วัน: 7 พฤศจิกายน 2025

ตัดวงจรสแกมเมอร์ ข้อมูลประชาชนหลุด 9 ล้านรายชื่อ

กระทรวงดีอีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงการณ์ถึงการตัดวงจรสแกมเมอร์ หลังพบข้อมูลส่วนตัวของประชาชนทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 9 ล้านรายชื่อรั่วไหล และถูกนำไปขายในโลกออนไลน์ สร้างความเสียหายแล้วกว่า 290 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการตัดวงจรสแกมเมอร์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงาน PDPC (Personal Data Protection Committee) หรือที่เรียกว่า PDPC Eagle Eye ซึ่งมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด จนกระทั่งพบการซื้อขายข้อมูล PDPA ของประชาชนทั่วไป รวมถึงข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วบนแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งหนึ่ง จึงได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งหมด 6 ราย

ข้อมูลที่ถูกซื้อขายนั้นเป็นข้อมูลของประชาชนกว่า 9 ล้านรายชื่อ และมีประชาชนที่ถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหายแล้วกว่า 4,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 290 ล้านบาท การระงับข้อมูลจำนวนมากได้ทันท่วงที ถือเป็นการตัดวงจรสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ เพราะหากข้อมูลเหล่านี้หลุดรอดออกไป อาจสร้างความเสียหายได้อีกมหาศาล

ตัดวงจรสแกมเมอร์ ช็อกข้อมูลประชาชนหลุด 9 ล้านรายชื่อ

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) โดยเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 แห่ง ในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ เชียงราย, อุดรธานี, สระบุรี, ปทุมธานี, สมุทรสาคร, ประจวบคีรีขันธ์, ชลบุรี และภูเก็ต พร้อมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับรวม 6 ราย ได้แก่ นายจิรวุธ, นายผดุงเกียรติ, นายบุณยสิทธิ์, น.ส.ปรีดาวรรณ์, น.ส.สุภัคชญา และนายจิรกร

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นจำนวนมาก รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, อุปกรณ์สำรองข้อมูล, สมุดบัญชีธนาคาร และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตรวจพบพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่มักทราบข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายก่อนทำการหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นชื่อ-สกุล, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์, หรือหมายเลขบัญชีธนาคาร จึงเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายเหล่านี้มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอยู่ในครอบครองก่อนที่จะนำไปใช้ในการกระทำความผิด

การสืบสวนเพื่อตัดวงจรสแกมเมอร์

กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (CIB) ได้สืบสวนจนพบว่ามีการประกาศขายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวบนเพจเฟซบุ๊กชื่อ “การตลาดสายเทา” โดยมีการเสนอขายข้อมูลในราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อ 100,000 รายชื่อ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการล่อซื้อข้อมูลจากสมาชิกของเพจดังกล่าว และพบว่าเป็นข้อมูลจริง โดยมีปริมาณรวมกันมากกว่า 2.3 ล้านรายชื่อ เมื่อนำรายชื่อเหล่านี้ไปตรวจสอบกับระบบแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าเป็นรายชื่อของผู้เสียหายในคดีที่ถูกหลอกลวงออนไลน์และได้แจ้งความไว้แล้ว จำนวน 4,630 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 298 ล้านบาท

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากกลุ่มลักลอบทำเว็บพนันออนไลน์, แอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์ และแอปพลิเคชันหลอกลวงขอข้อมูลผิดกฎหมาย แล้วนำมาขายต่อให้กับมิจฉาชีพในตลาดมืดออนไลน์

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้มีการประสานงานกับ Facebook เพื่อปิดกลุ่มดังกล่าวแล้ว และยังไม่พบว่ามีนักการเมืองหรือบุคคลมีชื่อเสียงอยู่เบื้องหลังเครือข่ายนี้

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ายังสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ เนื่องจากมีกฎหมาย PDPA ควบคุมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลให้ปลอดภัย และมีโทษหากไม่สามารถควบคุมดูแลข้อมูลได้

พร้อมกันนี้ ได้เตือนกลุ่มบุคคลที่ลักลอบนำข้อมูลส่วนบุคคลไปขายว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน

นายไชยชนก ชิดชอบ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดต่อบุคคลที่ข้อมูลรั่วไหลกว่า 9 ล้านราย เพื่อให้ระมัดระวังตัวและดำเนินการเปลี่ยนข้อมูลเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางป้องกันข้อมูลรั่วไหล

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า PDPC จะตรวจสอบที่มาของข้อมูลที่รั่วไหล และย้ำว่าการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปขายเพื่อก่ออาชญากรรม มีโทษตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2568

การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงในยุคดิจิทัล การตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น เราทุกคนควรตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลส่วนตัวอยู่เสมอ รวมถึงระมัดระวังในการให้ข้อมูลกับเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ตัดวงจรสแกมเมอร์ ช็อกข้อมูลประชาชนหลุด 9 ล้านรายชื่อ ความเสียหาย 290 ล้าน

“มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. เปิดตัว สส.กทม.

