วัน: 7 พฤศจิกายน 2025

นาทีไล่สกัดกระบะขนยาไอซ์ ยิงปะทะ ตชด.!

เปิดนาทีระทึก! เจ้าหน้าที่ ตชด. ไล่สกัดจับกระบะต้องสงสัย ลักลอบขนยาเสพติดจากชายแดนอย่างอุกอาจ คนร้ายยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี ก่อนที่จะเสียหลักพลิกคว่ำอย่างน่าหวาดเสียวที่ จ.เชียงราย ผลจากการตรวจสอบพบถุงกระสอบบรรจุยาไอซ์จำนวนมหาศาลถึง 200 กิโลกรัม ตกกระจายเกลื่อนกลางถนน

เมื่อเวลา 00.20 น. ของวันที่ 7 ตุลาคม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. ได้รับรายงานด่วนว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผอ.ศอ.ปส.บก.ตชด.ภาค 3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมิชาย พันธ์กล้า ผกก.ตชด.32 นำกำลังร่วมกับ พ.ต.ต.อนัญวัฒน์ รัตนวิชัย ผบ.ร้อย ตชด.32, ร.ต.อ.กิตติณัฐ สิงหเสม รอง ผบ.ร้อย ตชด.327, ร.ต.อ.เฉลิมชัย ทรายหมอ รอง หน.ศอ.ปส.บก.ตชด.ภาค 3, ร.ต.อ.สมชาย สร้อยแสง รอง ผบ.ร้อย ตชด.327 และกำลังพลจำนวน 2 ชุด วางแผนอย่างรัดกุมเพื่อสกัดกั้นตามเส้นทางถนนหลักและสายรองต่างๆ ที่มาจากชายแดน

ในเวลาต่อมาไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นรถกระบะฟอร์ดสีเทา หมายเลขทะเบียน ขข 4751 เชียงราย วิ่งมาจากชายแดนตามเส้นทางป่าเมี่ยง-แม่จัน มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนพหลโยธินบริเวณแยกป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจสอบ แต่รถกระบะคันดังกล่าวกลับไม่ยอมจอดและเร่งเครื่องหลบหนีอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่สายอย่างไม่คิดชีวิต ตำรวจ ตชด. จึงตัดสินใจขับรถไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อถึงบริเวณหน้าวัดแม่คำ อำเภอแม่จัน พบว่ามีชายนายจะอือ จะกะ อายุ 37 ปี ชาวตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นั่งอยู่ด้านซ้ายของคนขับกระบะ ได้เปิดประตูรถและกระโดดลงจากรถ ทำให้ได้รับบาดเจ็บและนอนอยู่กลางถนน

เจ้าหน้าที่ชุดแรกจึงเข้าทำการจับกุม และแจ้งหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลแม่จัน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดที่ 2 ยังคงไล่ติดตามรถกระบะคันดังกล่าวไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งถึงบริเวณหน้าโรงเรียนแม่คำ ตำบลแม่คำ คนขับรถกระบะได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงออกมาเพื่อเปิดทางหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง แต่คนขับรถยังคงขับหลบหนีต่อไป จนกระทั่งถึงหน้าโรงเรียนบ้านสันกอง อำเภอแม่จัน รถกระบะคันดังกล่าวได้เสียหลักและพลิกคว่ำในที่สุด

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบกระสอบฟางสีรุ้งที่ถูกดัดแปลงเป็นเป้สะพาย บรรจุยาไอซ์จำนวนมากถึง 10 กระสอบ แต่ละกระสอบหนัก 20 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 200 กิโลกรัม ตกกระจายเกลื่อนเต็มท้องถนน ส่วนคนขับรถที่ยังคงพยายามหลบหนี ได้ขับรถไปชนกับเสาป้ายข้างทางบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านสันกอง ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จนรถพลิกคว่ำอีกครั้ง แต่คนขับก็ยังคงหลบหนีออกจากตัวรถไปได้ เจ้าหน้าที่จึงได้แบ่งกำลังออกติดตามค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

นาทีไล่สกัดกระบะขนยาไอซ์ ยิงปะทะ ตชด.!

เหตุการณ์นาทีไล่สกัดกระบะขนยาไอซ์ ยิงปะทะ ตชด.! ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายจากการปะทะกับขบวนการค้ายาเสพติดอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อปกป้องสังคมและประเทศชาติจากภัยร้ายนี้

ปฏิบัติการไล่ล่าและยึดยาไอซ์: นาทีไล่สกัดกระบะขนยาไอซ์ ยิงปะทะ ตชด.

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลมาจากการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจภูธร และหน่วยข่าวกรอง ที่ได้ร่วมกันสืบสวนและวางแผนเพื่อสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ การจับกุมยาไอซ์จำนวนมากในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ

สถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับประเทศไทย การลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเป็นผู้บงการ การแก้ไขปัญหายาเสพติดจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดอย่างครบวงจร

การที่เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและสนับสนุนอุปกรณ์ที่ทันสมัยให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับพิษภัยของยาเสพติด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความต้องการยาเสพติดและป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติด

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ เริ่มต้นจากการดูแลคนใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง และให้ความช่วยเหลือเมื่อพบว่ามีคนกำลังเผชิญกับปัญหายาเสพติด ร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดจากยาเสพติด เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานของเรา

ที่มา – นาทีไล่สกัด กระบะลอบขนยาไอซ์ ยิงปืนใส่ จนท. เปิดทางหนี ก่อนเสียหลักพลิกคว่ำ

วุฒิสภาเร่ง กกต. เลือก ประธาน กกต. คนใหม่

“เลขาธิการวุฒิสภา” ทำหนังสือถึง เลขาธิการ กกต. ให้ประชุมเพื่อคัดเลือกประธาน กกต. คนใหม่ หลัง 2 บุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางปิยฉัตร สุพานิชไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการเลือกประธาน กกต. คนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า วุฒิสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 คนเป็นที่เรียบร้อย ได้แก่

1. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ และ 2. นายณรงค์ รัศมี แทน ศาสตราจารย์สนิท หิรัญบัพพาสมัย กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

โดยสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ได้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งต่าง ๆ หรือแสดงหลักฐานการรับรองว่าไม่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ภายใน 3 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ

ในการนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอเรียนให้ทราบว่า บัดนี้ บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นได้แสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้พิจารณาดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 13 ประกอบมาตรา 12 วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จำนวน ๒ คนดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รัศมี ประชุมร่วมกับกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 12 วรรคเก้า แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ต่อไป

วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน กกต. คนใหม่

การดำเนินการดังกล่าวของวุฒิสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเร่งรัดกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง ประธาน กกต. คนใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ความสำคัญของการมี ประธาน กกต.

การมีประธาน กกต. ที่มีความสามารถและเป็นกลาง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่วุฒิสภาเร่งรัดให้ กกต. ดำเนินการเลือกประธานคนใหม่ จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กกต. คนใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ การเร่งรัดกระบวนการจึงต้องควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การที่วุฒิสภาให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายและระยะเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือก ประธาน กกต. คนใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

การมีประธาน กกต. คนใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นการส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยของประเทศ

ที่มา – วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน คนใหม่ หลังเห็นชอบบุคคลแทนตำแหน่งที่ครบวาระเสร็จสิ้นแล้ว

ผบ.ตร.สั่งเร่งประสานญี่ปุ่น

ผบ.ตร.สั่งเร่งประสานญี่ปุ่น รับตัวเยาวชนหญิง 12 ปี กลับไทย หลังถูกแม่บังคับค้าประเวณี ชี้เป็นการค้ามนุษย์

จากกรณีเยาวชนหญิงอายุ 12 ปี ถูกแม่นำไปทิ้งไว้ที่ร้านนวดที่ประเทศญี่ปุ่น และถูกบังคับให้ค้าประเวณี ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนถูกตำรวจโตเกียวบุกเข้าจับกุมและเข้าช่วยเหลือเยาวชนไว้ได้ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 7 พ.ย.2568 พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวเป็นการค้ามนุษย์ จึงได้สั่งการไปยัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. เร่งติดตามและประสานผ่านทางการทูต เพื่อขอรับตัวเด็กหญิง 12 ปีกลับไทย

เมื่อกลับมาแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยมีสหวิชาชีพร่วมสอบด้วย ทางด้านกฎหมาย การค้ามนุษย์ในประเทศไทย และญี่ปุ่นสอดคล้องกัน เรื่องการค้ามนุษย์เป็นเรื่องใหญ่ คิดว่าไม่น่ามีปัญหาสำหรับประสานคดี ซึ่งในตอนนี้ผู้กระทำความผิดร้านนวดยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน ส่วนตัวแม่ของเด็กตอนนี้ได้รับแจ้งว่าอยู่ที่ไทเป ไต้หวัน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวจะเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น คดีนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง โดยมีเจ้าหน้าที่ ปคม.เป็นหน้างานดูเรื่องคดีนี้ในเบื้องต้นไปก่อน แล้วค่อยพิจารณาต่อจากนั้นว่าเข้าข่ายคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งคดีนี้เกิดที่ประเทศญี่ปุ่น จึงจะต้องมีการปรึกษากับอัยการว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรหรือไม่ และดูว่าอัยการจะทำคดีเองหรือจะให้ตำรวจร่วมทำด้วยหรือไม่

ช่วยเด็กเกือบ 10 ชีวิต

ช่วยเด็กเกือบ 10 ชีวิต แม่ติดยา-ติดพนัน ลูกสาววัย17 ทำงานคนเดียวเลี้ยงคนทั้งบ้าน

พลเมืองดีแจ้งมูลนิธิปวีณาหงสกุลฯ ช่วยเด็กเกือบ 10 ชีวิต แม่ติดยาบ้างอมแงมและติดพนันออนไลน์ ลูกวัย 17 ทำงานคนเดียวเลี้ยงคนทั้งบ้าน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธวัชชัย รัตนพาหุ รอง ผกก.สส.สภ.ธัญบุรี ดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ นางดุสิตา นางสาวสุภชา พรหมศร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี นางสาวอารีย์รัตน์ นฤดมพงศ์ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีและเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.ธัญบุรี ลงพื้นที่บ้านเพิงพักไม่มีเลขที่ ในพื้นที่จ.ปทุมธานี กรณีมีพลเมืองดีร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ

ด้าน น.ส.เอม (นามสมมติ) เด็กสาวอายุ 17 ปี กล่าวว่า มีพี่น้อง 9 คน ตนเป็นคนที่ 2 ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงน้องชาย-หญิง 7 คน อายุ 7- 15 ปี และแม่ ยาย พี่สาว คนในบ้าน รวม 10 ชีวิต น้องทุกคนไม่ได้เรียนหนังสือ น้องคนสุดท้องเป็น ด.ช.อายุ 7 ปี พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แม่ติดยาเสพติดไม่ทำงาน เล่นพนันออนไลน์ปั่นสลอต ไม่เคยสนใจเลี้ยงดูลูก แถมยังให้ลูกเล็ก ๆ ไปเดินยารับยาเสพติดตบตาเจ้าหน้าที่ และยังใช้รูป น.ส.เอม ตั้งเป็นโปร์ไฟล์ในเฟซบุ๊กของตัวเองเพื่อหลอกเงินคนที่คุยด้วยในโซเชียลเพื่อไปซื้อยาเสพติด

ตนเรียนจบแค่ ป.5 เพราะต้องออกจากโรงเรียนมาเลี้ยงน้อง หางานทำเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงน้องกับคนในบ้านตั้งแต่อายุ 14 ปี ทำงานได้เงินเท่าไหร่แม่เอาเงินไปหมด ถ้าไม่ให้ก็จะถูกทุบตีทำร้าย ด่าหยาบประจานทุกวัน ตนทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด จะใช้เวลาช่วงพักกลางวันขอหัวหน้าขี่รถจักรยานยนต์กลับมาบ้านเพื่อมาหาข้าวให้น้องทั้ง 7 คน และเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้น้องคนเล็กที่พิการ จนบางครั้งตัวเองไม่ได้กินข้าว ก่อนจะกลับไปเข้าทำงานตอนบ่ายโมงต่อ ซึ่งที่ทำงานอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

“ตั้งแต่เล็กจนโตแม่ไม่เคยเลี้ยงดูหนูกับน้องเลย เราอยู่กันในเพิงพัก หนูเห็นแม่เสพยาบ้ามาตั้งแต่จำความได้ เคยเห็นตำรวจมาจับพ่อเสพยาบ้า แล้วพ่อบอกว่า “จำไว้นะอย่ามาเป็นแบบพ่อ” หนูจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เวลาแม่ใช้ให้หนูไปเอายาหนูไม่ยอมไปก็จะถูกทุบตี แต่หนูไม่ยอมทำเด็ดขาด หนูเห็นเพื่อน ๆ เขาได้ไปโรงเรียนกันก็คิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวทำงานหาเงินได้แล้วค่อยเรียน กศน. ก็ได้ หนูทำงานตั้งแต่อายุ 14 ปี ต้องเลี้ยงคนทั้งบ้าน” น.ส.เอม กล่าว

น.ส.เอม กล่าวต่อว่า ที่บ้านเคยถูกตัดไฟ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ตนหาเงินได้ก็ไปขอต่อไฟจากข้างบ้านมาใช้ ทุกวันนี้ทำงานได้เงินวันละ 300 บาท แม่ข่มขู่ต้องให้วันละ 200 บาทเพื่อเอาไปซื้อยาบ้า แม่เคยติดเงินค่ายาบ้ากับเอเย่นต์เกือบ 5,000 บาท ก็บังคับให้ตนไปจ่ายเงิน ไม่นานมานี้แม่ไล่ตนออกจากบ้านจนต้องไปอาศัยบ้านเพื่อนอยู่ ทุกวันนี้ตนห่วงน้องๆ ทั้ง 7 คน อยากให้ทุกคนได้ไปเรียนหนังสือ และขอให้น้องชาย 7 ขวบที่พิการได้รับการรักษาดูแลให้มีสภาพชีวิตที่ดีกว่านี้

จากการตรวจสอบสภาพบ้านของ น.ส.เอม เป็นเพิงพักริมถนนใช้ผ้าใบและสังกะสีทำเป็นฝาผนังผุพังทรุดโทรม รก และมีกลิ่นเหม็น ทั้ง 10 ชีวิต นอนรวมกัน ห้องน้ำไม่มีประตู ใช้เพียงผ้าคลุมกั้นไว้ สภาพบ้านความเป็นอยู่ไม่มีความปลอดภัย ขณะที่เด็ก ๆ ออกไปวิ่งเล่นกันตามถนนเสี่ยงอันตรายรถชน ส่วน ด.ช. 7 ขวบ น้องคนสุดท้องที่พิการนอนอยู่บนพื้นที่มีผ้าปูรองสกปรกไม่มีใครดูแลปัสสาวะ อุจจาระอยู่บนที่นอน

นางปวีณา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พมจ. บ้านพักเด็กฯ ปทุมธานี จึงเข้าช่วยเหลือเด็กทั้ง 7 คน รับเข้าคุ้มครองสวัสดิภาพ จากการตรวจสอบภายในบ้านพบอุปกรณ์การเสพยาบ้าของแม่ที่เก็บไว้ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวแม่และยายไปที่ สภ.ธัญบุรี เพื่อตรวจหาสารเสพติด พบว่าแม่ฉี่สีม่วงมีสารเสพติดในร่างกายและแม่รับสารภาพว่า เสพยาบ้าเมื่อเช้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีข้อหา เสพยาบ้า ก่อนนำตัวส่งเข้ารับการบำบัดยาเสพติดต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.ธวัชชัย กล่าวว่า กรณีนี้ตำรวจเพิ่งได้รับแจ้งเบื้องต้นตรวจพบว่ามั่วสุมยาเสพติดโดยตัวแม่ทางตำรวจจะส่งไปทำการบำบัดรักษาถ้าเขาต้องการบำบัดรักษาแต่ถ้าไม่ประสงค์บำบัดรักษาก็คงต้องดำเนินคดีและตำรวจจะทำการสืบสวนขยายแหล่งที่ซื้อยาเสพติดจับกุมผู้ค้าผู้ขายต่อไป

