วัน: 11 พฤศจิกายน 2025

ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต: ความพร้อมล่าสุด

เตรียมพบกับเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต” ที่กำลังจะเกิดขึ้น! ความพร้อมล่าสุดของการจัดงานคืบหน้าไปกว่า 70% แล้ว เตรียมปลุกพลังภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของประเทศไทย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตกว่า 3 หมื่นล้านบาท

ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าของการเตรียมงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 (Thailand Biennale, Phuket 2025) เมื่อวันที่ 8–9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะ พบว่าการดำเนินงานโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและน่าพอใจอย่างยิ่ง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมพื้นที่และติดตั้งผลงานศิลปะ ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70%

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า “จากการติดตามในพื้นที่ เห็นได้ชัดถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และประชาชนชาวภูเก็ต ที่ร่วมกันเตรียมงานอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการจัดงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติระดับโลกครั้งนี้”

งานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 รวมระยะเวลานานกว่า 5 เดือน โดยมีศิลปินหลักกว่า 65 คน/กลุ่ม จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่จัดแสดงถึง 19 แห่ง และศาลาแสดงงานอีก 13 แห่ง ทั่วจังหวัดภูเก็ต

กิจกรรมหลากหลายใน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต

นอกเหนือจากผลงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีกิจกรรมคู่ขนานอีกมากมาย อาทิ ดนตรี ศิลปะการแสดง เสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชน ซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วเมือง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสศิลปะอย่างใกล้ชิดในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ศิลปินทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเริ่มทยอยเดินทางเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเตรียมสร้างสรรค์และติดตั้งผลงาน โดยบางส่วนได้เริ่มแสดงผลงานแล้วตั้งแต่ช่วงพิธีเปิด ในขณะที่ผลงานบางส่วนจะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการจัดงาน ทำให้บรรยากาศของเมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยชีวิตชีวาตลอดระยะเวลาหลายเดือน

นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตและคณะผู้จัดงานยังได้จัดสร้างผลงานศิลปะถาวร เพื่อมอบให้เป็นมรดกทางศิลปะแก่พื้นที่ เช่น ประติมากรรมสาธารณะบริเวณสะพานหิน และจุดท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต โดยผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ เตรียมพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว และร่วมมือประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง ร้านขายของฝากของที่ระลึก และสถาบันการศึกษา ต่างพร้อมเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับผู้มาเยือน

“ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีประสบการณ์ในการจัดงานระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง เรามั่นใจว่า ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย และช่วยยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชาติ” นายประสพ กล่าว

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังแห่งภาพลักษณ์และเกียรติภูมิไทย ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) คาดการณ์ว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงาน จะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท

นายประสพ เรียงเงิน กล่าวในตอนท้ายว่า “ผมขอเชิญชวนศิลปิน ผู้สนใจในงานศิลปะ นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เตรียมพบกับเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ณ จังหวัดภูเก็ต ในงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต ซึ่งจะเปิดเมืองด้วยศิลปะ เปิดหัวใจด้วยวัฒนธรรม และเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยก้าวไกลบนเวทีโลก”

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับประสบการณ์ทางศิลปะที่ไม่เหมือนใคร! งานนี้ไม่ควรพลาด!

ที่มา – “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต” คืบหน้า 70% พร้อมจัด เทศกาลศิลปะนานาชาติสุดยิ่งใหญ่

ทลายโกดังเชียงราย ซุกยาบ้า 10 ล้านเม็ด!

ปฏิบัติการทลายโกดังเชียงราย! เจ้าหน้าที่บุกจับแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ กลางเมืองเชียงราย ยึดยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในโซฟาจำนวนมาก เตรียมส่งเข้าพื้นที่ตอนในของประเทศ

ทลายโกดังเชียงราย ซุกยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ดในโซฟา เตรียมส่งเข้าพื้นที่ชั้นใน

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการขยายผลการจับกุมยาบ้าล็อตใหญ่ก่อนหน้านี้ โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 สั่งการให้ขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมครั้งนี้ ซึ่งมีการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้ง ภ.5, บก.สส.ภ.5, สำนักงาน ป.ป.ส. และ ภ.จว.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 66 กระสอบ รวมประมาณ 10 ล้านเม็ด รถยนต์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่โกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย

จุดเริ่มต้นของการทลายแก๊งค้ายาครั้งนี้ มาจากการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยาบ้าประมาณ 10 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในตู้ลำโพง ที่ด่านตรวจห้วยไร่ จ.แพร่ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 68 จากนั้นได้มีการขยายผลจนออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม และพบว่ามีนายกฤชร์ณชัย ชาว อ.เทิง จ.เชียงราย เป็นผู้ควบคุมสั่งการนำยาเสพติดเข้าประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่า นายวิเทน แซ่ย่าง ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาบ้า 10 ล้านเม็ดของ สภ.ห้วยไร่ เป็นผู้ดำเนินการเช่าโกดังในพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อซุกซ่อนยาเสพติด

การสืบสวนนำไปสู่การทลายโกดังเชียงราย

ชุดขยายผลยาเสพติด ภ.5 ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 และ ภ.จว.เชียงราย ได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ส. ในการสืบสวนขยายผล จนกระทั่งทราบว่า กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ได้เช่าโกดังบริเวณถนนระหว่างสี่แยกห้วยปลากั้ง-บ้านน้ำลัด เพื่อซุกซ่อนยาเสพติด โดยลำเลียงเข้าไปกับโซฟา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามในการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง

จากการเฝ้าสังเกตการณ์ พบว่ามีรถยนต์บรรทุกเข้าออกโกดัง และมีบุคคลเข้าออกบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 10 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในโซฟา เพื่อเตรียมการลักลอบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน จึงทำการปิดล้อมจับกุม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 ราย คือ นายชุมพร แซ่ว่าง, นายพินิจ แซ่เฮ่อ, นายวรพล แซ่เฮ่อ, นายพัฒนากร แซ่ย่าง และนายวิเทน แซ่ย่าง

เมื่อเข้าทำการตรวจค้นภายในโกดัง พบยาบ้าจำนวน 66 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในโซฟา 34 ตัว โดยแต่ละตัวมี 1-3 กระสอบ เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การทลายโกดังเชียงรายครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ

ที่น่าสนใจคือ นายวิเทน แซ่ย่าง ผู้ต้องหาที่ 5 เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาบ้า 10 ล้านเม็ด ของ สภ.ห้วยไร่ ซึ่งขณะนี้ได้อายัดตัวไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

การขยายผลและ ทลายโกดังเชียงราย ที่ซุกซ่อนยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ดในโซฟาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และยังเป็นการตัดวงจรเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ตอนในของประเทศอีกด้วย

ทลายโกดังเชียงราย ครั้งนี้ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับยาเสพติดอย่างไม่ย่อท้อ หวังว่าการจับกุมครั้งนี้ จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่คิดจะเข้าสู่วงจรยาเสพติด และเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน

สำหรับผู้ที่ต้องการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ทลายโกดังเชียงราย ซุกยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ดในโซฟา เตรียมส่งเข้าพื้นที่ชั้นใน

สุขุมชี้รัฐบาลตอบโต้เหมาะสม ไทย-กัมพูชา

การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านนั้นต้องอาศัยความรอบคอบและยึดหลักสันติวิธี ล่าสุด รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมองว่ารัฐบาลไทยตอบโต้เหมาะสมแล้ว และการเปิดฉากรบไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา “สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสม

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเกิดเหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและชี้ว่าสถานการณ์นี้มีแนวโน้มจะคลี่คลายหลังการเลือกตั้งในกัมพูชา เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอาจใช้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง โดยการยั่วยุและกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อปลุกกระแสชาตินิยมในประเทศ

รศ.ดร.สุขุมเตือนว่า แม้จะมีแรงกดดันให้รัฐบาลตอบโต้อย่างเด็ดขาด แต่การใช้กำลังทหารอาจนำไปสู่ความสูญเสียและการขยายตัวของปัญหา รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว เช่น การระงับความร่วมมือด้านสันติภาพ การไม่ส่งตัวผู้ต้องขังกลับกัมพูชา และการส่งสัญญาณทางการทูตที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการตอบโต้ที่สอดคล้องกับหลักสากลและไม่ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงก่อน

“สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสม ชี้เปิดฉากรบไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา “ไทย-กัมพูชา”

ชื่นชมรัฐบาลที่ทำได้ดีแล้ว

“รัฐบาลทำได้ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เพราะจะทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก” รศ.ดร.สุขุมกล่าว หากเกิดการสู้รบ ประเทศไทยอาจถูกมองว่าเป็นผู้รังแกประเทศเล็กกว่า ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติ ในทางกลับกัน ความช่วยเหลือจะมุ่งไปที่กัมพูชา

ย้ำถึงความอดทนอดกลั้น

รศ.ดร.สุขุมเน้นย้ำว่า การอดทนอดกลั้นและการใช้เครื่องมือทางการทูต เศรษฐกิจ และการสื่อสารอย่างมีหลักการ จะช่วยให้ไทยอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบและสามารถกดดันกัมพูชาได้ การประสานงานกับนานาชาติเพื่อสร้างแรงกดดันเชิงสากลก็เป็นสิ่งสำคัญ

ความสูญเสียจากการเปิดศึก

“หากเราเปิดศึก ผู้ที่สูญเสียคือทหาร และไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด และจะจบลงอย่างไร” รศ.ดร.สุขุมกล่าว การตัดสินใจใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่คาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก และไม่ควรนำพาประเทศเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงเช่นนั้น

สร้างความชอบธรรมด้วยความรอบคอบ

รศ.ดร.สุขุมสรุปว่า การแก้ไขปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ต้องอาศัยความรอบคอบและการประสานงานทางการทูต ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการด้านการสื่อสาร เศรษฐกิจ และการทูต เพื่อป้องกันปัญหาบานปลายและสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับไทยในเวทีระหว่างประเทศ “สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสมแล้ว แต่ต้องระมัดระวังในการสื่อสาร

ท้ายที่สุด รศ.ดร.สุขุมกล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือไทยต้องรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพและใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่งจะเป็นพลังที่ทำให้ไทยชนะในเกมนี้ได้” สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเปราะบาง การตัดสินใจที่รอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลจึงต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว การใช้เครื่องมือทางการทูตและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาจุดยืนในฐานะประเทศที่รักสันติ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

“สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสมแล้ว แต่อย่าประมาท

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชานั้นมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความอดทน การใช้สติปัญญา และการรักษาความเป็นเอกภาพของคนในชาติ การเปิดฉากรบไม่ใช่ทางออก เพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียและผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้

ที่มา – “สุขุม” มองรัฐบาลตอบโต้เหมาะสม ชี้เปิดฉากรบไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหา “ไทย-กัมพูชา”

“โอ ยองซู” พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง โอ ยองซู นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี จากซีรีส์ดัง Squid Game ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และความทรงจำของผู้กล่าวหามีโอกาสคลาดเคลื่อนตามระยะเวลาที่ผ่านไป

นักแสดงวัย 81 ปีรายนี้ ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งสองครั้งในปี 2022 โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอบกอดและจูบแก้มผู้หญิงคนดังกล่าวโดยที่เธอไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 นายโอถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา แต่เขายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 พ.ย.) ศาลได้กลับคำพิพากษา โดยระบุว่านายโอได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว และเสนอความเห็นว่า ความทรงจำของเหยื่อที่ถูกกล่าวหาอาจ “บิดเบือนไป” เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป การล่วงละเมิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะที่นายโอกำลังพักอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อแสดงละครเวที เหยื่อที่ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายโอในปี 2021 แต่คดีได้ถูกปิดลงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัยการได้เปิดการสอบสวนอีกครั้ง “ตามคำร้องขอของเหยื่อ” 

ศาลแขวงซูวอนกล่าวในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่นว่า มี “ความเคลือบแคลงสงสัย” ว่านายโอได้กระทำการล่วงละเมิดจริงหรือไม่ “มีความเป็นไปได้ที่ความทรงจำของเหยื่อจะบิดเบือนไปตามกาลเวลา และเมื่อมีข้อสงสัย จำเลยจะต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัยนั้น” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ระบุต่อไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จำเลยอาจกระทำจริง เนื่องจากเคยกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายมาก่อน

ด้านเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยระบุว่า คำตัดสินนี้จะไม่ “ทำให้ความจริงไม่ถูกต้อง หรือลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ” ส่วนองค์กรสิทธิสตรี Womenlink ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสิน โดยกล่าวว่า พวกเขารู้สึก “โกรธแค้นต่อคำตัดสินที่ปกปิดความรุนแรงทางเพศในโลกละครเวทีอีกครั้ง” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่

ด้าน นายโอ ยอง-ซู กล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังคำตัดสินของศาลว่า เขารู้สึก “ขอบคุณศาลสำหรับดุลยพินิจอันชาญฉลาด”

นายโอได้รับชื่อเสียงระดับโลกหลังจากแสดงใน Squid Game ซีรีส์แนวดิสโทเปียที่ผู้คนแข่งขันในเกมเด็กเล่นแบบดั้งเดิมที่มีความอันตรายถึงชีวิต และในปี 2022 เขากลายเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ จากการแสดงในซีซั่นแรกของซีรีส์ระทึกขวัญยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์.

