วัน: 12 พฤศจิกายน 2025

นอริชถก โอ’นีล, โทมาสสัน และ สติลล์

นอริช ซิตี้ ได้พูดคุยกับ แกรี่ โอ’นีล ในขณะที่พวกเขากำลังมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่

สโมสรนอริชได้พบกับ โอ’นีล ซึ่งเคยเล่นให้กับสโมสรระหว่างปี 2014 ถึง 2016 เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ขณะที่พวกเขากำลังเร่งกระบวนการสรรหา

เลียม แมนนิ่ง ถูกไล่ออกเมื่อวันเสาร์ หลังจากพ่ายแพ้อย่างน่าเสียดายต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 และพวกเขาแพ้ 6 จาก 8 เกมที่แคร์โรว์ โร้ดในฤดูกาลนี้

ผลการแข่งขันทำให้นอริชอยู่ในอันดับที่ 23 ในแชมเปี้ยนชิพ

นอริชมีกำหนดจะพูดคุยกับผู้ท้าชิงรายอื่นๆ ในอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้า

แมนนิ่งเอาชนะโอ’นีลในการแย่งชิงตำแหน่งในช่วงซัมเมอร์ โดยเข้าร่วมจากบริสตอล ซิตี้ แต่สโมสรยังคงเปิดช่องทางการสื่อสารกับอดีตหัวหน้าทีมวูล์ฟส์

โอ’นีล ถอนตัวจากการเข้ารับตำแหน่งที่โมลีนิวซ์อย่างน่าประหลาดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีความกังวลเกี่ยวกับความเหมาะสมของสโมสรในปัจจุบัน

และวูล์ฟส์คาดว่าจะแต่งตั้ง ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ หัวหน้าทีมมิดเดิลสโบรห์ ซึ่งเป็นอดีตผู้เล่นและโค้ชที่โมลีนิวซ์ในสัปดาห์นี้

โอ’นีล ซึ่งเคยคุมทีมบอร์นมัธด้วย ตกงานตั้งแต่ถูกวูล์ฟส์ไล่ออกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

อดีตกองกลางรายนี้ลงเล่นให้ นอริช 55 นัด คว้าแชมป์เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกผ่านรอบเพลย์ออฟในปี 2015

นอริชถก โอ’นีล, โทมาสสัน และ สติลล์

ข่าวการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้จัดการทีมของนอริช ซิตี้ กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีชื่อของ แกรี่ โอ’นีล อดีตนักเตะของทีมเข้ามาเกี่ยวข้อง การเจรจาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่โอ’นีลเท่านั้น แต่ยังมี ยอน ดาห์ล โทมาสสัน และ สติลล์ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสโมสรอีกด้วย

ทำไมนอริช ซิตี้ ถึงมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่?

การตัดสินใจปลด เลียม แมนนิ่ง ออกจากตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นถึงผลงานที่ไม่น่าพอใจของทีมในช่วงหลัง แม้ว่าแมนนิ่งจะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่ผลการแข่งขันที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลง เพื่อหวังจะพลิกสถานการณ์ของทีมให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด

แน่นอนว่าการหาผู้จัดการทีมที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก สโมสรต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความสามารถในการทำทีม และความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมของสโมสร การที่นอริช ซิตี้ พูดคุยกับ นอริชถก โอ’นีล, โทมาสสัน และ สติลล์ แสดงให้เห็นว่าสโมสรให้ความสำคัญกับการหาคนที่ใช่ที่สุด เพื่อนำทีมไปสู่ความสำเร็จ

แกรี่ โอ’นีล: อดีตนักเตะของทีมที่เคยสร้างความประทับใจไว้ในถิ่นแคร์โรว์ โร้ด การกลับมาของเขาอาจเป็นสิ่งที่แฟนบอลหลายคนคาดหวัง ด้วยประสบการณ์การคุมทีมในระดับพรีเมียร์ลีก โอ’นีล อาจเป็นคนที่ใช่ในการนำทีมกลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง

ยอน ดาห์ล โทมาสสัน: โค้ชชาวเดนมาร์กที่มีชื่อเสียงในด้านการพัฒนาทีมและผู้เล่น การเข้ามาของเขาอาจนำมาซึ่งแนวทางการเล่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับนอริช ซิตี้

สติลล์: ตัวเลือกที่อาจจะไม่คุ้นหูมากนัก แต่ก็มีความสามารถในการทำทีมที่น่าจับตามอง การให้โอกาสโค้ชหน้าใหม่ อาจเป็นสิ่งที่นอริช ซิตี้ ต้องการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทีม

ไม่ว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของนอริช ซิตี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนจากแฟนบอลและผู้บริหารของสโมสร การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพา นอริชถก โอ’นีล, โทมาสสัน และ สติลล์ ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของสโมสร และแฟนบอลทั่วโลกต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้ามานำทีมไปสู่ความสำเร็จ

