วัน: 11 พฤศจิกายน 2025

“สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชาขอโทษ ป้องกันเหตุซ้ำ

“สีหศักดิ์” เรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความจริงใจ ขอโทษต่อเหตุการณ์วางทุ่นระเบิด พร้อมหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เตรียมชี้แจงต่อประชาคมโลกถึงการระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้

จากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดปฏิญญาไทย-กัมพูชา ไทยจึงจำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตามปฏิญญา อย่างไรก็ตาม ส่วนใดที่ไทยสามารถดำเนินการได้เอง เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ก็จะยังคงดำเนินการต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างอิงกรอบอนุสัญญาออตตาวา นายสีหศักดิ์ได้หารือกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา โดยเน้นย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ นอกจากนี้ จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ซึ่งเป็นพยานในการลงนามปฏิญญา รวมถึงประชาคมโลก โดยประสานงานกับกองทัพไทยและกองทัพบก เพื่อให้การชี้แจงเป็นไปอย่างหนักแน่นและชอบธรรม

“สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า หากต้องการให้ปฏิญญากลับไปสู่สภาวะเดิม กัมพูชาจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การแสดงความเสียใจ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

การประท้วงคือการประณาม

เมื่อถูกถามถึงมาตรการตอบโต้เพิ่มเติม หากกัมพูชาไม่แสดงความรับผิดชอบ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันไทยได้ระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาแล้ว เมื่อถามว่าการประท้วงซ้ำๆ จะได้ผลลัพธ์อย่างไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การประท้วงมีความจำเป็นเพื่อยืนยันว่ามีการละเมิดข้อตกลง และเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจถึงเหตุผลที่ไทยต้องระงับปฏิญญา รวมถึงการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ (ยกเว้นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ไทยดำเนินการเองได้) การประท้วงดังกล่าวถือเป็นการประณามในคราวเดียวกัน

นายสีหศักดิ์ยังแสดงความไม่พอใจต่อข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดเก่า โดยกล่าวว่าสิ่งที่กัมพูชาชี้แจงนั้นยังไม่เพียงพอและไม่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย ทั้งนี้ จะต้องรอดูท่าทีของกัมพูชาต่อการตัดสินใจของไทยในอนาคต ส่วนการเจรจายังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีพื้นที่สำหรับการพูดคุย

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้แสดงความกังวลต่อการระงับปฏิญญาแล้ว นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนในการระงับปฏิญญาและเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ โดยขอให้รอดูท่าทีของไทยต่อไป ส่วนการปักหมุดชั่วคราวจะไม่มีการดำเนินการ เพราะไทยได้ระงับการดำเนินการทุกอย่างแล้ว

อนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและผลกระทบที่ตามมา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่ในช่วงที่เปราะบาง การที่ “สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยต้องการเห็นความรับผิดชอบและการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากฝ่ายกัมพูชา

สิ่งที่ไทยต้องพิจารณาต่อไป

  • การเจรจา: แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีพื้นที่สำหรับการเจรจา แต่การเปิดช่องทางการสื่อสารและการหารืออย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคง: การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ
  • บทบาทของประชาคมโลก: การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก และการขอความร่วมมือจากนานาชาติในการแก้ไขปัญหา จะช่วยสร้างแรงกดดันให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม

การที่ไทยแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยการระงับปฏิญญาและการเรียกร้องให้ “สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจ

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีสติ การเจรจา และการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาประเทศชาติให้ก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

“ผู้บัญชาการทหารบก” ประกาศจุดยืน ลั่นจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม

วันที่ 11 พ.ย. 2568 มีรายงานว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

ล่าสุด พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบกว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”.

ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การประกาศยุติข้อตกลงต่างๆ กับ “กัมพูชา” ของผู้บัญชาการทหารบกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบและการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค การยุติข้อตกลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร และความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้มีความชัดเจน และเป็นประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการยุติข้อตกลงกับกัมพูชา

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยุติข้อตกลงกับ “กัมพูชา” ในครั้งนี้ ปัจจัยเหล่านั้นอาจรวมถึง:

  • การละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่: หากมีการละเมิดข้อตกลงทวิภาคี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นเหตุผลให้ต้องทบทวน หรือยุติข้อตกลงนั้น
  • ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคง: ความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน เช่น การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการปรากฏตัวของกลุ่มติดอาวุธ อาจเป็นเหตุผลให้ต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย และยุติข้อตกลงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน: การทบทวนผลประโยชน์ร่วมกัน และพบว่าข้อตกลงบางอย่างไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หรือการยุติข้อตกลงนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาอย่างเปิดเผยและจริงใจ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ผบ.ทบ. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การประกาศ ผบ.ทบ. ยุติข้อตกลง “กัมพูชา” ป้องการกระทำนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนกับประเทศกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ประกาศยุติทุกข้อตกลง “กัมพูชา” พร้อมป้องกันการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรม

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

รมว.แรงงาน เสนอ ครม. หาแนวทางจัดการแรงงานกัมพูชาหมดอายุ รอทบทวนผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ เล็งต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้านทดแทน ชี้ ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนขาขาดอีกครั้งว่า ขณะนี้เรื่องแรงงานอาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งไทยพยายามหาแรงงานมาทดแทนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากเมียนมา ลาว หรือเวียดนาม โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้จะดำเนินการอย่างไร จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง จึงต้องหารือใน ครม. แต่ยืนยันว่า สำหรับแรงงานที่ขาดแคลน ไทยจะหาแรงงานทดแทน และเร่งต่ออายุให้แรงงานจากเวียดนาม ลาว และเมียนมา อยู่ทำงานต่อได้ ซึ่งทั้ง 3 สัญชาตินี้เป็นแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ก็ยอมรับว่า ภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา

เมื่อถามถึงจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยมีเท่าไหร่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ประมาณเกือบ 1 แสนคน ในจำนวนนี้ราว 9 หมื่นคน เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมายแต่บัตรหมดอายุ นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิด ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ จึงตกค้างอยู่ในไทย

เมื่อถามว่า หากเจอแรงงานกัมพูชาที่บัตรหมดอายุ จะผลักดันออกนอกประเทศหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ส่วนหากมีการผลักดันแรงงานกัมพูชาออกนอกประเทศ จะกระทบภาคการเกษตร ภาคประมง หรือภาคอุตสาหกรรมหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ภาคประมงไม่ค่อยใช้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ใช้ในภาคเกษตร โดยเฉพาะแรงงานตัดอ้อย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาเหล่านี้แล้ว และได้มอบมาตรการรองรับไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งการนำแรงงานในศูนย์พักพิงจำนวนกว่า 4 หมื่นคนออกมาช่วยบรรเทาการขาดแคลน รวมถึงการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนาม ที่หมดอายุหรือใกล้หมดอายุ เพื่อให้เข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ตรีนุช เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องแรงงานกัมพูชาที่กำลังจะหมดอายุการทำงาน รัฐบาลโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำลังเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

การพิจารณาว่าจะผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน

ทางออก: ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน?

หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การต่ออายุแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่อาจจะต้องเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงทักษะและความเชี่ยวชาญของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจะสามารถทดแทนแรงงานกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การนำแรงงานในศูนย์พักพิงออกมาช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลน และการเร่งปลดล็อกแรงงานเมียนมาและเวียดนามที่หมดอายุ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง

ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ

อนาคตของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ แนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณา และต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน การต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ที่มา – “ตรีนุช” เสนอ ครม. ต่ออายุแรงงานเพื่อนบ้าน แทนแรงงานกัมพูชาหมดอายุ

ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังพบ ปธน.คนใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรียคนใหม่ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะห์ และเพิ่งถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเยือนกรุงวอชิงตันของนายชาราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้นำซีเรีย และเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซีเรียในขณะนั้น

นายอัล-ชารา วัย 43 ปี ขึ้นสู่อำนาจเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกองกำลังติดอาวุธของเขาโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้น ซีเรียได้ปรับทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว จากการพึ่งพาอิหร่านและรัสเซีย ไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับตุรกี กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และล่าสุดคือสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ซีเรียประสบความสำเร็จ” พร้อมยกย่องนายชาราว่าเป็น “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และยอมรับถึงอดีตอันขัดแย้งของเขาว่า “ทุกคนต่างก็เคยมีอดีตที่ยากลำบาก”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตาม “กฎหมายซีซาร์” ออกไปอีก 180 วัน เพื่อเปิดทางให้ซีเรียเริ่มกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ย้ำว่าการยกเลิกทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ในด้านความมั่นคง สหรัฐฯ กำลังเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างซีเรียและอิสราเอล เพื่อทำข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน แม้อิสราเอลยังคงระแวงต่อประวัติการก่อการร้ายของนายชาราก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐฯ มีแผนจัดตั้งฐานทัพในกรุงดามัสกัส

ก่อนการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทางการซีเรียเปิดเผยว่าได้สกัดแผนลอบสังหารนายชาราของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) สองครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อสุดสัปดาห์ ซีเรียได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน

ชารายังมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ยกเลิก “กฎหมายซีซาร์” เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาฟื้นฟูประเทศที่ผ่านสงครามยาวนานกว่า 14 ปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ในสภาคองเกรส สส. หลายรายทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว แม้บางฝ่ายยังคงคัดค้าน แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนได้หากทรัมป์ออกแรงกดดันทางการเมือง

ภายในประเทศ ซีเรียยังคงเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและความขัดแย้งภายใน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 2,500 คนตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ซึ่งสร้างคำถามถึงศักยภาพของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

การมุ่งความสนใจของทรัมป์ต่อซีเรียมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและฮามาส และผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อของเขาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

เส้นทางชีวิตของนายชาราถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เขาเข้าร่วมกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักหลังการรุกรานของสหรัฐฯ ปี 2003 และเคยถูกคุมขังโดยกองทัพสหรัฐฯ ก่อนกลับไปซีเรียเข้าร่วมการต่อต้านอัสซาดในปี 2011 ต่อมาในปี 2013 สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้ชื่อ “อาบู มูฮัมหมัด อัล-โกลานี” จนกระทั่งเขาประกาศตัดขาดจากอัลกออิดะห์ในปี 2016

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกรางวัลนำจับมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้กับตัวนายชารา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ถอดชื่อเขาและรัฐมนตรีมหาดไทยของซีเรียออกจากบัญชีคว่ำบาตรด้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ.

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และพร้อมที่จะสนับสนุนซีเรียในทุกวิถีทาง

ความช่วยเหลือจากทรัมป์ต่อซีเรียมีความหมายอย่างไร

การที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่นี้ อาจหมายถึงโอกาสในการฟื้นฟูประเทศ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจของซีเรียในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก ทั้งในด้านความมั่นคงภายในประเทศ ความขัดแย้งทางศาสนา และการยอมรับจากนานาชาติ แต่การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำพาซีเรียไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางของซีเรียหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไรบ้าง? ต้องติดตามกันต่อไป

การที่ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของซีเรียไปตลอดกาล

ที่มา – ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

จับแล้ว! คนร้ายฆ่าโหด “ไกด์สาว” สารภาพสิ้น

คดีสะเทือนขวัญ! ตำรวจภูเก็ตจับกุมคนร้ายฆ่าโหด “ไกด์สาว” ได้แล้ว สารภาพไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังขโมยทองไปขายใช้หนี้สิน กลายเป็นข่าวที่สร้างความเสียใจให้กับคนในวงการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