คดีของ โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการบันเทิงเกาหลีใต้และต่างประเทศ การพิจารณาคดีนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักแสดงชื่อดังระดับโลก และประเด็นความละเอียดอ่อนของการล่วงละเมิดทางเพศ

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การที่ศาลตัดสินยกฟ้อง โอ ยองซู ในคดีนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง แต่อาจเป็นเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายที่ว่า จำเลยต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ เขาถูกตัดออกจากงานแสดงหลายโครงการ และชื่อเสียงที่สั่งสมมาต้องมัวหมอง

ผลกระทบต่อวงการบันเทิง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จก็สามารถตกเป็นเป้าของการกล่าวหาได้ และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game จะสามารถกลับมาแสดงต่อไปได้หรือไม่ หลังจากพ้นข้อกล่าวหา ยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างบทเรียนสำคัญให้กับสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมเกาหลีใต้ และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

นายกฯ สั่งการ “โสภณ-ธรรมนัส” หารือกันปรับเงินเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ – เงินเยียวยาสมทบบ้านเรือนน้ำท่วมเกิน 30 วัน ให้แล้วเสร็จภายใน พ.ย.

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มวลน้ำจากผลกระทบพายุคัลแมกี ทำให้มีน้ำสะสมเหนือเขื่อนจำนวนมาก และมีมวลน้ำจำนวนมากที่กำลังเดินทางสมทบที่เขื่อนภูมิพล ดังนั้น ในการวางแผนระบายน้ำจากนี้ไปทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จะมีการระบายน้ำไปฝั่งทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ให้น้ำระบายลงไปในพื้นที่ทุ่งเพื่อเป็นการชะลอไม่ให้น้ำไหลลงมาสู่พื้นที่อยู่อาศัยในอัตราเร็วและมากจนเกินไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า แต่ทั้งนี้จะมีผลกระทบประชาชนในบางพื้นที่ที่เป็นที่รับน้ำ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้ร่วมปรึกษาหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่สำหรับพื้นที่ที่จะเป็นพื้นที่รับน้ำ และยังให้พิจารณาอัตราเยียวยาสมทบสำหรับประชาชนที่บ้านเรือนอยู่ในน้ำเกิน 30 วัน โดยครั้งนี้นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน

อนุทินสั่งเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-น้ำท่วมเกิน 30 วัน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่ และผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเกิน 30 วัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน จะนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องอัตราเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมและเป็นธรรมได้อย่างไร
  • กระบวนการจ่ายเงินเยียวยาจะมีความรวดเร็วและทั่วถึงเพียงใด
  • มาตรการระยะยาวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ความสำคัญของการเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ประสบภัยน้ำท่วม

การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำใหม่หรือผู้ที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชน

การเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามและตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเยียวยาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเงินช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม:

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง การเยียวยาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และช่วยลดผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น

ความท้าทายในการเยียวยา:

การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการประเมินความเสียหาย การจัดสรรงบประมาณ และการกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเป็นธรรม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และภาคประชาชน เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกเหนือจากเงินเยียวยา เช่น การสนับสนุนด้านการซ่อมแซมบ้านเรือน การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร และการสร้างงานสร้างรายได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

การช่วยเหลือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่และผู้ที่เดือดร้อนจากอุทกภัยเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล การดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล

ที่มา – “อนุทิน” สั่ง 2 รองนายกฯ หารือเยียวยาพื้นที่รับน้ำใหม่-เยียวยาสมทบบ้านน้ำท่วมเกิน 30 วัน

ลูอิส ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาตินานกว่าปี

จามาล ลูอิส แบ็คซ้ายของ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติไอร์แลนด์เหนือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี

ดาวเตะวัย 27 ปี ซึ่งย้ายมาร่วมทีมเปรสตันด้วยสัญญาระยะสั้นจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม เคยติดทีมชาติมาแล้ว 39 นัด

ครั้งสุดท้ายที่เขาลงเล่นให้ทีมชาติคือเกมเนชั่นส์ลีกที่แพ้ให้กับบัลแกเรีย 1-0 ในเดือนตุลาคม 2024

ลูอิสเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับนอริช ซิตี้ ซึ่งเขาลงเล่นไป 100 นัด ก่อนจะย้ายไปนิวคาสเซิล และเคยถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับวัตฟอร์ด และเซาเปาโลในลีกบราซิลในช่วงที่อยู่กับทีมสาลิกาดง

ลูอิสลงเล่นให้เปรสตันไปแล้ว 3 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อปลายเดือนตุลาคม โดยได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมที่เสมอกับมิลล์วอลล์ 1-1 เมื่อวันเสาร์

ลูอิส ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาตินานกว่าปี

การกลับมาสู่ทีมชาติของ ลูอิส ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาตินานกว่าปี ถือเป็นข่าวดีสำหรับเจ้าตัวเเละเเฟนบอลไอร์แลนด์เหนือหลังจากเขาพยายามอย่างหนักเพื่อกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด การย้ายไปเล่นให้กับ เปรสตัน นอร์ท เอนด์ ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเขาได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง และโชว์ฟอร์มได้ดีจนเข้าตาเเละได้รับการเรียกตัวในที่สุด

ความท้าทายของ ลูอิส หลังได้รับการเรียกตัวติดทีมชาตินานกว่าปี

แน่นอนว่าการกลับมาติดทีมชาติครั้งนี้ มาพร้อมกับความท้าทายมากมายสำหรับลูอิส เขาจะต้องเเข่งขันกับผู้เล่นคนอื่นๆ เพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริงในทีมชาติ นอกจากนี้เขายังต้องปรับตัวให้เข้ากับเเผนการเล่นเเละเพื่อนร่วมทีมใหม่ๆ การที่เขาได้รับโอกาสในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เเละเขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาตำเเหน่งของตัวเองไว้ให้ได้ในระยะยาว

เส้นทางอาชีพของ จามาล ลูอิส แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเเละความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ถึงเเม้ว่าเขาจะเคยประสบปัญหาต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา เเต่เขาก็ไม่เคยยอมเเพ้ เเละยังคงเดินหน้าต่อไป การที่เขาได้รับโอกาสกลับมาติดทีมชาติในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลสำหรับความทุ่มเทของเขา เเละเป็นเเรงบันดาลใจให้กับนักเตะรุ่นหลังให้มุ่งมั่นทำตามความฝันของตัวเอง

นอกจากนี้ประเด็นที่น่าสนใจคือฟอร์มการเล่นของลูอิสกับเปรสตันในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจของทีมชาติ การที่เขาได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นมากขึ้น เเละสามารถเเสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ เเฟนบอลเปรสตันเองก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นลูอิสกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดี เเละหวังว่าเขาจะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีนี้ต่อไปได้

การกลับมาของ ลูอิส ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาตินานกว่าปี ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวดีๆ ของตัวเขาเองเเต่ยังเป็นเเรงบันดาลใจให้กับนักเตะคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก ว่าพวกเขาสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง หากมีความมุ่งมั่นเเละความพยายามอย่างแท้จริง

การแข่งขันในทีมชาติไอร์แลนด์เหนือย่อมสูงขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อมี ลูอิส ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาตินานกว่าปี เข้ามาเสริมทัพ

สุดท้ายนี้ การกลับมาติดทีมชาติของลูอิส ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความพยายามไม่เคยทรยศใคร ขอเป็นกำลังใจให้ลูอิสประสบความสำเร็จในการเล่นให้ทีมชาติ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศต่อไป

ที่มา – Lewis earns first NI call-up in more than a year

รมว.สธ. ถกควบคุมแอลกอฮอล์ 13 พ.ย.นี้ ระเบียบชัด 4 ธ.ค.

“พัฒนา” รมว.สาธารณสุข เผย 13 พ.ย.นี้ ประชุมมาตรการ-แนวทางแก้ปัญหา หลัง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ ย้ำ คำนึงเรื่องสุขภาพและเศรษฐกิจ ยัน 4 ธ.ค. ระเบียบชัด

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในประเทศไทย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยถึงกำหนดการประชุมสำคัญที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ โดยเป็นการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น หลังจากที่พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นายพัฒนากล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในด้านสุขภาพของประชาชน และในด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

รมว.สธ. ถกควบคุมแอลกอฮอล์ 13 พ.ย.นี้ ระเบียบชัด 4 ธ.ค.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังได้เน้นย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เริ่มต้นในรัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งที่ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานแล้ว และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ทุกประการ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และได้มีการหารือภายในเพื่อหามาตรการบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา: วันที่ 4 ธันวาคมนี้ ระเบียบที่ออกมาจะชัดเจน โดยนายพัฒนาได้ยืนยันถึงความชัดเจนของระเบียบที่จะออกมาในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังได้กล่าวถึงการสรรหาคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีคณะกรรมการโดยตำแหน่งที่สามารถดำเนินการประชุมได้

ในส่วนของประเด็นเรื่องความชัดเจนในการเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณในการแก้ไขปัญหาหนี้ของ สปสช. นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตอบว่ากำลังรออยู่

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การบังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าจะพิจารณาถึงผลกระทบเหล่านี้อย่างรอบคอบ และหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ
  • ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว
  • ผลกระทบต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม การ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีเป้าหมายสำคัญในการลดผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การควบคุมอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

โดยสรุปแล้ว การประชุมในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในประเทศไทย โดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างการดูแลสุขภาพของประชาชน และการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมๆ กัน

ที่มา – รมว.สธ. เผย 13 พ.ย. ถก คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยัน 4 ธ.ค. ระเบียบชัด

คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน! รีบใช้

กระทรวงการคลังเผยโครงการ คนละครึ่งพลัส ยอดใช้จ่ายทะลุ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว! ย้ำเตือนอีกครั้งสำหรับ 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้ใช้ รีบใช้จ่ายครั้งแรกก่อนถูกตัดสิทธิภายใน 5 ทุ่มวันนี้ (11 พ.ย. 68)

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า จากจำนวนสิทธิทั้งหมด 20 ล้านสิทธิ มีประชาชนเริ่มใช้จ่ายแล้ว 19,701,063 คน แต่ยังมีสิทธิคงเหลือที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายอีก 298,937 สิทธิ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.)

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ คนละครึ่งพลัส แล้วแต่ยังไม่ได้กดใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือยังไม่ได้ทำรายการใช้จ่ายครั้งแรกกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอให้รีบใช้จ่ายภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ (11 พ.ย. 2568) เพื่อไม่ให้สิทธิของท่านหมดอายุไปอย่างน่าเสียดาย โครงการนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงปลายปี

ข้อมูล ณ วันที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. พบว่า ยอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการ คนละครึ่งพลัส รวมทั้งสิ้น 30,276.94 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 15,334.35 ล้านบาท และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 14,942.59 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสะสมแล้วกว่า 19.70 ล้านคน จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 825,952 ร้านค้า และมีรายการใช้จ่ายสะสมกว่า 215.81 ล้านรายการ

นอกจากนี้ ยอดการใช้จ่ายผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) สะสมรวมอยู่ที่ 419.42 ล้านบาท โดยแบ่งตามแพลตฟอร์มดังนี้ Lineman มียอดสูงสุด 249.74 ล้านบาท, Grab 149.14 ล้านบาท, ShopeeFood 19.82 ล้านบาท และ Robinhood 711,316.97 บาท

นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เฉพาะวันนี้ (11 พ.ย. 68) มียอดใช้จ่ายรวม 593.14 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 568.47 ล้านบาท และผ่านบริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery) อีก 24.67 ล้านบาท

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังยังคงติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของโครงการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

คนละครึ่งพลัส คืออะไร และทำไมต้องรีบใช้?

คนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยรัฐจะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งของค่าสินค้าและบริการ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ทำให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง และร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น

ใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ต้องทำอย่างไร?

หากท่านเป็นหนึ่งใน 2.9 แสนสิทธิที่ยังไม่ได้เริ่มใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส ขอให้รีบดำเนินการดังนี้:

  • ตรวจสอบสิทธิของท่านในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • เติมเงินเข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย
  • หาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และใช้จ่ายก่อน 5 ทุ่มของวันนี้ (11 พ.ย. 68)

หากท่านไม่ใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด สิทธิของท่านจะถูกตัด และท่านจะไม่สามารถใช้สิทธิในโครงการนี้ได้อีกต่อไป

อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านหมดอายุไปฟรีๆ รีบใช้จ่าย คนละครึ่งพลัส ก่อน 5 ทุ่มวันนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและประหยัดค่าใช้จ่ายของท่านเอง!