ที่มา – Norwich hold talks with O’Neil, Tomasson and Still

กัมพูชายิงปืนเล็ก: สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน! ได้ยินเสียงกัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว นานประมาณ 10 นาที สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ทางการไทยยืนยันเตรียมพร้อมแต่ไม่ตอบโต้ คาดเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว “Fresh News” สื่อออนไลน์ของกัมพูชา ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพชาวกัมพูชากำลังวิ่งหนี พร้อมข้อความกล่าวหาว่า “ทหารไทยใช้อาวุธปืนเข้าอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชาทำร้ายประชาชน” โดยอ้างคำกล่าวของนายอ้อม ราตรี ผู้ว่าฯ Banteay Meanchey ว่าทหารไทยใช้อาวุธปืนไรเฟิล ทำให้ชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 5 คน ในหมู่บ้านซัสดรา จังหวัดบันเตียเมียนเจย

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบกับกองกำลังบูรพา พบว่าเวลาประมาณ 16.00 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กดังมาจากฝั่งกัมพูชา บริเวณตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วจริง แต่ฝ่ายไทยไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น และคาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายกัมพูชา

กัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านในบ้านหนองหญ้าแก้วเกิดความวิตกกังวล ทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจและพบว่าชาวบ้านหลายรายได้ยินเสียงปืนจริง และมีการจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วเผยนาทีระทึก! ได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชา

นางสาวภัชดาพร ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนในช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ขณะที่ตนเองกำลังพักผ่อนอยู่ที่สวน ได้ยินเสียงปืนดังมาจากฝั่งกัมพูชาประมาณ 2 นัด ด้วยความตกใจจึงรีบพาลูกออกจากพื้นที่ และได้รับแจ้งจากทหารไทยให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัย

นางสาวภัชดาพรยังกล่าวอีกว่า ตนเองเชื่อว่าทหารไทยไม่ได้ตอบโต้ และไม่คิดว่าทหารไทยจะใช้อาวุธตอบโต้ก่อน ส่วนเรื่องการอพยพนั้น ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ และตนเองก็ไม่กลัวกัมพูชา และจะไม่ยอมอพยพไปไหน เพราะที่นี่คือบ้านของตนเอง

สถานการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กในครั้งนี้ สร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าทางการไทยจะยืนยันว่าไม่ได้มีการตอบโต้ แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย

เหตุการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การสื่อสารที่ชัดเจนและการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ด้วยความอดทน ความรอบคอบ และความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี และรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ที่มา – กัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว ราว 10 นาที คาดสร้างสถานการณ์

แฮกเกอร์ต่างชาติ ดูดคริปโต 14 ล้านคืนเหยื่อ

ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “Operation 293” ทลายแก๊งแฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท เตรียมส่งคืน 6 ผู้เสียหายชาวไทย พร้อมขยายผลดำเนินคดีข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี ได้มีการแถลงผลปฏิบัติการ “Operation 293” โดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยนายตำรวจระดับสูง ร่วมกันแถลงความสำเร็จในการยึดคริปโตเคอร์เรนซีคืนจากแฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต ซึ่งเตรียมจะนำไปคืนให้กับผู้เสียหายชาวไทย

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนและเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

แฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต

สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้เสียหายถูกแฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต โดยไม่รู้ตัว คาดว่าเกิดจากการกดลิงก์จากเพจหรือเว็บไซต์เกี่ยวกับการลงทุน ทำให้มัลแวร์ดังกล่าวเข้าไปค้นหารหัสผ่านต่างๆ ที่เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย เช่น Google Authenticator Key, Seed Phrase และ Seed Words จนสามารถเข้าควบคุมบัญชีซื้อขายคริปโตของผู้เสียหายได้

คนร้ายจะทำการแปลงเหรียญคริปโตทุกสกุลเป็น USDT ยกเว้น Bitcoin แล้วโอนเข้ากระเป๋าดิจิทัลที่เตรียมไว้ ซึ่งในคดีแรกมีความเสียหายรวม 93,344.83 USDT และ 2.51 BTC

จากการสืบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นแฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต จากประเทศในแถบยุโรปตะวันออก ตำรวจไซเบอร์จึงประสานกับบริษัท Tether เพื่อระงับการทำธุรกรรมของกระเป๋าดิจิทัลของคนร้ายชั่วคราว และสืบสวนขยายผลจนพบความเชื่อมโยงกับเหยื่อชาวไทยอีก 6 ราย

คนร้ายจะเข้าควบคุมบัญชีเทรดคริปโตของเหยื่อ จากนั้นเพิ่มบัญชี Perfect Money (ซึ่งปัจจุบันปิดให้บริการไปแล้ว) เป็นบัญชีรับเงิน ก่อนที่จะขายทรัพย์สินของเหยื่อผ่านทาง P2P และโอนเข้าบัญชี Perfect Money ดังกล่าว รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 432,000 USDT หรือกว่า 14 ล้านบาท