จับแล้ว! คนร้ายฆ่าโหด “ไกด์สาว” สารภาพสิ้น

จากเหตุการณ์พบศพ น.ส.อรทัย หรือไกด์กลาง อายุ 56 ปี มัคคุเทศก์ชื่อดัง ถูกพบในรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ในพื้นที่รกร้างของ จ.ภูเก็ต สร้างความตกตะลึงและเสียใจให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนในวงการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดตำรวจได้ทำการจับกุม นายจิรศักดิ์ ยอดบำ อายุ 43 ปี ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ได้แล้ว

รายละเอียดการจับกุมและคำสารภาพ

การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนแกะรอยจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ต้องสงสัยได้ขับรถของผู้ตายออกจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ตายจอดรถเป็นประจำ ก่อนจะเดินทางไปทำงาน กระทั่งนำไปสู่การจับกุมตัว นายจิรศักดิ์ ได้ในที่สุด

นายจิรศักดิ์ ให้การรับสารภาพว่า ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ได้พบกับ น.ส.อรทัย โดยบังเอิญที่ห้างสรรพสินค้า ขณะที่ผู้ตายกำลังเดินไปยังรถยนต์ส่วนตัว ด้วยความที่ต้องการหาเงินไปใช้หนี้สิน จึงตัดสินใจเดินตามเข้าไปในรถ และลงมือก่อเหตุ โดยไม่ได้รู้จักกับผู้ตายมาก่อน

แรงจูงใจในการฆ่า “ไกด์สาว”

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุมาจากความต้องการทรัพย์สินของผู้ตาย โดยเฉพาะสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท และนาฬิกาแอปเปิลวอตช์ หลังจากก่อเหตุได้นำสร้อยคอทองคำไปขาย ได้เงิน 43,000 บาท แล้วนำเงินไปใช้หนี้จนหมด

ไทม์ไลน์หลังก่อเหตุ

  • วันที่ 7 พ.ย. 2568 เวลา 16.47 น. ก่อเหตุฆ่า น.ส.อรทัย ที่ห้างสรรพสินค้า
  • นำศพและรถไปทิ้งไว้ที่บ้านร้าง ต.รัษฎา
  • นำสร้อยคอทองคำไปขายที่ร้านทองในห้าง
  • วันที่ 8 พ.ย. 2568 กลับไปทำงานรับจ้างตามปกติ
  • แวะเวียนมาดูรถและศพทุกวัน
  • ถูกตำรวจจับกุมในที่สุด

ความโกรธแค้นของเพื่อนผู้ตาย

ขณะที่นายจิรศักดิ์กำลังชี้จุดเกิดเหตุ เพื่อนของผู้ตายที่ทราบข่าวด้วยความโกรธแค้น ได้วิ่งเข้าไปชกที่ใบหน้าของผู้ต้องหา 1 ครั้ง

การดำเนินคดี

ขณะนี้ นายจิรศักดิ์ ถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหาฆ่าชิงทรัพย์ผู้อื่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา

ผลกระทบต่อวงการท่องเที่ยว

เหตุการณ์ฆาตกรรม “ไกด์สาว” ครั้งนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในวงการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก น.ส.อรทัย เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานและนักท่องเที่ยว ด้วยความสามารถและอัธยาศัยดีของเธอ การจากไปอย่างกะทันหันครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าของวงการ

บทสรุป

คดีฆาตกรรม “ไกด์สาว” เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคม การสูญเสียชีวิตที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัย และการป้องกันอาชญากรรม เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – จับแล้ว คนร้ายฆ่าโหด “ไกด์สาว” สารภาพไม่เคยรู้จักกัน หวังขโมยทองไปขายใช้หนี้

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ โต้กลับเสียงวิจารณ์ บอกทำไมต้องฟังความเห็นกัมพูชา? รอผลประชุม สมช. ก่อนตัดสินใจขั้นสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าตั้งแต่สมัยสงคราม พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างหนักแน่นว่า “จะไปฟังกัมพูชาทำไม ต้องฟังพี่สิ” แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่ทางกัมพูชาให้ไว้

ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำถึงประเด็นที่ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นของใหม่จริงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล พยักหน้ารับและยืนยันหนักแน่นว่าเป็นของใหม่ สร้างความกระจ่างในประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการขั้นสูงสุดกับกัมพูชา พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างระมัดระวังว่า จะรอผลการประชุม สมช. ก่อนที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ พล.อ.ณัฐพล ยืนยันถึงความสำคัญของการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ การรอผลการประชุม สมช. จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีข้อมูลสนับสนุนและคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ

ทำไมต้องรอ ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่?