ที่มา – “คลัง” เผย “คนละครึ่งพลัส” เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน ย้ำ 2.9 แสนสิทธิ รีบใช้ก่อน 5 ทุ่มวันนี้

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

“โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ จากปัญหาสแกมเมอร์ให้กลับมาที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอีกครั้ง เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

เมื่อเวลา 14.29 น. วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเสียใจที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาและได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่า นี่คืออีกเหตุการณ์ที่แสดงถึงความป่าเถื่อนและไม่เคารพข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตนเชื่อว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชา เป็นความพยายามที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพที่มีเรื่องของการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์อย่างสแกมเมอร์เอาไว้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อแหล่งรายได้ของกัมพูชา ตลอดจนภาพลักษณ์นานาอารยประเทศที่เข้ามาว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยแรงกดดันของสังคมไทยที่มีต่อรัฐบาลไทย ประกอบกับแรงกดดันจากนานาชาติ ซึ่งในระยะหลังทำให้มีการออกหมายจับกับบรรดาบุคคลสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ก๊กอาน หรือลียงพัด ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลฮุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยได้เป็นสรวงสวรรค์ของการฟอกเงินผิดกฎหมายของอาชญากรข้ามชาติในกัมพูชา รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจระดับห้าดาวเพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการสแกมคนทั่วโลก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีปฏิบัติการเชิงรุกต่อแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กัมพูชาจะไม่มีทางอยู่เฉยเรื่องนี้ เพราะรายได้จากการหลอกลวงคนทั่วโลกในกัมพูชาคิดเป็น 60% ของจีดีพีกัมพูชา

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าการวางทุ่นระเบิด จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากฝ่ายไทยในเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนโดยกัมพูชาหวังว่าจะใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นประเทศเล็กเป็นเหยื่อเพื่อหลอกลวงคนทั่วโลกว่าฝ่ายไทยได้รังแกกัมพูชา ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าฝ่ายกัมพูชาได้ติดตามข่าวสารจากเมืองไทยอย่างใกล้ชิดและพยายามใช้ความได้เปรียบตรงนี้เพื่อทำให้เรื่องราวของสแกมเมอร์ถูกลดความสำคัญลงไป

จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

  • 1. นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการ และอนุมัติงบประมาณอย่างเร่งด่วนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถที่จะมอนิเตอร์พื้นที่ปฏิบัติการหรือแนวปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านหนึ่งก็จะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย อีกด้านหนึ่งก็จะได้เห็นกันไปเลยว่าทหารกัมพูชาได้มีการวางทุ่นระเบิดอย่างไรตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการเอาไปบอกกล่าวกับนานาอารยประเทศ
  • 2. งานต่างประเทศต้องทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เพื่อให้ประเทศต่างๆได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้เขารู้ก่อนจากกัมพูชาแล้วเราค่อยไปแก้ตัวทีหลัง ทำแบบนี้จะสร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น
  • 3. เสนอให้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายที่บุคคลที่มีความสำคัญหรือความใกล้ชิดต่อรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นฮุนโต ที่มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เกี่ยวข้องกับ บริษัท ฮุ่ยวัน ซึ่งถูกทางการ FinCEN ของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรและจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ผมทราบทางการไทยก็มีข้อมูลของบริษัทนี้เช่นเดียวกัน การออกหมายจับ และการยึดอายัดทรัพย์ของฮุนโตจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
  • 4. ตัดแขนตัดขาเครือข่ายที่กำลังทำปฏิบัติการฟอกเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีของเครือข่ายนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของสมเด็จฮุนเซน ใช้พาสปอร์ตทางการทูตของกัมพูชาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทย รัฐบาลสมควรจะเปิดปฏิบัติการใกล้ชิดในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้เพื่อทำให้การฟอกเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำลายลง นอกจากนี้สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ถึงเวลาประเทศไทยทำลายล้างเครือข่ายพวกนี้ให้สิ้นซากได้แล้ว

หวังรัฐบาลเข้าใจ

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะมองปัญหาครั้งนี้อย่างเข้าใจ และตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตกฉาน และแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น เชื่อว่าแนวทางนี้จะทะลุใจกลางปัญหาที่มีระหว่างไทยและกัมพูชา” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่ากัมพูชากำลังใช้การวางทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของกัมพูชาเอง เขาได้เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดเพื่อตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ในประเทศไทย

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

มาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับนานาชาติเพื่อให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชาให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ และการตัดวงจรฟอกเงินในประเทศไทย จะเป็นการทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้ประเทศเป็นที่พักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ทำไมต้องตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับ “กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน?

การฟอกเงินเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามมาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอ จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด การที่นายรังสิมันต์ออกมาให้ความเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน