วัน: 7 พฤศจิกายน 2025

“อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

“อัจฉริยะ” ยอมรับร่วมมือ “บิ๊กโจ๊ก” ทำงาน แฉตำรวจ-นักการเมือง เป้าหมายปราบแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนัน อ้างสนิท ตร. ทุกระดับ รู้ไส้รู้พุงหมด เตือนนายกฯ ตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใกล้ชิด

วันที่ 7 พ.ย. 68 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเคลื่อนไหวนั่งริมฟุตบาทหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับนำแผนผังที่ระบุเว็บพนันออนไลน์กว่า 10 เว็บไซต์มาแฉ ว่าหลังจากถูกตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวปราบปรามแต่ว่าปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ก็ยังเปิดบริการปกติ

รวมถึงกล่าวหา นายตำรวจระดับสูง และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) 2 คน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม โดยแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมไปดำรงตำแหน่งทำเลทอง ส่วนบุคคลที่เหมาะสมกลับถูกโยกย้ายไปทำตำแหน่งหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เป็นคนปราบปรามเว็บพนัน แต่ปัจจุบันยังใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเว็บพนัน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวและไม่ได้มีอำนาจ

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งนอกวาระประจำปีโดยมีการพิจารณานายตำรวจที่ในอดีตถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดี (ตม.) และมีคดีใน ตม. ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ ส่วนนี้ตนเองมองว่าไม่ยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจรายอื่นด้วย

นายอัจฉริยะ ยังอ้างว่า หลักฐานที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ที่เคยนำมามอบให้ตั้งแต่ปี 2567 นั้นไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้การยื่นเอกสารและเงื่อนไขต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมดภายในวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. ตนเองยืนยันจะมานั่งประท้วงบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งแน่นอน

กรณีที่มีการปฏิเสธว่า ตำรวจไซเบอร์สองนายไม่ได้กลับคำให้การในคดีของนักการเมืองรายหนึ่ง มองว่าเป็นการโยนความผิดให้พนักงานสอบสวนที่ตายไปแล้วในเรื่องการทำคำให้การที่ไม่ถูกต้อง แต่หากไปดูเอกสารรายละเอียดจะพบว่า คำให้การมีลายเซ็นตำรวจชัดเจน ซึ่งปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 9 ได้ชี้มูล และแจ้งความผิดตำรวจ 2 นาย ในสองข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือนักการเมืองจริง

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไทม์ไลน์การออกมาเปิดเผยข้อมูลเดียวกันกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. นายอัจฉริยะยอมรับว่าเป็นการเดินคู่ ร่วมมือกันทำงาน แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ทำ ตัวเองไม่รู้ว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ได้ข้อมูลมาจากไหน แต่มีเป้าหมายเดียวกันแน่ชัดคือ การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เอาผิดนักการเมืองที่ทำงานสกปรก และเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชัน รวมถึงอยากให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่กระทำความผิดและมีเส้นทางการเงินไปถึง

โดยนายอัจฉริยะ ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้กลับกลอก แต่ยอมรับว่าสนิทกับตำรวจระดับ ผบ.ตร. แทบทุกคน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คลุกคลีกัน จึงรู้ไส้รู้พุงทั้งหมด จึงรู้ว่าภายในองค์กรตำรวจไซเบอร์ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง

อย่างไรก็ตาม นายอัจฉริยะ ยืนยันว่าตัวเองไม่เคยเหมารวมองค์กรตำรวจว่าเป็นอาชญากรประเทศชาติ แต่ระบุเพียงว่ามีตำรวจบางคนประมาณ 20-30% ที่กระทำความผิด จึงอยากให้ดำเนินคดีกับตำรวจกลุ่มนี้ให้เท่าเทียม

นายอัจฉริยะ ยังฝากเตือนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าให้คัดกรองตำรวจที่อยู่ใกล้ชิด ขอให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมให้ชัดเจน เพราะอาจทำให้มัวหมองหรือเสื่อมเสียองค์กรตำรวจ เนื่องจากยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

“อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

จากกรณีที่ นายอัจฉริยะออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ ทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ล่าสุดนายอัจฉริยะได้ยอมรับแล้วว่ามีการเดินคู่และร่วมมือกันทำงานจริง โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

