะ ทำให้ทีมของเธอคงที่จากฐานกองกลาง พลิกเกมการครองบอล และสร้างสรรค์เกมรุก

ในขณะที่การทำงานของเธออาจไม่always เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจที่สุด มันสอดคล้องกับความดื้อรั้น(tenacious) และเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแต่งหน้าของทีมเธอ

เธอได้รับรางวัลลีก 6 สมัย, โคปาส เด เล เรน่า 6 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์ คัพ 4 สมัย รวมถึงแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัย เธอยังเข้าร่วมทีม Euro 2025 ของ Uefa อีกด้วย

อ่านโปรไฟล์เต็มของ Patri Guijarro

Who are the previous winners?

  • Barbra Banda (2024)

  • Mary Earps (2023)

  • Beth Mead (2022)

  • Vivianne Miedema (2021)

  • Lucy Bronze (2020)

  • Ada Hegerberg (2019)

  • Lucy Bronze (2018)

  • Ada Hegerberg (2017)

  • Kim Little (2016)

  • Asisat Oshoala (2015)

Read full terms and conditions here and the privacy notice here

Ben Haines, Ellen White and Jen Beattie are back for another season of the Women’s Football Weekly podcast. New episodes drop every Tuesday on BBC Sounds, plus find interviews and extra content from the Women’s Super League and beyond on the Women’s Football Weekly feed

ร่วมติดตามและให้กำลังใจนักฟุตบอลหญิงที่คุณชื่นชอบในการลุ้นรางวัล BBC นักฟุตบอลหญิงแห่งปี 2025 กันต่อไป!

อย่าลืมโหวตให้ BBC นักฟุตบอลหญิงแห่งปี 2025 ที่คุณชื่นชอบ!

ใครจะเป็นผู้ชนะรางวัลอันทรงเกียรตินี้ BBC นักฟุตบอลหญิงแห่งปี 2025 ต้องติดตามกันให้ดี!

ที่มา – BBC Women’s Footballer of the Year 2025 to be named on 25 November

รัฐบาลลุย! สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

รัฐบาลประกาศสงครามกับเหล่ามิจฉาชีพ! เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เข้มงวดการใช้ ‘ซิมบ็อกซ์’ และ ‘Liveness Detection’ พร้อมเตรียมออกกฎหมายควบคุมการนำเข้า และผลักดันการใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ เพื่อตัดวงจรการหลอกลวงออนไลน์ หลังตำรวจไซเบอร์ยอมรับตัวเลขการแจ้งความยังคงสูงต่อเนื่อง

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 7/2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือถึงมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก

สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ: มาตรการใหม่ล่าสุด

ประเด็นสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหา เครื่องซิมบ็อกซ์ (Simbox) ที่ถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย โดยกระทรวงดีอีได้ประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อรวบรวมข้อมูลการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบเครื่องสมบูรณ์และแบบแยกส่วนประกอบ เพื่อส่งต่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบการใช้งาน

นอกจากนี้ กระทรวงดีอีเตรียมออกประกาศกฎกระทรวงฯ ควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบสมบูรณ์และแยกชิ้นส่วน โดยกำหนดให้การนำเข้าหรือจัดจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางมิชอบ

ที่สำคัญคือ การหารือร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) สถาบันการเงิน และ กสทช. เพื่อทบทวนมาตรการยืนยันตัวตนในการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ โดยจะยกระดับจากระบบ Liveness Detection ที่ใช้ตรวจสอบว่าผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลจริงหรือไม่ ไปสู่การใช้เทคโนโลยี สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันการสวมรอยและอุดรอยรั่วของระบบลงทะเบียนซิมแบบเดิมที่ทำให้บุคคลหนึ่งสามารถมีซิมจำนวนมากได้

ทำไมต้องสแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ?

การใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย เพราะม่านตาของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน และยากต่อการปลอมแปลง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการสวมรอย และการนำซิมไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับตู้ขายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศกว่า 60,000 แห่ง ให้ระงับการลงทะเบียนซิมหน้าตู้ และให้ลูกค้านำซิมไปลงทะเบียนที่ศูนย์บริการของแต่ละค่ายแทน โดยตู้ขายยังสามารถขายซิมได้ตามปกติ แต่ต้องแจ้งข้อมูลการขายให้ตำรวจทราบเพื่อสะดวกต่อการติดตาม

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ว่าตำรวจได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจับกุมและกวาดล้างคดีสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขการแจ้งความออนไลน์ยังคงสูงอยู่ โดยเฉลี่ยมีการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ประมาณ 600 เคสต่อวัน และมีการหลอกลวงผ่าน SMS และโทรศัพท์มือถืออีกกว่า 100 เคส

  • มาตรการเพิ่มเติม:
  • ตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์อย่างเข้มงวด
  • บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายซิมอย่างเคร่งครัด
  • รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงออนไลน์

การผลักดันมาตรการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง และหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความปลอดภัยในโลกออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ อาจสร้างความยุ่งยากในการลงทะเบียนซิมอยู่บ้าง แต่หากมองถึงประโยชน์ในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในการป้องกันการถูกหลอกลวงและลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลุยปราบสแกมเมอร์ “ไชยชนก” สั่งคุมเข้ม “ซิมบ็อกซ์” ใช้สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุด 7,500 คน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่ โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”

ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024

ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

ในเอกสารที่เผยแพร่ ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม

กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน

ทำไมทรัมป์ถึงกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน

การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน นั้นได้รับแรงผลักดันจากความเชื่อมั่นของเขาที่ว่าการรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากนั้นไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เขามักจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และมองว่าการรับผู้ลี้ภัยเป็นภาระทางการเงินและสังคม

นอกจากนี้ การมุ่งเน้นไปที่ผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรปยังสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของทรัมป์ที่มักจะให้ความสำคัญกับกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ การตัดสินใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นสิ่งที่เลือกปฏิบัติและไม่ยุติธรรม

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ที่ต้องการลี้ภัยไปยังสหรัฐฯ และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยจะทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหมดหวังและอาจส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น
  • การอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น
  • ภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านมนุษยธรรม

การตัดสินใจของทรัมป์ในการกำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและต่อโลกโดยรวม เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทบทวนนโยบายนี้และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

ที่มา – ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ดูพรีเมียร์ลีก BBC สุดสัปดาห์นี้ยังไง

สุดสัปดาห์นี้ พรีเมียร์ลีกกลับมาแล้ว! มาดูกันว่าคุณจะติดตามทุกเกมการแข่งขันผ่านทาง BBC ได้อย่างไรบ้าง

คุณสามารถรับชมไฮไลท์จากทุกเกมได้ในรายการ Match of the Day, ติดตามประเด็นที่น่าสนใจในรายการ Football Focus และดูทุกประตูที่เกิดขึ้นในรายการ Final Score

รับฟังได้ทุกที่โดยการเปิด BBC Radio 5 Live และแอป BBC Sounds สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายสดแบบข้อความที่จะครอบคลุมทุกการแข่งขันในช่วงสุดสัปดาห์ ในขณะที่ไฮไลท์แบบดิจิทัลจะมีให้ชมบนเว็บไซต์และแอป BBC Sport

วิธีดูพรีเมียร์ลีก BBC สุดสัปดาห์นี้

ตารางการแข่งขัน: ดูพรีเมียร์ลีก BBC สุดสัปดาห์นี้ ได้ที่ไหน?

วันเสาร์:

  • ไบรท์ตัน & โฮฟ อัลเบี้ยน พบ อาร์เซนอล (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • เบิร์นลีย์ พบ อาร์เซนอล (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • คริสตัล พาเลซ พบ เบรนท์ฟอร์ด (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • ฟูแล่ม พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ พบ เชลซี (00:30 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • ลิเวอร์พูล พบ แอสตัน วิลล่า (03:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

วันอาทิตย์:

  • เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)
  • แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ เอเอฟซี บอร์นมัธ (23:30 น. ตามเวลาประเทศไทย)

วันจันทร์:

  • ซันเดอร์แลนด์ พบ เอฟเวอร์ตัน (03:00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

Match of the Day จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของการแข่งขันและประเด็นที่น่าสนใจจากเกมพรีเมียร์ลีกในวันเสาร์และวันอาทิตย์

คุณสามารถรับชมได้ตั้งแต่เวลา 05:30 น. ในวันอาทิตย์ และ 14:30 น. ในวันอาทิตย์ สำหรับทุกประตูจากเจ็ดเกมแรก

ประตูทั้งหมดจากเกมวันอาทิตย์จะพร้อมใช้งานใน Match of the Day ในคืนวันอาทิตย์ (05:30 น.) และเช้าวันจันทร์ (15:05 น.)

เว็บไซต์ BBC Sport จะมีไฮไลท์ของทุกแมตช์พรีเมียร์ลีกในช่วงฤดูกาล 2025-26

สิ่งเหล่านี้จะพร้อมใช้งานบนแอป BBC Sport เว็บไซต์ และ iPlayer ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยทั่วไปตั้งแต่เวลา 02:00 น.

หากมีการแข่งขันในตอนเย็น ไฮไลท์จากการแข่งขันทั้งหมดในวันนั้นจะพร้อมใช้งาน 30 นาทีหลังจากเกมสุดท้ายของวันสิ้นสุดลง

ไฮไลท์ของการแข่งขันในคืนวันธรรมดาจะเผยแพร่ในเวลา 04:30 น.

คุณสามารถเข้าร่วมกับ Alex Scott และแขกรับเชิญได้ทุกสัปดาห์ในรายการ Football Focus (วันเสาร์ 19:00 น.) เพื่อรับฟังประเด็นสำคัญ ปฏิกิริยา และบทสัมภาษณ์กับผู้เล่น

อย่าพลาดทุกประตูที่เกิดขึ้นในรายการ Final Score – เริ่มต้นบน BBC iPlayer และ BBC Red Button ตั้งแต่เวลา 21:45 น. และ BBC One ในเวลา 23:30 น.

BBC Radio 5 Live นำเสนอการบรรยายสดพรีเมียร์ลีก 209 รายการในฤดูกาลนี้ ซึ่งหมายถึงจำนวนแมตช์พรีเมียร์ลีกสดที่มากกว่าที่อื่น

ในทุกวันแข่งขันของฤดูกาลนี้ คุณสามารถฟังการบรรยายสดที่เลือกไว้ รวมถึงการอัปเดตจากทุกแมตช์ บน BBC Sounds แอป BBC Sport และเว็บไซต์ และผ่านลำโพงอัจฉริยะของคุณ

วันเสาร์:

เบิร์นลีย์ พบ อาร์เซนอล (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) – BBC Radio 5 Sports Extra 2

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พบ แมนฯ ยูไนเต็ด (22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) – BBC Radio 5 Live

ท็อตแนม พบ เชลซี (00:30 น. ตามเวลาประเทศไทย) – BBC Radio 5 Live

วันอาทิตย์:

เวสต์แฮม พบ นิวคาสเซิล (21:30 น. ตามเวลาประเทศไทย) – BBC Radio 5 Live

แมนฯ ซิตี้ พบ บอร์นมัธ (23:30 น. ตามเวลาประเทศไทย) – BBC Radio 5 Live

ต่อไปนี้คือวิธีดาวน์โหลดแอป BBC Sounds ในสหราชอาณาจักร:

Apple, external

Android, external

ตอนนี้คุณสามารถฟังคำบรรยายผ่านลำโพงอัจฉริยะของคุณได้แล้ว ดังนั้น หากคุณยุ่งอยู่ที่บ้าน คุณก็ไม่จำเป็นต้องพลาดทุกช่วงเวลา

เพียงแค่ขอให้ลำโพงอัจฉริยะของคุณ ‘เปิด 5 Live’ หรือ ‘เปิด Sports Extra 3’ ตัวอย่างเช่น

หรือหากคุณต้องการค้นหาทีมพรีเมียร์ลีกของคุณ คุณสามารถพูดว่า ‘ขอให้ BBC Sounds เปิดการแข่งขันของอาร์เซนอล’ หรือ ‘ขอให้ BBC Sounds เปิดการแข่งขันเบิร์นลีย์ พบ อาร์เซนอล’ สิ่งนี้มีอยู่ในลำโพงอัจฉริยะส่วนใหญ่

บทความนี้เป็นบทความล่าสุดจากทีม Ask Me Anything ของ BBC Sport

Ask Me Anything เป็นบริการที่อุทิศให้กับการตอบคำถามของคุณ

เราต้องการตอบแทนเวลาของคุณด้วยการบอกสิ่งที่คุณไม่รู้และเตือนคุณถึงสิ่งที่คุณรู้

ทีมงานจะค้นหาสิ่งที่คุณต้องรู้ทั้งหมดและสามารถเรียกใช้เครือข่ายผู้ติดต่อรวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ของเรา

เราจะตอบคำถามของคุณจากใจกลางห้องข่าวของ BBC Sport และเจาะลึกเบื้องหลังในงานกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ความครอบคลุมของเราจะครอบคลุมเว็บไซต์ BBC Sport แอป โซเชียลมีเดีย และบัญชี YouTube รวมถึง BBC TV และวิทยุ

คุณพร้อมที่จะ ดูพรีเมียร์ลีก BBC สุดสัปดาห์นี้ กันหรือยัง? อย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกและเตรียมพร้อมสำหรับความสนุก!

ที่มา – How to follow the Premier League on the BBC this weekend