ตำรวจไซเบอร์ยึดคริปโตคืน

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์สามารถควบคุมกระเป๋าดิจิทัลของคนร้ายได้ และเพื่อป้องกันความเสี่ยงหลังการ Unfreeze ซึ่งอาจถูกตั้งระบบ auto-sweep ให้ดูดเงินออกทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานฝ่ายเทคนิคของ Bitkub เพื่อตรวจสอบ Smart Contract และเพิ่มระบบความปลอดภัย จนกระทั่งสามารถโอนเงินจำนวน 432,000 USDT หรือกว่า 14 ล้านบาท ออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของคนร้ายเข้ามาเก็บรักษาไว้ที่กระเป๋ากลางของตำรวจไซเบอร์ได้สำเร็จ

ปฏิบัติการ “Operation 293” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่ใช้เทคนิคขั้นสูง

หลังจากนี้ ตำรวจไซเบอร์จะทำการส่งคืนคริปโตเคอร์เรนซีที่ยึดมาได้ให้กับผู้เสียหายชาวไทย จำนวน 6 ราย พร้อมทั้งเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีข้ามชาติต่อไป

การถูกแฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต เป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ข่าวดีคือตำรวจไทยสามารถจับกุมและยึดทรัพย์สินคืนมาได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตควรระมัดระวังในการคลิกลิงก์แปลกปลอม และติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ที่มา – แฮกเกอร์ต่างชาติ ติดตั้งมัลแวร์ ดูดคริปโต 6 ผู้เสียหายไปกว่า 14 ล้าน

ตั๊น จิตภัสร์ มอบของ รร.ตชด. สระแก้ว

ตั๊น จิตภัสร์ ประธานที่ปรึกษา รมว.ทส. ลงพื้นที่สระแก้ว เยี่ยมให้กำลังใจ ครู-นักเรียน รร.ตชด.บ้านเขาสารภี ร่วมปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ปลูกฝังงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้, พล.ต.ต.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(ผบช.ตชด.) ภาค 1 และ พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ร.12 รอ.ในฐานะผู้แทนกองกำลังบูรพา และคณะร่วมเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาสารภี ตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับทางโรงเรียนและเด็กนักเรียนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่คณะครู ตชด. และเด็กๆ ที่ตั้งใจเรียนรู้และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้ นางสาวจิตภัสร์ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ภายในบริเวณโรงเรียนเพื่อเป็นที่ระลึกและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลดภาวะโลกร้อนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตโรงเรียนและชุมชน ทั้งยังเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติแก่เด็กและเยาวชน และปลูกฝังการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นางสาวจิตภัสร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้สมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาสารภี เป็นหนึ่งในโรงเรียนภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ห่างไกล เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ตั๊น จิตภัสร์ มอบสิ่งของ รร.ตชด. ที่สระแก้ว

การลงพื้นที่ของ ตั๊น จิตภัสร์ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิ่งของ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย

กิจกรรมตั๊น จิตภัสร์ ที่โรงเรียน ตชด. บ้านเขาสารภี

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบไปด้วยหลายส่วนที่สำคัญ ได้แก่:

  • การมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค: ช่วยเหลือและสนับสนุนนักเรียนและครูในโรงเรียน ตชด.
  • การปลูกต้นไม้: เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การที่นางสาวจิตภัสร์ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจเด็กนักเรียนและครูอาจารย์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อาจจะขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากรต่างๆ

การที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับนางสาวจิตภัสร์ในการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ภายในโรงเรียนนั้น เป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาโลกของเราให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

การที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเขาสารภีเป็นหนึ่งในโรงเรียนภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขามีโอกาสในการพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่ดี

ตั๊น จิตภัสร์ และคณะทำงานยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะช่วยให้เราสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

การสนับสนุนการศึกษาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การเป็นอาสาสมัคร หรือการปลูกต้นไม้ การร่วมมือกันจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมและโลกของเรา

กิจกรรมของ ตั๊น จิตภัสร์ ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเพื่อสังคมและการสร้างความยั่งยืน การสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยของเราพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ตั๊น จิตภัสร์” มอบสิ่งของ รร.ตชด. ที่สระแก้ว ร่วมปลูกต้นไม้ ปลูกฝังงานอนุรักษ์

วิลฟรีด น็องซี่: ใครคือ ‘นักวิทยาศาสตร์’?


เมื่อมีการคาดการณ์ถึงผู้จัดการทีมถาวรคนใหม่ของเซลติก ชื่อหนึ่งที่โดดเด่นคือ วิลฟรีด น็องซี่ จากโคลัมบัส ครูว์

แล้วชายชาวฝรั่งเศสที่ค่อนข้างหนุ่มและไม่ค่อยมีใครรู้จักคนนี้ ก้าวขึ้นมามีความโดดเด่นในการสนทนาเกี่ยวกับการที่จะมาแทนที่เบรนแดน ร็อดเจอร์สได้อย่างไร

บีบีซี สกอตแลนด์ได้ทำการตรวจสอบ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอดีตกองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกา เฮอร์คูเลซ โกเมซ ซึ่งติดตามการเติบโตของน็องซี่ให้กับอีเอสพีเอ็นในการรายงานข่าวเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ของพวกเขา

‘การเติบโตอย่างรวดเร็ว’ ของผู้จัดการทีมผิวสีคนแรกที่คว้าแชมป์ MLS

สิ่งแรกๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เฝ้าดู นอกเหนือจากสไตล์การเล่นฟุตบอลของน็องซี่ คือความรวดเร็วในการก้าวขึ้นสู่ความโดดเด่นของเขา

ชายวัย 48 ปีได้รับงานผู้จัดการทีมครั้งแรกในปี 2021 โดยรับช่วงต่อจากเพื่อนและอดีตเจ้านายของเขา เธียร์รี อองรี ที่ CF Montreal ถือว่าไม่เลวสำหรับคนที่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังเป็นโค้ชให้กับเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 14 ปี

ดูเหมือนว่าวิลฟรีด น็องซี่ จะไม่แปลกใจกับเส้นทางการเรียนรู้ที่สูงชัน ดังที่โกเมซอธิบาย “เขามีแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการที่เขาต้องการเล่น มันกล้าหาญมาก มีความแตกต่างกันมาก” นักเตะอเมริกันกล่าว

“มันเป็นฟุตบอลยุคใหม่ที่ทันสมัย ถ้าคุณจะว่าอย่างนั้น แต่ในรูปแบบที่บ้าคลั่งเหมือนนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง นั่นคือสิ่งที่เขาเป็นมาตั้งแต่วันแรก และมันก็ไปได้ดีจริงๆ ผมบอกว่าเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะปี 2021 คือตอนที่เขาได้รับการทำงานเป็นผู้จัดการทีมอาชีพครั้งแรก และตั้งแต่นั้นมา เขาก็สะสมตำแหน่งแชมป์มาบ้างแล้ว Canadian Championship, MLS Leagues Cup, MLS Cup”

น็องซี่ เกิดที่เลออาฟร์ในปี 1977 โดยมีพ่อมาจากกัวเดอลูปและแม่มาจากแอฟริกาตะวันตก เขาเป็นผู้บุกเบิกอยู่แล้ว

“เขาเป็นหัวหน้าโค้ชผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ที่คว้าแชมป์” โกเมซอธิบาย

“พวกเขาไม่เคยมีโค้ชผิวสีคนไหนชูถ้วย MLS Cup และเขาทำมันด้วยแบรนด์แบบหนึ่ง และผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะอธิบายเขาคือ เขากล้าหาญในฟุตบอลของเขา”

“ลองคุยกับผู้เล่นของเขา แล้วพวกเขาจะบอกว่าผลลัพธ์เป็นเรื่องรอง เรื่องรองเพราะเขาต้องการนำแบรนด์มาใช้ก่อน แล้วที่เหลือก็จะตามมา”

‘ไม่แปลกใจ’ ที่เขาอยู่ในสายตาของเซลติก

มีสามสิ่งที่จะดึงดูดความสนใจของเซลติก วิลฟรีด น็องซี่ เป็นผู้ชนะที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ทีมของเขาเล่นฟุตบอลที่รวดเร็วและโจมตี และเขามีความเชื่อมโยงอย่างหลวมๆ กับสโมสรอยู่แล้ว เนื่องจากผู้ช่วยของเขาที่โคลัมบัส ครูว์ Kwame Ampadu เคยทำงานร่วมกับผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลของสโมสร Parkhead Paul Tisdale ที่ Exeter City

น็องซี่ อาจพร้อมใช้งานได้ทันที เนื่องจากฤดูกาลของครูว์สิ้นสุดลงแล้ว และโกเมซก็ไม่แปลกใจเลยที่ได้เห็นเขามีข่าวเชื่อมโยงกับสโมสรใหญ่ในยุโรป

“เขามีผู้สนใจไล่ตามเขามาหลายปีแล้ว ทั้งในพีระมิดเกมอังกฤษและในฝรั่งเศส” เขากล่าว “เซลติกเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ เป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ ที่ไหนที่เขาเคยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมอนทรีออลหรือโคลัมบัส เขาไม่เคยมีกระเป๋าเงินอย่างที่เขาจะมีที่เซลติก”

ดังนั้น การเลือกองค์ประกอบที่คุณต้องการ อาจเป็นประโยชน์ต่อเขา อาจเหมาะกับแบรนด์ของเขา แต่มันคือความตกใจทางวัฒนธรรม มันเป็นความตกใจอย่างแน่นอนกับวิธีการที่เขาต้องการเล่น