ประเด็นสำคัญ: “อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

  • นายอัจฉริยะยอมรับว่าร่วมมือกับ “บิ๊กโจ๊ก” ในการทำงาน
  • เป้าหมายคือปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนัน และเอาผิดตำรวจที่ทุจริต
  • นายอัจฉริยะอ้างว่าสนิทกับตำรวจทุกระดับ และรู้ข้อมูลภายในองค์กรตำรวจเป็นอย่างดี
  • เตือนนายกฯ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่นายอัจฉริยะนำมาเปิดเผยนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และการร่วมมือกับ “บิ๊กโจ๊ก” จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรตำรวจได้จริงหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของ “อัจฉริยะ” ในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการออกมาแฉวงการตำรวจและนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“อัจฉริยะ” ย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายองค์กรตำรวจ แต่ต้องการที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาการทุจริต และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ เขาเชื่อว่าการเปิดโปงความจริง จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ที่มา – “อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์ เว็บพนัน

กรมทางหลวงชนบท รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วยเหลือ

กรมทางหลวงชนบท (ทช.) สั่งการหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคัลแมกี” พร้อมช่วยเหลือประชาชนและอำนวยความปลอดภัย โดยนำกระสอบทรายวางกั้นน้ำในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา พายุคัลแมกี คาดว่าจะขึ้นฝั่งเวียดนามก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและดีเปรสชัน เคลื่อนผ่านลาวเข้าอุบลราชธานี ทำให้ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น ทช. ได้กำชับ สทช. และ ขทช. ในพื้นที่เสี่ยงให้ช่วยเหลือประชาชนเต็มที่ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทช. เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัย พร้อมบูรณาการกับจังหวัด สนับสนุนกำลังคน รถบรรทุกน้ำ จัดการเส้นทาง และส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

กรมทางหลวงชนบท ลุยรับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งช่วยเหลือประชาชน วางกระสอบทรายเส้นทางน้ำท่วม

ปัจจุบัน มีสายทางที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใน 10 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, กำแพงเพชร, ตาก, นครปฐม, นครสวรรค์, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, พิษณุโลก, สุโขทัย และอุทัยธานี รวม 27 สายทาง โดยสัญจรผ่านได้ 20 สายทาง และไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 7 สายทาง

ทช. เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุคัลแมกี

ทช. จัดหน่วยลาดตระเวนเข้าช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วน เช่น แขวงทางหลวงชนบทพระนครศรีอยุธยาและหมวดบำรุงทางหลวงชนบทเสนา ระดมกำลังบรรจุทรายและวางกระสอบทรายกั้นน้ำสองข้างทางบนถนนทางหลวงชนบทสาย อย.4044 แยก ทล.3454 – บ้านเจ้าเจ็ด ป้องกันน้ำท่วมสายทางเพิ่มเติม

ทช. จะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบต่อเนื่อง หากพบเหตุอุทกภัยหรือความเสียหายบนเส้นทาง สามารถแจ้งได้ที่แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคัลแมกี” และการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทต่อสังคมส่วนรวม พวกเราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ และขอให้ผู้ประสบภัยทุกท่านปลอดภัยครับ

ที่มา – กรมทางหลวงชนบท ลุยรับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งช่วยเหลือประชาชน วางกระสอบทรายเส้นทางน้ำท่วม

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร?

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนคือ 4 เดือน เหน็บใครสัญญาไว้ต้องทำ หลังฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก มองควรให้ทำงาน แล้วสู้กันในสนามเลือกตั้ง ชี้ กรณี “ธรรมนัส” ให้ประชาชนตัดสิน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปรยว่าอาจยุบสภาก่อน 1 เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว และการตกลงไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

ส่วนการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ยังไม่ได้มีการเปรยอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็นับถอยหลังการทำงาน รู้กันอยู่แล้วว่า จะต้องเลือกตั้ง ทางการเมืองมีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ“อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร ทำไมสุชาติถึงมั่นใจ?

ควรให้เวลา ครม.ทำงาน

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯ ทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้น ควรปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

ชี้นายกฯทำตามตกลง

เมื่อถามว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ นายกรัฐมนตรี บอกแล้ว ว่า ชัดเจน “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตยทำไมต้อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน?

ให้ประชาชนตัดสิน “ธรรมนัส”

เมื่อถามว่าล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว ว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียว เดือนกว่าเองท่าน จะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่ามันแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีที่ต้องสนองภารกิจต่างๆ อีกเยอะแยะ ตามนโยบายต่างๆ ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดี ประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

จากคำพูดของนายสุชาติ ชมกลิ่น ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นเรื่อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน

การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย ทำตามสัญญา 4 เดือน มองฝ่ายค้านควรให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน

ปลาหมอคางดำ: เจาะลึกปัญหาที่ซ่อนอยู่

การกล่าวโทษ ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ว่าเป็น “ผู้ร้าย” แห่งระบบนิเวศ อาจเป็นการมองปัญหาเพียงด้านเดียว เพราะแท้จริงแล้ว การปรากฏตัวของปลาชนิดนี้ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่ใหญ่กว่ามากในระดับชาติ นั่นคือ การลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำและพืชต่างถิ่น รวมถึงการจัดการที่ขาดความรับผิดชอบและไร้ประสิทธิภาพ

ภัยคุกคามที่ล้นแหล่งน้ำ ไม่ใช่แค่ปลาหมอคางดำ

ในวันนี้แหล่งน้ำธรรมชาติของไทยไม่ได้มีเพียงปลาหมอคางดำเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยสายพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานและไร้การควบคุม โดยเฉพาะ ชนิดพันธุ์ต้องห้าม ที่สร้างผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เช่น

  • สัตว์น้ำรุกราน ได้แก่ ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอมายัน ปลาปิรันยา ปลาซัคเกอร์ ปลาดุกแอฟริกัน และหอยเชอรี่
  • พืชรุกราน เช่น ผักตบชวา ผักกระฉูด ไมยราบยักษ์
  • สัตว์บก เช่น อีกัวน่า และนกพิราบ

การแพร่ระบาดของสายพันธุ์เหล่านี้ในธรรมชาติได้ดำเนินไปจนถึงจุดที่ยากจะจัดการ

รากเหง้าของปัญหาเกิดจากความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย

ต้นเหตุของการรุกรานนี้ คือ เครือข่ายการนำเข้าที่ซับซ้อนและแยบยล ตั้งแต่การสำแดงเท็จในเอกสาร ไปจนถึงการลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีกฎหมาย” แต่เป็นเรื่องของ “การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด” และ “ความไม่โปร่งใสในการตรวจสอบ”

น่าเสียดายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเลือกสื่อสารเฉพาะประเด็นที่เป็นผลดีกับตนเอง ทำให้สังคมถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากภาพรวมทั้งหมด สังเกตได้จากกรณี “ปลาหมอคางดำ” ที่ถูกประโคมข่าวอย่างกว้างขวาง แต่กลับแทบไม่มีการกล่าวถึงผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้กันจากปลาหมอบัตเตอร์ หรือ ปลาซัคเกอร์

แม้มีรายงานว่า 11 บริษัทเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าปลาหมอคางดำและส่งออกไปยัง 17 ประเทศ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างจริงจังหรือนำผู้กระทำผิดมารับโทษ

ขณะที่การพบปลาหมอมายันและปลาหมอบัตเตอร์ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต้องห้าม ในบ่อเลี้ยงและอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แต่กลับถูกปล่อยให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยปราศจากมาตรการจัดการใด ๆ

คำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบ

เหตุใดปลาต่างถิ่นเหล่านี้จึงสามารถเล็ดลอดเข้ามาและแพร่กระจายได้โดยง่าย?

ทำไมจึงไม่มีการตรวจสอบหรือเอาผิดผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบนำเข้าอย่างแท้จริง?

ประเทศไทยจะยอมให้ความจริงเหล่านี้ถูกกลบเงียบพร้อมกับการทำลายระบบนิเวศพื้นถิ่นไปอีกนานแค่ไหน?

บทเรียนจากต่างประเทศคือ การเปลี่ยน “ภัยคุกคาม” เป็น “ทรัพยากร”

นอกจากไทยแล้วยังมีหลายประเทศที่ประสบปัญหาคล้ายกัน เช่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ สเปน และโปรตุเกส ล้วนมีแนวทางรับมือที่ชัดเจนและจริงจัง โดยเน้นที่การเร่งกำจัดสายพันธุ์รุกรานออกจากแหล่งน้ำทันที รวมทั้งใช้ประโยชน์จากปลาเหล่านั้นในการแปรรูปเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์ หรือเหยื่อของสัตว์น้ำ เพื่อควบคุมจำนวนอย่างเป็นระบบ กุญแจสำคัญ คือ การมีรัฐบาลที่เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนมาตรการอย่างรวดเร็วและเป็นขั้นตอน

โอกาสที่ซ่อนอยู่ของปลาหมอคางดำ แม้จะถูกจัดว่าเป็น Alien Species แต่ในทางโภชนาการ มันอยู่ในตระกูลเดียวกับปลานิล มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และสามารถนำไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น น้ำปลาร้า, ปลาผง, น้ำปลา, ลูกชิ้น, หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ

ถึงเวลาจัดการที่ต้นตอ ปัญหาคือ “มนุษย์” ไม่ใช่ “ปลา”

นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวปลา แต่อยู่ที่การจัดการของมนุษย์” หากเรามีระบบบริหารจัดการที่รอบด้าน โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ปลาหมอคางดำก็อาจถูกเปลี่ยนจากภัยคุกคามให้กลายเป็นทรัพยากรใหม่ทางเศรษฐกิจ ได้

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ คือ การจัดการกับ “ทุกสายพันธุ์ต่างถิ่น” ที่คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่แค่ปลาหมอคางดำเพียงชนิดเดียว เราจำเป็นต้องมีกลไกกลางที่เข้มแข็งในการควบคุม ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อการลักลอบนำเข้าอย่างจริงจัง

อีกทั้งต้องยุติการเลือกพูดเฉพาะกรณีที่มี “เจ้าภาพ” หรือเป็นที่สนใจ แต่ต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

เพราะทุกสายพันธุ์ต่างถิ่น ไม่ว่าจะเป็นปลา, พืช, หรือสัตว์ ล้วนมีศักยภาพในการทำลายระบบนิเวศได้เท่าเทียมกัน หากเรายังคงปล่อยให้ปัญหานี้ถูกกลบด้วยความเงียบ ประเทศไทยจะสูญเสียสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นที่มีค่าไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องตื่นตัว และจัดการกับปัญหาสายพันธุ์ต่างถิ่นอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องอนาคตของระบบนิเวศไทยทั้งหมด

ทำความเข้าใจปัญหาปลาหมอคางดำ

ทำไมปัญหาปลาหมอคางดำถึงไม่จบไม่สิ้น?

เราจะจัดการปัญหาปลาหมอคางดำได้อย่างไร?

ถึงเวลาที่เราต้องลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ปลาหมอคางดำ” มองให้ลึกถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่

อยุธยาอ่วม! น้ำท่วมสูง 8 อำเภอ ชาวเสนาจี้เปิดประตู

สถานการณ์น้ำท่วมในอยุธยายังคงน่าเป็นห่วง หลังเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ ทำให้ 8 อำเภอจมบาดาล เดือดร้อนกว่า 54,576 ครัวเรือน ชาวเสนารวมตัว จี้เปิดประตูระบายน้ำ เร่งรัฐบาลช่วยเหลือด่วน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้ปรับการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าวันนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำอย่างหนักต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน

ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่ามีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 8 อำเภอ 123 ตำบล 837 หมู่บ้าน และยังมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงถึง 54,576 ครัวเรือน อำเภอที่ยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง ได้แก่ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอบางไทร อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน อำเภอบางปะหัน และอำเภอบางซ้าย ซึ่งส่วนใหญ่บ้านเรือนตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สูงถึง 14 ราย ในพื้นที่อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอบางไทร และอำเภอพระนครศรีอยุธยา

ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มขยายวงกว้างอีกครั้ง หลังจากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เขื่อนเจ้าพระยาได้ปรับการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดปรับการระบายในอัตรา 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยไม่มีการกำหนดเพดาน ทำให้ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่างวิตกกังวลกับปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดคืนที่ผ่านมา

เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ที่บริเวณสี่แยกไฟแดงเสนา ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีประชาชนจากหลายตำบลในพื้นที่อำเภอเสนา อำเภอหัวเวียง และอำเภอผักไห่ จำนวนหลายร้อยคนรวมตัวกัน เพื่อรอเข้าพบ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการเดินทางมาพบประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่

นายปราโมทย์ กลีบมะลิ อายุ 69 ปี ชาวบ้านอำเภอเสนา เปิดเผยว่า ตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ จึงเดินทางมาร่วมเรียกร้องกับชาวบ้าน เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เร่งเปิดประตูระบายน้ำสามกอ และประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด ซึ่งหากเปิดทั้งสองจุด จะช่วยให้น้ำจากพื้นที่ตลาดเสนาและบริเวณใกล้เคียงไหลระบายเข้าสู่ทุ่งเจ้าแปด ทุ่งบางไทร และทุ่งคู้สลอด ลาดบัวหลวง ได้เร็วขึ้น โดยขณะนี้พื้นที่ทุ่งเหล่านี้ยังไม่มีน้ำไหลเข้าไปเลย

นายชะอ้อน ไตรอุโภค อายุ 68 ปี ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า พื้นที่อำเภอเสนาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในปีนี้ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าทุกครั้ง น้ำหลากมาจากหลายทิศทาง ทำให้บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง ชาวบ้านต้องการให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ เช่น การเปิดประตูระบายน้ำให้เร็วขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเรือไว้แจกจ่ายประชาชนในทุกจังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง

“ตอนนี้ชาวบ้านลำบากมาก อยากให้รัฐบาลลงมาดูพื้นที่จังหวัดอยุธยาด้วยตนเอง ว่าเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากแค่ไหน” นายชะอ้อนกล่าวทิ้งท้าย

อยุธยาอ่วม! น้ำท่วมสูง 8 อำเภอ ชาวเสนาจี้เปิดประตู

ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเสนาและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากสถานการณ์น้ำท่วมสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การเปิดประตูระบายน้ำเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ชาวเสนาเดือดร้อนหนัก จี้เปิดประตูระบายน้ำ ช่วยเหลือด่วน!

สถานการณ์น้ำท่วมสูง ในอยุธยา ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก การรวมตัวของชาวเสนาเพื่อเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำ เป็นการแสดงออกถึงความเดือดร้อนและความต้องการที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ

ปัญหาน้ำท่วมสูง ในอยุธยาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การชดเชยความเสียหายให้กับบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร การสนับสนุนให้ประชาชนกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันได้

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอยุธยาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – อยุธยาอ่วม น้ำท่วมสูงแล้ว 8 อำเภอ ชาวเสนารวมตัว จี้เปิดประตูระบายน้ำ

“สุชาติ” เจรจา ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืน

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล เชื่อสัญญาณดี เผย นายกฯหนุน ทำเต็มที่ ขอประชาชนมั่นใจ

เมื่อเวลา 08.30 วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาขอพลายประตูผา และพลายศรีณรงค์ คืนจากศรีลังกา กลับมาดูแลที่ประเทศไทย ว่า ทางอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือกับอธิบดีกรมเอเชียใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงข้อตกลงและพิธีการต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับประเทศศรีลังกา ขณะที่ตนจะหาโอกาสพบกับผู้นำรัฐบาลศรีลังกา ซึ่งอยู่ในระหว่างการประสานงาน

จึงฝากถึงประชาชนคนไทยที่มีความห่วงใยช้างทั้ง 2 เชือก ขอให้หลีกเลี่ยงการไปพูดถึงการดูแลช้างทั้ง 2 เชือก ว่าดีหรือไม่ดี ควรพูดในลักษณะที่มาขอความเห็นใจว่าเราอยากขอกลับมาดูแล และไม่อยากให้ไปดิสเครดิตหรือไปโทษใคร เรื่องวิธีการดูแล เพราะวิถีชีวิตและการเลี้ยงของแต่ละประเทศย่อมต่างกัน

นายสุชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสนับสนุนเต็มที่ โดยผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นขอพี่น้องคนไทยทุกคนที่มีเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้ว่าให้มั่นใจ ทุกอย่างมีความคืบหน้า โดยการเจรจาจะต้องมีวิธีการพูดที่ละมุนละม่อมในลักษณะขอความเห็นใจ จะไม่ไปพูดว่าใครดีหรือไม่ดี และยืนยันว่าตนจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยใช้สติในการพูดคุยเจรจา และจะเดินทางไปพบกับทางศรีลังกาในเร็วๆนี้ จะได้เจอและได้พูดคุยในเรื่องนี้แน่นอน เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีของพลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ สองช้างไทยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศศรีลังกา กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางไปเจรจากับผู้นำศรีลังกาด้วยตนเอง เพื่อขอให้พลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ได้กลับมาอยู่ในความดูแลของประเทศไทย

ทำไมการขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืนจึงสำคัญ?

การที่นายสุชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา การนำช้างทั้งสองกลับมา ไม่เพียงแต่เป็นการดูแลชีวิตสัตว์ แต่ยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจและความรู้สึกที่ดีของคนในชาติอีกด้วย

การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่าย นายสุชาติได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะใช้ “สติ” และ “วิธีการพูดที่ละมุนละม่อม” ในการเจรจา เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดีและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนชาวไทย ให้หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นในเชิงลบเกี่ยวกับการดูแลช้างในศรีลังกา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาได้ การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและความปรารถนาดี จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการมากกว่า

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจในการดำเนินการครั้งนี้ นายสุชาติได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ทุกอย่างมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ

เรื่องราวของ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการย้ายช้างสองเชือกกลับประเทศ แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบที่เรามีต่อสัตว์ร่วมโลก การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะนำ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับสู่บ้านเกิด แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและศรีลังกาอีกด้วย

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์

นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงสิงคโปร์แล้ว เตรียมหารือกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อลงนาม MOU 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวและเรื่องการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์ และพบปะพี่น้องคนไทยในสิงคโปร์อีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และคณะรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยมี ดร. ตัน ซี เหล่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสิงคโปร์ และนางสาวหว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ

กำหนดการของนายกรัฐมนตรีในวันนี้เต็มไปด้วยภารกิจสำคัญ เริ่มต้นด้วยการเข้าเยี่ยมคารวะนายทาร์มัน ซันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการหารือเต็มคณะกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นอกจากนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 และพบปะกับชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจ

สำหรับไฮไลท์ของวันนี้คือพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะประกอบด้วยพิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens และพิธีต้อนรับ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ พร้อมด้วยการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมทั้งการแถลงข่าวร่วม

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์อีกครั้ง และเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษและพบปะนักลงทุนชั้นนำ ก่อนที่จะพบปะกับชุมชนไทย แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำของวันเดียวกัน

สิ่งที่น่าจับตามองคือการลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ ที่จะช่วยขยายความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ในด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข ได้แก่

  • บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ (MOC on Rice Trade) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมการแพทย์และ Singapore Health Services (MOU on Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) ที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเดินทางกลับของนายกฯ มีกำหนดถึง บน.6 ในเวลา 21.50 น.

นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์

การเดินทางเยือนสิงคโปร์ของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ รวมถึงผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและการสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความสำคัญของ MOU ค้าข้าวและการแพทย์

การลงนามใน MOU ทั้งสองฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและสุขภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

  • ด้านการค้าข้าว: MOU นี้จะช่วยส่งเสริมการค้าข้าวระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์มีความมั่นใจในแหล่งอาหารที่มั่นคง และช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่ยั่งยืน
  • ด้านการแพทย์: MOU นี้จะช่วยให้ไทยและสิงคโปร์ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญในสังคมปัจจุบัน

การที่ นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การสาธารณสุข หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การลงนาม MOU 2 ฉบับนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสองประเทศ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – นายกฯ ถึงสิงคโปร์แล้ว เตรียมลงนาม MOU 2 ฉบับ ค้าข้าวและเรื่องการแพทย์

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

“พิพัฒน์” รับลูก “นายกฯ อนุทิน” กำชับทุกหน่วยคมนาคมเฝ้าระวังพายุ “คัลแมกี” เฝ้าระวัง 9 จังหวัดอีสาน เสี่ยงน้ำท่วม ย้ำโครงข่ายคมนาคม “ถนน–ราง–น้ำ–อากาศ” เตรียมแผนรับมือพร้อมคน เครื่องมือ เข้าพื้นที่ทันทีใน 24 ชม.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำหากเกิดน้ำท่วมให้เร่งระบายน้ำออกโดยเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเขตเสี่ยงภัยน้ำท่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 6–7 พฤศจิกายน ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชัน จากนั้นจะเคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 โดยจะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก (มากกว่า 90 มิลลิเมตรต่อวัน) ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และ นครราชสีมา

อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และถนนชำรุดเสียหาย ต้องเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งด้านบก ราง น้ำ และอากาศ จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมวางแผนรับมือเฉพาะหน้าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ลำธาร และพื้นที่ริมแม่น้ำที่อาจเกิดน้ำล้นตลิ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าพื้นที่บริหารจัดการเส้นทางทันที เตรียมอุปกรณ์พร้อมจัดทำทางเลี่ยงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน หากมีการร้องขอ และหากพบถนนหรือสะพานขาด ให้เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้โดยเร็ว ในกรณีที่มีต้นไม้หักโค่นหรือสิ่งกีดขวางถนน ให้ระดมเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการเก็บกู้และเปิดทางทันที รวมถึงจัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยงทันที

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของการเดินทางทางน้ำ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด หากมีพายุหรือคลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนเรือขนาดใหญ่ควรชะลอการเดินทางจนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ

สำหรับประชาชนทั่วไป หากพบพื้นที่มีน้ำท่วมขัง น้ำหลาก หรือมีความเสี่ยงต่อการสัญจร ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจมีสายไฟฟ้า กิ่งไม้ หรือสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตราย พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำและป้ายเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดทุกแห่งให้เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์เส้นทาง และมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา หากประชาชนต้องการสอบถามหรือติดต่อแจ้งเหตุ สามารถโทรสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชม.) และเว็บไซต์ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (HDMS) สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 และสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า “กระทรวงคมนาคมพร้อมทำงานเชิงรุกตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ทุกเส้นทางคมนาคมจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หน่วยงานของกระทรวงจะเข้าช่วยเหลือภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน”.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี สั่งช่วย 9 จังหวัด

จากสถานการณ์พายุ “คัลแมกี” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย กระทรวงคมนาคมได้เตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือประชาชนใน 9 จังหวัดภาคอีสานอย่างเต็มที่ หน่วยงานต่างๆ ได้ถูกสั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องมือเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที นี่คือความมุ่งมั่นของกระทรวง“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

มาตรการ “คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี

กระทรวงคมนาคมได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อ“คมนาคม” รับมือพายุคัลแมกี ดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
  • เตรียมพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน
  • จัดทำทางเลี่ยงในกรณีที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด
  • ติดตั้งสะพานเบลีย์ในกรณีที่ถนนหรือสะพานขาด
  • จัดตั้งป้ายเตือนภัยและจุดอำนวยความสะดวกในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นในช่วงพายุ

“คมนาคม” ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมตลอด 24 ชั่วโมง.

การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ และกระทรวงคมนาคมได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การทำงานเชิงรุกและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” รับมือ “พายุคัลแมกี” สั่งทุกหน่วยพร้อมช่วย 9 จว.อีสาน ตลอด 24 ชม.

“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ปัดสหรัฐฯ กดดัน

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะประเด็นร้อนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ปฏิเสธว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่สิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงกระแสข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 คน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เท่าที่ทราบได้รับรายงานว่าจะมีการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ แต่ขอให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ยืนยันข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง โดยการปล่อยตัวเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักเพื่อเปิดพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ปล่อยตัวที่แน่นอนนั้น ยังต้องรอการยืนยันอีกครั้ง

“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้ยืนยันว่า การปล่อยตัวเชลยศึกครั้งนี้ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใดๆ เพิ่มเติม และปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าการปล่อยตัวเป็นผลมาจากข้อตกลงแลกเปลี่ยนภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นศูนย์ โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน การที่นายกรัฐมนตรี“อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปล่อยตัวเชลยศึก

การปล่อยตัวเชลยศึกถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ย่อมมีเหตุผลและเบื้องหลังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม้ว่า “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่ รมว.กต. ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐฯ ก็เป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการและข้อตกลงที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ การเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะช่วยลดความเคลือบแคลงสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: ความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • สิ่งที่ควรจับตา: ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ข้อเสนอแนะ: รัฐบาลควรชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

การที่นายกฯ “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง แต่การสื่อสารที่ชัดเจนและเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก-รมว.กต. ปัดโยง “สหรัฐฯ” กดดันภาษี