จากการตรวจค้นไม่พบยาเสพติดพบแต่อุปกรณ์การเสพตัวยาบ้าไม่เจอเขาให้การรับว่าเพิ่งเสพไปเมื่อเช้าเบื้องต้นแจ้งข้อหาเสพยาเสพติด (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมายก่อนและสอบปากคำลูกว่าเข้าข่ายไปทรมานหรือบังคับให้ลูกไปทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรอีกครั้ง ส่วนผู้ที่มาร่วมเสพยาเสพติดตำรวจจะขยายผลนำตัวมาดำเนินคดีและตรงไหนที่เป็นแหล่งมั่วสุมจะเข้าดำเนินการตรวจสอบจับกุมอย่างน้อยไม่หมดก็ให้ทุเลาเบาบางลงไปจุดนี้ก่อนหน้าตำรวจเรามีการลงพื้นที่ตรวจค้นและเชิญตัวแม่มาตรวจแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

นางปวีณา กล่าวว่า พลเมืองดีมาให้ข้อมูลขอความช่วยเหลือ แม่มีลูก 9 คน คนโตแยกออกไปมีครอบครัว เหลือคนที่ 2 อายุ 17 ปี หลังจบ ป.5 ไม่ได้เรียนหนังสือต่อเพราะต้องออกมาเลี้ยงน้อง ต้องเลี้ยงน้องอีก 7 คน และยาย 1 คน ไปทำงานได้เงินวันละ 300 บาท ต้องส่งให้ แม่ 200 บาท เอาไปเสพยา ถ้าไม่ให้ก็ถูกดุด่าทุบตีเหลือเงิน 100 บาท ไว้ซื้อกับข้าวให้น้อง ๆ กิน คนที่ 3 อายุ 15 ปี พาแฟนเข้ามาบ้านไม่ได้ทำงานอะไร เหลือน้อง ๆ อีก 6 คน อายุ 7-11 ปี คนสุดท้องอายุ 7 ปี พิการทางสมอง

แม่ติดยาตั้งแต่สาวถึงปัจจุบัน ติดพนันออนไลน์ ต้องหาเงินมาเล่นการพนัน เสพยา ลูกๆ ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ไม่มีเงิน แม่ให้ลูกไปเดินยา ทำยอด ได้เงินก็มาเสพยา ชีวิตเด็กน่าสงสารมาก ตกอยู่ในอันตราย

จึงร่วมกันลงพื้นที่ทันที เพื่อให้ตร.ตรวจสอบแม่นำไปบำบัด ส่วนเด็กอีก 6 คนนั้น ดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ จะส่งเข้าโรงเรียนประจำเพื่อเข้าเรียนหนังสือ โดยขั้นตอนแรก กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะเข้ามาดูแลก่อน เด็กทุกคนจะได้รับการประเมินทั้งร่างกายและจิตใจ ตำรวจจะเร่งขยายผลจับเครือข่ายยาบ้านับวันก็จะใช้เด็กเล็กๆ ลงไปเป็นเครื่องมือทำมาหากินส่งยาต่อไปเด็กก็จะต้องติดยาหมดอนาคต

ทั้งนี้ตำรวจจะต้องขยายผลจับกุมขบวนการเอเย่นต์ส่งยา เพราะทุกวันนี้ยาบ้าเข้าถึงเด็กเล็กแล้ว อนาคตประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน “ปวีณา” ขอบคุณพลเมืองดีที่มาแจ้งให้ช่วยเหลือ และขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาร่วมบูรณาการร่วมกัน และขอประชาสัมพันธ์ว่าหากใครพบเห็นเด็กเข้าไปพัวพันยาเสพติด รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือมูลนิธิปวีณาฯ ได้ทันที ที่เบอร์โทร 1134, 062 560 1636, 081 8901355, 098 478 8991

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อแก๊งสแกมเมอร์!

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าคนมีข้อมูลเปิดชื่อนักการเมือง-ตำรวจ เอี่ยวสแกมเมอร์ ชี้หากตรวจสอบว่ามีความผิด ไม่มีละเว้น ล่าสุดส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

วันที่ 7 พ.ย. 68 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยแนวทางการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านว่า หลังจากได้ประชุมร่วมกับตำรวจจากนานาชาติเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว เบื้องต้นได้มีมติจัดคณะทำงานร่วมกัน โดยจะมีการส่งรายชื่อของแต่ละประเทศเพื่อเข้าร่วมเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศที่มีสแกมเมอร์อยู่ เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว

โดยไทยได้ส่งพิกัดที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 2 จุด ไปให้ตำรวจกัมพูชาแล้ว ส่วนการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ด้านตำรวจไทยจะเน้นการตัดวงจรกลุ่มผู้ก่อเหตุที่อาศัยประเทศไทยในการหลอกลวง เช่น การกวาดล้างบัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซนเตอร์ที่ใช้เครื่อง Simbox ก่อเหตุ

เบื้องต้นเชื่อว่า หากสามารถกวาดล้างเครื่อง Simbox ได้ ก็จะช่วยให้กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สามารถโทรศัพท์มาหลอกลวงประชาชนได้ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสแกนหาบัญชีม้าและระงับอายัดเงินของผู้เสียหายให้ทันเวลา

ส่วนที่มีข้อมูลว่า อาจจะมีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ท.จิรภพ เผยว่า ส่วนตัวอยากขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเข้ามาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ และหากตำรวจตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริง ก็จะดำเนินการจับกุม ซึ่งการตรวจสอบ สามารถดำเนินการได้ผ่านการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ที่อาจจะเชื่อมกัน ยืนยันจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น

นอกจากนี้ ทางตำรวจยังได้เร่งประสานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อทำการสกัดกั้นเพจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อนักการเมืองและตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความฮือฮาในวงการตำรวจและสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนจับตาดูว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาหรือไม่ และการดำเนินการของตำรวจจะเป็นไปในทิศทางใด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ย้ำชัด! ไม่ละเว้นคนผิด

พล.ต.ท.จิรภพ ย้ำว่า หากมีการตรวจสอบพบว่ามีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จริง จะไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ พล.ต.ท.จิรภพ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพและผู้ที่ให้การสนับสนุนว่า ตำรวจไทยเอาจริงกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่กระทำความผิดลอยนวลไปได้

การที่ พล.ต.ท.จิรภพ กล้าออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เบื่อหน่ายกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่ตำรวจไทยส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้ตำรวจกัมพูชา ก็แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์ ควรแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองหรือตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะข้อมูลของคุณอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ที่มา – “พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์ ส่งพิกัดให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

“อนุทิน” สยบข่าวชิงยุบสภา ขอให้เชื่อมั่น

“นายกฯ อนุทิน” แถลงการณ์สยบข่าวชิงยุบสภา รู้ตัวเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เดินหน้าตาม MOA ภายใน 120 วัน ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน พร้อมแจงซักฟอก ย้ำปัญหาสแกมเมอร์มีมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้า

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกแถลงการณ์ถึงประเด็นการชิงยุบสภา หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ขอยืนยันในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากข้อตกลงกับพรรคประชาชน ว่า จะยุบสภาภายใน 120 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 มกราคม 2569

ขณะเดียวกัน ขอเรียนย้ำว่า ข้อตกลงที่ทำกับพรรคประชาชน มีสาระสำคัญคือ

  1. แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  2. จัดให้มีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในครั้งถัดไป
  3. ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันแถลงนโยบาย
  4. พรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้คำแนะนำการทำงานของรัฐบาล ซึ่งผมยอมรับบทบาท และการตรวจสอบของพรรคประชาชน และยินดีชี้แจง

ทั้งนี้ รัฐบาลในห้วงเวลา 120 วัน มีภารกิจสำคัญ 3 ประการ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ, จัดทำประชามติ และยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราจะทำให้ครบ และเมื่อทำ 2 ภารกิจแรกสำเร็จแล้วก็จะยุบสภา ซึ่งจะไม่เกินเวลา 120 วัน ตามที่ตกลงกันไว้กับพรรคประชาชน

เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ในห้วงเวลา 120 วันก่อนจะไปสู่การยุบสภา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน ของประเทศ 4 เรื่อง คือ 1) ปัญหาเศรษฐกิจ 2) ปัญหาความมั่นคง 3) ปัญหาภัยธรรมชาติ และ 4) ปัญหาภัยสังคม ยาเสพติด ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาทำงาน ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา รัฐบาลนี้ ไม่สามารถวางแผนทำงานเกินกว่า 4 เดือนได้ ขอย้ำว่ารัฐบาลนี้มาแก้ปัญหาที่สะสมต่อเนื่องกันมายาวนาน ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์ มีมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ รัฐบาลไม่ได้สร้างปัญหา แต่มาแก้ปัญหา เช่นเดียวกับการมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา จนเป็นที่มาของนโยบายลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน แก้หนี้รายย่อย สุขกายสบายกระเป๋า

“ผมรู้ตัวตลอดเวลาว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้น หากมีการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง รัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า รัฐบาลก็ต้องคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับพรรคประชาชน แต่ถ้าเป็นการยื่นญัตติเปิดอภิปรายเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน ผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น จัดเวทีประชุมหรือมาพูดคุยหารือกันในลักษณะแบบนี้ได้ทั้งนั้น”

นายอยุทิน ระบุต่อไปว่า หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อมาเป็นรัฐบาลต้องพร้อมชี้แจง แม้ว่าจะมีในข้อตกลงหรือไม่มีก็ตาม พร้อมย้ำรัฐบาลพร้อมชี้แจง และไม่เคยคิดที่จะจับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน แต่เราจะเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเร็วที่สุดตามกรอบเวลาที่กำหนด จากนั้นจะยุบสภา

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาตนได้เชิญ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาสแกมเมอร์ แต่ยังไม่ได้พบกัน เพราะเวลาไม่ตรงกัน วันที่ 14 หน่วยงานมาแถลงข่าวร่วมกัน ก็เชิญท่านมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่ท่านมีภารกิจจึงไม่ได้มา แต่คิดว่าน่าจะมีเวลาตรงกันและมาทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ขอให้พรรคประชาชนที่สนับสนุนให้มีรัฐบาลนี้ และประชาชนที่กำลังรอการเลือกตั้งใหม่ เชื่อมั่นได้ว่าผมในฐานะนายกรัฐมนตรี จะปฏิบัติตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนทุกประการตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้แล้ว”

“อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่น สยบข่าวชิงยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงในช่วงนี้ หลายคนอาจกังวลใจเกี่ยวกับการสยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ล่าสุดนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ออกมาแถลงการณ์เพื่อคลายความกังวล โดยยืนยันว่าจะทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับพรรคประชาชน

อนาคตการเมืองไทย: สยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่น

การออกมาให้ความมั่นใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ พรรคประชาชนมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สำหรับประชาชนที่กำลังรอคอยการเลือกตั้งครั้งใหม่ การออกมาสยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือประชาชนทุกคน ต่างก็มีบทบาทในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศของเรา

การออกมาแถลงการณ์สยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ มาร่วมกันจับตาดูอนาคตการเมืองไทย และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติของเรา

ที่มา – สยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน

เบลลิงแฮมและโฟเดนคืนทัพสิงโตคำราม

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เรียกตัว จู๊ด เบลลิงแฮม และ ฟิล โฟเดน กลับเข้าสู่ทีมสำหรับเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกสัปดาห์หน้าที่จะพบกับเซอร์เบียและแอลเบเนีย ขณะที่ อเล็กซ์ สก็อตต์ กองกลางจากบอร์นมัธ ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก

ทูเคิลเมินเสียงเรียกร้องให้ใส่ชื่อ แดนนี เวลเบ็ค กองหน้าจากไบรท์ตัน ขณะที่ แจ็ค กรีลิช กองกลางตัวรุกที่ยืมตัวไปเอฟเวอร์ตันจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คขวา หลุดจากทีมชุดนี้

เบลลิงแฮม เพื่อนร่วมทีมของอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ที่เรอัล มาดริด ถูกตัดออกจากทีมของทูเคิลสำหรับเกมในเดือนตุลาคม เนื่องจากนักเตะวัย 22 ปี เพิ่งกลับมาจากการผ่าตัดหัวไหล่

ฟิล โฟเดน เพลย์เมกเกอร์จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้รับเลือกให้ติดทีมชาติอังกฤษในช่วงสามทีมชาติที่ผ่านมา โดยการลงเล่นให้ทีมชาติครั้งล่าสุดของเขาคือในเดือนมีนาคมที่พบกับลัตเวีย

สก็อตต์ วัย 22 ปี เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษที่คว้าแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ในช่วงซัมเมอร์

ทูเคิลจะหารือเกี่ยวกับทีมล่าสุดของเขาในการแถลงข่าวที่จะจัดขึ้นในเวลา 11:00 GMT ของวันศุกร์

อังกฤษผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026 ด้วยการถล่มลัตเวียในเดือนตุลาคม และจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของเซอร์เบียในวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน ก่อนจะเดินทางไปแอลเบเนียในอีกสามวันต่อมาในเกมกลุ่ม K นัดสุดท้าย

สองเกมนี้จะเป็นเกมอย่างเป็นทางการสุดท้ายก่อนฟุตบอลโลกช่วงซัมเมอร์หน้าที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา

เบลลิงแฮมและโฟเดนคืนทัพสิงโตคำราม

รายชื่อนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดเต็ม

ผู้รักษาประตู: ดีน เฮนเดอร์สัน (คริสตัล พาเลซ), จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน), นิค โป๊ป (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด)

กองหลัง: แดน เบิร์น (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด), มาร์ค เกฮี (คริสตัล พาเลซ), รีซ เจมส์ (เชลซี), เอซรี คอนซา (แอสตัน วิลล่า), นิโก โอ’เรลลี (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), จาเรลล์ ควอนซาห์ (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน), เจด สเปนซ์ (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์), จอห์น สโตนส์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

กองกลาง: เอลเลียต แอนเดอร์สัน (น็อตติงแฮม ฟอเรสต์), จู๊ด เบลลิงแฮม (เรอัล มาดริด), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (เบรนท์ฟอร์ด), เดแคลน ไรซ์ (อาร์เซนอล), มอร์แกน โรเจอร์ส (แอสตัน วิลล่า), อเล็กซ์ สก็อตต์ (บอร์นมัธ), อดัม วาร์ตัน (คริสตัล พาเลซ)

กองหน้า: จาร์ร็อด โบเวน (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), เอเบเรชี เอเซ (อาร์เซนอล), ฟิล โฟเดน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), แอนโธนี กอร์ดอน (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด), แฮร์รี เคน (บาเยิร์น มิวนิก), มาร์คัส แรชฟอร์ด (บาร์เซโลนา, ยืมตัวจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), บูกาโย ซากา (อาร์เซนอล)

ทำไมการกลับมาของเบลลิงแฮมและโฟเดนจึงสำคัญ?

การกลับมาของ จู๊ด เบลลิงแฮม และ ฟิล โฟเดน ถือเป็นข่าวดีสำหรับทีมชาติอังกฤษ เพราะทั้งสองเป็นผู้เล่นที่มีคุณภาพและสามารถสร้างความแตกต่างในเกมได้ เบลลิงแฮมเป็นกองกลางที่แข็งแกร่ง มีทักษะการจ่ายบอลที่ดี และมีความสามารถในการทำประตู ขณะที่โฟเดนเป็นผู้เล่นที่มีความเร็ว คล่องแคล่ว และสามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่งในแนวรุก การมีทั้งสองคนอยู่ในทีมจะทำให้ทีมชาติอังกฤษมีตัวเลือกในการเล่นมากขึ้น และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การเรียกตัว อเล็กซ์ สก็อตต์ ติดทีมชาติเป็นครั้งแรกก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน สก็อตต์เป็นกองกลางดาวรุ่งที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก และมีศักยภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษในอนาคต การให้โอกาสเขาได้สัมผัสกับเกมระดับชาติจะช่วยให้เขาพัฒนาฝีเท้าและเรียนรู้ประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม การขาดหายไปของ แจ็ค กรีลิช และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเช่นกัน กรีลิชเป็นผู้เล่นที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้ ในขณะที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์เป็นแบ็คขวาที่มีทักษะการเปิดบอลที่ดี และสามารถช่วยเกมรุกได้ การไม่มีทั้งสองคนอยู่ในทีมจะทำให้ทีมชาติอังกฤษขาดความหลากหลายในการเล่นไปบ้าง

โดยรวมแล้ว ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่ง และมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ทีมมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของทูเคิลในการเรียกตัว **เบลลิงแฮมและโฟเดนคืนทัพสิงโตคำราม** แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่กำลังจะมาถึง การมีผู้เล่นที่มีคุณภาพและความสามารถหลากหลายจะช่วยเพิ่มโอกาสในการคว้าชัยชนะและผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขัน

ที่มา – Bellingham and Foden recalled to England squad

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้นยื่นยุบพรรคประชาชน ยืนยัน สภาผู้แทนราษฎรมีระเบียบชัด คุณสมบัติไม่ครบก็ตีตก ย้ำผู้ช่วยสส.จบมัธยมปลายมาแล้ว

วันที่ 7 พ.ย.2568 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์เฟซบุ๊กกรณีมีกระแสข่าวเรื่อง นายไผ่ ลิกค์ ได้มีการยื่นกกต.ยุบพรรคประชาชน เพราะตั้งนักเรียนมัธยมเป็นผู้ช่วยสส. และใช้เงินผู้ช่วยสส.จ่ายค่าสมัครสมาชิกพรรค ว่า การตั้งผู้ช่วย สส. มีระเบียบกำหนดชัดเจน แม้ตัว สส.จะเซ็นรับรอง แต่หากคุณสมบัติไม่ครบ สภาฯ ก็จะตีตก ให้ สส.หาคนใหม่มาแทน 

พร้อมยืนยันสำหรับผู้ช่วยคนนี้จบมัธยมปลายมาแล้ว และเป็นคนที่สนใจการเมืองโดยทำกิจกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่คนในวัยเดียวกันยังเที่ยวเล่นแต่น้องกลับเลือกช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ทำงานการเมือง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เมื่อถึงวันที่พร้อม จะได้เป็นอีกหนึ่งแรง ที่จะเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นนักการเมืองคุณภาพของประเทศนี้ ก็หวังว่านักการเมืองอาชีพที่อยู่มานานแบบคุณไผ่ จะมีข้อมูลเด็ด มาหักล้างกับเอกสารและหลักฐานที่น้องใช้ยื่นกับสภาฯ ไม่ใช่ปั้นข่าวขึ้นมา เพราะแค้นที่ถูกคุณไอซ์ ปั่นจนหัวหมุนมาหลายครั้งในช่วงสัปดาห์นี้

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน

จากกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ มีกระแสข่าวยื่นยุบพรรคประชาชน ทำให้เกิดการตอบโต้จากนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อหาหลักเป็นการยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ ของพรรคประชาชนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ช่วย สส. ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกล่าวหา

ข้อโต้แย้งและประเด็นที่น่าสนใจ

นายกรุณพลได้เน้นย้ำว่า สภาผู้แทนราษฎรมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ช่วย สส. อย่างเข้มงวด หากพบว่าคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด สภาฯ ก็จะไม่อนุมัติและให้ทาง สส. ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่เข้ามาแทน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงผู้ช่วย สส. ที่กำลังเป็นประเด็นว่าจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย และมีความสนใจในการเมืองมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และเรียนรู้งานจากผู้ใหญ่ในวงการเมืองเพื่อสั่งสมประสบการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่นายกรุณพลกล่าวถึงสาเหตุที่นายไผ่ ลิกค์ ยื่นยุบพรรคประชาชน อาจเป็นเพราะความไม่พอใจที่ถูกคุณไอซ์ รักชนก ปั่นหัว ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรงและอาจนำไปสู่การโต้ตอบกันระหว่างบุคคลทั้งสองในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ และการใช้ประเด็นต่างๆ มาโจมตีกันเพื่อหวังผลทางการเมือง การที่พรรคการเมืองถูกยื่นเรื่องให้ยุบพรรคไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือความไม่พอใจทางการเมือง ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามถึงจริยธรรมและมาตรฐานของนักการเมือง

การออกมาตอบโต้ของนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นการตอบโต้ที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา และเป็นการปกป้องพรรคของตนเองจากข้อกล่าวหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่านายไผ่ ลิกค์ ยื่นยุบพรรคเพราะถูกคุณไอซ์ รักชนก ปั่นหัว อาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และอาจทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับอนาคตของประเทศของเรา

เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ว่าการทำงานการเมืองควรยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม และไม่ควรใช้ความขัดแย้งส่วนตัวมาเป็นเครื่องมือในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง หากนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการนี้ การเมืองไทยก็จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ดังนั้นการที่นายไผ่ยื่นเรื่องยุบ“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน อาจจะมีมูลเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัวจริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่สังคมต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่สิ่งที่แน่นอนคือการทำงานการเมืองควรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม

สุดท้ายนี้การที่“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย

“เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้น ยื่นยุบพรรคประชาชน: สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของพรรคประชาชนอย่างไร และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “เพชร” เย้ย “ไผ่” แค้นถูก “ไอซ์ รักชนก” ปั่นหัว หาเหตุปั้นข่าวยื่นยุบพรรคประชาชน

“ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน หลักฐานชัด!

“ไผ่ ลิกค์” เดินหน้า ยื่นยุบพรรคประชาชน ปมตั้งนักเรียน ม. 4 เป็นผู้ช่วย สส. มั่นใจหลักฐานชัด รอดูผลลัพธ์ ยืนยันหากทำผิดเบียดบังผลประโยชน์ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ก็ผิดเหมือนกัน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกระแสข่าวยื่น ยุบพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ทีมงานตนได้เดินทางไปยื่น กกต. จริง เพื่อขอให้พิจารณายุบพรรคประชาชน จากกรณีการตั้งเด็กอายุเพียง ม.4 เป็นผู้ช่วย สส. และการใช้เงินเดือนของผู้ช่วย สส.ไปจ่ายเป็นค่าสมัครสมาชิกพรรค ทุกอย่างเราได้รับข้อมูลมาสักพักแล้ว และเราได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด อยากบอกว่าเราทำงานต้องมีพยานบุคคล หลักฐาน และความผิดทางด้านกฎหมาย เรามั่นใจอันนี้ผิดแน่นอน การโกงชาติ เบียดบังชาติ ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ผิดเหมือนกัน ก็มาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และอาจจะมีเรื่องของจริยธรรมเข้ามาด้วย

“ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน ปมตั้งนักเรียน ม. 4 เป็นผู้ช่วย สส. มั่นใจหลักฐานชัด

ก่อนหน้านี้นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ไผ่ ลิกค์ วิงวอนสังคม ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เช่น การตั้งผู้ช่วย สส.รับเงินแทนหรือตั้งคนที่ยังไม่อยู่ในกฎหรือคนที่ถูกระเบียบเข้ามาเป็นไม่ว่าตำแหน่งไหนตำแหน่งหนึ่ง สิ่งพวกนี้ไม่ต่างกับการตั้งลูกหลานรับเงินเดือนเลย และก็ยังขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งการทำผิดหรือการรับผลประโยชน์ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ผิดเหมือนกัน

ประธานสภาฯ รอดูคนร้องเรียนก่อน

ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อวิจารณ์เรื่องการแต่งตั้งผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่อาจขัดต่อข้อบังคับว่า การแต่งตั้งต้องเป็นไปตามระเบียบ หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา สภาฯ จะมอบให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการละเว้นหน้าที่ และย้ำว่าตำแหน่งผู้ชำนาญการหรือผู้ช่วย สส. สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี เรื่องนี้ต้องมีคนร้องเรียนเข้ามาก่อนเพื่อที่จะได้มีข้อมูล ทางสภาจะให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบว่าข้อร้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะการแต่งตั้งผู้ชำนาญการหรือผู้ช่วย สส.สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามระเบียบของสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ว่า สส. สามารถแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ผู้ชำนาญการประจำตัว และผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ได้รวม 8 คน คุณสมบัติทั่วไป (ต้องมีครบทุกประการ)

  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
  • เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
  • ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
  • ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการการเมือง ข้าราชการ รัฐสภาฝ่ายการเมือง พนักงานหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
  • ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
  • ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (ต้องมีข้อใดข้อหนึ่ง)

  1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป หรือ
  2. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป และเคยปฏิบัติหรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ
  3. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และเคยปฏิบัติ หรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี หรือ
  4. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และเคยปฏิบัติ หรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ
  5. สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ) และเคยปฏิบัติ หรือประสานงานทางด้านการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี

ส่วนหน้าที่รับผิดชอบอยู่ที่ สส.กำหนด เมื่อผ่านการคัดกรองจาก สส.แล้ว ทางสำนักงานเลขาสภาฯ จะตรวจสอบคุณสมบัติและหลักฐานการสมัครอีกครั้ง หากเห็นว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็จะมีคำสั่งแต่งตั้งต่อไป โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท.

จากกรณีที่ “ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ช่วย สส.ตามระเบียบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดคุณสมบัติทั้งทั่วไปและเฉพาะตำแหน่งอย่างชัดเจน เพื่อให้การทำงานของผู้ช่วย สส. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

การตรวจสอบคุณสมบัติและหลักฐานการสมัครอย่างละเอียดโดยสำนักงานเลขาสภาฯ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันการแต่งตั้งผู้ที่ไม่เหมาะสม และสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของสภาฯ ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบและร้องเรียนหากพบความไม่ถูกต้อง ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในกระบวนการทางการเมืองได้

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่นายไผ่ ลิกค์ ออกมายื่นเรื่องนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองด้วยกันเอง และเพื่อที่จะให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น การยุบพรรคประชาชนจะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องติดตามข่าวกันต่อไป

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ยื่นยุบพรรคประชาชน ปมตั้งนักเรียน ม. 4 เป็นผู้ช่วย สส. มั่นใจหลักฐานชัด