“ครั้งแรกที่ผมเห็นทีมของเขา ผมค่อนข้างขบขัน ผู้รักษาประตูต้องเล่นสูงจากเส้นของเขา เก่งเรื่องเท้า กองหลังตัวกลางต้องเล่นบอลเก่งมาก มักจะพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งสูง”

กองหลังริมเส้นก็เหมือนกับที่เราเห็นในยุคของชาบี อลอนโซ่ เลเวอร์คูเซ่น ที่พวกเขาจะเป็นตัวรุกหลัก และอาจเป็นผู้ทำประตูและผู้ช่วยเหลือ

“มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย การไหลเวียนอย่างอิสระ ผมไม่แปลกใจเลยที่ทีมอย่างเซลติกกำลังมองเขาอยู่ ถ้าไม่ใช่เซลติก ก็จะเป็นอีกทีมอย่างแน่นอน”

เปรียบเทียบกับผู้ชนะแชมเปียนส์ลีก

หลังจากอ้างถึงชื่อของอลอนโซ่ บอสใหญ่ของเรอัลมาดริด ซึ่งทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นที่ยอดเยี่ยมของเขา กลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์บุนเดสลีกาโดยไม่แพ้ใคร โกเมซก็ไม่กลัวที่จะเปรียบเทียบ วิลฟรีด น็องซี่ กับอีกหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่ของกลุ่มโค้ชยุโรปปัจจุบัน หลุยส์ เอ็นริเก้ หัวหน้าโค้ชปารีส แซงต์-แชร์กแมง ผู้ชนะแชมเปียนส์ลีก

“ทุกคนกำลังมองหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไป” เขากล่าว

“ถ้าผมสามารถเข้าใกล้แบรนด์ของเขาได้ มันคงเป็นเปแอสเช ของ หลุยส์ เอ็นริเก้ เอ็นริเก้สร้างปรัชญาของเขาจากการตีความพื้นที่ เวลา และการเคลื่อนไหว ไม่มีตำแหน่งที่แน่นอน”

“‘Relacionismo’ พวกเขาพูดในภาษาสเปน มันคือวิธีที่คุณเชื่อมโยงกับภาคส่วนหนึ่งในสนาม และวิธีที่คุณสามารถก้าวหน้าและครอบงำคู่ต่อสู้ของคุณด้วยจำนวน นี่คือ วิลฟรีด น็องซี่”

“และมีเหตุผลที่เขาได้รับความสนใจ เพราะแบรนด์ของเขาน่าพึงพอใจมาก จับใจ มันอาจเป็น Catch-22 ได้ในบางครั้ง เพราะคุณกำลังเล่นอยู่บนขอบ มันเป็นดาบสองคม แต่แน่นอนว่าเขาอยู่ด้านที่ดีกว่าของดาบนั้น”

“ผมเห็นคุณสมบัติมากมายที่สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จในเวทีที่ใหญ่กว่า ด้วยเงินที่มากขึ้น ด้วยความสนใจที่มากขึ้น เขาเป็นโค้ชแห่งปีของ MLS เมื่อปีที่แล้ว แต่เขาไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเพื่อได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุด เขาได้รับการเคารพอย่างมาก”

“แน่นอนว่าปรัชญาของ ‘นี่คือสิ่งที่เราเป็น นี่คือวิธีที่เราจะเล่น และเราจะไม่หลงทางจากมัน’ เหมือนกับ หลุยส์ เอ็นริเก้ มาก”

ผลกระทบทันที

สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นเสียงเพลงสำหรับหูของบอร์ดบริหารและผู้สนับสนุนของเซลติกคือ น็องซี่ ในความคิดเห็นของโกเมซ รู้สึกสบายใจกับความคาดหวังของความสำเร็จอย่างรวดเร็ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ น็องซี่ ไม่ได้เลื่อนลอยเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

“เขาทำให้สิ่งต่างๆ เป็นไปได้ค่อนข้างเร็ว” โกเมซกล่าว “นั่นเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ บ่อยครั้ง โค้ชต้องใช้เวลาในการนำเอกลักษณ์ สไตล์ มาใช้”

“เขาเริ่มต้นได้ดีในสองสถานที่ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นมอนทรีออล ทีมที่มีทรัพยากรต่ำกว่า หรือโคลัมบัส ครูว์ ทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการปล่อยมือจากกระเป๋าเงินเป็นครั้งคราว และนำผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ที่ดีเข้ามา”

“เขาทำได้ดีในการตั้งค่าที่แตกต่างกัน จึงควรค่าแก่การจดจำว่า เมื่อคุณได้ วิลฟรีด น็องซี่ คุณจะได้คนที่คุ้นเคยกับการทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว”

สิ่งที่แฟนบอลเซลติกคาดหวังได้?