การประชุม สมช. ถือเป็นกลไกสำคัญในการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา การที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่าจะรอผลการประชุม สมช. ก่อนตัดสินใจ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างมีหลักการและเหตุผล

  • ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในการประชุม สมช.
  • การประเมินข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับทุ่นระเบิด
  • การพิจารณาผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การกำหนดแนวทางในการป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย
  • การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อมูลของทางกัมพูชา ทำให้ประเด็นนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การยืนยันว่าทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ สวนทางกับข้อมูลที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นระเบิดเก่า ทำให้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้เหตุผลและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การตอบโต้ของ พล.อ.ณัฐพล ที่ว่า “จะไปฟังกัมพูชาทำไม ต้องฟังพี่สิ” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมและยั่งยืน การรอผลการประชุม สมช. จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การที่ทุกฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีถือเป็นสัญญาณที่ดี การเจรจาและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

การออกมาโต้แย้งเกี่ยวกับทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทย แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทุกฝ่าย การรอผลการประชุม สมช. จะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกัน

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

ที่มา – ก่อนประชุม สมช. “บิ๊กเล็ก” โต้กลับ ยันทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ บอกจะฟังกัมพูชาทำไม

รมว.ยุติธรรม ยันรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้ สั่งเพิ่ม!

รมว.ยุติธรรม ยันรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้ แต่สั่งดำเนินการเพิ่ม ทุกอย่างอยู่ในสำนวนแล้ว รอฟังข่าวเร็วๆ นี้ เรื่องราวของนักการเมือง ช. ที่หลายคนจับตามองยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้ออกมาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีได้พูดคุยกับ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) และ พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ ไชยโยธา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ถึงนักการเมือง ช. ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ว่า ได้พูดคุยกันแล้ว และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ย้ายมาใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการทุกอย่างไปมากแล้ว ทุกอย่างอยู่ในสำนวน ไม่สามารถเปิดเผยได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าจะสามารถรื้อคดีหรือดำเนินคดีเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่สามารถรื้อคดีได้ แต่เรื่องใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ก็สั่งให้ดำเนินการ แต่เท่าที่ทราบก็ทำไปได้เยอะแล้ว เมื่อถามย้ำว่าจะนำสำนวนเก่ามาดูแล้วฟ้องใหม่ได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวย้ำว่า ดำเนินการไปได้เยอะแล้ว รอฟังข่าวเร็วๆ นี้

รมว.ยุติธรรม ยันรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้

จากคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำให้เราทราบว่า แม้จะไม่สามารถรื้อคดีเก่าของนักการเมือง ช. ได้ แต่ก็มีการสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคดีนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ และอาจมีประเด็นใหม่ๆ ที่จะถูกเปิดเผยในอนาคตอันใกล้นี้

ทำไมถึงรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมถึงไม่สามารถรื้อคดีเก่าได้? อาจมีข้อจำกัดทางกฎหมาย หรือข้อเท็จจริงบางประการที่ทำให้การรื้อคดีเป็นไปได้ยาก แต่ถึงกระนั้น การสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติมก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีนักการเมือง ช. คืออะไร? ถึงแม้รายละเอียดในสำนวนจะยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัญญาว่าจะมีการแจ้งข่าวให้ทราบในเร็วๆ นี้ ทำให้ประชาชนยังคงมีความหวังว่าจะได้รับรู้ความจริงในที่สุด

คดีของนักการเมือง ช. มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหลายฝ่าย การดำเนินการใดๆ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางกฎหมายที่อาจทำให้คดีพลิกผัน

