วัน: 8 พฤศจิกายน 2025

“รมว.นฤมล” ลุยยะลา! ฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน

“รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

“ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องดันงบอาหารกลางวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป

รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

“รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน

ทำไมการดันงบอาหารกลางวันถึงสำคัญ?

การที่ รมว.นฤมล ลงพื้นที่ จ.ยะลา และให้ความสำคัญกับการดันงบอาหารกลางวัน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพชีวิตของนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การมีอาหารกลางวันที่เพียงพอและมีคุณภาพ จะช่วยให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาเรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษา และการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน และสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและเป็นธรรม

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่ของ รมว.นฤมล ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีของการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการศึกษาในระดับพื้นที่ และการดันงบอาหารกลางวันเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและครูต่อไปในอนาคต

ที่มา – “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

DPU มอบทุนปริญญาตรี 100% ให้นักเตะ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มอบทุนปริญญาตรี 100% ให้ทีมนักเตะทั้ง 2 โรงเรียน “หมอนทองวิทยา” และ “อบจ.ชัยนาท” เชื่อศักยภาพไม่มีวันจำกัด หากมีพื้นที่ให้ได้ค้นพบและพัฒนา

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศมอบทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในสนามแข่งขัน ภายหลังการแข่งขันฟุตบอล 7 คน ระหว่าง ทีมโรงเรียนหมอนทองวิทยา และโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ในศึกแชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ 2025

โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านี้ได้เติบโตต่อ DPU ขอมอบทุนปริญญาตรี 100% ให้นักเตะทุกคนจากทั้งสองทีมที่ลงแข่งฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ 2025 ที่มีความประสงค์เข้าศึกษาต่อในปีการศึกษาหน้า เพราะเรามีความเชื่อเดียวกันว่า – ศักยภาพไม่มีวันจำกัด หากมีพื้นที่ให้ได้ค้นพบและพัฒนา

ภาพจาก Thairath sport

DPU มอบทุนปริญญาตรี 100% ให้นักเตะ “หมอนทองวิทยา-อบจ.ชัยนาท” เชื่อศักยภาพไม่มีวันจำกัด

การตัดสินใจของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในการมอบทุนปริญญาตรี 100% ให้นักเตะจากโรงเรียนหมอนทองวิทยาและอบจ.ชัยนาทนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นในการส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนไทย มหาวิทยาลัยฯ เล็งเห็นว่านักกีฬาเหล่านี้ไม่ได้มีดีแค่ทักษะในสนามฟุตบอล แต่ยังมีศักยภาพอีกมากมายที่รอการค้นพบและพัฒนา การให้โอกาสทางการศึกษาจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับสังคมในอนาคต

โครงการมอบทุนการศึกษาปริญญาตรี 100% ให้นักเตะนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือทางการเงิน แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง หลายครั้งที่นักกีฬาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เนื่องจากภาระทางการเงินหรือข้อจำกัดอื่นๆ แต่ด้วยทุนการศึกษาจาก DPU พวกเขาสามารถมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

ทำไม DPU ถึงให้ทุนปริญญาตรี 100% ให้นักเตะ?

การที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ความสำคัญกับการมอบทุนการศึกษาแก่นักกีฬาเยาวชนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมขององค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคคลอย่างรอบด้าน DPU เชื่อว่าการศึกษาและกีฬาเป็นสิ่งที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ นักกีฬาที่มีความรู้และความสามารถทางวิชาการ จะสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองและทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การมีนักกีฬาที่ได้รับการศึกษาที่ดี ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขามุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองทั้งในด้านกีฬาและวิชาการ

การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างมหาวิทยาลัยฯ โรงเรียน และชุมชน เมื่อนักกีฬาเหล่านี้สำเร็จการศึกษา พวกเขาสามารถกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้างได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การที่ DPU มอบทุนการศึกษาให้แก่นักกีฬาจากโรงเรียนหมอนทองวิทยาและอบจ.ชัยนาท ยังเป็นการส่งเสริมกีฬาฟุตบอลในระดับเยาวชนอีกด้วย เมื่อนักกีฬาเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนและมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจในการฝึกซ้อมและพัฒนาทักษะของตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มอบทุนการศึกษาปริญญาตรี 100% ให้นักเตะจากโรงเรียนหมอนทองวิทยาและอบจ.ชัยนาทนั้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน การสร้างแรงบันดาลใจ การส่งเสริมกีฬาฟุตบอล และการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างมหาวิทยาลัยฯ โรงเรียน และชุมชน การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ DPU ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถพิเศษด้านกีฬา เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับทั้งตัวนักกีฬาเองและสังคมโดยรวม

ที่มา – DPU มอบทุนปริญญาตรี 100% ให้นักเตะ “หมอนทองวิทยา-อบจ.ชัยนาท” เชื่อศักยภาพไม่มีวันจำกัด

“ธรรมนัส” ย้ำ! ไม่จริง ใครจะลาออก รมต.

“รมว.ธรรมนัส” ลั่น พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ดันลูกหลานมุสลิมเป็นรัฐมนตรีสำเร็จ ไม่จริง เรื่องยื่นลาออกกับนายกฯ บอกนักรบถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ซัด สส.ภาคกลาง ปม “แก้มลิงทุ่งหิน” ทำไม่เสร็จตั้งแต่ยุครัฐบาลลุงแล้ว

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยได้เดินทางไปยังโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อพบปะประชาชน และรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบโฉนดเพื่อการเกษตร โฉนดต้นยางพารา และปัจจัยการผลิต โดยมี นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม และนางสาลีฮะ มะยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก ให้การต้อนรับ

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารทั้ง 3 กระทรวง ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า ผมเคยประกาศเอาไว้ว่าจะทำให้ลูกหลานชาวไทยมุสลิมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีให้ได้ ตอนนั้นหลายคนก็ปรามาสว่า จะทำได้จริงหรือไม่ วันนี้ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผมทำให้อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ลูกหลาน 3 จังหวัดชายแดนใต้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องมุสลิมได้แล้ว

หนุนเทศบาลเมืองยะลา ใช้งบขุดลอก 100 ล้านบาท

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้พาคณะ ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยระหว่างการลงพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง จากประชาชนกลุ่มเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีด้วย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ยะลา ต้องแก้ไขเป็นระบบ ฟังเสียงประชาชนและผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง ซึ่งวันนี้มีพี่น้องมายื่นหนังสือคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานีที่อำเภอกรงปินัง ตนถามว่าทำไม เขาก็บอกว่า ปลาดี ๆ จะตายหมด กระทบสิ่งแวดล้อม การจะสร้างโครงการใดต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่คิดเป็นจุด ๆ ซึ่งการศึกษาการบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยคนในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบด้าน เช่น การสำรวจเส้นทางน้ำ การตีความลักษณะทางน้ำ และการวางระบบระบายน้ำ เปรียบเสมือนระบบจราจรที่ต้องไม่มีการตันหรือสะดุด

ในส่วนของโครงการขุดลอกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองยะลา นำเสนอแนวทางการขุดลอกน้ำและใช้เงินเบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเห็นด้วย และจะจัดหางบประมาณทั้งจากงบกลาง หรืองบเหลือจ่ายปี 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการทันที

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ทุกโครงการในพื้นที่ชายแดนใต้จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในยะลา ปัตตานี และนราธิวาสอย่างยั่งยืน

ไม่จริง ใครมันจะไปลาออกรมต.

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งว่า มันเป็นข่าวปลอม บอกว่า ผมเข้าพบนายกรัฐมนตรี 3 ชั่วโมงแล้วยื่นใบลาออก ไม่จริงครับ นักรบ ถ้าจะตายก็ต้องตายในสนามรบ ผมเป็นนักการเมือง ถ้าจะตายก็จะตายในสนามเวทีการเมือง ใครมันจะไปลาออกรมต. มันไม่มีเหตุมีผล ไม่ใช่ธรรมนัส ผมไม่หนีปัญหาแน่นอน ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสงค์ร้ายด้วย

“ธรรมนัส” ย้ำข่าวลาออกไม่จริง

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่า “ธรรมนัส” ย้ำ ไม่จริง ใครมันจะไปลาออกรมต. พร้อมทั้งระบุว่า ข่าวที่ออกมานั้นเป็นข่าวปลอม และไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

สำหรับกระแสข่าวลือดังกล่าว ได้สร้างความสับสนให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ทำให้หลายฝ่ายต่างจับจ้องและรอฟังความจริงจากปากของ ร.อ.ธรรมนัส โดยตรง ซึ่งการออกมาปฏิเสธข่าวในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของตนเอง พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นกระทรวงที่ตนเองกำกับดูแลอยู่

ซัด สส.ภาคกลาง ปม “แก้มลิงทุ่งหิน” ทำไม่เสร็จตั้งแต่ยุครัฐบาลลุงแล้ว

“สส.ภาคกลาง กล่าวถึงโครงการแก้มลิงทุ่งหิน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม หาว่า เป็นอนุสาวรีย์ที่ธรรมนัสทิ้งเอาไว้ งบประมาณ 600 ล้านบาท ผมอยากจะฝากว่า น้องเอย ไปดูให้ดี มันทำในยุคลุงผมโน่น อย่าให้บอกเลยว่าลุงไหน ลุงรัฐบาลนู่น รู้ใช่ไหม และผมไปตรวจว่า ทำไมมันถึงมีปัญหาสร้างไม่เสร็จสักที ผมต้องสั่งกรมชลประทานให้ไปแก้ไขที่ลุงเขาทำแล้วไม่สำเร็จ ท่าน สส.ต้องไปศึกษาให้ดีก่อนจะเขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของใคร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

การออกมาตอบโต้ข่าวลือและแสดงความมุ่งมั่นในการทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่ของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ก็ตาม ดังนั้น ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และให้กำลังใจผู้ที่ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” ย้ำ ไม่จริง ใครมันจะไปลาออกรมต. เสียใจกับผู้ที่ประสงค์ร้ายด้วย

ฟังรายการ Off The Ball อย่างไรให้สนุก!

อยากฟัง Off The Ball แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน? ไม่ต้องห่วง! บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับรายการวิเคราะห์ฟุตบอลสุดฮิตจาก BBC Radio Scotland อย่างละเอียด พร้อมแนะนำวิธีการฟังและสิ่งที่น่าสนใจที่คุณไม่ควรพลาด!

Off The Ball: เจาะลึกฟุตบอลแบบเข้าถึง

Off The Ball เป็นรายการวิเคราะห์ฟุตบอลที่ไม่เหมือนใคร ดำเนินรายการโดยผู้ดำเนินรายการมากสีสันที่พร้อมจะเจาะลึกทุกประเด็นร้อนแรงในวงการลูกหนัง ไม่ว่าจะเป็นข่าวการย้ายทีม, ผลการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น, หรือแม้แต่เรื่องราวเบื้องหลังสนามที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รายการนี้ไม่ได้เน้นแค่การวิเคราะห์เกมแบบเคร่งเครียด แต่ยังสอดแทรกอารมณ์ขันและความคิดเห็นที่น่าสนใจ ทำให้การฟัง Off The Ball เป็นเหมือนการนั่งคุยกับเพื่อนคอบอลที่รู้ลึกรู้จริงและพร้อมจะสร้างเสียงหัวเราะให้กับคุณ

ทำไมคุณถึงควรฟัง Off The Ball?

  • วิเคราะห์ฟุตบอลแบบเจาะลึก: คุณจะได้ฟังการวิเคราะห์เกมจากผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง
  • ความคิดเห็นที่แตกต่าง: ผู้ดำเนินรายการและแขกรับเชิญมักจะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย ทำให้คุณได้มองประเด็นต่างๆ ในมุมที่แตกต่างออกไป
  • อารมณ์ขันและความสนุกสนาน: รายการนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเครียดๆ แต่ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความบันเทิง
  • เข้าถึงง่าย: คุณสามารถฟัง Off The Ball ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดและเรื่องราวเบื้องหลังของรายการได้ทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Instagram และ X (Twitter)

ปัจจุบันรายการ The Saturday Show กำลังออกอากาศสดทาง Radio Scotland หากคุณพลาดรายการสด คุณสามารถฟังย้อนหลังได้ที่ BBC Sounds ซึ่งมีช่วงไฮไลท์และตอนเก่าๆ ให้เลือกฟังมากมาย

ถ้าคุณกำลังมองหารายการวิเคราะห์ฟุตบอลที่ทั้งให้ความรู้และความบันเทิง Off The Ball คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด! ลองฟังดู แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมใครๆ ก็ติดใจรายการนี้

การฟัง Off The Ball ไม่ใช่แค่การติดตามข่าวสารฟุตบอล แต่เป็นการเปิดโลกทัศน์และเติมเต็มความสุขให้กับชีวิตคอบอลอย่างแท้จริง!

ที่มา – Listen to Off The Ball

อรรถกร จัด Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

“รมว.อรรถกร” เดินหน้าผลักดัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เตรียมจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ณ เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยอธิบดีกรมการท่องเที่ยว อธิบดีกรมพลศึกษา ผู้แทนจากหน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้าร่วมนำเสนอแผนการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผสมผสานระหว่างไทย-มลายู-จีน-อาหรับ อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้คนในพื้นที่ก็เป็นมิตร มีน้ำใจ และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ททท. ได้เสนอแนวทางการจัดทำ “เส้นทางพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้” โดยมีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักเข้ากับแหล่งท่องเที่ยวใหม่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผ่านเส้นทางที่เน้นวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน นอกจากนี้ ยังมีแผนการสร้างแบรนด์ผ่าน Influencer (KOL) และสื่อออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่างๆ เช่น เทศกาลอาหารฮาลาล งานวัฒนธรรมมลายู-จีน-พุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส และการจัดกิจกรรม Agent/Media Fam Trip เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายพื้นที่ท่องเที่ยว

Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับปรุงถนนและระบบขนส่งระหว่างจังหวัด การเพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางและจุดท่องเที่ยวหลายภาษา และการพัฒนาแหล่งพักแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน ยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการบริการและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ทำไมต้อง Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก?

การเลือกสุไหงโกลกเป็นสถานที่จัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นเมืองชายแดนที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ การจัดงานเคาท์ดาวน์ระดับประเทศจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

  • เป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชายแดนใต้
  • สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การพัฒนาการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การส่งเสริมวัฒนธรรม และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

การจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อรรถกร” ผุดจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ที่สุไหงโกลก จ.นราธิวาส

ไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา

“ไผ่ ลิกค์” เผย “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า” อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 150,000 บาท ไม่ว่าชนะหรือแพ้ ถือว่าทุกคนได้ทำเต็มที่แล้ว เตรียมสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา การศึกษาต่อ

วันที่ 8 พ.ย. 2568 เวลา 17.05 น. นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม(กธ.)เปิดเผยว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ได้มอบเงินอัดฉีดจำนวน 100,000 บาท และในส่วนของตนมีผู้ขอสนับสนุนมาเพิ่มเติมอีก 50,000 บาท ให้กับทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน

“ท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ฝากกำลังใจถึงน้อง ๆ ทีมหมอนทองวิทยา ทุกคน ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร ก็ถือว่าทุกคนได้ทำเต็มที่แล้ว และมูลนิธิจะสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา การศึกษา และพัฒนาเยาวชนต่อไปอย่างต่อเนื่อง” นายไผ่ กล่าว

นายไผ่ กล่าวต่อด้วยว่า การอัดฉีดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่เห็นความสำคัญของการเล่นกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ยังมีแผนสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนอย่างเท่าเทียม

ไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา

การที่ “ไผ่ ลิกค์” ร่วมกับ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า” อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนเยาวชนในด้านกีฬาอย่างแท้จริง ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนได้อย่างยั่งยืน

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาวงการกีฬาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเยาวชน การที่ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า” เล็งเห็นถึงความสำคัญในจุดนี้และพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬา การศึกษา และพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีและควรค่าแก่การยกย่อง

ทำไมการสนับสนุนทีมหมอนทองวิทยาถึงสำคัญ?

การสนับสนุนทีมหมอนทองวิทยา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้เงินทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬา ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างเสริมสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะทางด้านกีฬาและเติบโตเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพในอนาคต

การที่ “ไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ” อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาและผู้ฝึกสอน ทำให้พวกเขามีกำลังใจในการฝึกซ้อมและพัฒนาฝีมือมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนและโรงเรียน ทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันจะทำให้การพัฒนาเยาวชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่ “ไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ” อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรและบุคคลที่ให้การสนับสนุน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน

การสนับสนุนดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนอื่น ๆ ในพื้นที่ให้หันมาสนใจกีฬาและพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม

การที่ไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนเยาวชนในด้านกีฬา ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการยกย่อง การสนับสนุนในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวชนและวงการกีฬาของประเทศ

ดังนั้น การสนับสนุนไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ ทีมหมอนทองวิทยา จึงไม่ใช่แค่การให้เงินทุน แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของชาติ

การลงทุนเพื่อพัฒนาเยาวชนคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และจะส่งผลดีต่อสังคมในระยะยาว

ที่มา – “ไผ่-มูลนิธิธรรมนัสฯ” อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 1.5 แสนบาท ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

เรนเจอร์สนEventสนใจกองหลัง: ข่าวลือวันเสาร์

ข่าวลือล่าสุดเกี่ยวกับวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ประจำวันเสาร์นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันเลย!

เรนเจอร์สนEventสนใจกองหลัง: ข่าวลือวันเสาร์

เรนเจอร์ส แสดงความสนใจในตัว มูไจด์ ซาดิก กองหลังจาก เกงค์ และอาจยื่นข้อเสนอเพื่อคว้าตัวแข้งวัย 25 ปีรายนี้ในเดือนมกราคม (Sacha Tavolieri on X), external หาก เรนเจอร์ส เสริมความแข็งแกร่งในแนวรับในเดือนมกราคม นาเซอร์ ดจิก้า อาจถูกยกเลิกสัญญายืมตัวจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน เร็วกว่ากำหนด (Ibrox News), external

ซิเวิร์ต เฮลต์เน นิลเซน กองกลางของ อเบอร์ดีน อาจกำลังจะกลับไปเล่นในนอร์เวย์ โดยมีหลายสโมสรได้รับการติดต่อจากตัวแทนของแข้งวัย 34 ปีที่ได้รับบาดเจ็บรายนี้ ตามรายงานในบ้านเกิดของเขา (Press & Journal), external

ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ กัปตันทีม ฮาร์ท ออฟ มิดโลเธียน เปิดเผยว่าเขาติดตามนักโภชนาการเพื่อช่วยลดน้ำหนักที่ “เอาออกไม่ได้” และกระตุ้นการกลับมาทำประตูของเขา (Daily Record), external

เคียทิล คนุตเซน ของ โบโด/กลิมท์ ซึ่งนำสโมสรนอร์เวย์มาตั้งแต่ปี 2018 ได้แซงหน้า มาร์ติน โอนีล ขึ้นเป็นตัวเต็งที่จะเป็นผู้จัดการทีมถาวรของ เซลติก (The Scotsman), external

ผู้จัดการทีม จิม กูดวิน ยืนยันว่า ดันดี ยูไนเต็ด กำลังตามล่าตัว ปิแอร์ แลนดรี กาโบเร ก่อนที่ ฮาร์ทส์ จะยื่นข้อเสนอให้กองหน้าจาก บูร์กินาฟาโซ ที่พวกเขาไม่สามารถแข่งขันด้วยได้ (Daily Record), external

มาร์ติน โอนีล กล่าวว่าเขาจะ “กลับไปดื่มกาแฟ ซึ่งมีราคาแพงมากในลอนดอน” หากการดำรงตำแหน่งของเขาที่ เซลติก สิ้นสุดลงในวันจันทร์ (Scottish Sun), external

คริส บอยด์ อดีตกองหน้า เรนเจอร์ส กล่าวว่าเวลาของ เควิน เธลเวลล์ และ แพทริค สจวร์ต ใกล้หมดลงอย่างรวดเร็วที่ ไอบร็อกซ์ เพราะคุณภาพที่ลดลงจากฤดูกาลที่แล้วนั้นน่าตกใจ (Scottish Sun), external

ยูเช อิคเปียซู เล่นให้กับ ฮาร์ทส์ เมื่อห้าปีก่อน แต่ก็ยังได้รับความนิยมจากแฟนๆ มากจนไอคอนรายนี้ยังคงได้รับการยกย่องจากพวกเขา และได้รับสิทธิพิเศษเช่น MOT ในราคาลด (The Herald), external

ดันดี ต้องแสดง “ความกระหายและความมุ่งมั่นในการส่งบอลและการเข้าสกัดทุกครั้ง” แต่จะไม่มีความกลัวในการเผชิญหน้ากับ เรนเจอร์ส ในสุดสัปดาห์นี้ บิลลี่ คูเมติโอ กองหลังของ ดาร์ก บลูส์ กล่าว (The Courier), external

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรนเจอร์สนEventสนใจกองหลังล่าสุด

ข่าวลือที่ว่า เรนเจอร์สนEventสนใจกองหลัง กำลังมองหากองหลังใหม่นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทีมเพื่อต่อสู้ในการแข่งขันต่างๆ การคว้าตัว มูไจด์ ซาดิก จะเป็นการเพิ่มตัวเลือกในแนวรับและอาจส่งผลกระทบต่อสถานะของ นาเซอร์ ดจิก้า ที่อาจถูกส่งกลับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ก่อนกำหนด

นอกจากนี้ ข่าวการย้ายทีมที่เป็นไปได้ของ ซิเวิร์ต เฮลต์เน นิลเซน จาก อเบอร์ดีน อาจส่งผลต่อการวางแผนของทีมในอนาคต ในขณะที่เรื่องราวของ ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ ที่ ฮาร์ทส์ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและโภชนาการของนักกีฬา

ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมที่ เซลติก และความเคลื่อนไหวของ ดันดี ยูไนเต็ด และ ดันดี ก็เป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดสำหรับแฟนบอลสกอตแลนด์

โดยรวมแล้ว ข่าวลือในวันเสาร์นี้เกี่ยวกับ เรนเจอร์สนEventสนใจกองหลัง และข่าวอื่นๆ ในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์นั้นเต็มไปด้วยความน่าสนใจและความเป็นไปได้ที่อาจส่งผลต่ออนาคตของแต่ละสโมสร

การที่ เรนเจอร์สนEventสนใจกองหลัง เสริมทัพนั้นแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของสโมสรในการท้าทายเพื่อชิงแชมป์ในฤดูกาลนี้ แฟนบอลคงต้องติดตามกันต่อไปว่าข่าวลือเหล่านี้จะกลายเป็นความจริงหรือไม่ และสโมสรจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกบ้าง

ที่มา – Rangers keen on defender – Saturday’s gossip

รพ.ขอนแก่น แจง! ขอความร่วมมือบริจาคเลือด

โรงพยาบาลขอนแก่นออกมาชี้แจงกรณีที่เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เรื่อง “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วย ยืนยันว่าเป็นการขอความร่วมมือจากญาติหรือผู้ที่มีความพร้อม เพื่อให้มีปริมาณเลือดสำรองเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยทุกราย ไม่ใช่การบังคับ และไม่มีการซื้อขายเลือดอย่างแน่นอน

สืบเนื่องจากกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวของคุณตาที่เดินสอบถามหาผู้บริจาคเลือดในโรงพยาบาลเพื่อช่วยคุณยาย ทำให้เกิดกระแสการบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างมากมาย (สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย)

ทางโรงพยาบาลขอนแก่นจึงได้ออกหนังสือชี้แจงเรื่อง “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อการรักษาผู้ป่วย เพื่อคลายความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการเลือดของโรงพยาบาล

รพ.ขอนแก่น ชี้แจงกรณี “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อการรักษาผู้ป่วย

โรงพยาบาลขอนแก่นชี้แจงว่า ในการรักษาผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับเลือด โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้เลือดในปริมาณมากในแต่ละวัน และต้องมีเลือดสำรองเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าโรงพยาบาลจะมีการรับบริจาคเลือดอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางช่วงเวลา เลือดบางกรุ๊ปอาจมีปริมาณไม่เพียงพอ

ดังนั้น โรงพยาบาลจึงขอความร่วมมือจากญาติ หรือผู้ที่มีความพร้อมในการบริจาคเลือด “ทดแทน” เพื่อให้ปริมาณเลือดในคลังมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทุกราย เป็นการขอความร่วมมือด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น

โรงพยาบาลขอนแก่นขอยืนยันว่า ไม่มีการซื้อขายเลือดทุกรูปแบบ และไม่สนับสนุนการซื้อขายเลือด การให้และรับเลือดเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยเท่านั้น รวมถึงไม่มีการซื้อขายอวัยวะโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นกรณีดังกล่าว โรงพยาบาลได้ให้การรักษาตามมาตรฐานและได้รับเลือดเพียงพอ ขณะนี้อาการปลอดภัยและอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ช่องทางการบริจาคเลือดที่ รพ.ขอนแก่น

ขอขอบคุณผู้บริจาคเลือดทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันสิ่งมีค่าเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเลือดได้ที่:

  • ศูนย์รับบริจาคเลือด โรงพยาบาลขอนแก่น
  • วันราชการ: 08.30 – 19.30 น.
  • วันหยุดราชการ: 08.00 – 15.30 น.
  • โทร. 043-0900 ต่อ 4544

ร่วมบริจาคอวัยวะและดวงตา

นอกจากนี้ ยังสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตาได้ที่:

  • ศูนย์รับบริจาคอวัยวะและปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลขอนแก่น โทร. 043-009900 ต่อ 3865
  • เว็บไซต์สภากาชาดไทย

การบริจาคเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการเลือด อย่าลังเลที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้อื่น มาร่วมกันบริจาคเลือดเพื่อสร้างสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืนกันนะครับ

ที่มา – รพ.ขอนแก่น ชี้แจงกรณี “การขอความร่วมมือบริจาคเลือด” เพื่อการรักษาผู้ป่วย

ราชกิจจาฯ ประกาศให้หญิงลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน

ข่าวดีสำหรับคุณแม่! ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ให้หญิงสามารถลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน และหากลูกป่วยยังสามารถลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน เพิ่มเติมได้อีก 15 วัน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการลาคลอดและการลาเพื่อดูแลบุตร โดยมีรายละเอียดดังนี้:

ราชกิจจาฯ ประกาศให้หญิงลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน

สิทธิการลาคลอดบุตร: ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน โดยจะได้รับค่าจ้างจากนายจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน

สิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร: หลังจากใช้สิทธิลาคลอดบุตรแล้ว ลูกจ้างหญิงยังมีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยจะได้รับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างสำหรับวันที่ลา ทั้งนี้ จะต้องแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันประกอบการลาด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน

นอกจากสิทธิของลูกจ้างหญิงแล้ว พระราชบัญญัตินี้ยังได้กำหนดสิทธิให้ลูกจ้างชายสามารถลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สิทธิการลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรส: ลูกจ้างชายมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 15 วัน โดยสามารถใช้สิทธิก่อนหรือในวันลาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร และจะได้รับค่าจ้างจากนายจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคุ้มครองแรงงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้มีความมั่นคงในการทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โดยสรุปแล้ว สาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 คือ:

  • ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 60 วัน
  • ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่ป่วยได้อีก 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างร้อยละ 50
  • ลูกจ้างชายมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนครอบครัวและการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านนะคะ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศให้หญิงลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน ลูกป่วยลาได้อีก 15 วัน