หาก วิลฟรีด น็องซี่ ได้รับงานในกลาสโกว์ โกเมซมีข้อความง่ายๆ สำหรับผู้ที่พลัดถิ่นของเซลติก: “รัดเข็มขัดนิรภัยให้แน่น”

“คุณจะได้โค้ชที่มีเอกลักษณ์และวิธีการเล่นที่แฟนๆ สัมผัสได้ ที่แฟนๆ รู้สึกภาคภูมิใจ” เขากล่าวเสริม

“คุณจะได้โค้ชที่รู้ว่ากำลังทำอะไร คุณจะได้โค้ชที่ต้องการแสดงออกในสนาม และคุณจะได้ผู้ชนะ”

วิลฟรีด น็องซี่ เป็นแบบนั้นในการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ของเขา เขาคือผู้ชนะ

ทำไมวิลฟรีด น็องซี่ ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของเซลติก?

วิลฟรีด น็องซี่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อที่ถูกพูดถึงในการคุมทีมเซลติก แต่เขาเป็นคนที่อาจนำพาความเปลี่ยนแปลงและสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้นมาสู่ทีมได้ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาและความกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้เขาน่าจะเป็นคนที่ใช่ในการพาทีมก้าวไปข้างหน้า

ที่มา – ‘Mad scientist’ & ‘next Luis Enrique’ – who is Celtic-linked Wilfried Nancy?

ออสการ์ อดีตแข้งเชลซี เข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ

ออสการ์ อดีตกองกลางเชลซีและทีมชาติบราซิล อาการทรงตัวในโรงพยาบาล หลังจากล้มป่วยด้วยปัญหาโรคหัวใจ

ดาวเตะวัย 34 ปี รู้สึกไม่สบายขณะเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ ที่ศูนย์ฝึกซ้อมของเซาเปาโล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เขาเพิ่งกลับมาร่วมทีมเซาเปาโล สโมสรที่เริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง ในเดือนธันวาคม 2024

ทางสโมสรออกแถลงการณ์ว่า “ออสการ์ มีอาการเปลี่ยนแปลงทางหัวใจ และได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีจากทีมงานมืออาชีพของสโมสร และทีมแพทย์จากโรงพยาบาล Einstein Hospital Israelita ซึ่งอยู่ในสถานที่นั้น”

“จากนั้นผู้เล่นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันอาการทรงตัวและอยู่ภายใต้การสังเกตอาการเพื่อทำการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงการวินิจฉัย”

สื่อบราซิล Globo รายงานว่า ออสการ์กำลังปั่นจักรยานออกกำลังกาย เมื่อเขาล้มลงและหมดสติไป 2 นาที

รายงานยังระบุอีกว่า ออสการ์กำลังพิจารณาเรื่องการเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ เขากลับมาร่วมทีมเซาเปาโล ซึ่งมี เอร์นัน เครสโป อดีตกองหน้าเชลซีและทีมชาติอาร์เจนตินา เป็นผู้จัดการทีม ด้วยสัญญา 3 ปี จนถึงปี 2027 หลังจากใช้เวลา 8 ปีค้าแข้งในประเทศจีน

ออสการ์ อดีตแข้งเชลซี เข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ

การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของ ออสการ์ อดีตแข้งเชลซี เข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ สร้างความตกใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก ข่าวร้ายนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาเพิ่งกลับมายังบราซิลเพื่อเริ่มต้นบทใหม่ในอาชีพค้าแข้งของเขา

อาการป่วยของ ออสการ์ อดีตแข้งเชลซี

ตามรายงานจากสโมสร เซาเปาโล ออสการ์ อดีตแข้งเชลซี เข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ ขณะเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี ก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่ อาการป่วยของเขาทำให้ทีมแพทย์ต้องรีบให้การช่วยเหลือเบื้องต้น และนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพเป็นประจำสำหรับนักกีฬาอาชีพ แม้ว่านักกีฬาเหล่านี้จะดูแข็งแรงและมีสุขภาพดี แต่พวกเขาก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ไม่คาดฝัน การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

อนาคตของออสการ์ในวงการฟุตบอลยังคงไม่แน่นอนในขณะนี้ การตัดสินใจว่าจะเลิกเล่นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผลการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และคำแนะนำทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของออสการ์

แฟนบอลและเพื่อนร่วมวงการฟุตบอลต่างส่งกำลังใจให้ออสการ์หายป่วยโดยเร็ว และกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง พวกเขาหวังว่าเขาจะสามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง แต่สุขภาพของเขาต้องมาก่อนเสมอ

เราหวังว่า ออสการ์ อดีตแข้งเชลซี เข้าโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ จะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด และกลับมามีสุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน ขอส่งกำลังใจให้เขาและครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ที่มา – Ex-Chelsea player Oscar in hospital with heart issue

ชรบ.ชายแดน โวย! เบี้ยเลี้ยงเหลือ 300 บาท

เรื่องราวร้องเรียนจาก ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ชายแดน จ.บุรีรัมย์ กำลังเป็นที่สนใจ เมื่อพวกเขาออกมาอ้างว่าถูกผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะได้ ทำให้เงินที่ได้รับจริงเหลือน้อยนิดแค่ 300 บาท! เรื่องนี้ร้อนถึงศูนย์ดำรงธรรม จนต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ชรบ. หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทำหน้าที่ลาดตระเวนและดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด พวกเขานำหลักฐานเป็นสลิปการเบิกถอนเงิน และคลิปวิดีโอมายืนยันว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลอนุมัติให้คนละ 3,600 บาท ถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บไป โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้ ชรบ. แต่ละคนได้รับเงินจริงเพียง 300 บาทเท่านั้น

กลุ่ม ชรบ. เหล่านี้อ้างว่า ผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บเงินจาก ชรบ. ทั้งหมด 18 นาย โดยให้เหตุผลว่าจะนำเงินไปจ่ายค่าตัดชุด และค่าฝึกอบรม ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเสียสละเวลาส่วนตัว ทำงานเพื่อหมู่บ้านโดยไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ มีเพียงชุดและอาหารให้เมื่อปฏิบัติภารกิจเท่านั้น

เมื่อรัฐบาลอนุมัติเงินเบี้ยเลี้ยงให้ ชรบ. คนละ 3,600 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในช่วงสถานการณ์ชายแดนไม่สงบ พวกเขากลับถูกเรียกเก็บเงินดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลายคนจึงตัดสินใจลาออกและคืนปืนแล้วถึง 8 นาย

เหตุผลที่ต้องลาออกจาก ชรบ.ชายแดน

ตัวแทน ชรบ. ที่ตัดสินใจลาออก เล่าว่า พวกเขาเป็น ชรบ. มานานกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนชุดให้ฟรี และการฝึกอบรมก็ไม่เคยเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เวลาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีข้าวกล่องให้ เพราะรู้ดีว่า ชรบ. ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรก กลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด ทำให้รู้สึกเสียใจและผิดหวัง

“ตอนอพยพก็ต้องอยู่เฝ้าหมู่บ้าน เข้าเวรลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจ แต่พอได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรกกลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด เหลือคืนให้คนละ 300 บาท ก็เสียความรู้สึก จึงตัดสินใจลาออก” ตัวแทน ชรบ. กล่าว

ทีมข่าวได้พยายามติดต่อผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่สามารถติดต่อได้โดยตรง เนื่องจากติดประชุม อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่ายังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

ขณะที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งว่า ได้ส่งเรื่องให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในชุมชน และความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่ ชรบ.ชายแดน ต้องเผชิญกับปัญหา ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท สะท้อนถึงความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ

เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อไป การออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมของ ชรบ.ชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท ทยอยลาออกแล้ว 8 นาย

นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์

“อนุทิน” กร้าวใครทำผิดจัดการขั้นเด็ดขาดไม่ดูชื่อ-แซ่ หลัง ปปง.ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” ลั่นไม่ต้องเรียกร้อง หากตนโดนก็ต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวกมูลค่า 159 ล้านบาท เนื่องจากพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันว่า เราไม่ได้ดูชื่อเราดูที่พฤติกรรมตามที่ตนเคยบอกมาตั้งนานเปิดมาเจอคนไหนก็คนนั้น หากพบใครทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดี ถ้าไม่ดำเนินคดีสิแปลก

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เกี่ยวกับกรณีของนายชนนพัฒฐ์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวปฏิเสธทันทีว่า ตนไม่ได้คุยกับใครทั้งสิ้น ทุกอย่างอยู่ที่หน่วยงานไปดำเนินการ ดำเนินคดีไป ตนวางตัวอยู่ในจุดที่ไม่ต้องการรู้ ไม่ต้องการทราบ เพียงแต่มอบนโยบายอย่างชัดเจนว่า ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายแบบนี้ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ หน้าที่ของตนคือการสนับสนุนและผลักดันให้มีการดำเนินการป้องกันปราบปรามผู้ที่ทำผิดกฎหมายในประเทศไทย และพวกที่เป็นขบวนการไม่ใช่การระบุว่าต้องไปดำเนินการกับใคร

เมื่อถามต่อว่ามีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลและมีการเรียกร้องให้ดำเนินการ นายอนุทินรีบตอบทันทีว่า อย่าพูด ไม่มีเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น ตนได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าการ ปปง. และอธิบดี DSI ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ตนก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย

นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์

จากกรณีที่ ปปง. ยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก มูลค่ากว่า 159 ล้านบาท เนื่องจากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับเว็บพนัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงหรือนามสกุล

นายกฯ ย้ำชัด: ใครผิดว่าไปตามผิด

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก คือการมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของผู้กระทำผิดมากกว่าการพิจารณาจากชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่ ใครก็ตามที่กระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับรัฐบาลว่า ไม่มีการเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น และตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ผมได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าการ ปปง. และอธิบดี DSI ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แซ่ คนไหนก็คนนั้น หากโดนตน ตนก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย” นายอนุทินกล่าว

ความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

ท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยไม่ปล่อยปละละเลยหรือเลือกปฏิบัติ การดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่ เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังและเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

การที่นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาด ไม่ดูชื่อแซ่ หลังยึดทรัพย์ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตและอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนนี้ของนายกรัฐมนตรีอาจส่งผลให้ข้าราชการและผู้มีอำนาจตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรมและเสมอภาค และไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง

ที่มา – นายกฯ ลั่นจัดการเด็ดขาดไม่ดูชื่อ-แซ่ หลัง ปปง.ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์”

อัปเดตอาการ “พังสร้อยฟ้า” คาดติดเชื้อบาดทะยัก

ชาวโซเชียลแห่ส่งกำลังใจให้ “พังสร้อยฟ้า” หลังคุณหมอโบว์อัปเดตอาการล่าสุดที่น่าเป็นห่วง โดยคาดว่าอาจติดเชื้อ “บาดทะยัก” ซึ่งทีมแพทย์กำลังพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

จากเฟซบุ๊กของ หมอโบว์ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาช้าง ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ “พังสร้อยฟ้า” พร้อมอัปเดตอาการป่วยที่ทำให้หลายคนใจหายว่า “อัปเดตอาการพังสร้อยฟ้าวันที่ 16 (สงสัยติดเชื้อบาดทะยัก) วันนี้ไม่รู้จะเขียนแคปชั่นว่าอะไรดีเลย แต่อยากให้ทุกคนรู้ว่า 16 วันที่ผ่านมา หมอและทีมงานพยายามกันมากๆ ไม่มีวันไหนเลยที่กินข้าวอร่อย นอนหลับเต็มอิ่ม เราพยายามช่วยป้าสร้อยฟ้าทุกวิถีทาง สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร หมอก็จะสู้จนวินาทีสุดท้าย หมอยังคงยืนยันคำเดิมว่า ‘ยังอยากรำแก้บนอยู่’ สู้ไปอีกวันค่ะ”

สถานการณ์ของพังสร้อยฟ้ายังคงน่าเป็นห่วง และต้องการกำลังใจจากทุกท่าน

อัปเดตอาการ “พังสร้อยฟ้า” คาดติดเชื้อบาดทะยัก

ก่อนหน้านี้ หมอโบว์ ได้เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “โรคบาดทะยักในช้าง” ไว้ว่า “เป็นโรคที่มีโอกาสรอดน้อยมาก ช้างแต่ละเชือก จะแสดงอาการของโรคไม่เหมือนกัน และตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน หมอหวังแค่เพียงว่า พังสร้อยฟ้าจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยมากก็ตาม”.

อาการป่วยของพังสร้อยฟ้า ทำให้หลายคนกังวลเกี่ยวกับโรคบาดทะยักในช้าง

ความรู้เกี่ยวกับโรคบาดทะยักในช้าง

โรคบาดทะยักในช้างเป็นภาวะร้ายแรงที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani ซึ่งมักเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล โดยแบคทีเรียจะปล่อยสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง ชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

  • สาเหตุ: การติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani ผ่านบาดแผล
  • อาการ: กล้ามเนื้อหดเกร็ง, ชัก, หายใจลำบาก
  • การรักษา: ให้ยาปฏิชีวนะ, สารต้านพิษ, และการดูแลประคับประคอง
  • การป้องกัน: การดูแลรักษาบาดแผลอย่างเหมาะสม และการให้วัคซีนป้องกัน (หากมี)

การดูแลสุขภาพช้างอย่างใกล้ชิดและการป้องกันบาดแผลถือเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคบาดทะยัก

ถึงแม้ว่าโอกาสรอดชีวิตจากโรคบาดทะยักในช้างจะค่อนข้างน้อย แต่ทีมสัตวแพทย์ก็ยังคงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตพังสร้อยฟ้า

พวกเราขอเป็นกำลังใจให้คุณหมอโบว์และทีมงานทุกท่าน ให้สามารถช่วยเหลือพังสร้อยฟ้าให้หายป่วยในเร็ววัน และขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับพังสร้อยฟ้า

เรายังคงต้องติดตามข่าวสารและอัปเดตอาการของพังสร้อยฟ้ากันต่อไป และส่งกำลังใจให้เธออย่างต่อเนื่อง

ที่มา – อัปเดตอาการ “พังสร้อยฟ้า” คาดติดเชื้อบาดทะยัก หมอพยายามช่วยชีวิตทุกวิถีทาง