“อภิสิทธิ์” กระตุก “นายกฯ อนุทิน” ควรเป็นแบบอย่างผู้นำประชาธิปไตย แง้ม 10 พ.ย. จ่อเปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ยัน “กาญจน์ ตั้งปอง – ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังอยู่ประชาธิปัตย์

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถือเป็นสัญญาณชัดเจนเรื่องยุบสภา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวผู้สมัครถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ ทั้งการเริ่มรณรงค์ให้คนมาร่วมงานโดยสมัครเข้าพรรคกับเราที่ต้องการเปิดกว้าง แต่ขั้นตอนทางกฎหมายยังต้องรอการรับรองคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ การยุบสภาน่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม 2569 แต่เราไม่หวั่นไหว หากเร็วขึ้น เพราะคิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนพยายามบอกกับทุกคนว่า “อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมืองด้วยกัน”

ส่วนการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้นเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ เชื่อว่า สามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบายเพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภามีเวลาราว 2 เดือนต้องทำให้สำเร็จ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายพรรคเรา คนที่อยู่กับเรา และทิศทางของเราคืออะไร เพียงแต่จากที่ฟังนายกรัฐมนตรีพูดว่าจะยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี

“อยากบอกท่านว่าจริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการมาด่ากันหรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ และท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. แต่ในทางกฎหมายเราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะเมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาสมัครแล้ว ตามกฎหมายต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้ กก.บห.พรรค สรุปอีกครั้ง จึงจะครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม แต่ตนดูข่าวแล้วยังตกใจว่าทำไมเปิดตัวกันง่าย ได้ทำตามขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมหรือไม่ และก็ยังรู้สึกงงๆ ด้วยว่า พอเปิดตัวเสร็จก็ไปใส่เสื้ออีกพรรคหนึ่งได้ ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่นิ่ง ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอีกหลายคนที่จะเตรียมย้ายไปอีก จึงยังมีเวลาที่จะสรรหาผู้สมัคร โดยเฉพาะคนที่เชื่อมั่นในแนวทางที่เราประกาศออกไปให้มาร่วมกับเรา

เมื่อถามว่า สส.เก่าทั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ประกาศตัวว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกาญจน์ มาพบตนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีโอกาสพบกัน แต่ทราบจากข่าว ซึ่งใครที่ตัดสินใจอยู่กับเราก็ต้องเดินตามแนวทางที่เรากำหนดไว้ และขอบคุณที่ยังตัดสินใจมาร่วมกันตรงนี้ ยืนยันว่าเรายังเปิดกว้างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะมาร่วมกับเรา.

อภิสิทธิ์เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 10 พ.ย. นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นแบบอย่างผู้นำในระบอบประชาธิปไตย

ในการให้สัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยย้ำว่าพรรคกำลังเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมงานกับพรรค การเตรียมผู้สมัคร และการจัดทำนโยบายที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์กับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. รอบใหม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แต่ในทางกฎหมาย พรรคจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ก่อนที่จะสรุปและประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ สส.เก่าของพรรคบางส่วนได้ประกาศตัวว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป โดยกล่าวขอบคุณ สส. เหล่านั้นที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางของพรรค และพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาได้ย้ำว่าพรรคยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับพรรค และพร้อมที่จะพิจารณาผู้สมัครที่มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะนำเสนอนโยบายและผู้สมัครที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จับตาดูวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ ใครบ้าง และจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. แง้ม 10 พ.ย. เปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

วธ.จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารแด่ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเตรียมพิมพ์หนังสือพระราชดำรัสและพระราโชวาท แจกจ่ายประชาชน เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี มีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารองค์การมหาชน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมพิธี ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่ วธ. ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวาระครบ 15 วันแห่งการสวรรคต หรือการบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์ผ้าไทย ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย การแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีไทย และหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ ให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติตราบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของการทรงงานเพื่อรักษารากเหง้าความเป็นไทยให้มั่นคงและยั่งยืน โดย วธ. จะน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดภูมิปัญญาไทย ผ่านโครงการสำคัญต่าง ๆ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรม ศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น และการเผยแพร่คุณค่าผ้าไทยในระดับนานาชาติบนรากฐานวัฒนธรรมที่มั่นคงและงดงามต่อไป

สำหรับความคืบหน้าการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตามที่ ครม. มอบหมายให้ วธ. เป็นผู้ดำเนินการนั้น วธ. ได้ประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การรวบรวมข้อมูล เอกสาร และภาพถ่ายในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศให้กับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดเป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวเป็นไปอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ ในส่วนของหนังสือพระราชดำรัสและพระราโชวาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการรวบรวม เพื่อจัดพิมพ์หนังสือ ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ และเผยแพร่สู่สาธารณชนโดยเร็ว

สำหรับการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ ตามที่คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ มอบหมายส่วนราชการดำเนินการนั้น ทุกหน่วยงานในสังกัด วธ. ได้ร่วมกันเผยแพร่ภาพข่าว ข้อมูลกิจกรรม รวมไปถึงประสานข้อมูลและเผยแพร่องค์ความรู้ พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และข้อมูลงานพระราชพิธีพระบรมศพจากกรมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ มรดกแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เผยแพร่องค์ความรู้ด้านศาสนาและคติธรรมในงานพระราชพิธีพระบรมศพ ธรรมเนียมการบำเพ็ญกุศลแด่ผู้ล่วงลับในคติพุทธศาสนาและราชประเพณีไทย เป็นต้น นอกจากนี้ วธ. ยังได้เตรียมจัดทำหนังสือพระราชดำรัสและพระราโชวาทฯ เพื่อแจกจ่ายให้คณะรัฐมนตรีและประชาชนในโอกาสนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อน้อมแสดงความอาลัยและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่กรมการศาสนา ร่วมกับเครือข่ายทางศาสนา องค์การศาสนา 5 ศาสนา เยาวชนและสถานศึกษา จัดกิจกรรมจิตอาสาจัดทำริบบิ้นสัญลักษณ์แสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ณ กระทรวงวัฒนธรรม จากนั้นจะนำริบบิ้นที่จัดทำขึ้นแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ สถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้า มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ต่อไป

“ตลอดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน วธ. ได้ร่วมถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี โดยจัดเจ้าหน้าที่ กรมการศาสนา และกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับสำนักพระราชวัง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร บรรเลงวงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่ประโคมย่ำยามตลอดการพระราชพิธี เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุดของกระทรวงวัฒนธรรมที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทแด่พระองค์ท่านในวาระอันสำคัญยิ่งนี้”

การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระพันปีหลวง” แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความกตัญญูของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

พิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดงานอย่างสมพระเกียรติ

รายละเอียดเกี่ยวกับพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

พิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ที่จัดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความอาลัย แต่ยังเป็นการน้อมนำพระราชดำริของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของประเทศอีกด้วย

ที่มา – วธ. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

หมอนทองวิทยาฟีเวอร์! แห่เชียร์ หวังคว้าแชมป์

กระแส “หมอนทองวิทยาฟีเวอร์” แรงเกินต้าน! กองเชียร์เตรียมรถบัสกว่า 20 คัน ระดมพลไปส่งกำลังใจให้ทีมรักถึงขอบสนามในรอบชิงชนะเลิศ ด้าน “น้องเต” ดาวซัลโวประจำทีม ตั้งเป้าหมายชัดเจน รถขนฝันจะต้องกลายเป็นรถขนแชมป์ สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดฉะเชิงเทราให้ได้

ความคึกคักปกคลุมทั่วเมืองแปดริ้ว หลังจากทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอล 7 สี ได้สำเร็จ แฟนบอลจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาขอซื้อเสื้อแข่ง แลกกับรองเท้าสตั๊ดราคาแพงลิบ (อ่านข่าว : กำลังใจล้น ทีมหมอนทองวิทยา เผยเหตุผลใช้รถขนฝันคันเดิม มุ่งสู่สนามศุภชลาศัย)

บรรยากาศที่แคมป์เก็บตัวนักฟุตบอลทีมหมอนทองวิทยา ในเช้าวันนี้ (7 พฤศจิกายน 2568) เต็มไปด้วยความอบอุ่น ประชาชนต่างนำน้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยว และสิ่งของจำเป็นมามอบให้กำลังใจนักเตะอย่างไม่ขาดสาย

อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ได้นำนักเตะรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ส่วนหนึ่ง เดินทางไปแข่งขันฟุตซอล โอกาเนะ ที่กรุงเทพฯ ขณะที่นักเตะตัวหลักที่เหลือ พักผ่อนฟื้นฟูร่างกาย เตรียมพร้อมสำหรับศึกชิงแชมป์กับ อบจ.ชัยนาท ในวันพรุ่งนี้ (8 พฤศจิกายน 2568)

นายนัทธี วงษ์เลิศ แฟนบอลจากจังหวัดนนทบุรี เดินทางมาด้วยใจที่มุ่งมั่น ตั้งใจมาขอซื้อเสื้อแข่งของทีมหมอนทองวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่นชอบในฝีเท้าของ “นายวรากร ช่างเขียนดี” เป็นอย่างมาก แม้ทางชมรมจะไม่มีเสื้อจำหน่าย (เนื่องจากทำเป็นพรีออเดอร์) แต่นายนัทธีก็ไม่ย่อท้อ อ้อนวอนขอซื้อเสื้อที่น้องใส่แล้ว เพื่อนำไปใส่เชียร์ในวันพรุ่งนี้ สตาฟโค้ชเห็นใจ จึงมอบเสื้อปีก่อนให้ด้วยไมตรีจิต

นอกจากนี้ นายนัทธียังได้มอบรองเท้าสตั๊ด Mizuno wave cup รุ่นดัง ราคาเปิดตัวหลักหมื่น ให้กับน้องเต เพื่อใช้ในการแข่งขัน

นายวรากร ช่างเขียนดี (น้องเต) ดาวซัลโวประจำทีม วัย 17 ปี กลายเป็นที่กล่าวถึงในโลกโซเชียล จากฟอร์มอันร้อนแรง ยิง 2 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีก 2 แอสซิสต์ ในนัดที่เอาชนะอัสสัมชัญศรีราชาไปได้

น้องเต วรากร กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่เห็นแฟนบอลจากฉะเชิงเทราตามมาเชียร์กันแน่นสนาม มั่นใจว่าจะสามารถคว้าแชมป์กลับฉะเชิงเทราได้ เปลี่ยนรถขนฝันให้กลายเป็นรถขนแชมป์ และเชิญชวนพี่น้องชาวฉะเชิงเทราและแฟนบอลชาวไทย ร่วมเชียร์ทีมหมอนทองวิทยา

นายปัญณวัฒน์ พงษ์บุญญพัฒน์ (แต้งกิ้ว) เล่าถึงสตอรี่สุดซึ้งที่คุณพ่อก้มกราบเท้าอาจารย์สกล เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนเองไม่ตั้งใจเรียน ถูกมองข้าม แต่พ่อเชื่อมั่นในอาจารย์สกลว่าจะสามารถพาตนเองประสบความสำเร็จได้ การที่ทีมผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ทำให้ตนเองและพ่อรู้ว่าความฝันกำลังเป็นจริง

นายสุทธิพงษ์ และเล็ก สองนักฟุตบอลจากตำบลหมอนทอง เผยว่า รู้สึกตื่นเต้นที่แฟนบอลชาวแปดริ้วตามไปเชียร์กันมากมาย และฝากเชิญชวนให้ไปเชียร์พวกตนในวันพรุ่งนี้ที่สนามศุภชลาศัย

ดร.สุเมธ ริดหมัด ประธานมูลนิธิอิสลามฉะเชิงเทรา และประธานชมรมฟุตบอลศิษย์เก่าโรงเรียนหมอนทองวิทยา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งชมรม ที่ต้องการให้เด็กๆ ได้เล่นกีฬาและเรียนหนังสือควบคู่กันไป และเชิญชวนชาวฉะเชิงเทราไปเชียร์น้องๆ นักฟุตบอล ทราบว่ามีรถบัสเดินทางไปกรุงเทพฯ กว่า 20 คัน

น.ส. แสงอรุณ บินสอัด แม่ค้าขายไก่ทอดหน้าโรงเรียน ผู้โด่งดังจากกระแส “ตามหาสาวฮิญาบดำ” เผยว่า ตนเองและแม่ค้ากว่า 90% จะปิดร้านไปเชียร์น้องๆ พร้อมเผยความภูมิใจที่โรงเรียนเล็กๆ ในตำบลเล็กๆ เป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ

หมอนทองวิทยาฟีเวอร์ คืออะไร ทำไมถึงเป็นกระแส?

ปรากฏการณ์ หมอนทองวิทยาฟีเวอร์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจของผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักกีฬา และศิษย์เก่า ที่ร่วมกันสร้างทีมฟุตบอลเล็กๆ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำระดับประเทศ เรื่องราวของความมุ่งมั่น ความสามัคคี และความเสียสละ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก จนเกิดเป็นกระแส หมอนทองวิทยาฟีเวอร์ ที่เราเห็นในวันนี้

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของทีมหมอนทองวิทยา?

ความสำเร็จของทีมหมอนทองวิทยา ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เกิดจากการทำงานหนัก การฝึกซ้อมอย่างมีวินัย และที่สำคัญที่สุดคือ สปิริตของทีม นักกีฬาทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเอง และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อทีม นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทีมหมอนทองวิทยาก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และประสบความสำเร็จได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ทีมหมอนทองวิทยา สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีความหวังและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง เรื่องราวของทีมหมอนทองวิทยาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

ร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมหมอนทองวิทยาให้คว้าแชมป์กลับบ้านเกิดให้ได้!

ที่มา – หมอนทองวิทยาฟีเวอร์ เตรียมบัสกว่า 20 คันเชียร์ หวังรถขนฝัน กลายเป็นรถขนแชมป์

ทล. เฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. พร้อมเส้นทางเลี่ยง

กรมทางหลวง (ทล.) สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตรวจสอบเส้นทางน้ำท่วมและแนะนำเส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง

จากสถานการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า “พายุคัลแมกี” จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กรมทางหลวงจึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องจักรกล และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สุโขทัย นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และอุทัยธานี ซึ่งอาจมีฝนตกต่อเนื่องและมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด กรมทางหลวงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการดังนี้:

  • เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและอุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงที่ตัดผ่านพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวง
  • ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายบอกระดับน้ำ และเสาแสดงแนวเขตทางอย่างชัดเจน เพื่อเตือนผู้ใช้ทางให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และเมื่อระดับน้ำลดลง ให้เร่งประเมินความเสียหายและซ่อมแซมเบื้องต้นโดยเร็ว
  • บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนกำลังคน เครื่องจักรกลหนัก รถบรรทุกน้ำ ยานพาหนะ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน
  • จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการอำนวยความสะดวกในการสัญจร การส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น

กรมทางหลวงได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบัน และเส้นทางเลี่ยง

ปัจจุบัน โครงข่ายทางหลวงหลายแห่งประสบปัญหาอุทกภัย ทำให้บางเส้นทางไม่สามารถสัญจรได้ กรมทางหลวงจึงได้ประกาศเส้นทางเลี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

เส้นทางที่ได้รับผลกระทบและเส้นทางเลี่ยง (ข้อมูล ณ วันที่…)

  1. จังหวัดเชียงใหม่
    • ทล.1012 ฮอด – วังลุง – บ้านนาคอเรือ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
    • ทล.1322 เชียงดาว – บ้านเมืองนะ (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางท้องถิ่นตามคำแนะนำ
  2. จังหวัดสุโขทัย
    • ทล.125 ช่วงกม.14+000 – 19+800 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.1272 และ สท.3017
    • ทล.1347 ช่วงกม. 0+100 – 5+200 อ.เมืองสุโขทัย (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้ ทล.125 (โค้งตานก) และ ทล.12
  3. จังหวัดอุทัยธานี
    • ทล.3319 ช่วงกม. 17+800 – 18+400 อ.ทับทัน (ผ่านไม่ได้) เส้นทางเลี่ยง: ใช้เส้นทางเลียบเขื่อนวังล่ม และ ทล.3221

หากต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยบนทางหลวง สามารถติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเดินทาง

การเตรียมพร้อมรับมือกับ “พายุคัลแมกี” และสถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งสำคัญ กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด วางแผนการเดินทางล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

ช่วงฤดูฝนแบบนี้ การตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

ที่มา – ทล. สั่งเฝ้าระวัง “พายุคัลแมกี” 24 ชม. เช็กเส้นทางน้ำท่วม-แนะทางเลี่ยง

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก: กัมพูชาต้องทำอะไรบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี ปล่อยตัว 18 เชลยศึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำ กัมพูชาต้องดำเนินการตามข้อตกลงให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงทั้งหมด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการปล่อยตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ได้มีการตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ตาม การเจรจาในระดับพื้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาหารือในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าไปบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวเพิ่มเติมว่า รายละเอียดต่างๆ จะถูกนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักในพื้นที่ต่างๆ เช่น บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ทางกัมพูชาได้แสดงความประสงค์ที่จะให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ทางฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเสียก่อน

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

พล.อ.ณัฐพล เน้นย้ำว่า “รูปธรรม” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่หมายถึงการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงฯ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน เพื่อหารือและดำเนินการในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการให้กัมพูชาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะแรกก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของการเก็บกู้วัตถุระเบิด เดิมทีกัมพูชาเสนอให้เก็บกู้ใน 13 พื้นที่ แต่ภายหลังการเจรจาในระดับพื้นที่ได้ลดลงเหลือ 5 พื้นที่ ซึ่งกัมพูชายินยอมให้เข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ ดังนั้น ทั้งสองประเด็นหลักนี้ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

เงื่อนไขสำคัญก่อนปล่อยตัว 18 เชลยศึก

รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเพียงการคาดการณ์ และยังไม่มีการยืนยันวันดังกล่าว เนื่องจากต้องพิจารณาความสำเร็จของเฟสแรกที่วางไว้ ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่ทางกัมพูชาแจ้งว่าจะพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10-12 พฤศจิกายน โดยทางฝ่ายไทยได้แจ้งว่า หากกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกให้เร็วขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินการตามเงื่อนไข ไม่ใช่จากวันที่ที่กำหนดไว้ หากการถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกลยังไม่เสร็จสิ้น หรือการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 5 พื้นที่ที่รับปากไว้ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะยังไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม”

สำหรับประเด็นปัญหาพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังจากนั้นกรมแผนที่ทหารจะเริ่มดำเนินการปักหมุดชั่วคราว โดยจะมีการปักหมุด 2 แนว คือแนวที่ไทยยึดถือ และแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งได้มีการตกลงกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) พิจารณาในรายละเอียดต่อไป

รมว.กลาโหม ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการช่วยอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามแนวทางของประเทศที่มีวุฒิภาวะ และย้ำว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางที่อารยประเทศปฏิบัติกัน

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทตาควาย รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะขอให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 5 ประเด็นหลักข้างต้นก่อน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงจะเริ่มเก็บรายละเอียดในส่วนของปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และปัญหาทางชำรากต่อไป โดยขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนเนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมานานกว่า 15 ปี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเงื่อนไขในการปล่อยตัว 18 เชลยศึก ว่าต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 5 ข้อ หรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง รมว.กลาโหม ย้ำว่า ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ แต่ 2 ข้อหลักคือ การถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญมาก โดยจะให้หน่วยในพื้นที่หารือและตกลงกันในรายละเอียดเพื่อให้ทั้ง 2 ข้อนี้เป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ทุกข้อต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หากบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะไม่ดำเนินการจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

การดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ปล่อยตัว 18 เชลยศึก กัมพูชาต้องบรรลุ 2 ข้อก่อน ชี้เรื่องสแกมเมอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นักวิชาการชี้ รัฐบาล**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง**

“วันวิชิต” ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” เดินเกมเศรษฐกิจได้ผลจริง เน้นขยายกำลังซื้อฐานราก คืนชีวิตให้ตลาดสด

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นแนวทางที่เน้นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจชีวิตประจำวัน (Everyday Economy) มากกว่าตัวเลขในรายงาน

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า หัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับฐานราก โดยรัฐบาลใช้แนวทางที่สอดประสานกันทั้งระบบ โครงการคนละครึ่งพลัสนโยบายนี้ (เริ่ม พ.ย. 2568) สนับสนุนวงเงินให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยรัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มอำนาจซื้อ แต่ยังสร้าง “ความรู้สึกมั่นใจ” ในระบบเศรษฐกิจ คืนชีวิตให้ตลาดและชุมชน

นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้และท่องเที่ยว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC และมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่วนพลังงานชุมชนโครงการที่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน

ผศ.ดร.วันวิชิตสรุปว่า รัฐบาลอนุทินเลือกทำในสิ่งที่ประชาชนรู้สึกได้จริง ทำให้เกิดพลังทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาคชุมชน ซึ่งสะท้อนการทำงานแบบ บูรณาการ เชื่อมโยงนโยบายระหว่างกระทรวง ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง.

นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือมุมมองของนักวิชาการที่เห็นว่ารัฐบาลกำลัง**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง**

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง โดยเน้นไปที่เศรษฐกิจชีวิตประจำวัน (Everyday Economy) ซึ่งหมายถึงการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน

โครงการคนละครึ่งและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับความนิยมและถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดและชุมชนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

นอกจากโครงการคนละครึ่งแล้ว รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น

  • มาตรการแก้หนี้รายย่อยผ่านกลไก AMC
  • มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • โครงการพลังงานชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เอง

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อนาคตเศรษฐกิจไทยกับการเดินเกมที่ถูกต้อง

การที่นักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่ารัฐบาลกำลัง**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง** เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลกำลังส่งผลในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและประชาชนทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การที่รัฐบาลมุ่งเน้นการ**เดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง** โดยการคืนกำลังซื้อให้กับรากฐานเศรษฐกิจนั้น เป็นแนวทางที่น่าสนับสนุนและควรได้รับการสานต่อ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ที่มา – นักวิชาการชี้รัฐบาลเดินเกมเศรษฐกิจถูกทาง คืนกำลังซื้อให้รากฐานคึกคัก

ซัตตันเตือนโอนีล: อย่าอยู่นานเกินไป – ข่าวลือ

คริส ซัตตัน เตือน มาร์ติน โอนีล อดีตผู้จัดการทีม เซลติก ว่าอย่า “อยู่นานเกินไปและทำลายมรดกของเขา” หลังจากที่เขากลับมารับตำแหน่งหัวหน้าทีมชั่วคราว (Sun), external

กัปตันทีม คัลลัม แม็คเกรเกอร์ ไม่เชื่อว่าฤดูกาลของ เซลติก ถูกสาปแช่ง โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขาเป็น “ความท้าทาย” (Record), external

แม็คเกรเกอร์รู้สึกว่า เซลติก จำเป็นต้อง “กินยา” หลังจากพ่ายแพ้ต่อ มิดทิลลันด์ 3-1 ในยูโรปาลีกเมื่อวันพฤหัสบดี (Herald – subscription required), external

คัลลัม ออสมานด์ กองหน้าของ เซลติก ต้องพักรักษาตัวข้างสนามหลังจากได้รับบาดเจ็บในเดนมาร์ก (Sun), external

และ อาร์เน เองเกลส์ กองกลางได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อในเกมที่ เซลติก พ่ายแพ้ (Scotsman – subscription required), external

อดีตผู้เล่นและผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส อัลลี แม็คคอยสต์ กลัวว่าต้องใช้เวลาถึงสามช่วงตลาดซื้อขายนักเตะในการแก้ไขปัญหาของฝั่งไอบรอกซ์ (TNT Sports on X), external

แบรรี่ เฟอร์กูสัน อดีตกัปตันทีม เรนเจอร์ส เห็นใจ ยูสเซฟ เชอร์มิตี้ กองหน้าของไอบรอกซ์ และภาระของค่าตัวในช่วงซัมเมอร์ของเขา (Record), external

เดเรค แมคอินเนส หัวหน้าโค้ชยอมรับว่า ฮาร์ทส์ มีผู้รักษาประตูมากเกินไป และยังเชื่อว่าผู้เล่นของเขาสมควรได้รับการยอมรับจากสกอตแลนด์มากขึ้น (Edinburgh Evening News – subscription required), external

จิม กูดวิน ผู้จัดการทีม ดันดี ยูไนเต็ด เชื่อว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าคู่ต่อสู้ของวันอาทิตย์อย่าง ฮาร์ทส์ สามารถคว้าแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ชิพ ได้หรือไม่ (Courier – subscription required), external

เดวิด เกรย์ หัวหน้าโค้ชของ ฮิเบอร์เนียน เปิดเผยว่าสโมสร Easter Road จะมองหา “ตำแหน่งสองสามตำแหน่ง” ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม (Edinburgh Evening News – subscription required), external

ซัตตันเตือนโอนีล: อย่าอยู่นานเกินไป – ข่าวลือ

สถานการณ์ล่าสุดในวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่คำเตือนของคริส ซัตตัน ที่มีต่อ มาร์ติน โอนีล เกี่ยวกับการกลับมาคุมทีมเซลติกอีกครั้งในฐานะกุนซือขัดตาทัพ ซัตตันเน้นย้ำว่าโอนีลควรระมัดระวังไม่ให้อยู่นานเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงที่สั่งสมมา

ขณะเดียวกัน คัลลัม แม็คเกรเกอร์ กัปตันทีมเซลติกออกมาให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีม โดยเชื่อว่าสถานการณ์ที่ทีมกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่คำสาป แต่เป็นความท้าทายที่พวกเขาต้องก้าวข้ามไปให้ได้ แม็คเกรเกอร์ยังกล่าวอีกว่าทีมจำเป็นต้องยอมรับความพ่ายแพ้และเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในเกมยูโรปาลีกที่พบกับ มิดทิลลันด์

อาการบาดเจ็บของนักเตะเซลติก

ข่าวร้ายสำหรับเซลติกคือการที่ คัลลัม ออสมานด์ กองหน้าของทีมได้รับบาดเจ็บและต้องพักรักษาตัว รวมถึง อาร์เน เองเกลส์ กองกลางที่ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฝั่งของ เรนเจอร์ส อัลลี แม็คคอยสต์ อดีตนักเตะและผู้จัดการทีม แสดงความกังวลว่าทีมจะต้องใช้เวลาอีกหลายช่วงตลาดซื้อขายนักเตะในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่ แบรรี่ เฟอร์กูสัน อดีตกัปตันทีม เห็นใจ ยูสเซฟ เชอร์มิตี้ กองหน้าดาวรุ่งที่แบกรับความกดดันจากค่าตัวมหาศาล

นอกจากนี้ เดเรค แมคอินเนส ผู้จัดการทีม ฮาร์ทส์ ยอมรับว่าทีมของเขามีผู้รักษาประตูมากเกินไป และเชื่อว่าผู้เล่นหลายคนในทีมสมควรได้รับโอกาสติดทีมชาติสก็อตแลนด์ ด้าน จิม กูดวิน ผู้จัดการทีม ดันดี ยูไนเต็ด มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า ฮาร์ทส์ จะสามารถคว้าแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ชิพ ได้หรือไม่

ปิดท้ายด้วย เดวิด เกรย์ หัวหน้าโค้ชของ ฮิเบอร์เนียน ที่เปิดเผยว่าทีมกำลังมองหาผู้เล่นใหม่ในตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในบางตำแหน่ง

ซัตตันเตือนโอนีล: อย่าอยู่นานเกินไป – ข่าวลือ เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความคาดหวังที่สูงในวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์ ทั้งจากอดีตนักเตะ ผู้จัดการทีม และแฟนบอล ที่ต่างก็มีมุมมองและความคิดเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับสถานการณ์ของทีม

ความคิดเห็นส่วนตัวคือ ผมคิดว่าคำเตือนของซัตตันนั้นมีเหตุผล เพราะการกลับมาคุมทีมอีกครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และโอนีลต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเขายังสามารถนำทีมประสบความสำเร็จได้

ที่มา – Sutton cautions O’Neill not to ‘stay too long’ – gossip

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมหลอกเหยื่อ!

ตำรวจบุกจับนายหน้าซิมผี! ปูพรมล่าเครือข่าย ป้อนซิมให้แก๊งมิจฉาชีพ เปิดซิมกว่า 300 หมายเลข ใช้หลอกลวงเหยื่อ เตือนประชาชนอย่ารับจ้างเปิดซิม ผิดกฎหมาย!

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ชุด Anti Scam Center กก.สส.ภ.จว.จันทบุรี นำโดย พ.ต.อ.อรรฆพงษ์ สุนทรวิภาต รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.อ.พีรพล เสลารัตน์ ผกก.สส.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.ท.ธนเดช หลาบมาลา รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.ภัควัต เมฆฉาย สว.กก.สส.ฯ พร้อมกำลังตำรวจ เข้าจับกุม น.ส.พรนภา หรือมิ้น อายุ 25 ปี ชาว ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมของกลางโทรศัพท์ iPhone 8 Plus จำนวน 1 เครื่อง

สืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาใช้ Facebook โพสต์ในกลุ่มสาธารณะ โฆษณารับเปิดลงทะเบียนซิมมือถือให้คนอื่น โดยมีค่าตอบแทน เป็นนายหน้าซิมผี คือซิมที่ลงทะเบียนด้วยชื่อคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้งานจริง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หาคนเปิดซิมได้กว่า 200-300 หมายเลข! ตำรวจเจอประวัติในระบบรับแจ้งความออนไลน์ 2 คดี จึงควบคุมตัวส่ง สภ.ทุ่งเบญจา ดำเนินคดี

ตำรวจเตือนว่า ซิมผีเป็นช่องทางสำคัญที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมใช้หลอกลวงประชาชน เพราะตามตัวคนร้ายยาก ห้ามขายข้อมูลบัตรประชาชน ใช้ชื่อคนอื่นลงทะเบียนซิม หรือจ้างเปิดซิมเด็ดขาด! เพราะผิดกฎหมายทั้งผู้ใช้ ผู้ขาย และผู้ลงทะเบียนแทน อาจถูกนำไปก่ออาชญากรรมต่างๆ

หากเห็นการรับจ้างลงทะเบียนซิม หรือขอซื้อบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนซิม แจ้งตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร 191 ได้เลย

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

ทำไมนายหน้าซิมผีถึงเป็นภัยสังคม?

ปัญหานายหน้าซิมผีและซิมผีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหลอกลวง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะซิมเหล่านี้มักถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายที่ร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการก่อการร้าย เนื่องจากยากต่อการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด ทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงซิมจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางการเงิน การข่มขู่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ดังนั้น การกวาดล้างนายหน้าซิมผีและซิมผีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ตำรวจสามารถจับกุมนายหน้าซิมผีรายนี้ได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ยังคงต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อกำจัดปัญหาซิมผีให้หมดไปจากสังคมไทย

อยากฝากถึงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนง่ายๆ ในการเปิดซิม เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – จับนายหน้า “ซิมผี” เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