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ ความโปร่งใส และความเป็นธรรมในการดำเนินคดี การเปิดเผยข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการยุติธรรม และทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายสามารถใช้บังคับได้อย่างเสมอภาค ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครก็ตาม

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีนักการเมือง ช. อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ และความคืบหน้าของคดีได้อย่างถูกต้อง และสามารถวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม

รมว.ยุติธรรม ยันรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้ อาจเป็นข่าวที่ทำให้หลายคนผิดหวัง แต่การสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติม ก็เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าคดีนี้ยังไม่ถูกละเลย และอาจมีเซอร์ไพรส์รออยู่ในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่ความเป็นธรรมที่แท้จริง

การที่ท่าน รมว.ยุติธรรม ยืนยันว่า รมว.ยุติธรรม ยันรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้ แต่สั่งดำเนินการเพิ่มนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างถึงที่สุด แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ยันรื้อคดีเก่านักการเมือง ช. ไม่ได้ แต่สั่งดำเนินการเพิ่ม

“แผ่นดินไหวเมียนมา” สั่นถึงกรุงเทพฯ ข่าวแห่งปี

ย้อนเหตุการณ์ “แผ่นดินไหวเมียนมา” สะเทือนถึงกรุงเทพฯ ได้เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี” หลังมีผู้โหวตให้เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี” จากงาน “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025”

ภายหลังจาก “ไทยรัฐ” ได้เปิดให้ร่วมโหวต “ข่าวที่สุดแห่งปี” เพื่อชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” โดยพบว่า 1 ใน 5 เหตุการณ์ที่มีผู้โหวตเข้าชิงรางวัล คือเรื่อง “แผ่นดินไหวเมียนมาสะเทือนถึงกรุงเทพฯ” (5 เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2025 เหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี”)

เมื่อย้อนถึงเหตุการณ์ดังกล่าว “กรมทรัพยากรธรณี” ได้สรุปเหตุการณ์แผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกาย ประเทศเมียนมา ไว้ว่า วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 09.58 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวในทะเลขนาด 5.4 ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหวอยู่ในทะเลบริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 500 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บนตึกสูงในกรุงเทพมหานครรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน

ส่วนสาเหตุที่ประเทศไทยรับรู้แรงสั่นสะเทือน เนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจาก “รอยเลื่อนสะกาย” ซึ่งเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางเกิดแผ่นดินไหว เช่น ที่ราบลุ่มภาคกลางประเทศไทย ที่รองรับด้วยชั้นดินอ่อนที่มีคุณสมบัติการขยายคลื่นแผ่นดินไหวได้ เนื่องจากเมื่อคลื่นแผ่นดินไหวเคลื่อนที่ผ่านหินแข็ง คลื่นจะมีความเร็วสูง แต่เมื่อผ่านชั้นดินเหนียวกรุงเทพฯ (Bangkok clay) ความเร็วของคลื่นจะลดลง ส่งผลให้ความสูงคลื่น (amplitude) เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาพลังงานของคลื่นให้คงที่ จึงทำให้บริเวณกรุงเทพฯ และพื้นที่ที่มีชั้นดินอ่อนรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงขึ้น

แม้จะเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในทะเล แต่เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า 7.5 อีกทั้งแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนในแนวระนาบ จึงไม่มีการยกตัวของมวลน้ำ ซึ่งไม่ใช่การเลื่อนแบบมุดตัวเหมือนเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่กำลังก่อสร้างพังถล่มลงมาต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก จนคร่าชีวิตคนงานไปกว่า 100 คน จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่าตึกมูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งต่อมามีการออกหมายจับ วิศวกร – ผู้ควบคุมงาน – กิจการร่วมค้า เอี่ยวคดีตึก สตง. ถล่ม มากถึง 17 ราย

แล้วเหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี” ของคุณ อย่าลืมร่วมโหวต “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” เฟ้นหาที่สุดของข่าวที่สุดแห่งปี ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 ได้ที่เว็บไซต์ www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

“แผ่นดินไหวเมียนมา” สะเทือนถึงกรุงเทพฯ

ทำไม “แผ่นดินไหวเมียนมา” ถึงรู้สึกได้ไกลถึงกรุงเทพฯ?

เหตุการณ์ “แผ่นดินไหวเมียนมา” ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าภัยธรรมชาติสามารถส่งผลกระทบได้ในวงกว้างกว่าที่เราคิด การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ถึงแม้ว่า “แผ่นดินไหวเมียนมา” ครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดสึนามิ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการก่อสร้างและตรวจสอบอาคารให้มีความแข็งแรง เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “แผ่นดินไหวเมียนมา” สะเทือนถึงกรุงเทพฯ เหตุการณ์ระทึกที่ได้เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี”

พายุฟงวองอ่อนกำลัง: ฟิลิปปินส์อ่วม ดับ 4

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นพายุฟงวองอ่อนกำลังลงแล้วหลังพัดถล่มฟิลิปปินส์ สร้างความเสียหายอย่างหนัก ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 4 ราย บ้านเรือนพังยับเยิน และประชาชนนับล้านต้องอพยพหนีภัย

แม้ว่าพายุฟงวองอ่อนกำลังลงหลังจากพัดผ่านฟิลิปปินส์ไปแล้ว แต่ความรุนแรงของพายุที่มาพร้อมกับลมกระโชกแรง 120-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝนตกหนัก และคลื่นสูง ทำให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

พายุฟงวองอ่อนกำลัง หลังถล่มฟิลิปปินส์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานเหตุการณ์ดินโคลนถล่มในเมืองคายาปา จังหวัดนูเอวาวีซคายา ซึ่งทำให้บ้านเรือนถูกฝังทั้งหลัง มีเด็กเสียชีวิต 2 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำและถูกซากปรักหักพังถล่มอีก 2 ราย

อย่างไรก็ตาม สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนเชื่อว่ายอดผู้เสียชีวิตโดยรวมอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้ทันท่วงที

ในจังหวัดออโรรา ซึ่งเป็นจุดที่พายุฟงวองอ่อนกำลัง ขึ้นฝั่งโดยตรง มีรายงานว่าอย่างน้อย 4 เมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เนื่องจากถนนและสะพานได้รับความเสียหายจากดินถล่ม

ฟิลิปปินส์เผชิญหน้ากับพายุถึง 21 ลูกในปีนี้ ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 224 รายในฟิลิปปินส์ และอีก 5 รายในเวียดนาม

การเกิดพายุรุนแรงสองลูกซ้อนกันในเวลาอันสั้น ตอกย้ำถึงผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศโลก ในขณะที่ผู้นำจากกว่า 190 ประเทศเพิ่งเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ล่าสุด พายุฟงวอง กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน โดยคาดว่าจะขึ้นฝั่งทางตะวันตกของเกาะในวันพุธ ในขณะที่พื้นที่ภูเขาทางตะวันออกอาจเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

รัฐบาลไต้หวันได้สั่งอพยพประชาชนในเมืองกว่างฝู่ ซึ่งเคยประสบเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรง คร่าชีวิตผู้คนไป 18 รายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ผลกระทบจาก พายุฟงวองอ่อนกำลัง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แมทธิว อิงแลนด์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งหมายความว่าพายุที่ก่อตัวในบริเวณนี้จะมีพลังงานมหาศาลและความเร็วลมที่รุนแรงขึ้น

  • ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน: ถนน สะพาน และอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: การเกษตร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้รับผลกระทบ
  • ความเสี่ยงด้านสุขภาพ: การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และปัญหาสุขภาพจิต

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การวางแผนการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความรุนแรงและถี่ขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

พายุฟงวองอ่อนกำลังลงแล้วแต่ความเสียหายยังคงอยู่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และวางแผนป้องกันภัยพิบัติในระยะยาว

ที่มา – พายุฟงวองอ่อนกำลังหลังถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 4 ศพ บ้านพังยับ อพยพนับล้าน