วัน: 1 พฤศจิกายน 2025

สส.โตโต้ ชี้ บริจาคเสื้อเกราะ อาจผิดกฎหมาย

จากกรณีที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมเกี่ยวกับการบริจาคเสื้อเกราะให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเจตนาของการบริจาคจะเป็นไปในทางที่ดีก็ตาม

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบริหารจัดการของรัฐบาลในด้านการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

“สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

สส.ปิยรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า แม้ว่าการบริจาคเสื้อเกราะจะมีเจตนาที่ดี แต่ทั้งผู้ให้และผู้รับอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมาย โดยอ้างอิงถึงพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

“ไม่ว่าจะซื้อแถวคลองหลอด หรือ แอปส้ม แล้วมีแผ่นพลาสติกหรือแผ่นเหล็กบางๆไว้เล่น บีบีกัน หากกันกระสุน ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ ดังนั้นคนที่ซื้อ หรือจัดหาที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ได้ทำผิดกฎหมายไปแล้ว ทั้งคน และหน่วยงาน ที่ขอสนับสนุนเองก็ด้วย” นายปิยรัฐ กล่าว

ทำไมการบริจาคเสื้อเกราะถึงอาจผิดกฎหมาย?

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความว่าเสื้อเกราะกันกระสุนจัดเป็น “ยุทธภัณฑ์” หรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาตามคำพิพากษาของศาลที่ผ่านมา เสื้อเกราะที่สามารถกันกระสุนได้ ไม่ว่าจะเป็นกระสุนชนิดใดก็ตาม จะถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ และการซื้อขายหรือบริจาคยุทธภัณฑ์จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายปิยรัฐ ยังกล่าวถึงความบกพร่องของระบบราชการในการจัดหายุทธภัณฑ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า หากรัฐมีระบบการจัดหาที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ การบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอกก็คงไม่จำเป็น

“ความมั่นคงของชาติ ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมการบริจาคยุทธภัณฑ์โดยบุคคลภายนอก รัฐเองต้องมีระบบจัดหาให้เพียงพอ มีการตรวจรับ และอนุมัติที่โปร่งใส เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย” นายปิยรัฐ กล่าว

การที่หน่วยงานของรัฐรับยุทธภัณฑ์จากเอกชน โดยไม่มีการตรวจสอบ หรืออนุญาตตามระเบียบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ทำให้ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ผู้บริจาค: อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 18 โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้รับบริจาค: หน่วยงานของรัฐที่รับบริจาคโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

ข้อเสนอแนะ

  • รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงระบบการจัดหายุทธภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • หน่วยงานของรัฐควรตรวจสอบระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนรับบริจาคยุทธภัณฑ์
  • ประชาชนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจกฎหมายก่อนทำการบริจาคยุทธภัณฑ์

ประเด็น “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด การบริจาคด้วยความหวังดีอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่ไม่คาดฝันได้ จึงควรตรวจสอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการใดๆ

ที่มา – “สส.โตโต้” ชี้เจตนาดีบริจาคเสื้อเกราะแต่อาจผิดกฎหมายไปแล้วทั้งผู้ให้และผู้รับ

ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568: ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

มาเช็กผลสลากกินแบ่งรัฐบาล อัปเดตล่าสุดจากกองสลาก กับ “ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568” ตรวจลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลเลขหน้า 3 ตัว เลขท้าย 3 ตัว และรางวัลอื่นๆ ครบจบที่นี่

สำหรับใครที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 แล้วใจจดใจจ่อ รอลุ้นเลขเด็ด เลขดัง วันนี้ เรามีผลสลากแบบอัปเดตรวดเร็วทันใจ มาให้ทุกท่านได้ ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568 กันแบบไม่พลาดทุกรางวัลแน่นอน

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568

รางวัลที่ 1
งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 รางวัลละ 6,000,000 บาท
XXXXXX

รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX

รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท
XXXXXX

รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX

รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX

รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  

รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  

รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  
XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX   XXXXXX  

ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568 อย่างรวดเร็ว

ใครที่กำลังมองหาช่องทาง ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568 แบบอัปเดตรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ที่นี่เรารวบรวมผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ทุกรางวัล มาให้คุณได้เช็กกันอย่างละเอียด ครบถ้วน

การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการลงทุนเสี่ยงโชค ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ และขอให้ทุกท่านโชคดีกับการ ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568 นี้นะคะ

ที่มา – ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย 1 พฤศจิกายน 2568 งวดล่าสุด ตรวจรางวัลที่นี่

เฮ! น่าน-สงขลา เมืองสร้างสรรค์โลก ปี 68

ประเทศไทยเฮ! ยูเนสโกประกาศรับรองให้ “น่าน” และ “สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลกประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาเปิดเผยข่าวดีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเมืองน่านได้รับการประกาศในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ในขณะที่สงขลาโดดเด่นในสาขาวิทยาการอาหาร (Gastronomy) นับเป็นความสำเร็จที่ตอกย้ำศักยภาพทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของไทย

การที่ “น่าน-สงขลา” ได้รับการรับรองเป็นเมืองสร้างสรรค์โลก ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการผลักดัน Soft Power ของไทยสู่สายตาชาวโลก

จังหวัดน่าน
จังหวัดน่าน

ไทยเฮ! ยูเนสโก ประกาศรับรอง “น่าน-สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโกว่า จังหวัดน่านนำเสนอข้อมูลในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ภายใต้แนวคิด “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำความเป็น “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่งานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหล เครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยน งานจักสาน มรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” และงานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาค

จังหวัดสงขลา
จังหวัดสงขลา

สำหรับจังหวัดสงขลา ได้นำเสนอความโดดเด่นในสาขาอาหาร โดยเน้นความเป็นเมือง 2 ทะเล ที่มีทั้งทะเลสาบสงขลา (น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม) และทะเลฝั่งอ่าวไทย ภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล ทำให้มีวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลา นอกจากนี้ สงขลายังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเมือง

ในปีนี้ ยูเนสโกได้ประกาศรับรองเมืองใหม่เข้าสู่เครือข่ายทั้งหมด 58 เมือง จาก 41 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 8 สาขาความสร้างสรรค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า การเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก จะช่วยส่งเสริมให้เมืองน่านและสงขลา ได้พัฒนาและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์” เป็นหัวใจหลัก

ความสำคัญของ น่าน-สงขลา เมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

การที่ประเทศไทยมีเมืองสร้างสรรค์ของโลกเพิ่มขึ้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางวัฒนธรรมของไทยในระดับสากล และเป็นการเปิดโอกาสให้เมืองต่างๆ ในประเทศไทยได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเมืองอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมยังได้แสดงความยินดีกับอีก 6 เมืองในประชาคมอาเซียนที่ได้รับการประกาศในปีนี้ด้วย ได้แก่ Dumaguete City สาขาวรรณกรรม, Quezon City สาขาภาพยนตร์ (ฟิลิปปินส์), Ho Chi Minh City สาขาภาพยนตร์ (เวียดนาม) Malang สาขามีเดีย อาร์ต, Ponorogo สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (อินโดนีเซีย) และ Kuala Lumpur สาขาการออกแบบ (มาเลเซีย)

การประกาศรับรองน่าน-สงขลา เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลกในปี 2568 นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยทุกคน และเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพทางวัฒนธรรมให้โลกได้เห็น

ที่มา – ไทยเฮ! ยูเนสโก ประกาศรับรอง “น่าน-สงขลา” เป็นเมืองสร้างสรรค์ของโลก ปี 2568

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาจี้พรรคประชาชน อย่าดีแต่พูดโจมตีรัฐบาลเพียงเพื่อเอาใจแฟนคลับ จี้ให้รีบจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาฯ พร้อมเย้ยหยันว่า หากมีข้อมูลมากจริง ก็ควรไล่บี้ให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกของนายอนุทินที่สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้มีการหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สแกมเมอร์) โดยนายอนุทินระบุว่าเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกภูมิภาค

นายพร้อมพงศ์เรียกร้องให้นายอนุทินดำเนินการตามที่พูด เพราะพี่น้องคนไทยจำนวนมากต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง บางรายถึงขั้นจบชีวิตเพราะถูกหลอกลวง ปัญหานี้เป็นภัยร้ายแรงไม่ต่างจากยาเสพติด ทำลายคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และนำไปสู่การก่ออาชญากรรมอื่นๆ เช่น ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ธุรกิจสีเทา สีดำ ซึ่งปัจจุบันลามมาถึงการเมือง ทำให้มีนักการเมืองบางคน บางพรรค ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากสังคม

“ขอให้นายอนุทินสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำชาติต่างๆ และชาวโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ผู้ไม่หวังดีใช้เป็นแหล่งก่ออาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ ไม่ใช่ฐานฟอกเงินของพวกสีเทา สีดำ ปล่อยให้อาชญากรทำผิดกฎหมาย พร้อมร่วมมือทุกชาติเพื่อปราบปราม เอาผิดถึงตัวการใหญ่ไล่บี้ยึดทรัพย์ ถ้าใครเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร หรือชาวต่างชาติ หากทำผิดในประเทศไทย จะไม่มีการละเว้น จะบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงเด็ดขาด ทำให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อให้ชาวโลกและคนไทยมั่นใจว่ารัฐบาลภูมิใจไทยพูดแล้วทำจริง” นายพร้อมพงศ์กล่าว

“พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจอยู่ไม่ครบ 4 เดือน และอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ธันวาคม ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกโหวตล้มรัฐบาล หากพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติต่อประธานสภาฯ รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ ดังนั้นหากจะยุบสภาฯ ก็ต้องยุบก่อนวันดังกล่าว
  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะสัญญากับพรรคประชาชน เดือนธันวาคมถือเป็นช่วงสำคัญ อาจมีการลงมติในวาระสาม หากยุบสภาฯ ก่อน กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ก็จะไม่มีผล
  • บางพรรคการเมืองได้จัดทัพข้าราชการ กลไกปกครอง และปัจจัยอื่นๆ พร้อมแล้ว จึงอาจอาศัยช่วงที่พรรคอื่นๆ ยังตั้งตัวไม่ทัน ยุบสภาฯ ทันทีเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

พรรคส้ม vs. รัฐบาล: ดีแต่ปากหรือจริงใจ?

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคส้มดูเหมือนจะโจมตีรัฐบาลอนุทินและคนในรัฐบาลอย่างหนักหน่วง แต่หวังว่าคงไม่ใช่แค่การพูดเอาใจแฟนคลับ โดยเฉพาะการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่มีนัยยะแอบแฝงหรือมุ่งประโยชน์ทางการเมืองเรื่องคะแนนเสียง ให้สมกับสโลแกน “มีเราไม่มีเทา จะปราบสีเทา สีดำ”

นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ สส. พรรคประชาชนทั้งพรรคเคยโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล และรักษาองค์ประชุมในสภาฯ มาโดยตลอด พร้อมท้าทายว่า หากเปิดประชุมสมัยหน้าในเดือนธันวาคม จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินทันทีได้หรือไม่

จากการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชนที่เปิดแผลหลายๆ เรื่อง เชื่อว่าพรรคส้มคงมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะซักฟอกคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และควรไล่บี้เรื่องต่างๆ ที่ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินให้ถึงที่สุด โดยการยื่นเรื่องตามหน่วยงานต่างๆ ด้วย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการเดินหน้าตรวจสอบจริง ไม่ได้ทำแค่เช็กเรตติ้งหรือมีแค่วาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเท่านั้น

การออกมาจี้ของนายพร้อมพงศ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจที่พรรคเพื่อไทยมีต่อพรรคประชาชน และความต้องการที่จะเห็นการตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเปิดโปงความผิดพลาดของรัฐบาล และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หรือไม่

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ ปชน. รีบจับมือเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซัดอย่าดีแต่พูด

รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ คืบหน้า 65% ทะลุสะพานพุทธฯ

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ คืบหน้าไปมาก! ล่าสุดหัวเจาะ “ปสุตา” ทะลุสถานีสะพานพุทธฯ แล้ว ประธานบอร์ด รฟม. เผยภาพรวมโครงการคืบหน้ากว่า 65%

นายมนตรี เดชาสกุลสม ประธานกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พร้อมด้วยผู้บริหาร รฟม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 4 ช่วงสะพานพุทธ – ดาวคะนอง บริเวณสถานีสะพานพุทธฯ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าการขุดเจาะอุโมงค์ โดยหัวเจาะปสุตาได้เจาะทะลุจากสถานีโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ผ่านอาคารปล่องระบายอากาศที่ 6 (IVS06) ไปยังสถานีวงเวียนใหญ่ และทะลุเข้าสู่สถานีสะพานพุทธฯ เป็นที่เรียบร้อย

นายมนตรี เดชาสกุลสม กล่าวว่า คณะกรรมการ รฟม. เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด จัดการจราจรให้เหมาะสม และดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

ปัจจุบัน โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สัญญาที่ 4 ช่วงสะพานพุทธ – ดาวคะนอง ซึ่งมี บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างงานโยธา มีความคืบหน้า ณ สิ้นเดือนตุลาคม อยู่ที่ร้อยละ 63.63 สำหรับงานขุดเจาะอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน สัญญาที่ 4 มีระยะทางทั้งสิ้น 3.3 กิโลเมตร โดยเริ่มดำเนินการขุดเจาะตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา เมื่อหัวขุดเจาะอุโมงค์ทะลุเข้าสู่สถานีสะพานพุทธฯ แล้ว จะยกหัวขุดเจาะอุโมงค์กลับมาที่สถานีโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าอีกครั้ง เพื่อขุดเจาะไปยังบริเวณ Cut & Cover ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับโครงสร้างทางวิ่งยกระดับของสถานีดาวคะนองต่อไป

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มีระยะทางทั้งสิ้น 23.63 กิโลเมตร มีสถานีรถไฟฟ้า 17 สถานี แบ่งเป็นใต้ดิน 10 สถานี และยกระดับ 7 สถานี มีความคืบหน้าในภาพรวม ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 65.06

รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ คืบหน้ากว่า 65%

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยเชื่อมต่อการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เมื่อแล้วเสร็จ จะช่วยลดปัญหาการจราจรและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้

  • ภาพรวมโครงการคืบหน้ากว่า 65%
  • หัวเจาะ “ปสุตา” ทะลุสถานีสะพานพุทธฯ
  • เตรียมดำเนินการขุดเจาะไปยังสถานีดาวคะนอง

ความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าเราจะได้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายนี้กันในอนาคตอันใกล้นี้ การเดินทางในเมืองหลวงจะสะดวกและรวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ คืบหน้ากว่า 65% หลัง “หัวเจาะปสุตา” ทะลุสถานีสะพานพุทธฯ

เจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่


สื่ออังกฤษเผย อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ อาจยังไม่ย้ายออกจากคฤหาสน์หรู Royal Lodge จนกว่าจะถึงต้นปีหน้า ขณะที่รัฐบาลอังกฤษยืนยันยังไม่มีแผนตัดชื่อเขาออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์

หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำริให้พระอนุชาทรงย้ายออกจากคฤหาสน์หรู Royal Lodge และยุติฐานันดรศักดิ์เจ้าชาย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดสำนักข่าว BBC รายงานอ้างแหล่งข่าวในพระราชสำนักว่า การย้ายอาจถูกเลื่อนไปหลังปีใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนในช่วง เทศกาลคริสต์มาส ที่พระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จรวมตัวกันที่แซนดริงแฮมตามธรรมเนียมทุกปี 

โดยหลังจากนี้ แอนดรูว์ เมาท์แบทเท่น วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จะย้ายไปพำนักที่ที่พักส่วนตัวภายในพระตำหนักแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของกษัตริย์ โดยค่าใช้จ่ายและการดูแลทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้าชาร์ลส์

อย่างไรก็ตามบีบีซีเปิดเผยว่า แม้จะถูกถอดพระอิสริยยศและสิทธิพิเศษส่วนใหญ่แล้ว แต่แอนดรูว์จะยังคง อยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน

โดยรัฐบาลอังกฤษ ยืนยันว่ายังไม่มีแผน ออกกฎหมายเพื่อตัดชื่ออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจาก รัฐสภาอังกฤษ และ เครือจักรภพอังกฤษ รวมถึงประเทศต่าง ๆ อย่างออสเตรเลียและแคนาดา ซึ่งถือว่าซับซ้อนและต้องใช้เวลา

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำริปลดพระอนุชาออกจากตำแหน่งและเครื่องอิสริยาภรณ์ทั้งหมด ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่ยังไม่คลาย หลังจากอดีตเจ้าชายแอนดรูว์มีความเกี่ยวพันกับ เจฟฟรีย์ เอพสตีน นักการเงินผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเยาวชน

แม้พระองค์จะยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิด และได้จ่ายเงินชดเชยให้ เวอร์จิเนีย จูฟเฟร ผู้กล่าวหาในปี 2022 เพื่อยุติคดีแพ่ง แต่เสียงวิจารณ์ยังคงกดดันราชสำนักอย่างต่อเนื่อง

โพลล่าสุดจาก YouGov เผยว่า ประชาชนกว่า 79% สนับสนุนการถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ และมากกว่าครึ่งมองว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงตัดสินพระทัยถูกต้อง แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าควรดำเนินการเร็วกว่านี้

ขณะที่ราชสำนักยืนยันว่าการย้ายออกจาก Royal Lodge จะเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทว่าแหล่งข่าววงในเผยว่าอาจต้องรอถึงต้นปีหน้า ก่อนที่อดีตเจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระราชินีเอลิซาเบธ พระมารดา.

เจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

สถานการณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการย้ายออกจาก Royal Lodge ซึ่งเป็นบ้านพักที่พระองค์ทรงประทับมานาน สื่ออังกฤษหลายสำนักรายงานตรงกันว่า การย้ายอาจเลื่อนไปเป็นหลังปีใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่พระราชวงศ์จะมารวมตัวกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ทำไมเจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

การตัดสินใจให้เจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่นั้น มีสาเหตุหลักมาจากพระราชดำริของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่ต้องการให้พระอนุชาลดบทบาทและยุติการใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย หลังจากที่เจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดออกจากตำแหน่งและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด เนื่องจากความเกี่ยวพันกับเจฟฟรีย์ เอพสตีน

ถึงแม้เจ้าชายแอนดรูว์จะปฏิเสธข้อกล่าวหาและจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้กล่าวหา แต่ภาพลักษณ์ของพระองค์ก็ยังคงมัวหมองในสายตาของสาธารณชน การที่พระองค์ยังคงประทับอยู่ใน Royal Lodge ซึ่งเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ก็อาจถูกมองว่าเป็นการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมและไม่เห็นอกเห็นใจประชาชน

อนาคตของเจ้าชายแอนดรูว์อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่จะเป็นอย่างไรต่อไป? แม้ว่าพระองค์จะถูกถอดออกจากตำแหน่งและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แล้ว แต่เจ้าชายแอนดรูว์ก็ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ และรัฐบาลอังกฤษยังไม่มีแผนที่จะตัดชื่อพระองค์ออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์

อย่างไรก็ตาม การที่พระองค์ยังคงอยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะกลับมามีบทบาทในราชวงศ์อีกครั้ง สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าบทบาทของเจ้าชายแอนดรูว์ในราชวงศ์นั้นลดน้อยลงอย่างมาก และพระองค์อาจจะต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ต่อไป

การย้ายออกจาก Royal Lodge อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเจ้าชายแอนดรูว์ก็เป็นได้ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของพระองค์ แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ราชวงศ์อังกฤษสามารถเดินหน้าต่อไปได้

การดำเนินเรื่องทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองในราชวงศ์ และความพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เจ้าชายแอนดรูว์อาจเผชิญกับความท้าทายมากมายในอนาคต แต่ก็เป็นโอกาสที่จะสร้างบทบาทใหม่ให้กับตัวเอง

ที่มา – สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับเงินเพิ่ม พ.ย.-ธ.ค. 68

ข่าวดีสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ! เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย. – ธ.ค. 68 รวม 2 เดือน 1,700 บาท โฆษกรัฐบาลแจ้งข่าวดีวันนี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน เตรียมตัวรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน ในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,700 บาทต่อคน

โดยเงินช่วยเหลือนี้ จะถูกโอนเข้าบัญชีของผู้ถือบัตรฯ โดยอัตโนมัติ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย.-ธ.ค. 68

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงเป็นการเพิ่มกำลังซื้อและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปลายปี 2568 นี้

มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการบริโภค การผลิต และการลงทุนโดยรวม ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับรายละเอียดของโครงการ เพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการให้สวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน โดยผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับอยู่ 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ หากมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป โดยผู้ถือบัตรฯ สามารถใช้วงเงินดังกล่าวได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร

สิ่งที่ควรรู้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

  • สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ถือบัตรฯ เคยได้รับ ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกประการ
  • สิ่งที่เพิ่มเติมคือ วงเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอีก 850 บาทต่อเดือน
  • รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในช่วงต้นปี 2569
  • จะมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
  • เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น

“ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึง “กลุ่ม” ที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว

การเพิ่มเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำลังรอรับเงินเพิ่ม อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้งานอีกครั้ง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและครอบครัว

ที่มา – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย.-ธ.ค. 68 รวม 2 เดือน 1,700 บาท

ฮือฮา! ดอกซากศพ บานรับฮาโลวีน ที่นิวยอร์ก

เทศกาลฮาโลวีนปีนี้ มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้นที่สวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก เมื่อ ดอกซากศพ บานสะพรั่ง ต้อนรับผู้มาเยือนจำนวนมากที่ต้องการชมความงามและสูดดมกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน

ดอกซากศพ หรือ Amorphophallus titanum เป็นดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลักษณะเด่นของมันคือก้านดอกขนาดใหญ่ที่สูงตระหง่าน และกลิ่นที่รุนแรงคล้ายซากศพเน่าเปื่อย กลิ่นนี้เองที่ดึงดูดแมลงวันและแมลงอื่นๆ ให้มาช่วยผสมเกสร ทำให้มันได้รับฉายาว่า “ดอกซากศพ”

ดอกซากศพ: ปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้น

สิ่งที่ทำให้ ดอกซากศพ พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก คือช่วงเวลาการบานที่สั้นและคาดเดาไม่ได้ โดยทั่วไปแล้ว ดอกไม้แต่ละดอกจะบานเพียง 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าที่มันจะบานอีกครั้ง ทำให้การปรากฏตัวของมันกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นและดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มาชม

ทางสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก ได้ทำการถ่ายทอดสดการบานของ ดอกซากศพ ผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้ชื่นชมความงามของมันแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงรีบมาชมก่อนที่ดอกจะเหี่ยวเฉา

ทำไมดอกซากศพถึงน่าสนใจ?

ผู้ดูแลสวนพฤกษศาสตร์ให้ข้อมูลว่า ดอกไม้ชนิดนี้ต้องใช้เวลาสะสมพลังงานจากหัวใต้ดินเป็นเวลานานหลายปีก่อนที่จะสามารถออกดอกได้ เมื่อดอกบานแล้ว มันจะกลับเข้าสู่ช่วงพักตัวอีกครั้งเป็นเวลานาน ทำให้การบานแต่ละครั้งเป็นเรื่องพิเศษ

ดอกซากศพได้รับความนิยมอย่างมากในสวนพฤกษศาสตร์ทั่วโลก และมักเป็นจุดสนใจหลักที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม ทุกครั้งที่มันบาน ความโดดเด่นของมันไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์ที่แปลกตาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลิ่นที่รุนแรงและช่วงเวลาการบานที่สั้น ทำให้มันเป็นดอกไม้ที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลไปพร้อมๆ กัน

นอกจากความสวยงามและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ดอกซากศพยังเป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของวิวัฒนาการและการปรับตัวของพืช เพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง การที่มันสามารถดึงดูดแมลงผสมเกสรด้วยกลิ่นเหม็นเน่า แสดงให้เห็นถึงความฉลาดของธรรมชาติในการสร้างกลไกที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ

สำหรับใครที่พลาดชมดอกซากศพที่นิวยอร์กในปีนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะดอกไม้นี้จะกลับมาบานอีกครั้งในอนาคต รอติดตามข่าวสารจากสวนพฤกษศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลก และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ถึงแม้ว่ากลิ่นของมันอาจจะไม่น่าพิสมัย แต่เชื่อได้เลยว่าการได้เห็นดอกซากศพบานสะพรั่งด้วยตาตัวเอง จะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นการผสมผสานระหว่างความน่ากลัวและความงดงาม ที่หาชมได้ยากยิ่งนัก

ที่มา – ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

จีนอ่วม! หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑล

สถานการณ์ หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการสัญจรในหลายพื้นที่ โดยมีรายงานว่าทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงต่ำกว่า 20 เมตรในบางแห่ง สร้างความยากลำบากและความเสี่ยงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมาก

พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของจีนเผชิญกับปัญหา หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน ทำให้การจราจรบนถนนและทางหลวงหลายสายต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย เหอหนาน อันฮุย และเจียงซู ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน หมอกหนาในเมืองหานตานเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ทัศนวิสัยในบางจุดลดลงเหลือเพียง 20 เมตรเท่านั้น ผู้ขับขี่รถยนต์จำเป็นต้องเปิดไฟตัดหมอกและสัญญาณไฟฉุกเฉินเพื่อขับขี่ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้ในช่วงเที่ยงวัน หมอกหนาก็ยังคงปกคลุมในหลายพื้นที่ของมณฑล

มณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของประเทศจีน ก็ได้รับผลกระทบในวงกว้างเช่นกัน โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเหอหนานได้ออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 เมือง รวมถึงนครหลวงเจิ้งโจว ที่ทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้การเดินทางในช่วงเช้าเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ที่มณฑลเจียงซู เมืองเหลียนหยุนกัง ได้ตัดสินใจปิดทางเข้าทางด่วนถึง 3 แห่งตั้งแต่ช่วงเวลา 02:00 น. ของวันศุกร์ เนื่องจากสถานการณ์หมอกหนาจัดที่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทางด่วนเหล่านี้ได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงสายของวันเดียวกัน หลังจากที่สถานการณ์หมอกเริ่มจางลงบ้างแล้ว

เช่นเดียวกันกับมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของประเทศ ที่ได้มีการออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง โดยหมอกหนาได้ปกคลุมพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำแยงซี รวมถึงเมืองเหอเฟย ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑล ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จากข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอันฮุย พบว่าทัศนวิสัยในหลายพื้นที่ได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 500 เมตร และในบางจุดลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปิดด่านเก็บเงินบนทางหลวงกว่า 85 แห่งเป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงสายของวันศุกร์

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกของจีนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำของสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่หมอกหนาอาจจะกลับมาปกคลุมอีกครั้ง หากสภาพอากาศยังคงมีความชื้นสูงและลมสงบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการก่อตัวของหมอก

การเตรียมพร้อมรับมือกับหมอกหนาทึบ

เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงที่มีหมอกหนา ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง
  • เปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก
  • ลดความเร็วและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง
  • รักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ
  • หากทัศนวิสัยไม่ดี ควรจอดรถในที่ปลอดภัยและรอจนกว่าหมอกจะจางลง

สถานการณ์ หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการขับขี่อย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

การติดตามข่าวสารและข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเดินทางและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหมอกหนาได้ นอกจากนี้ การมีสติและไม่ประมาทในการขับขี่ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความระมัดระวังและปลอดภัยในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนเช่นนี้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์หมอกหนาทึบจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง แต่ก็เป็นโอกาสให้เราได้หันมาใส่ใจและดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดหมอกหนา

ที่มา – หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก