วัน: 8 พฤศจิกายน 2025

หมอช้าง ทศพร เผย 2 ราศีดวงแรง แซงทุกคู่แข่ง ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม พร้อมเฉือนชนะศัตรู

หมอช้าง ทศพร เผย 2 ราศีดวงแรง แซงทุกคู่แข่ง ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม พร้อมเฉือนชัยชนะทุกศัตรูที่เคยขัดขา 

หมอช้าง ทศพร เผย 2 ราศีดวงแรง แซงทุกคู่แข่ง ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม พร้อมเฉือนชัยชนะทุกศัตรูที่เคยขัดขา

      วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา หมอดูชื่อดัง โพสต์คำทำนายดวงชะตาราศีผ่านทางเฟซบุ๊ก เผยถึง 2 ราศีดวงแรง แซงทุกคู่แข่ง นั่นคือ 

 – ราศีพิจิก 17 พฤศจิกายน -15 ธันวาคม

          – ราศีกุมภ์ 13 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 

          โดยชี้ว่าราศีดังกล่าว ช่วงนี้ดวงการแข่งขันเปิดสุด ๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน ธุรกิจ การเรียน หรือศัตรูที่เคยขัดขา คุณพร้อมเฉือนชนะทุกสนาม และเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม 

 - ราศีพิจิก 17 พฤศจิกายน -15 ธันวาคม
- ราศีกุมภ์ 13 กุมภาพันธ์ - 14 มีนาคม
โดยชี้ว่าราศีดังกล่าว ช่วงนี้ดวงการแข่งขันเปิดสุด ๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน ธุรกิจ การเรียน หรือศัตรูที่เคยขัดขา คุณพร้อมเฉือนชนะทุกสนาม และเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม

ที่มา : https://horoscope.kapook.com/view296352.html

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เข้าไทย

สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานถึงการอ่อนกำลังของพายุ “คัลแมกี” ซึ่งกำลังสลายตัว แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในอีก 1-2 วันข้างหน้า

ส่วน พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ที่หลายคนจับตามองนั้น มีการคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ พายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศในประเทศของเรา ณ ขณะนี้

อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยาได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยวิเคราะห์แผนที่อากาศผิวพื้นและภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าพายุ “คัลแมกี” ได้อ่อนกำลังลงและกำลังจะสลายตัว กลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมภาคเหนือและภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีกลุ่มเมฆฝนปกคลุมต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบกลุ่มฝนกำลังอ่อนถึงปานกลางปกคลุมต่อเนื่องทางภาคเหนือและภาคกลางด้านตะวันตก ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่

เส้นทางล่าสุดของพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง”

สำหรับเส้นทางของ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” นั้น ณ เวลา 04:00 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน พายุฯ กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายน หลังจากนั้น พายุจะเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังช่องแคบไต้หวัน และขึ้นฝั่งทางด้านตะวันออกของประเทศจีน

ถึงแม้ว่า พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทยโดยตรง แต่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย

สถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แม้ว่าพายุจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนที่เรารัก

ที่มา – อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ไม่เคลื่อนเข้าไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ

กองพลน้อยที่ 6 (KNU) รัฐกะเหรี่ยงอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

จังหวัดดูปลายย่า พร้อมข้าราชการทหารกองพลน้อยที่ 6 (KNU) รัฐกะเหรี่ยง และประชาชน ร่วมจัดพิธีส่งสาสน์แสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อเวลา 8.00 น. วันที่ 7 พ.ย. 68 ที่สำนักงานจังหวัดดูปลายย่า รัฐกะเหรี่ยง (ประเทศเมียนมาร์) นายเลสเตอร์ ผู้ว่าจังหวัดดูปลายย่า พร้อมด้วย นายตะเนทู หัวหน้าสำนักงานจังหวัดดูปลายย่า นายซอเดอะก้อ นายอำเภอโนะตะกอ พันโท ตีตุ หัวหน้าฝ่ายกำลังพล (ฝ.1) กองพลน้อยที่ 6 (KNU) พันโท ซอเยซัน หัวหน้าตำรวจดูปลายย่า พันตรี จ่อเอ หัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง (ฝ.1) กองพลน้อยที่ 6 (KNU) ข้าราชการ ประชาชน นักเรียน รวมกว่า 350 คน ร่วมพิธีแสดงความไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการวางพวงมาลาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ การยืนสงบนิ่งเพื่อร่วมไว้อาลัย เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารประกอบพิธีลดธงครึ่งเสา นายเลสเตอร์ ผู้ว่าจังหวัดดูปลายย่า กล่าวคำไว้อาลัยเป็นภาษากะเหรี่ยง ตัวแทนอ่านสาสน์เป็นภาษาไทย

