วัน: 4 พฤศจิกายน 2025

ราคาทองวันนี้ 4 พ.ย.68 เปิดตลาดประกาศครั้งแรก ร่วงลงแล้ว อย่าลังเล

ราคาทองวันนี้ 4 พ.ย.68 สมาคมค้าทองคำ เปิดตลาดประกาศครั้งแรก ร่วงลงแล้ว อย่าลังเล รีบตัดสินใจ เทียบราคาปิดวานนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกบาทละ 62,200 บาท

ราคาทองคำประจำวันที่ 4 พ.ย.2568 ปรับลดลง 100 บาท เปรียบเทียบกับราคาสุดท้ายของวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยราคาขายออกทองรูปพรรณ อยู่ที่ 62,200 บาท ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ สมาคมค้าทองคำ หรือ Gold Traders Association เมื่อเวลา 09.05 น.ที่ผ่านมา

ทองคำแท่งในประเทศ ราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 61,300 บาท ขายออก 61,400 บาท ตามประกาศครั้งที่ 1 ของวันนี้

สำหรับทองรูปพรรณ 96.5 เปอร์เซ็นต์ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 60,079.08 บาท และขายออกที่ราคา 62,200 บาท ส่วนราคาทองคำโลก หรือ Gold Spot อยู่ที่ 3,981.00 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

ทองคำ

สรุป ราคาทองวันนี้ 4 พ.ย.2568

ประกาศครั้งที่ 1
ทองแท่ง

  • รับซื้อ บาทละ 61,300 บาท
  • ขายออก บาทละ 61,400 บาท

ทองรูปพรรณ

  • รับซื้อ บาทละ 60,079.08 บาท
  • ขายออก บาทละ 62,200 บาท

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10004986

ขนส่งสาธารณะ พร้อมรับสักการะพระบรมศพ

วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ลงพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าสนามไชย (BL31) ของรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) เนื่องจากสำนักพระราชวังได้มีประกาศให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ทุกวัน ช่วงเวลา 09.00-21.00 น.

ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางเข้าสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมาก โดยสถานีรถไฟฟ้าสนามไชยเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังมากที่สุด โดยประชาชนสามารถใช้ทางออก 1 (พิพิธภัณฑ์สยาม) และเดินไปขึ้นรถ Shuttle Bus ที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดให้บริการฟรี เส้นทางสถานีรถไฟฟ้าสนามไชย-สนามหลวง-สถานีรถไฟฟ้าสนามไชย ได้ที่ประตูพิพิธภัณฑ์สยาม เพื่อเดินทางไปยังสนามหลวงเข้าสู่จุดคัดกรอง ก่อนเข้าสักการะพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังได้อย่างสะดวก โดยช่วงเวลา 08.00-11.00 น. และช่วงเย็นถึง 20.00 น. รถ shuttle bus จะออกประมาณทุก 10 นาที หรือปรับตามจำนวนผู้โดยสาร โดยมีการประชาสัมพันธ์เส้นทางภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT และมีเจ้าหน้าที่ ขสมก. บริเวณประตูทางออก 1 เพื่ออำนวยความสะดวกด้วย

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางรางได้ประสานผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง มีการเฝ้าติดตามผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หากพบว่า ในช่วงเวลาที่มีประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าหนาแน่น ให้พิจารณาจัดเดินรถไฟฟ้าเสริม หรือเพิ่มความถี่ในการให้บริการ เพื่อให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้า และสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับรถ shuttle bus ที่ ขสมก. จัดให้บริการฟรี พิจารณาเพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางที่ชัดเจนไปยังทางออกที่มีรถ shuttle bus รองรับให้บริการ บริเวณทางออกสถานีรถไฟฟ้า รวมทั้งพิจารณาจัดเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม สำหรับการจำหน่ายบัตร/เหรียญโดยสาร และพิจารณาเพิ่มเติมเครื่อง tablet เพื่อรองรับการสแกน QR code ในกรณีที่ใช้คนละครึ่งพลัส สำหรับการซื้อบัตร/เหรียญโดยสาร ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตร/เหรียญโดยสารระบบรถไฟฟ้า และกรณีที่มีประชาชนใช้บริการหนาแน่นมาก ให้พิจารณาจัดลำดับการเข้าใช้บริการของผู้โดยสาร (group release) เพื่อควบคุมปริมาณผู้ใช้บริการไม่ให้เกิดความแออัดทั้งบริเวณชานชาลาและในขบวนรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ใช้บริการระบบรางได้รับความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูงสุด

นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม จัดเตรียมระบบขนส่งสาธารณะทุกระบบ พร้อมรับประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เชื่อม-เรือ รวมทั้งสถานที่จอดรถส่วนบุคคล รถโดยสารไม่ประจำทาง (หมวด 30) และเจ้าหน้าที่ให้บริการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางมาสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย ขสมก. ได้จัดรถ shuttle bus (บริการฟรี) อำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทางไปสนามหลวง เพื่อเข้าร่วมสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 14 เส้นทาง (M1-M14) ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. หรือจนกว่าประชาชนจะออกจากพื้นที่สนามหลวงหมด โดยมีเส้นทางที่เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า รวม 5 เส้นทาง ได้แก่

  • M1 รถไฟฟ้าสถานีท่าพระ (ทางออก 1) – สนามหลวง
  • M2 รถไฟฟ้าสถานีสนามไชย (ทางออก 1) – สนามหลวง
  • M3 รถไฟฟ้าสถานีสามยอด (ทางออก 3) – สนามหลวง
  • M4 รถไฟฟ้าสถานีสยาม (ทางออก 6) – สนามหลวง
  • M5 รถไฟฟ้าสถานีวงเวียนใหญ่ (ทางออก 1) – สนามหลวง

และมีเส้นทาง shuttle bus ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอีก 3 เส้นทาง ได้แก่

  • M7 อนุสาวรีย์ชัยฯ (ฝั่งพญาไท: ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทางออก 4) – สนามหลวง
  • M8 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บริเวณประตู 10 (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ ทางออก 1) – สนามหลวง
  • M10 สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง ทางออก 2) – สนามหลวง

นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับรถไฟทางไกล ตนได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้พ่วงตู้เพิ่ม 1-2 ตู้ไปกับขบวนรถปกติ และพิจารณาพ่วงตู้เพิ่มเติมในขบวนที่มีประชาชนหนาแน่น โดยประชาชนสามารถเชื่อมต่อรถ shuttle bus ฟรี ได้ทั้งที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ นอกจากนี้ รฟท. ยังให้บริการที่จอดรถฟรีที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย

นายพิเชฐ กล่าวปิดท้ายว่า กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ประสานผู้ให้บริการระบบราง เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนที่จะเดินทางมาสักการะพระบรมศพได้อย่างเพียงพอ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ติดตามการดำเนินงานตามแผนอำนวยความสะดวกฯ และกรณีเกิดเหตุรถไฟฟ้าขัดข้องจะมีการประสานงาน และแก้ไขปัญหา เพื่อลดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน และให้สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติต่อไป

หากคุณมีแผนที่จะเดินทางไปสักการะพระบรมศพ อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางขนส่งสาธารณะทุกระบบ พร้อมรับประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง

ขนส่งสาธารณะทุกระบบ พร้อมรับประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เตรียมพร้อม! ขนส่งสาธารณะรับผู้เดินทางสักการะพระบรมศพ

การเตรียมความพร้อมของระบบขนส่งสาธารณะทุกระบบ พร้อมรับประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความตั้งใจจริงของหน่วยงานภาครัฐในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกคนที่ต้องการเดินทางมาแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ที่มา – ขนส่งสาธารณะทุกระบบ พร้อมรับประชาชนที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เวียดนามอ่วม! รับมือไต้ฝุ่นคัลแมกีซ้ำเติม

เวียดนามกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หลังจากเพิ่งประสบกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 37 ราย ล่าสุด พวกเขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ที่คาดว่าจะพัดเข้าสู่ชายฝั่งตอนกลางของประเทศ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มในภาคกลางของเวียดนามอย่างเต็มกำลัง หลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย ขณะที่ไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้

สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงและดินถล่มที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง บ้านเรือนหลายพันหลังถูกกระแสน้ำพัดพาไป หมู่บ้านจำนวนมากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ระบบไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารถูกตัดขาด รวมถึงเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ

ไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมเวียดนาม

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามได้ออกประกาศเตือนว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังทวีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าเมื่อพายุเข้าสู่ทะเลจีนใต้ในวันพุธนี้ จะมีความเร็วลมสูงสุดถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตอนกลางของเวียดนามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ล่าสุด ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำเฮืองและแม่น้ำโบในเมืองเว้ ได้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับอันตราย และคาดว่าสถานการณ์ฝนตกหนักจะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ในปีนี้ เวียดนามต้องเผชิญกับพายุขนาดใหญ่มาแล้วหลายลูก ทั้งพายุรากาซา บัวลอย และแมตโม ซึ่งพัดกระหน่ำประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พายุเหล่านี้ได้คร่าชีวิตและทำให้มีผู้สูญหายรวมกันกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ในฟิลิปปินส์

เมื่อคืนที่ผ่านมา ไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดผ่านหมู่เกาะตอนกลางของฟิลิปปินส์ รวมถึงเกาะเซบู ซึ่งเพิ่งเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.9 เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาและยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนมากกว่า 70,000 คน ในจังหวัดชายฝั่งตะวันออก และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ทางการฟิลิปปินส์ได้เตือนว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี จะทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องและมีคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำและชายฝั่ง หน่วยกู้ภัยและหน่วยยามฝั่งได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยเหลือประชาชน และสั่งห้ามชาวประมงออกทะเลในพื้นที่เสี่ยงแล้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียดนามและฟิลิปปินส์ตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้ว การเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเราและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต

ที่มา – เวียดนามอ่วม เตรียมรับไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมความเสียหายอีก

รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้ ฝนตกหนัก!

รองโฆษกรัฐบาลเตือนเกษตรกรให้ระวังผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” ในช่วงวันที่ 7–9 พ.ย. นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ กทม.และปริมณฑล รวมถึงอีก 7 จังหวัด อาจมีฝนตกหนักบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมขังได้ ขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือรัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้อย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ฝนที่ตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ โดยคาดการณ์ว่าพายุจะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลางในช่วงวันที่ 4–5 พ.ย. และจะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนกลางในวันที่ 6–7 พ.ย. หลังจากนั้น พายุจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง เคลื่อนเข้าปกคลุมพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทยในช่วงวันที่ 7 พ.ย. 68 ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานก่อนที่จะขยายไปยังภาคอื่นๆ

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศพยากรณ์อากาศในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยระบุว่าบริเวณภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร จะมีฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม โดยอุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย และมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักในบางจุด ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้

สำหรับภาคใต้ จะมีฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักในบางแห่ง ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงไป คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนจะมีกำลังแรง โดยมีความสูง 1–2 เมตร (บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร) ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ในส่วนของแนวโน้มสภาพอากาศใน 7 วันข้างหน้า (4–10 พ.ย. 68) กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ดังนี้:

  • ในช่วงวันที่ 4–6 พ.ย. ประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนลดลง และมีอากาศเย็นในตอนเช้า
  • ในช่วงวันที่ 7–10 พ.ย. จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอีสานตอนล่าง อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุ
  • ภาคใต้ จะมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และคลื่นลมจะมีกำลังแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 5–7 พ.ย. คลื่นสูง 2–3 เมตร

รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้

“รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนในช่วงที่พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพของตนเองจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ควรป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรจากฝนและลมแรง สำหรับชาวเรือในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ในช่วงระหว่างวันที่ 7–9 พ.ย. นี้ ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และติดตามการประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเมื่อ รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ: ตรวจสอบพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์
  • เตรียมพร้อมรับมือกับน้ำท่วม: หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ควรเตรียมกระสอบทราย ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • ตรวจสอบบ้านเรือน: ตรวจสอบความแข็งแรงของหลังคา ประตู หน้าต่าง เพื่อป้องกันความเสียหายจากลมพายุ
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น: เตรียมน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา และของใช้จำเป็นอื่นๆ ให้พร้อม
  • หลีกเลี่ยงการเดินทาง: หากไม่จำเป็น ควรงดเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนักและพายุพัด

สถานการณ์พายุ “คัลแมกี” เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่รัฐบาลเตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้เราไม่ประมาทและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ที่มา – รัฐบาล เตือนรับมือพายุ “คัลแมกี” วันนี้ กทม.-ปริมณฑล ฝนยังตกหนักบางจุด

สภาพอากาศวันนี้ ฝนตกหนัก! กทม.ยังอ่วม

“กรมอุตุนิยมวิทยา” เตือน สภาพอากาศวันนี้ หลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

วันที่ 4 พ.ย. 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า “พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งปริมณฑล ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออกเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง

ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนตก รวมถึงระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในบางพื้นที่

สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อ่าวไทยและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น ‘คัลแมกี’ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในช่วงวันที่ 4–5 พ.ย. คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย. จากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงอย่างรวดเร็ว และเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน”

สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือนหลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ กทม.

เตรียมรับมือ! สภาพอากาศวันนี้ มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทยในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในหลายจุด ทำให้การจราจรติดขัดและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นอีก ขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเดินทางให้รอบคอบ หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนัก ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง และขับรถด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้านและที่อยู่อาศัยให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังภายในบ้าน และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเตรียมสิ่งของจำเป็น ยาประจำตัว และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อมใช้งาน

สำหรับเกษตรกร ควรติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและคำแนะนำจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อผ่านพ้นช่วงฤดูฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวล และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการประกอบอาชีพของประชาชนในหลายพื้นที่ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ อุตุฯ เตือนหลายจังหวัดยังคงมี “ฝนตกหนัก” โดยเฉพาะ กทม.

5 เรื่องฮิตปี 2025! ข่าวที่สุดแห่งปี คืออะไร?

อะไรคือข่าวที่สร้างความฮือฮาและถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งปี? มาร่วมโหวตเพื่อค้นหา “ข่าวที่สุดแห่งปี” และลุ้นรับรางวัล  “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” 

ปี 2025 กำลังจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น บางเหตุการณ์ก็เป็นที่สนใจและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ไทยรัฐเปิดให้ร่วมโหวต “ข่าวที่สุดแห่งปี” เพื่อชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” พบว่ามีผู้เสนอเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย โดย 5 เหตุการณ์ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่:

  • ทหารไทยปะทะกัมพูชา

เหตุการณ์ความขัดแย้งที่น่าเศร้า สงครามย่อยๆ ในรอบ 14 ปี เริ่มต้นจากการปะทะที่ปราสาทตาเมือนธมและขยายวงกว้างไปทั่วแนวชายแดน สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก ประเทศไทยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” โจมตีฝ่ายกัมพูชาทางบกและอากาศอย่างหนัก และมีการใช้เครื่องบินรบเป็นครั้งแรกในปฏิบัติการของไทย

  • แผ่นดินไหวเมียนมาสะเทือนถึงกรุงเทพฯ 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมาที่ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไม่เคยเจอมาก่อน หลายคนตกใจและต้องวิ่งลงจากอาคารสูงเพื่อความปลอดภัย แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลให้อาคาร สตง. ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา ทำให้คนงานเสียชีวิตกว่า 100 คน และนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับความแข็งแรงของอาคารมูลค่า 2,000 ล้านบาท

  • คลิปเสียงอุ๊งอิ๊งค์กับอังเคิลฮุนเซน 

หลังจากกองทัพประกาศปิดด่านเพื่อตอบโต้กัมพูชา ได้มีคลิปเสียงหลุดออกมาซึ่งเป็นการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ “สมเด็จฮุนเซน” นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา คลิปดังกล่าวมีความยาว 9 นาทีเศษ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดน แต่มีประโยคหนึ่งที่เป็นประเด็นขึ้นมาคือ “ไม่อยากให้ uncle (อา) ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้าม อย่างพวกแม่ทัพภาคสอง เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอเป็นฝั่งนั้นก็ไม่อยากให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”

  • สีกากอล์ฟสัมพันธ์สวาทพระผู้ใหญ่ 

เรื่องราวสุดเหลือเชื่อในสังคมไทย เมื่อพระผู้ใหญ่แอบลาสิกขาในวัดต่างจังหวัด ทำให้หลายคนตกใจและสงสัยถึงสาเหตุของการลาสิกขา มีการสืบสวนจนพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อ “สีกากอล์ฟ” ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนและพบว่าสีกากอล์ฟมีความสัมพันธ์กับพระผู้ใหญ่หลายรูป ทั้งในเรื่องเงินและเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว นำไปสู่การสึกพระทั้งหมด 13 รูป

  • วัดบุญพระบาปตีแผ่เรื่องฉาววัดพระบาทน้ำพุ

ดราม่าที่เริ่มต้นจากอินฟลูเอนเซอร์หลายคนโพสต์ข้อความในทำนองเดียวกันว่า การเปิดรับบริจาคเงินของอาจารย์ท่านหนึ่งให้กับวัดพระบาทน้ำพุ อาจมีการนำเงินไปมอบให้กับวัดไม่ครบถ้วน นำไปสู่การจับกุม พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) หรือ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” หรือ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล 

ข่าวที่สุดแห่งปี 2025 คืออะไร?

แล้วเหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี” ของคุณ? มาร่วมโหวต “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดข่าวแห่งปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 ได้ที่เว็บไซต์ www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

ร่วมโหวตข่าวที่สุดแห่งปี

อย่าลืม! มาร่วมโหวตข่าวที่คุณคิดว่าเป็น ข่าวที่สุดแห่งปี กันนะครับ แต่ละข่าวก็มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างแตกต่างกันไป การตัดสินใจเลือก ข่าวที่สุดแห่งปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ที่มา – 5 เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2025 เหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี”

ด่วน! ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ ถล่มออฟฟิศ

เกิดเหตุระทึกขวัญ! ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ เกิดสไลด์ตัวถล่มทับออฟฟิศและบ้านพักคนงานของผู้รับเหมา ทำให้ทรัพย์สินเสียหายหลายหลังคาเรือน ล่าสุดทางเหมืองได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์

เมื่อเวลา 04.10 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ 6 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เกิดการสไลด์ตัวอย่างรุนแรง ดินจำนวนมหาศาลได้ไหลทะลักลงมา ทำให้สำนักงานของบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นผู้รับเหมาในการเปิดหน้าดินของเหมือง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

หลังเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ได้เร่งทำการอพยพพนักงานและรถยนต์ออกจากพื้นที่โดยด่วน พร้อมทั้งปิดกั้นเส้นทางเข้าออกภายในเหมือง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ ถล่มออฟฟิศและบ้านพักคนงาน

นายเลอสันต์ วงศ์เปี้ย นายก อบต.บ้านดง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ อบต. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายในเบื้องต้น พบว่า ดินจากกองดินทิ้งขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 500 เมตร ได้สไลด์ตัวลงมา ทำให้ดินจำนวนมากไหลและดันลงมายังบริเวณออฟฟิศของบริษัทผู้รับเหมา จนได้รับความเสียหายหลายหลัง นอกจากนี้ ดินยังได้ไหลลงสู่คลองส่งน้ำภายในเหมืองอีกด้วย และยังคงมีการเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ สไลด์เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณตีสี่ที่ผ่านมา แรงสไลด์ของดินทำให้ไฟฟ้าในเหมืองดับ หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด และเกิดเพลิงไหม้ถึง 3 จุด แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างมาก และทำให้ทางเหมืองต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

ความเสียหายจากเหตุการณ์ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ สไลด์ตัว

ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ สไลด์ถล่ม: สาเหตุและผลกระทบ

สาเหตุของการสไลด์ตัวของ ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ ในครั้งนี้ คาดว่าเกิดจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้ดินอุ้มน้ำไว้เป็นจำนวนมากจนเกิดความไม่สมดุลและสไลด์ตัวลงมา

เหตุการณ์ ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ เคยเกิดมาก่อน

เหตุการณ์ดินสไลด์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2561 ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจากการถูกดินฝัง 1 ราย อย่างไรก็ตาม การสไลด์ตัวของดินในครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด

  • ผลกระทบเบื้องต้นคือความเสียหายต่ออาคารสำนักงานและบ้านพักคนงาน
  • การหยุดชะงักของกระบวนการทำงานภายในเหมือง
  • ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ สไลด์ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความสำคัญของการจัดการและดูแลพื้นที่กองดินทิ้งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง และวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ภูเขาดินทิ้ง เหมืองแม่เมาะ สไลด์ลงมาถล่มออฟฟิศ-บ้านพัก พังเสียหายหลายหลัง

เลย์ตัน โอเรียนท์ ชนะ แทมเวิร์ธ จากประตูตัวเอง!

เลย์ตัน โอเรียนท์ ชนะ แทมเวิร์ธ จากประตูตัวเอง!

เลย์ตัน โอเรียนท์ ทีมจากลีกวัน ผ่านเข้าสู่รอบสองของเอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ หลังเอาชนะทีมแทมเวิร์ธ จากเนชันแนลลีกไป 1-0 จากประตูตัวเองของ เคนเนดี ดิกี

เลย์ตัน โอเรียนท์ ชนะ แทมเวิร์ธ จากประตูตัวเอง!

เกมเมื่อคืนที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นชัยชนะที่ไม่ได้สวยงามนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เลย์ตัน โอเรียนท์ ได้รับตั๋วเข้าสู่รอบต่อไปของการแข่งขันเอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นรายการที่ทีมเล็กๆ ต่างก็ใฝ่ฝันที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ให้ได้ การทำเข้าประตูตัวเองของ เคนเนดี ดิกี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม ทำให้แทมเวิร์ธต้องอกหักไปอย่างน่าเสียดาย

ประตูตัวเองพา เลย์ตัน โอเรียนท์ ชนะ แทมเวิร์ธ: บทสรุปเกม

สำหรับแฟนบอลของเลย์ตัน โอเรียนท์ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการต่อสู้ในลีกวันต่อไป แม้ว่าฟอร์มโดยรวมอาจจะยังไม่คงเส้นคงวา แต่การผ่านเข้ารอบในรายการเอฟเอ คัพ ก็เป็นสิ่งที่น่าพอใจ และเป็นโอกาสให้ทีมได้ทดลองผู้เล่นและแท็คติกต่างๆ

ในส่วนของแทมเวิร์ธ แม้จะพ่ายแพ้ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตของทีมที่ไม่ยอมแพ้ และพยายามอย่างเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้าย การเสียประตูตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอล และเป็นบทเรียนที่ทีมจะต้องนำไปแก้ไขและพัฒนาต่อไป

เกมนี้แสดงให้เห็นว่าฟุตบอลเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน บางครั้งชัยชนะก็มาจากการทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของกีฬาชนิดนี้ เลย์ตัน โอเรียนท์ ต้องขอบคุณโชคช่วยที่ทำให้พวกเขาได้รับชัยชนะในเกมนี้

แน่นอนว่าเลย์ตัน โอเรียนท์ยังมีงานหนักรออยู่ข้างหน้าในการแข่งขันเอฟเอ คัพ พวกเขาจะต้องเจอกับทีมที่แข็งแกร่งขึ้นในรอบต่อไป แต่ด้วยชัยชนะเหนือแทมเวิร์ธนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาพยายามมากขึ้นไปอีก

การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพมักเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ และการพลิกล็อกเกิดขึ้นได้เสมอ การที่ทีมจากลีกที่ต่ำกว่าสามารถเอาชนะทีมจากลีกที่สูงกว่าได้ สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลทั่วโลก

ดังนั้น การติดตามการแข่งขันเอฟเอคัพจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และเราจะได้เห็นเรื่องราวที่น่าประทับใจอีกมากมายอย่างแน่นอน

เลย์ตัน โอเรียนท์ ควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นลีกวันหรือเอฟเอ คัพ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความมุ่งมั่น และทำงานหนักต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่มา – Digie own goal sees Leyton Orient beat Tamworth

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับสู่ฉนวนกาซาอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับการยืนยันว่าร่างที่กลุ่มฮามาสส่งคืนมาก่อนหน้านี้เป็นร่างของตัวประกันชาวอิสราเอลจริง การดำเนินการนี้เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ซับซ้อน โดยมีเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องส่งมอบศพชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับการคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิต

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาซึ่งบริหารงานโดยกลุ่มฮามาส ได้เปิดเผยว่าอิสราเอลได้ส่งคืนร่างของชาวปาเลสไตน์จำนวน 45 ราย ทำให้ยอดรวมของศพที่อิสราเอลส่งคืนเพิ่มขึ้นเป็น 270 รายแล้ว การส่งมอบร่างเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่มุ่งหวังที่จะลดความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาค

อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย อิสราเอลตกลงที่จะส่งมอบศพของชาวปาเลสไตน์ 15 ราย ต่อการที่ฮามาสส่งคืนร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของทั้งสองฝ่าย

ผลการตรวจสอบทางนิติเวชล่าสุดยืนยันว่า ร่างผู้เสียชีวิต 3 รายที่กลุ่มฮามาสส่งคืนเมื่อไม่นานมานี้ เป็นร่างของตัวประกันที่ถูกลักพาตัวไปในการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามในฉนวนกาซา การยืนยันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย และเป็นการยืนยันถึงความโหดร้ายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ร่างของผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยัน ได้แก่ ร้อยเอก โอเมอร์ นิวทรา ชาวอเมริกัน-อิสราเอล อายุ 21 ปี ณ เวลาที่ถูกลักพาตัว, สิบตรี ออซ ดาเนียล อายุ 19 ปี และ พันเอก อัสซาฟ ฮามามี อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหาร การสูญเสียบุคคลเหล่านี้ถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของอิสราเอล

สถานการณ์ล่าสุด: อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา

ฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสอ้างว่า พวกเขาพบร่างเหล่านี้ภายในอุโมงค์แห่งหนึ่งในฉนวนกาซาตอนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างหนักหน่วง การค้นพบร่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการค้นหาและระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตในสถานการณ์สงคราม

เมื่อข้อตกลงหยุดยิงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กลุ่มฮามาสยังมีตัวประกันในมือ 48 ราย โดยเป็นตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 20 คน ฮามาสได้ส่งคืนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว แต่ค่อยๆ ทยอยส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิต โดยอ้างว่าหลายศพถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และต้องใช้เวลาในการค้นหา

ปัจจุบัน ฮามาสได้คืนศพตัวประกันให้อิสราเอลแล้ว 20 ราย ประกอบด้วย ชาวอิสราเอล 18 ราย, ชาวไทย 1 ราย และชาวเนปาล 1 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าจงใจถ่วงเวลาในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต การกล่าวหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่าย

การที่อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซาในครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเจรจาและการสร้างความไว้วางใจยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ และนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ต้องการความเข้าใจและการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการให้เกียรติแก่ผู้ที่จากไป และเป็นการแสดงความเคารพต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย

ที่มา – อิสราเอลส่งร่างชาวปาเลสไตน์ 45 ศพกลับกาซา หลังฮามาสคืนร่างตัวประกัน 3 ศพ