ทั้งนี้ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และประชาชนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย ตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ทรงอุทิศเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย พระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระกรุณาธิคุณ ซึ่งจะได้รับการรำลึกตราบนานเท่านาน ทรงส่งเสริมการศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการรักษาสิ่งแวดล้อม พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่แก่ประชาชนชาวไทย และยังสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงามและโครงการพระราชดำริต่างๆ จะอยู่ในความทรงจำของผู้คนนับล้าน ชาวกะเหรี่ยงในรัฐกะเหรี่ยง (ประเทศเมียนมาร์) ชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศไทย ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสนี้ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

กองพลน้อยที่ 6 (KNU) รัฐกะเหรี่ยง แสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ความอาลัยจากใจ: กองพลน้อยที่ 6 (KNU) และ สมเด็จพระพันปีหลวง

การแสดงความอาลัยของกองพลน้อยที่ 6 (KNU) ในรัฐกะเหรี่ยงต่อ สมเด็จพระพันปีหลวง เป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความผูกพันที่ชาวกะเหรี่ยงมีต่อพระองค์ท่าน แม้จะอยู่ต่างแดน แต่ความรักและความศรัทธาในพระองค์ยังคงอยู่ในใจของชาวกะเหรี่ยงเสมอมา

พิธีแสดงความอาลัยที่จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ชาวกะเหรี่ยงให้กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย การรวมตัวของข้าราชการ ทหาร และประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเสียใจร่วมกันที่มีต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระพันปีหลวง

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความเสียใจ แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและรัฐกะเหรี่ยง ความเคารพและความอาลัยที่ชาวกะเหรี่ยงมีต่อ สมเด็จพระพันปีหลวง เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างสองชนชาติ

การน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระพันปีหลวง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญู แต่ยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – กองพลน้อยที่ 6 (KNU) รัฐกะเหรี่ยง แสดงความอาลัยถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

ปชป. ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” ลงสมุทรสาคร เขต 1

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้อนรับอย่างอบอุ่น “เอก ภัคเมศฐ์” คนรุ่นใหม่ที่พร้อมเสนอตัวลงสมัคร สส.สมุทรสาคร เขต 1 ภายใต้สโลแกนที่น่าสนใจอย่าง “รีสตาร์ทสมุทรสาคร”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค ได้ให้การต้อนรับ นายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ อย่างเป็นทางการ หนุ่มมหาชัยวัย 30 ปี ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาพัฒนาบ้านเกิด

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” ซึ่งเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและความตั้งใจจริง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ นายภัคเมศฐ์ ได้แสดงความจำนงที่จะเข้ารับการคัดเลือกจากพรรค เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดสมุทรสาคร

นายภัคเมศฐ์ เติบโตและมีความผูกพันกับพื้นที่สมุทรสาครมาโดยตลอด และมีความชื่นชมในแนวทางการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในพรรคฯ และความต้องการที่จะนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาบ้านเกิด

ประวัติการศึกษาของ “เอก ภัคเมศฐ์” ผู้เสนอตัวลงสมุทรสาคร เขต 1

นายภัคเมศฐ์ จบการศึกษาชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน จากนั้นได้ไปศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ (หลักสูตรนานาชาติ) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

“เอก ภัคเมศฐ์” กับความมุ่งมั่นที่จะ “รีสตาร์ทสมุทรสาคร”

ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง “เอก ภัคเมศฐ์” เตรียมใช้สโลแกน “รีสตาร์ทสมุทรสาคร” เพื่อสื่อถึงความตั้งใจที่จะนำความรู้ ประสบการณ์ และพลังของคนรุ่นใหม่ มาพัฒนาสมุทรสาครให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เขาเชื่อมั่นว่าด้วยความเข้าใจในพื้นที่และความมุ่งมั่นตั้งใจ จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับจังหวัดได้

พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีใจรักประชาธิปไตยและต้องการสร้างสรรค์สังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเมือง

ทำไมต้อง “ปชป. ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” ลงสมุทรสาคร เขต 1”?

การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้การต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคฯ ที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ และนำเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน “เอก ภัคเมศฐ์” ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสมุทรสาครให้ก้าวทันโลก

การตัดสินใจของ “เอก ภัคเมศฐ์” ที่จะลงสมัคร สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองไทย ที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน “เอก ภัคเมศฐ์” จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ การที่ “เอก ภัคเมศฐ์” ชูสโลแกน “รีสตาร์ทสมุทรสาคร” ยังเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่จังหวัด การรีสตาร์ทในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการล้มล้างสิ่งเก่า แต่เป็นการนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น โดยอาศัยความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

สรุปแล้ว การที่พรรคประชาธิปัตย์ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” และสนับสนุนให้ลงสมัคร สส.สมุทรสาคร เขต 1 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคฯ ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ดังนั้น หากคุณเป็นชาวสมุทรสาคร เขต 1 และกำลังมองหาผู้แทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ “เอก ภัคเมศฐ์” อาจเป็นตัวเลือกที่คุณกำลังมองหา

ที่มา – ปชป. ต้อนรับ “เอก ภัคเมศฐ์” คนรุ่นใหม่ เสนอตัวลงสมุทรสาคร เขต 1

โฆษกเพื่อไทยชี้ รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่

“ศึกษิษฏ์” ตั้งข้อสังเกต รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว 77 ล้านยูโร หวังใช้สัญญานี้มาเป็นตัวประกันผูกมัดยึดสนามเขากระโดงคืนหรือไม่ เพื่อให้ไม่โดนขับไล่ แม้ตัวเลขประมาณการรายได้ – ตัวเลขผู้เข้าชมดิ่ง

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “MotoGP” อีก 5 ปี วงเงินงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้มหกรรมการกีฬาขนาดใหญ่ดึงดูดและเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยว เราเคยผลักดันโครงการใหญ่ๆ เช่น โครงการ F1 จึงเข้าใจดี แต่ควรจะมีผลการตอบแทนที่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้ภาษีของประชาชนเข้าไปสนับสนุนโครงการ จึงควรมีผลตอบแทนให้กับประชาชนและประเทศ ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล งาน MotoGP ต้องใช้ภาษีสนับสนุนมากขึ้นทุกปี ต้องเบียดเบียนงบประมาณจากหลายหน่วยงานเพื่อให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถจัดงานต่อได้ เนื่องจากถูกผูกมัดสัญญาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวว่า ต้องการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองพรรคใดที่ดูแลเรื่องกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่าพรรคเอกชน เข้ามาสนับสนุนการจัดงานน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า การประมาณการของผู้เข้าชมที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ คำถามก็คือตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่าคืออะไร หรือเป็นเพราะว่าตัวเลขประมาณการผู้เข้าชมที่หน่วยงานรัฐบาลเสนอบอกชัดเจนว่า ผู้เข้าชมน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง ถึงขั้นที่จะไม่คุ้มค่าให้การสนับสนุนหรือไม่

ขณะเดียวกันตัวเลขที่หน่วยงานราชการทำขึ้นมา ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เขียนไว้ ชัดเจนว่า มีผู้เข้าชมสูงสุดในปี 2568 จำนวน 224,000 คน และจะลดลงเหลือ 200,000 คน และปีสุดท้าย 2575 ตัวเลขสูงสุดจะอยู่ที่ 220,000 คน ซึ่งหน่วยงานราชการก็มีการประเมินว่าผู้เข้าชมลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด 5,000 ล้าน แต่ประมาณการไปข้างหน้าลดลงแค่ 4,000 ล้าน ซึ่งตัวเลขบอกชัดเจนว่าผู้เข้าชมมีจำนวนน้อยลง และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง ภาคเอกชนจึงถอยออกไป

นายศึกษิษฏ์ ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล ทั้งรายได้และผู้ชมลดลง แต่เหตุใดรัฐบาลยังให้การสนับสนุนของรัฐเพิ่มขึ้น ขณะนี้หากดูตัวเลขการสนับสนุน MotoGP กระโดดขึ้นจากรอบที่ผ่านมากกว่า 50% โดยรอบที่ผ่านมาใน 5 ปีสัญญาค่า 50 ล้านยูโร และในปีที่ผ่านมาค่าลิขสิทธิ์กระโดดไปเป็น 77 ล้านยูโร จึงอยากตั้งคำถามว่า หรือเป็นเพราะว่าสัญญานี้ อาจจะเป็นการใช้เป็นตัวประกัน เพราะพื้นที่สนามจัดแข่ง อยู่ในพื้นที่พิพาทกับรัฐในพื้นที่เขากระโดง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีการเพิกถอน ขับไล่ผู้ที่บุกรุกพื้นที่รัฐ จะนำสัญญานี้มาเป็นตัวประกันหรือไม่ เพื่อไม่ให้ขับไล่ได้ เพราะมีสัญญาผูกพันอยู่ นี่จึงเป็นสาเหตุ ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาจึงยอมจ่ายเท่าไหร่ก็ต้องยอม เพื่อผูกมัดตรงนี้ไว้ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับต่างชาติจำนวนสูง เพื่อไม่ให้รัฐบาลขับไล่ นำพื้นที่ของรัฐคืนมาได้ใช่หรือไม่

นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวว่าหากดูการกระทำกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง คำถามอยู่ในตัวของมันเอง สิ่งที่รัฐบาลทำไป ทำไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใครกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามตนอยากฝากประชาชนและสื่อมวลชนติดตามเรื่องนี้ เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากมีการลงนามสัญญาไปแล้ว 5 ปี แม้ว่ารัฐบาลสัญญาอยู่แค่ 4 เดือน จึงอยากตั้งคำถามว่าใครกันแน่ ได้ประโยชน์ต่อโครงการนี้

โฆษกเพื่อไทย ชี้ รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่

จากกรณีที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัญญา MotoGP ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของรัฐบาล การตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันในการต่อสัญญาดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทำไมต้องตั้งคำถามเรื่องการต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่?

การที่โฆษกพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากการพิจารณาข้อมูลและตัวเลขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน MotoGP ในประเทศไทย ซึ่งพบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสงสัย ดังนี้:

  • ค่าลิขสิทธิ์ที่สูงขึ้น: ค่าลิขสิทธิ์ในการจัดงาน MotoGP เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสัญญาเดิม ทำให้เกิดคำถามว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการลงทุนของรัฐบาล
  • จำนวนผู้ชมที่ลดลง: ตัวเลขประมาณการผู้เข้าชมงาน MotoGP มีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • การสนับสนุนจากภาคเอกชนที่น้อยลง: ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดงานน้อยลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าภาคเอกชนไม่มั่นใจในความคุ้มค่าของการลงทุน
  • พื้นที่จัดงานที่เป็นข้อพิพาท: สนามที่ใช้จัดงาน MotoGP ตั้งอยู่ในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทกับรัฐ ทำให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้สัญญา MotoGP เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือรักษาผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว

ประเด็นเหล่านี้ทำให้เกิดความสงสัยว่า รัฐบาล ต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่ เพราะการมีสัญญาผูกมัดจะทำให้การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเป็นไปได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลยังคงให้การสนับสนุน MotoGP อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะไม่คุ้มค่า ก็ยิ่งทำให้ข้อสงสัยนี้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่ประชาชนและสื่อมวลชนควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

การตั้งคำถามดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการพัฒนาการกีฬาหรือการท่องเที่ยวของประเทศ แต่เป็นการเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารงานของรัฐบาล เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดังนั้น การที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นในประเด็นนี้ ถือเป็นหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายค้าน เพื่อให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชน

การตัดสินใจต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ หากการต่อสัญญาดังกล่าวมีเงื่อนงำหรือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะต้องออกมาตรวจสอบและเรียกร้องความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกเพื่อไทย ชี้ รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่

เรื่องจุกอก! ตาวัยชราขอเลือดช่วยยาย

เรื่องราวสุดสะเทือนใจถูกแชร์สนั่นโลกออนไลน์ เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งได้พบกับคุณตาวัยชราที่โรงพยาบาล กำลังเดินสอบถามผู้คนด้วยความหวังว่าจะได้รับการบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือคุณยายที่กำลังป่วยหนัก เรื่องราวของ สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย สร้างความสะเทือนใจและจุดประกายพลังแห่งการให้ในสังคม

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Nutnicha Samboontieng ได้โพสต์ภาพและข้อความสุดสะเทือนใจเกี่ยวกับชายสูงอายุท่านหนึ่งที่เธอได้พบเจอในโรงพยาบาล ข้อความดังกล่าวระบุว่า คุณตากำลังเดินสอบถามผู้คนว่าใครมาบริจาคเลือดให้ญาติหรือไม่ และเมื่อทราบว่าส่วนใหญ่มาบริจาคให้ญาติ คุณตาถึงกับถามว่า “หนู ที่ไหนเขาขายเลือดบ้าง ตาจะซื้อเลือดให้ยาย”

เรื่องราวนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างมาก และกลายเป็นแรงผลักดันให้หลายคนตัดสินใจไปบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผู้โพสต์ยังได้ระบุชื่อและข้อมูลของคุณยายที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยแจ้งว่าชื่อ นางจันทร์ จันทหาร อายุรกรรม หญิง 3 กรุ๊ปโอ โรงพยาบาล

หลังจากเรื่องราว สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ พร้อมทั้งร่วมกันบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือคุณยายอย่างต่อเนื่อง ทางเจ้าหน้าที่ห้องเลือดได้แจ้งว่ามีผู้บริจาคเลือดให้คุณยายเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่ยังสามารถบริจาคเลือดเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่ยังขาดแคลนได้

สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย

เรื่องราวความรักและความเสียสละของคุณตาวัยชราที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือภรรยา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาใส่ใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การบริจาคโลหิตเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ และยังเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสังคมอีกด้วย

พลังแห่งการให้: สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการให้ที่ไม่สิ้นสุด แม้ว่าคุณตาจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ก็ยังมีความหวังและความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือภรรยาให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน การกระทำของคุณตาเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม และกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การบริจาคโลหิตเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการต่อชีวิตให้กับผู้ที่ต้องการ การที่ สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย ทำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมกันช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

การบริจาคโลหิตไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิด เพียงแค่เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างปลอดภัย การบริจาคโลหิตไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้อื่น แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองอีกด้วย

  • เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต: พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • สถานที่บริจาคโลหิต: โรงพยาบาล สภากาชาดไทย หรือหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่
  • คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต: อายุ 17-70 ปี น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพแข็งแรง

การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจของคนในสังคม มาร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และสร้างสังคมที่น่าอยู่ร่วมกัน

เรื่องราว สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย ยังคงเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์ และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนไม่ละเลยที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เพราะการให้เพียงเล็กน้อยของเรา อาจมีความหมายยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของใครบางคน

ที่มา – สาวเผยเรื่องราวจุกอก ตาวัยชราเดินถามคนใน รพ. หวังมีเลือดบริจาคช่วยเหลือยาย

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” รอดหรือไม่ หากเจออภิปราย

“มนพร” ลุยปราศรัยนครพนม ทวงคืนแชมป์จากภูมิใจไทย ชี้เพื่อไทยถูกกระทำนิติสงครามหลายครั้ง แต่ไม่หวั่นไหว มองการเมือง 2 มาตรฐาน เทียบยุคนายกฯ อิ๊งค์-อนุทิน มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน แต่โดนแค่เพื่อไทย มั่นใจรัฐบาลถึงทางตัน เหลือแค่ยุบสภาหนีถ้าเจอซักฟอก ประเด็นสำคัญคือ “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” แล้วมีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ปราศรัย ลุยจัดเวทีย่อยหาเสียง พบปะชาวบ้านรายตำบล ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 เขต 3 เขต 4 พร้อมมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 3 เขต 4 นครพนม คนใหม่ ภายใต้แคมเปญยกเครื่องเพื่อไทย เพื่อทวงแชมป์คืนจากภูมิใจไทย ตั้งเป้ากวาดที่นั่งเป็นของเพื่อไทย ทั้ง 4 เขต เพราะเหลือเพียงแค่เขต 3 และเขต 4 เป็นพรรคภูมิใจไทย เน้นชูนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนแท้จริง เชื่อมั่นพรรคเพื่อไทยมีนโยบายกินได้ เข้าถึงประชาชน แต่มีนักการเมืองบางพรรคสร้างความบิดเบี้ยวทางการเมือง มองข้ามเสียงข้างมากของประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้ง ยืนยันความจำเป็นของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องรวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย กลับมาเป็นรัฐบาล สานต่อนโยบายการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศไทย

เพื่อไทยถูกกระทำนิติสงครามหลายครั้งแต่ไม่หวั่นไหว

นางมนพร กล่าวปราศรัยกับพี่น้องประชาชนว่า ทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย มาจากความเดือดร้อน และปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ทุกนโยบาย ทุกยุคทุกสมัย เข้าถึงประชาชน แต่เสียดาย ปัญหาการเมืองประเทศไทย ทำให้พี่น้องประชาชนเสียโอกาส เพราะนักการเมืองบางพรรคสร้างความบิดเบี้ยวทางการเมือง หวังสืบอำนาจทางการเมือง จนพรรคเพื่อไทย ที่มีผลงานมากที่สุดของประเทศ ประชาชนได้ประโยชน์ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย ถูกกระทำจากปัญหานิติสงคราม ถูกปฏิวัติ รัฐประหาร ยุบพรรค มาหลายครั้ง แต่ยืนยันไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยล่มสลาย พร้อมยืนเคียงข้างประชาชน ที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยมีประชาชนเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ทำให้มีพลังขับเคลื่อนการทำงานต่อเนื่อง

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” อย่างไร

หากถามถึงรัฐบาลปัจจุบัน ของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเสียงข้างน้อย มาจากความบิดเบี้ยวทางการเมือง ยากที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนา ได้จัดตั้งรัฐบาลเพราะเสียงฝ่ายค้านมาสนับสนุน ทำให้เห็นความชัดเจนของการเมืองแบบสองมาตรฐาน ยกตัวอย่าง เป็นที่น่าสังเกต กรณีอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะการเจรจาเพื่อความสันติวิธีเกี่ยวกับปัญหาชายแดน แต่รัฐบาลปัจจุบันมีปัญหามากมาย ที่เข้าข่ายความผิดในการใช้อำนาจหน้าที่ รวมถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ถูกพิจารณาตัดสินความผิด อย่างไรก็ตามเชื่อมั่น หากรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ไม่ยุบสภาก่อนที่จะมีการถูกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากถึงเวลาลงมติไม่ไว้วางใจ คงยากที่จะรอดเพราะมีเสียงข้างน้อยกว่าฝ่ายค้าน ทำให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชน ถึงเวลารวมพลังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ประกาศจุดยืนให้นักการเมืองรับรู้ว่า เสียงของประชาชนจะต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พรรคการเมืองที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน จะต้องยืนหยัดอยู่กับประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย

“มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ถ้าไม่ยุบสภาหนี รอดยากถ้าเจออภิปรายไม่ไว้วางใจ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่รอด หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นจริง นี่คือมุมมองที่น่าสนใจและควรพิจารณาในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งต่อไป

การเมืองไทยมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – “มนพร” มองรัฐบาล “อนุทิน” ถ้าไม่ยุบสภาหนี รอดยากถ้าเจออภิปรายไม่ไว้วางใจ

รวบตัว! นิสิต สินธุไพร หนีคดีม็อบล้มอาเซียน

ตำรวจบุกจับกุมตัว นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช. และอดีต สส.ร้อยเอ็ด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ฐานหลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีก่อม็อบบุกโรงแรม ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เมื่อปี พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) ได้เข้าทำการจับกุม นายนิสิต สินธุไพร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดร้อยเอ็ด และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ที่ 618/2562 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

หมายจับดังกล่าวระบุข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ, การก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายนิสิตได้ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนที่จะนำตัวส่งไปยังศาลจังหวัดพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

สำหรับ นิสิต สินธุไพร นั้น เคยดำรงตำแหน่ง สส.ร้อยเอ็ดมาหลายสมัย โดยสังกัดพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคไทยรักไทย อีกทั้งยังเป็นอดีตแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาหลบหนีหมายจับของศาลพัทยา ซึ่งมีคำพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี ในคดีเกี่ยวกับการก่อม็อบบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ เพื่อขัดขวางการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ตำรวจได้ควบคุมตัว นิสิต สินธุไพร เพื่อส่งศาลและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ นายนิสิต ยังเป็นบิดาของ นางสาวจิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สังกัดพรรคเพื่อไทย

รวบตัว! นิสิต สินธุไพร หนีคดีม็อบล้มอาเซียน

ความเชื่อมโยงทางการเมืองของ นิสิต สินธุไพร

การจับกุม นิสิต สินธุไพร ในครั้งนี้ได้สร้างความสนใจและถูกจับตามองจากสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากประวัติทางการเมืองที่ยาวนานและการเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง การกลับมาถูกดำเนินคดีอีกครั้งในคดีเก่าจึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่บุตรสาวของนายนิสิต คือ นางสาวจิราพร สินธุไพร ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ทางครอบครัวและการดำเนินคดีของนายนิสิต อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง

คดีความของ นิสิต สินธุไพร ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วง การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพื่อรักษาสันติสุขและความสงบเรียบร้อยของสังคม

การดำเนินคดีกับนายนิสิต จะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าเขามีความผิดจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด กฎหมายก็ยังคงมีผลบังคับใช้ และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด

การจับกุมนายนิสิต สินธุไพร สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่การใช้ความรุนแรงและการละเมิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก การสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมต้องอาศัยการเคารพสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – จับ “นิสิต สินธุไพร” อดีต สส.ร้อยเอ็ด หลังหลบหนีคดีก่อม็อบล้มอาเซียนซัมมิต ปี 52

Toyota ยืนยันใช้เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ในซูเปอร์คาร์

เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายละเอียดเครื่องยนต์สี่สูบ 1.5 ลิตร / 2.0 ลิตร เทอร์โบ รุ่นใหม่ของ Toyota ซึ่งทั้งสองเครื่อง มีขนาดเล็กลง เบาขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น แต่รถซูปเปอร์คาร์ที่รอเปิดตัวในเร็วๆนี้ เรากลับมีข้อมูล น้อยมากเกี่ยวกับขุมกำลังเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดใหญ่ (ซึ่งออกแบบมาเฉพาะ) สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นเรือธงใหม่ล่าสุดของ Toyota ซูเปอร์คาร์ที่ติดตรา GR มีกำหนดเปิดตัวในต้นเดือนธันวาคม และแน่นอนว่าจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน V-8 ทวินเทอร์โบ คาดว่า แรงม้าน่าจะเกิน 750 ตัว

ในการให้สัมภาษณ์สื่อ หลังวันเปิดงาน Japan Mobility Show 2025 รอบสื่อมวลชน ที่จัดขึ้นเพื่อแนะนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบใหม่ และเครื่องยนต์ FCEV ของยานยนต์ไฮโดรเจนในอนาคต Takashi Uehara ผอ. ฝ่ายระบบส่งกำลังของ Toyota แจ้งว่า รถสปอร์ตซูปเปอร์คาร์รุ่นใหม่ของ Toyota และ Lexus จะใช้เครื่องยนต์ V-8 เทอร์โบคู่ Takashi Uehara อธิบายต่อว่า รากฐานของระบบเครื่องยนต์แปดสูบรุ่นใหม่ อยู่ในตระกูลเครื่องยนต์เบนซินแบบโมดูลาร์แบบใหม่ล่าสุด ประกอบด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 และ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ผมลองคิดเอาเองว่า ถ้าเอาเครื่อง 2.0 ลิตร เทอร์โบ มาประกบกัน เราก็จะได้ เครื่อง V8 เทอร์โบคู่ที่มีตำแหน่งเทอร์โบอยู่ด้านข้างของผนังห้องเครื่องยนต์

ในการพัฒนา GR Yaris M concept มีการปรับเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สามสูบเป็นเครื่องยนต์สี่สูบเรียง “G20E” 2.0 ลิตร เทอร์โบ ซึ่งวิศวกรของ Toyota ตั้งเป้าให้กำลังมากกว่า 400 แรงม้า Takashi Uehara ให้สัมภาษณ์กับ CarExpert ว่า เครื่องยนต์ V-8 ใหม่นี้ “มีความเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สี่สูบ ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังเบาะนั่งของรถแฮทช์แบ็ก GR Yaris สำหรับเครื่องยนต์ V-8 แน่นอนว่ามีพละกำลังที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่เพราะมีกระบอกสูบเพิ่มขึ้นสี่สูบและเทอร์โบตัวที่สองเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากที่ทำให้เครื่อง V8 ทวินเทอร์โบในรถสปอร์ตที่จะเปิดตัวเร็วๆนี้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

Takashi Uehara ผู้รับผิดชอบด้านเครื่องยนต์ของ Toyota ยังยืนยันว่า อีกส่วนหนึ่งของข่าวลือเกี่ยวกับซูเปอร์คาร์ที่พัฒนามาจาก GT3 นั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบส่งกำลังไฮบริด Takashi Uehara ชี้แจงว่า เครื่องยนต์สมรรถนะสูงนี้จะไม่ใช่ไฮบริดแบบปลั๊กอิน เขายังบอกเป็นนัยอีกว่า Lexus Sport Super Car จะใช้เครื่องยนต์ V-8 ระบบไฟฟ้า ใน Sport Concept รุ่นผลิตจริง ซึ่งแน่นอนว่าเป็น วี 8 ผสานระบบไฮบริด

เมื่อถูกสื่อมวลชนถามถามว่า แผนกรถสมรรถนะสูงของ Toyota จะใช้เครื่องยนต์ใหม่ร่วมกันกับ Lexus ได้หรือไม่ Uehara ยืนยันในเชิงหลักการว่า “คุณคงเห็นรถสปอร์ตรุ่นใหม่ของ Lexus ในงาน Japan Mobility Show 2025 แล้ว นั่นแหละ…” เขายังบอกเป็นนัยๆ ว่าวิศวกรกำลังปรับแต่งเครื่องยนต์ V-8 ของ Lexus Sport Concept ให้มีการทำงานแตกต่างจากสปอร์ตรุ่นเรือธง GR ของ Toyota

“บางทีเราอาจจะมีเครื่องยนต์ V-8 สองแบบ แบบแรก มีลักษณะการทำงานที่นุ่มนวล แบบที่สองเป็นเครื่องยนต์รุ่นที่ทรงพลังและรองรับการใช้งานหนักมากขึ้นโดยเฉพาะในมอเตอร์สปอร์ต”

คาดว่า Lexus จะจูนเครื่องยนต์ V8 ให้ทำงานแบบ “นุ่มนวล” ในขณะที่ Toyota จะใช้เครื่องยนต์ V8 ที่เปิดทุกสิ่งเพื่อพลังงานในรูปของแรงบิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรถแข่ง GT3 เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เครื่องยนต์ V-8 จะใช้กับรถยนต์ได้มากกว่าหนึ่งโมเดล การพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่สำหรับรถรุ่นเดียวที่ผลิตในจำนวนน้อยนั้นยากที่จะคุ้มต้นทุน ครื่องยนต์สำหรับรถแข่ง ช่วยให้การลงทุนนี้คุ้มค่า ในขณะที่เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ อาจถูกนำไปปรับใช้ใน Lexus รุ่นอื่นๆ ที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้จริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดจากระบบไฮบริดเสริม

Toyota ไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์รายเดียวที่ลงทุนในเครื่องยนต์ V-8 ใหม่ เมื่อไม่นานมานี้เอง Mercedes- AMG กำลังพัฒนาเครื่องยนต์ V12 ส่วน BMW ก็ยืนยันแล้วว่ากำลังปรับปรุงเครื่องยนต์ V-8 เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการปล่อยมลพิษที่กำลังจะถูกกำหนดใช้ในอียู เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องยนต์จะอยู่รอด สำหรับ Porsche กลุ่ม Volkswagen ก็ตั้งใจที่จะรักษาเครื่องยนต์ V-8 ไว้จนถึงช่วงปี 2030 หลังจากนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไป.

รถสมรรถนะสูงที่วางเครื่องยนต์ V8 ของ Toyota คือ Lexus IS 500 F Sport Lexus RC F coupe และ Lexus LC 500 รถสปอร์ตคูเป้ทั้งสามรุ่น มีศักยภาพเต็มเปี่ยมด้วยเครื่องยนต์ V8 ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Lexus: เครื่องยนต์ V8 ความจุ 5.0 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ ให้กำลัง 472 แรงม้า

เรารู้กันดีว่า Toyota ผลิตรถยนต์ V8 มานานหลายปีแล้ว รถยนต์ซาลูนระดับท็อปของ Toyota ในตลาดญี่ปุ่นคือ Toyota Century รุ่นปี 1963 ซึ่งเป็นการยกระดับรถหรูสี่ประตู ด้วยเครื่องยนต์ V8 รุ่นแรกของ Toyota ซึ่งเป็นบล็อกอะลูมิเนียมพร้อมห้องเผาไหม้ทรงครึ่งวงกลม นอกจากนั้น ย้อยกลับไปในปี 1965 หรือเมื่อ 60 ปีก่อน Toyota ร่วมมือกับ Yamaha พัฒนาขุมกำลังสำหรับใช้งานในยานยนต์สมรรถนะสูง โดย Yamaha ถือเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตฝาสูบชั้นนำติดอันดับต้นๆของโลก นับเป็นการร่วมมือที่ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้.

Toyota ยืนยัน ใช้เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ ในซูปเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด เป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนๆ รถซูเปอร์คาร์อย่างแน่นอน การกลับมาของเครื่องยนต์ V-8 ในรถ Toyota GR และ Lexus Sport Concept สร้างความคาดหวังอย่างมากในเรื่องของสมรรถนะและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

Toyota ยืนยัน ใช้เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ ในซูปเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด

การตัดสินใจของ Toyota ในการพัฒนาเครื่องยนต์ V-8 ใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านพละกำลังและความยั่งยืน การออกแบบเครื่องยนต์ให้สามารถใช้งานร่วมกับระบบไฮบริด แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ในอนาคต

เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ในซูเปอร์คาร์ Toyota คืออะไร?

เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ที่ Toyota จะนำมาใช้ในรถซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดนั้น คาดว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V-8 ทวินเทอร์โบ ที่ให้กำลังมากกว่า 750 แรงม้า นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าเครื่องยนต์นี้จะทำงานร่วมกับระบบไฮบริดอีกด้วย

การที่ Toyota ยืนยัน ใช้เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ ในซูปเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด นี้ ทำให้เราได้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างรถยนต์ที่ไม่ได้มีดีแค่ความแรง แต่ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ใครที่กำลังรอรถซูเปอร์คาร์จาก Toyota และ Lexus อยู่ บอกเลยว่าห้ามพลาด!

ที่มา – TOYOTA ยืนยัน ใช้เครื่องยนต์ V-8 ใหม่ ในซูปเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด