วัน: 13 พฤศจิกายน 2025

สหรัฐฯ คว่ำบาตรไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ DKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศแถลงการณ์ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายชามู แสวง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลังขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

สหรัฐฯ เอาจริง คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สถานการณ์ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลในประเทศไทย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายให้กับชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องผลประโยชน์ของพลเมือง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร

การที่ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรงอาจเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรมทางการเงินและการค้ากับต่างประเทศ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการสแกมออนไลน์ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติว่า การกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องคว่ำบาตร?

  • เพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกันจากการถูกหลอกลวง
  • เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการสแกมออนไลน์
  • เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความถูกต้องในการทำธุรกิจ
  • เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องตระหนักถึงภัยร้ายของขบวนการสแกมออนไลน์ และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายนั้นมีผลกระทบที่ร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถูกคว่ำบาตรและถูกดำเนินคดีได้

ที่มา – สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

ไอร์แลนด์เหนือ “แข็งแกร่งที่สุด”: พีค็อก-ฟาร์เรลล์

ไอร์แลนด์เหนือ “แข็งแกร่งที่สุด”: พีค็อก-ฟาร์เรลล์

ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก: สโลวะเกีย พบ ไอร์แลนด์เหนือ

สนาม: โคซิเซ่, สโลวะเกีย วันที่: ศุกร์ 14 พฤศจิกายน เวลา 19:45 GMT

การถ่ายทอดสด: BBC Two NI, BBC Three และ iPlayer; เสียงบรรยายสดทาง BBC Sports Extra, BBC Radio Ulster และ BBC Sounds พร้อมข้อความบรรยายสดและคลิปในเกมบนเว็บไซต์และแอป BBC Sport

เบลีย์ พีค็อก-ฟาร์เรลล์ ผู้รักษาประตูทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ รู้สึกว่าทีมของไมเคิล โอนีล “แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ในขณะที่พวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับเกมสำคัญในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่จะไปเยือนสโลวะเกียในวันศุกร์นี้

ด้วยทุกสิ่งที่จะต้องเล่นในกลุ่ม A ไอร์แลนด์เหนืออยู่อันดับสาม ตามหลังเยอรมนีและสโลวะเกียอยู่สามแต้ม โดยเกมสุดท้ายของพวกเขาจะกลับไปเล่นในบ้านพบกับลักเซมเบิร์กในวันจันทร์ที่วินด์เซอร์พาร์ค (19:45 GMT)

หากสามารถทำซ้ำรอยเดิมจากเกมที่เปิดบ้านเอาชนะสโลวะเกียในเดือนตุลาคมได้ จะทำให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการรักษาอย่างน้อยอันดับสองของกลุ่มและคว้าตั๋วเพลย์ออฟ

พีค็อก-ฟาร์เรลล์ ผู้ซึ่งติดทีมชาติ 52 นัดตั้งแต่ประเดิมสนามในปี 2018 แต่ยังไม่ได้เล่นในทัวร์นาเมนต์สำคัญใดๆ รู้สึกว่านี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของเขา

“มันน่าตื่นเต้นมาก โอกาสที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่ ผมเชื่อจริงๆ ว่าตอนนี้พวกเราไอร์แลนด์เหนือ “แข็งแกร่งที่สุด” เท่าที่เราเคยเป็นมา” พีค็อก-ฟาร์เรลล์วัย 29 ปีกล่าว

“เมื่อมองย้อนกลับไป คุณคงบอกว่าอาจจะเป็นช่วงหลังจากที่เราโดนกระทำอย่างหนักหลังยูโร 2016 ในแง่ของการเพลย์ออฟ แต่มองดูทีมตอนนี้ มันน่าตื่นเต้นมากด้วยพลังงาน ความกระตือรือร้น และความไม่เกรงกลัว”

“ระดับที่ทุกคนเล่นก็สูงเช่นกัน และผมยังเชื่อว่าผู้เล่นเหล่านี้บางคนยังมีอีกสองสามระดับที่จะก้าวไปถึง”

“ผมก็ยังมีอะไรให้มากกว่านี้เช่นกัน ยังมีศักยภาพอีกมากสำหรับทีมที่เราสามารถพัฒนาต่อไปได้ เกมต่อไปนี้ และเกมต่อๆ ไป และบางทีทัวร์นาเมนต์อาจช่วยยกระดับสิ่งนั้นได้เช่นกัน”

ไอร์แลนด์เหนือ “แข็งแกร่งที่สุด”: พีค็อก-ฟาร์เรลล์

‘เราอยู่ในฟอร์มที่ดีและเล่นได้ดี’

ผู้รักษาประตูที่ยืมตัวมาจากแบล็กพูลกลับเข้ามาอยู่ในทีมตัวจริงสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ทำให้เพียร์ซ ชาร์ลส์ต้องพักรักษาตัวในสี่เกมที่ผ่านมา

ด้วยการมี คอเนอร์ ฮาซาร์ด และลุค เซาธ์วูด รออยู่ในปีก การแข่งขันสำหรับเสื้อหมายเลขหนึ่งนั้นดุเดือด และพีค็อก-ฟาร์เรลล์รู้สึกว่าขึ้นอยู่กับเขาที่จะรักษาตำแหน่งของเขาในทีม

“ผมมีโอกาสนั้นในตอนนี้ และเพียร์ซก็ได้รับโอกาสของเขาตอนที่ผมบาดเจ็บและคว้ามันไว้ ซึ่งถูกต้องแล้ว ยุติธรรมกับเขา” เขากล่าวเสริม

“เมื่อเพียร์ซกลับมา เรามีตัวผม เพียร์ซ คอเนอร์ และลุค เรามีกลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมให้ไมเคิลเลือก ดังนั้นมันจึงเป็นกรณีของการทำสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ นั่นคือผลงานของคุณในระดับสโมสร และเมื่อคุณสวมเสื้อทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ”

ชัยชนะ 2-0 ของไอร์แลนด์เหนือเหนือสโลวะเกียที่วินด์เซอร์พาร์คถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในการดำรงตำแหน่งของไมเคิล โอนีล

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการรับประกันว่าจะเป็นเรื่องราวที่คล้ายกันในโคซิเซ่ โดยพีค็อก-ฟาร์เรลล์ยอมรับว่าเขาอาจจะต้อง “ยุ่งมากขึ้น”

“พวกเขากำลังจะมีผู้เล่นหลักบางคนกลับมา เราขาดผู้เล่นหลักไปบ้าง แต่ผมคิดว่าพวกเขาก็จะระวังว่าเราสร้างความเสียหายให้กับพวกเขามากแค่ไหนในแง่ที่เราทำให้พวกเขาตกลงสู่ความเป็นจริงหลังจากที่พวกเขาเอาชนะเยอรมนีมาได้”

“เราน่าทึ่งมากในการเจอกับสโลวะเกีย และรู้สึกว่าถูกกระทำอย่างหนักในการเจอกับเยอรมนี จริงๆ แล้วเราอยู่ในฟอร์มที่ดีและเล่นได้ดีมาก”

“เกมเยือนในฟุตบอลระดับนานาชาติเป็นเรื่องยาก แต่เราไม่กังวลเกี่ยวกับมัน เราตระหนักถึงคุณภาพของพวกเขาเช่นเดียวกับทุกเกม แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอาชีพการงานทั้งหมดของผมกับไอร์แลนด์เหนือ ผมกำลังมองไปที่ทีมนี้และมันน่าหวังจริงๆ และมันน่าตื่นเต้นมาก”

“มีความเชื่อและความกระตือรือร้นมากมาย และความสามารถโดยรวมก็อยู่ในทีมนี้ด้วย มันเป็นเรื่องดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน”

ด้วยทีมไอร์แลนด์เหนือ “แข็งแกร่งที่สุด” ชุดนี้ พวกเขามีโอกาสที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หวังว่าพวกเขาจะสามารถคว้าชัยชนะและผ่านเข้ารอบต่อไปได้

ที่มา – NI the ‘strongest we’ve been’ – Peacock-Farrell

อัจฉริยะแฉ! 12 เว็บพนันชนนพัฒฐ์ยังเปิดปกติ

อัจฉริยะแฉ! กลาง กมธ.มั่นคงฯ อ้างมี 12 เว็บพนันออนไลน์ เอี่ยว “สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” ยังเปิดได้ตามปกติ เงินไหลเข้าระบบมหาศาล จี้ กระทรวงดีอี รีบปิด นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังสะเทือนวงการการเมืองและเว็บพนันออนไลน์ในขณะนี้

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาการตรวจสอบนักการเมืองที่มีชื่อเกี่ยวโยงกับเว็บพนันออนไลน์

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนเองเคยทำคดี “บัญชีม้า” ชื่อ “ชบา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการเว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและยาเสพติด ในภาคใต้ และพัวพันอยู่ภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งพบว่า “บัญชีม้า” ชื่อ “ชบา” มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

และต่อมาบัญชีม้าชบา มีบุคคลเกี่ยวข้องหลายคนคือ นายพงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก หรือบอสตาล ซึ่งเป็นประธานสโมสรฟุตบอลลำพูน วอริเออร์ และนายกันต์ชนก เจ้าของร้านอาหารหอยจ๋าอร่อยจี๋ ซึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกหมายจับ และขณะนี้ทราบว่าหลบหนีอยู่ประเทศอังกฤษ

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า ตนเองได้ตามต่อในคดีนี้ว่ามีใครบ้างเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ จนทราบว่า ร.ต.อ. ณัฐศักดิธัช ซึ่งถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับเว็บพนัน ไปให้การไว้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า เงินที่ได้มาทั้งหมด 1 พันล้านบาท มาจากการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งกลุ่มของ ร.ต.อ.ณัฐศักดิธัช และบอสตาล มีความเกี่ยวพันกับ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม โดยตนเองได้รับการร้องเรียนจากตำรวจในจังหวัดสงขลา และคนที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีของ นายชนนพัฒฐ์ ซึ่งในปี 2565 มีการจับกุมนายชนนพัฒฐ์ ในคดีเว็บพนัน และยึดรถหรู 3 คัน เงินสด 2 ล้านบาท โดยยังไม่มีการแจ้งข้อหาฟอกเงิน แต่ต่อมามีการปล่อยอายัดรถหรูและเงินสด ไปหมดแล้ว

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนเองได้ไปยื่นเรื่องคดีของนายชนนพัฒฐ์ ต่อดีเอสไอ แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าคดีนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของดีเอสไอ ทางดีเอสไอจึงมีหนังสือไปถึงผู้อำนวยการปราบปรามเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ขอให้ทางศูนย์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เนื่องจากวงเงินไม่ถึง 300 ล้านบาท

นายอัจฉริยะ บอกว่า ต่อมาตนเองได้ไปตามเรื่องนี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลายสิบครั้ง ก็ไม่ได้คำตอบ จึงทำเรื่องถึงจเรตำรวจแห่งชาติเพื่อร้องให้ตรวจสอบคณะพนักงานสอบสวนและผู้ทำคดีนี้ว่า คดีของนายชนนพัฒฐ์ มีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้จเรตำรวจแห่งชาติ ไปตรวจสอบคดีของนายชนนพัฒฐ์ และทราบว่าคดีมีมูลและมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ขณะที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้แจ้งมาที่ตนว่า มีตำรวจไปกลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่านายชนนพัฒฐ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเว็บพนัน ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง

นายอัจฉริยะ ยังได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างนายชนนพัฒฐ์ กับเว็บพนัน โดยอ้างว่าปัจจุบันเว็บพนันของนายชนนพัฒฐ์ มี 12 เว็บไซต์ ยังเปิดได้ตามปกติ อยากให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ไปดำเนินการปิดเว็บพนันดังกล่าว พร้อมย้ำว่าทั้งหมดนี้ตนเองอยากให้เห็นว่าแม้จะมีการจับกุมไปแล้ว แต่ปัจจุบันเว็บพนันออนไลน์ดังกล่าว และเครือข่ายก็ยังเปิดได้เหมือนเดิม ยังมีเงินเข้ามาในระบบมหาศาล

นายอัจฉริยะ ยังระบุอีกว่า นายชนนพัฒฐ์ มียอดเงินเข้าบัญชี ที่รับโอนมาจาก บอสตาล ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จำนวน 72 ล้านบาท และนายชนนพัฒฐ์ได้รับเงินจากเครือข่ายเว็บพนันอีก 100 ล้าน  โดยนายอัจฉริยะ อ้างว่า นายชนนพัฒฐ์ ได้เปลี่ยนแปลงเงินดังกล่าว เป็นทองคำแท่งไปยัง ภรรยา และบุคคลในครอบครัว และนายชนนพัฒฐ์ มีเงินทั้งหมดรวมเงินใต้เดินมากกว่า 1,500 ล้านบาท   

อัจฉริยะแฉ! 12 เว็บพนันชนนพัฒฐ์ยังเปิดปกติ

จากข้อมูลที่นายอัจฉริยะได้เปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการฯ ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนและขบวนการที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในสังคม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการพนัน แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ความเชื่อมโยงของ 12 เว็บพนันชนนพัฒฐ์ที่ยังเปิดปกติ

ประเด็นสำคัญที่นายอัจฉริยะเน้นย้ำคือ การที่ 12 เว็บพนันของนายชนนพัฒฐ์ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ แม้จะมีการจับกุมเกิดขึ้นแล้วก็ตาม นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจมีผู้ที่ให้การช่วยเหลือหรือรู้เห็นเป็นใจให้เว็บพนันเหล่านี้ยังคงดำเนินการต่อไปได้

  • การดำเนินการของกระทรวง DE: นายอัจฉริยะเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินการปิดเว็บพนันดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
  • เงินหมุนเวียนในระบบ: เว็บพนันเหล่านี้ยังคงสร้างรายได้และมีเงินหมุนเวียนในระบบมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม
  • ความเชื่อมโยงกับนักการเมือง: การที่นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน ทำให้เกิดคำถามถึงจริยธรรมและความโปร่งใสในการทำงาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังนายชนนพัฒฐ์และการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นทองคำแท่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน การตรวจสอบเส้นทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า การปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้

สุดท้ายนี้ เราต้องไม่ลืมว่าการพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมมากมาย เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปราศจากการพนันได้ โดยการไม่สนับสนุนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

ที่มา – “อัจฉริยะ” แฉกลาง กมธ. อ้างมี 12 เว็บพนัน เอี่ยว สส.ชนนพัฒฐ์ ยังเปิดได้ปกติ

พบกับชายผู้ลงเล่น 2 นัด 2 ประเทศใน 1 วัน

เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสโมสรกับทีมชาติมักก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่ครั้งหนึ่ง ซอเรน เลอร์บี้ กองกลางชาวเดนมาร์ก พบวิธีที่จะตอบสนองทั้งสองฝ่าย

เขาลงเล่นให้ทีมชาติเดนมาร์กและบาเยิร์น มิวนิก ในวันเดียวกัน ในประเทศที่แตกต่างกัน

ในช่วงบ่ายของวันที่ 13 พฤศจิกายน 1984 – เมื่อ 40 ปีที่แล้ว – เลอร์บี้ลงสนามให้ทีมชาติของเขาในดับลิน ในรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายสำหรับฟุตบอลโลกปี 1986

ขณะเดียวกัน บาเยิร์น มีเกมเยอรมันคัพรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่โบ valueshum ในเย็นวันนั้น

เดนมาร์กต้องการแต้มเดียวเท่านั้นเพื่อเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในเม็กซิโก ดังนั้น อูลี่ เฮอเนส ผู้จัดการทั่วไปในขณะนั้นของบาเยิร์น และต่อมาเป็นประธานสโมสร จึงเสนอให้เลอร์บี้ลงเล่นในทั้งสองเกม

เลอร์บี้ ผู้เล่นเกมรุกที่ยอดเยี่ยมที่ไม่เคยสวมสนับแข้ง บอกกับบีบีซีสปอร์ตว่า “เขาเสนอว่า ‘คุณไม่สามารถขอให้ [เซปป์] ปิออนเท็ค โค้ชชาวเดนมาร์ก เล่น 45 นาทีหรือน้อยกว่านั้นได้หรือไม่? แล้วฉันจะไปรับคุณและเราจะมาด้วยเครื่องบินส่วนตัว และคุณสามารถเล่นในโบ valueshum ในตอนเย็นได้’

“ฉันไม่ได้คิดว่ามันบ้าเกินไป เพราะฉันอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดในชีวิต”

ในสมัยนั้น ผู้จัดการทีมได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้เพียงสองคนต่อการแข่งขัน และเมื่อจบครึ่งแรกที่แลนสดาวน์ โร้ด สกอร์เสมอกัน 1-1 ดังนั้น เลอร์บี้จึงเล่นต่อไป

“อูลี่ เฮอเนส อยู่ที่ข้างสนามตอนที่ผมออกมาเล่นในครึ่งหลัง เขาพูดว่า ‘เกิดอะไรขึ้น? เครื่องบินกำลังรออยู่!’

“นั่นเป็นความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของผม เพราะเขาเริ่มโกรธเล็กน้อย เพราะเขามีเครื่องบินราคาแพงรอเราอยู่ ผมไม่อยากมองหน้าเขา เพราะผมรู้ดีว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร”

เมื่อถึงนาทีที่ 57 มิคาเอล เลาดรู๊ป และ ยอห์น ซิเวอบาเอ็ก ทำให้เดนมาร์กขึ้นนำ 3-1 ในเกมที่พวกเขาจะชนะ 4-1 หนึ่งนาทีต่อมา เลอร์บี้ก็ถูกเปลี่ยนตัวออก และเวลาก็เริ่มเดิน

หลังจากอาบน้ำอย่างรวดเร็ว – สวนทางกับความปรารถนาของเฮอเนส – พวกเขาก็เดินทางไปสนามบินโดยมีตำรวจคุ้มกัน การเดินทางเป็นไปตามแผนเช่นกัน

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี – จนกระทั่งการขับรถจากสนามบินดุสเซลดอร์ฟไปยังสนามโบ valueshum

“การจราจรติดขัดเป็นระยะทางสาม สี่กิโลเมตร เพราะสนามกีฬsatอยู่ในเมือง” เลอร์บี้ วัย 67 ปีเล่า

“ดังนั้นผมต้องกระโดดลงจากรถและวิ่งสี่กิโลเมตรเข้าไปในห้องแต่งตัว นั่นเป็นการวอร์มอัพที่ดี”

แต่เลอร์บี้ต้องรออยู่ที่ม้านั่งสำรองเพราะ อูโด ลัทเทค โค้ชบาเยิร์น ได้ประกาศรายชื่อผู้เล่นตัวจริงไปแล้ว

“ผมผิดหวังมาก เพราะผมอยากจะเล่นตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผมลงมาในครึ่งหลัง จากนั้นก็มีช่วงต่อเวลาพิเศษ และผลเสมอกัน 2-2”

เลอร์บี้ทำประตูได้ในการแข่งขันนัดรีเพลย์ ซึ่งบาเยิร์นชนะ 2-0 และคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วยการเอาชนะสตุ๊ตการ์ทในรอบชิงชนะเลิศ

แต่ถึงแม้ความสำเร็จจะฟังดูน่าประทับใจ เขาก็ไม่เคยคิดว่ามันเป็นอะไรที่พิเศษ

“ผมจำได้ว่าผมนั่งอยู่ในบาร์หลังจากเกมในโบ valueshum” เลอร์บี้กล่าวเสริม “ผมดื่มเบียร์และคิดว่า ‘นั่นเป็นงานที่ดี’ แต่นั่นคือทั้งหมด ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่”

“ในสมัยของเรา มีความวุ่นวายมาก หลายครั้งที่เราเจอปัญหาใหญ่ คุณเล่นให้ทีมชาติ และสโมสรก็มีการแข่งขันด้วย ดังนั้นคุณจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ไป [ทีมชาติ]”

เกือบสองปีต่อมา เฮอเนสยังชักชวน มาร์ค ฮิวส์ ให้เล่นในเกมบอลถ้วยอีกนัดให้บาเยิร์นในวันเดียวกับที่เขาเล่นให้เวลส์ในเชโกสโลวะเกีย

ไม่ทราบว่ากองหน้าได้รับโบนัสสำหรับความพยายามของเขาหรือไม่ แต่นั่นเป็นประเด็นที่เลอร์บี้อาจจะยกขึ้นมาพูดคุยกับเฮอเนส

“ผมจะถามเขาในครั้งหน้าแน่นอน” เขากล่าว “ผมจะบอกว่า คุณพลาดอะไรบางอย่างไปนะ อูลี่!”

พบกับชายผู้ลงเล่น 2 นัด 2 ประเทศใน 1 วัน

ทำไมเรื่องราวของชายผู้ลงเล่น 2 นัด 2 ประเทศใน 1 วัน ถึงน่าสนใจ

เรื่องราวของซอเรน เลอร์บี้ ที่ลงเล่นให้ทั้งทีมชาติเดนมาร์กและบาเยิร์น มิวนิกในวันเดียวกัน เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งและไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในวงการฟุตบอลอาชีพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการปรับตัวของนักกีฬา รวมถึงความยืดหยุ่นของสโมสรและทีมชาติในช่วงเวลานั้น การที่พบกับชายผู้ลงเล่น 2 นัด 2 ประเทศใน 1 วัน สะท้อนให้เห็นถึงยุคสมัยที่กฎเกณฑ์และความคาดหวังอาจแตกต่างจากปัจจุบัน

ปัจจุบัน เรื่องราวพบกับชายผู้ลงเล่น 2 นัด 2 ประเทศใน 1 วัน อาจเป็นไปได้ยากกว่ามาก ด้วยตารางการแข่งขันที่แน่นขนัด กฎระเบียบที่เข้มงวด และความสำคัญของการพักผ่อนและการฟื้นตัวของนักกีฬา แต่เรื่องราวของเลอร์บี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องเตือนใจถึงความทุ่มเทที่นักกีฬาเคยแสดงให้เห็นในอดีต

สำหรับแฟนบอลรุ่นใหม่ เรื่องราวแบบนี้อาจเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่สำหรับแฟนบอลรุ่นเก่า นี่คือความทรงจำที่น่าประทับใจและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอล การพบกับชายผู้ลงเล่น 2 นัด 2 ประเทศใน 1 วัน เป็นสิ่งที่น่าจดจำ

คุณคิดว่าจะมีนักฟุตบอลคนไหนทำลายสถิตินี้ได้ในอนาคต? หรือเรื่องราวแบบนี้จะกลายเป็นเพียงตำนาน?

ที่มา – Meet the man who played in two games, in two countries… in one day

กองหน้าอังกฤษหายไปไหน? ไขปริศนา **วิกฤตกองหน้าเบอร์ 9 อังกฤษ**

แล้วก็เหลือแค่คนเดียว

ทีมล่าสุดของ Thomas Tuchel เผยให้เห็นถึงการขาดแคลนกองหน้าตัวเป้าชาวอังกฤษอย่างชัดเจน โดยมี Harry Kane เป็นกองหน้าตัวเป้าเพียงคนเดียวในกลุ่ม 25 คน

ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาการบาดเจ็บ โดย Tuchel อธิบายว่า Ollie Watkins ได้พักเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ Dominic Solanke ถูกกีดกันตั้งแต่เดือนสิงหาคม และ Liam Delap เพิ่งกลับมาลงสนามให้ Chelsea หลังจากพักไปสองเดือน

เราไม่ควรลืมว่ามีการเลือกกองหน้าที่เล่นได้หลากหลายกว่าด้วยเช่นกัน Marcus Rashford, Jarrod Bowen, Phil Foden และ Anthony Gordon อาจไม่ใช่กองหน้าเบอร์ 9 แบบดั้งเดิม แต่พวกเขาอาจถูกขอให้เล่นตรงกลางในเกมกับเซอร์เบียและแอลเบเนียในสัปดาห์นี้

แต่ถึงกระนั้น การเห็นชื่อของ Kane เป็นชื่อของกองหน้าตัวเป้าเพียงคนเดียว เป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนว่าอังกฤษพึ่งพาผู้เล่นวัย 32 ปีรายนี้อย่างหนักเพียงใด ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการโจมตี และการขาดแคลนตัวเลือกอื่น ๆ ในการนำแนวรุกของพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างแท้จริงก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกในฤดูร้อนหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากนั้น

Kane กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในบุนเดสลีกากับบาเยิร์น มิวนิกในฤดูกาลนี้ แต่มีกองหน้าชาวอังกฤษเพียงแปดคนเท่านั้นที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลปัจจุบัน และ Delap วัย 22 ปี เป็นเพียงคนเดียวที่มีอายุต่ำกว่า 26 ปี

นอกจาก Delap แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีคนรุ่นใหม่รอคอยโอกาสของพวกเขาเช่นกัน

ทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์ยุโรปเมื่อฤดูร้อนที่แล้วโดยไม่มีกองหน้าที่ได้รับการยอมรับ และทีมล่าสุดของพวกเขามีเพียงคนเดียวคือ Divin Mubama จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ วัย 21 ปี ซึ่งยังไม่ได้ทำประตูในพรีเมียร์ลีก และปัจจุบันถูกยืมตัวไปเล่นให้กับสโต๊คในแชมเปี้ยนชิพ

ดังนั้น กองหน้าเบอร์ 9 ชาวอังกฤษหายไปไหนหมด และเหตุใดประเทศนี้จึงไม่ผลิตกองหน้าแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

เกมที่น้อยลงและระบบที่แตกต่างกัน

มีกองหน้าชาวอังกฤษอยู่บ้าง แต่เมื่อคุณดูสถิติของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ให้กำลังใจอะไรมากนัก

Danny Welbeck ซึ่งจะอายุครบ 35 ปีในสิ้นเดือนนี้ และ Callum Wilson วัย 33 ปี เป็นเพียงคนเดียวที่ทำประตูได้มากกว่าหนึ่งประตูในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

ในบรรดาผู้ที่ Tuchel พิจารณาที่เล่นในต่างแดน Ivan Toney เป็นผู้ที่ทำประตูได้มากที่สุดในฤดูกาลปัจจุบัน โดยทำได้ 11 ประตูจาก 15 เกมให้กับ Al-Ahli ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเขาเข้าร่วมทีมในปี 2024

Tuchel เลือกผู้เล่นวัย 29 ปีรายนี้สำหรับเกมกับอันดอร์ราและเซเนกัลในเดือนมิถุนายน แต่ Toney ได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 88 ในเกมกระชับมิตรกับเซเนกัลเท่านั้น และไม่ได้ติดทีมชุดอื่นอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา

การขาดแคลนกองหน้าหมายเลข 9 นี้ไม่ได้เกิดจากการลดลงอย่างกะทันหันของจำนวนผู้เล่น แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว มีเพียงกองหน้าชาวอังกฤษสามคนเท่านั้น – Watkins (16), Delap (12) และ Welbeck (10) ที่ทำประตูได้ 10 ประตูขึ้นไปในพรีเมียร์ลีก ซึ่งน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา

มันแตกต่างอย่างมากจากฤดูกาลแรกของยุคพรีเมียร์ลีกในปี 1992-93 เมื่อกองหน้าชาวอังกฤษ 20 คนทำประตูได้เกิน 10 ประตู

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เคยเป็นการลดลงอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว กลับตกลงมาจากหน้าผา เมื่อฤดูกาลที่แล้ว กองหน้าชาวอังกฤษทำประตูได้เพียง 67 ประตู ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประตูในฤดูกาล 2020-21

การย้ายออกจากท็อตแนมไปเยอรมนีของ Kane มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน แต่เขาออกจากทีมไปบาเยิร์นในปี 2023 และกองหน้าชาวอังกฤษยังคงทำประตูได้ 96 ประตูในฤดูกาล 2023-24

ถ้าจะมีอะไร อย่างน้อย แคมเปญนี้ก็กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อให้แย่ยิ่งกว่าเดิม

จนถึงตอนนี้ กองหน้าชาวอังกฤษทำประตูได้เพียง 11 ประตูระหว่างพวกเขา และพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปสู่จำนวนรวมเพียง 38 ประตูโดยรวม หากพวกเขายังคงอยู่ในอัตราปัจจุบัน

นั่นเป็นเพียงสี่ประตูมากกว่าที่ Andy Cole และ Alan Shearer ทำได้ในขณะที่พวกเขาขึ้นนำชาร์ตทำประตูของพรีเมียร์ลีกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

Cole ทำไป 34 ประตูให้ ​​Newcastle ในปี 1993-94 และ Shearer ทำประตูได้จำนวนเท่ากันให้​​กับ Blackburn ในฤดูกาลถัดมา ซึ่งยังคงเป็นสถิติสูงสุดสำหรับกองหน้าชาวอังกฤษในยุคพรีเมียร์ลีก แม้ว่าในฤดูกาลการแข่งขัน 42 เกม

การลดลงของกองหน้าชาวอังกฤษเป็นผลมาจากหลายปัจจัยตามที่ Chris Sutton ผู้เชี่ยวชาญของ BBC กล่าว ซึ่งทำประตูได้เกิน 10 ประตูในพรีเมียร์ลีกสี่ฤดูกาล รวมถึง 25 ประตูกับ Norwich ในปี 1993-94 และ 18 ประตูกับ Blackburn ที่ทำให้เขาได้รับรางวัล Golden Boot ในปี 1997-98

เหตุผลหนึ่งคือการขาดการปรากฏตัว จากตารางด้านบน มีเพียง Welbeck, Watkins และ Calvert-Lewin เท่านั้นที่ได้ออกสตาร์ทมากกว่าสามเกมในลีกในฤดูกาลนี้ ในขณะที่ Nketiah, Solanke และ Barnes ไม่ได้ออกสตาร์ทเลย

“หากคุณมองย้อนกลับไปในทศวรรษ 1990 ผู้เล่นอย่าง Jurgen Klinsmann และ Dennis Bergkamp เริ่มเดินทางมาจากต่างประเทศ แต่จำนวนกองหน้าต่างชาติโดยรวมนั้นต่ำกว่ามาก” Sutton อธิบาย

“กองหน้าหมายเลขหนึ่งในยุคของผมคือ Shearer แต่ถ้าคุณดูทีมต่างๆ จะมีกองหน้าตัวเป้าชาวอังกฤษที่ยอดเยี่ยมมากมาย เช่น Ian Wright, Les Ferdinand, Andy Cole, Teddy Sheringham, Robbie Fowler และ David Hirst คุณสามารถเพิ่ม Stan Collymore และ Dion Dublin เข้าไปในรายชื่อนั้นได้ด้วย”

“มีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งก่อนที่ Michael Owen จะเข้ามาในช่วงก่อนฟุตบอลโลกปี 1998 และกองหน้าทุกประเภทก็แตกต่างกันด้วย”

“ความแตกต่างอย่างหนึ่งคือพวกเขาทั้งหมดเล่นทุกสัปดาห์ เพราะมีกองหน้าตัวเป้าชาวอังกฤษกี่คนที่ได้ออกสตาร์ทให้กับสโมสรของพวกเขาในพรีเมียร์ลีกในตอนนี้ นั่นเป็นเพราะคุณภาพที่สโมสรสามารถดึงดูดได้จากที่อื่น”

“อีกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เราได้เห็นคือวิธีการจัดทีม ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนเล่นในระบบ 4-4-2 ที่เข้มงวดในสมัยของผม เพราะนั่นมันไร้สาระ แต่มีทีมจำนวนน้อยกว่ามากที่เล่นด้วยกองหน้าสองคนในตอนนี้”

“ในแง่อื่นๆ สิ่งต่างๆ ได้วนกลับมาเต็มวงแล้ว เพราะถ้าคุณดูทีมอย่าง Manchester City, Arsenal และ Manchester United กองหน้าหมายเลข 9 ตัวใหญ่ก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง มีกองหน้ามากมายในพรีเมียร์ลีก แต่ไม่ใช่ชาวอังกฤษจำนวนมาก”

ผู้คนเลิกอยากเป็นกองหน้าแล้วหรือ

Shearer ซึ่งสร้างความร่วมมือ ‘SAS’ ที่ทำลายล้างกับ Sutton เพื่อช่วยให้ Blackburn คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 1995 รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีที่เราได้เห็นในช่วง 10 ถึง 15 ปีที่ผ่านมาเป็นเหตุผลที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการขาดแคลนกองหน้าในปัจจุบัน

“เนื่องจากวิธีการฝึกซ้อมที่เด็กๆ ได้รับและการโค้ชที่พวกเขาได้รับ ไม่มีใครอยากเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า เพราะคุณแทบจะไม่ได้รับการสัมผัสบอลเลย” อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษกล่าวกับ The Rest is Football podcast

“แต่โค้ชต้องการการจ่ายบอลจากผู้รักษาประตู การจ่ายบอลไปด้านข้าง จากนั้นจึงจ่ายบอลเข้าไปในแดนกลาง…แล้วมันก็กลับมาอีกครั้ง ในฐานะกองหน้าตัวเป้า คุณกำลังคิดว่า ‘ฉันไม่ได้มีส่วนร่วม’”

“ผมเชื่อมั่นว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงขาดแคลนกองหน้าหมายเลข 9 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศของเรา”

Sutton เห็นด้วยกับอดีตคู่หูแนวรุกของเขา และถึงแม้ว่าปีกสมัยใหม่เช่น Rashford และ Bukayo Saka จะทำประตูได้มากกว่าปีกโรงเรียนเก่าที่เคยทำได้ แต่เขามองว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็น “ปัญหาใหญ่”

“Alan กล่าวถึงประเด็นที่ดีเกี่ยวกับวิธีที่ทุกคนต้องการเล่นกับบอลในทุกวันนี้” Sutton อธิบาย “ทุกคนต้องการเป็นผู้เล่นที่สร้างสรรค์จากพื้นที่กว้าง หรือเป็นผู้เล่นเท้าซ้ายที่ตัดเข้ามาจากปีกขวา ผู้เล่นเหล่านั้นก็สามารถทำประตูได้เช่นกัน แต่มันแตกต่างอย่างมากจากการมีคนคอยนำแนวรุก”

Owen ซึ่งแบ่งปันรางวัล Golden Boot ของพรีเมียร์ลีกกับ Sutton เมื่ออายุ 18 ปี ในปี 1997-98 และได้รับรางวัลโดยสมบูรณ์ในปีถัดมา รู้สึกว่าเขาจะไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นกองหน้าหากเขาปรากฏตัวในตอนนี้

“ในเกมปัจจุบัน ผมคิดว่าผมคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นปีก” เขากล่าวกับพอดแคสต์ Rio Ferdinand Presents “ผมไม่คิดว่าผมมีรูปร่างที่จะดึงดูดกองหลังสองคน ดังนั้นผมเดาว่าผมคงเล่นทางซ้าย”

“ความกังวลที่ผมมีสำหรับกองหน้าคือผมใช้ชีวิตเรียนรู้การค้าขายของผม เล่นกับผู้คน ตอนนี้ เราจะคิดค้นการจับคู่เหล่านั้นขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร ผมรอแล้วรอเล่าให้ทีมต่างๆ กลับไปมีสองคน แต่มันจะเกิดขึ้นไหม”

‘เรามี Kane แล้วไงต่อ’

การเล่นกับกองหน้าสองคนไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับ Tuchel ในสัปดาห์นี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบที่ Owen หมายถึง

“เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว สถานการณ์นั้นเทียบไม่ได้กับทศวรรษ 1990” Sutton กล่าวเสริม “แต่เมื่อคุณแสดงรายชื่อผู้เล่นที่เรามีในตอนนั้น ก็มีความลึกซึ้งของคุณภาพอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน และพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้มองหาอังกฤษจริงๆ”

“Ferdinand ได้รับเพียง 17 หมวก แต่เขาเป็นปรากฏการณ์ Fowler ซึ่งได้รับมากกว่านั้นเล็กน้อย อาจเป็นผู้จบสกอร์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดที่คุณเคยเห็น แต่พวกเขาทั้งคู่อยู่ข้างหลัง Shearer เพราะเขาเหมือนเครื่องจักรในการจบสกอร์ของเขา”

Sutton ได้รับรางวัลเต็มเพียงหนึ่งเดียว โดยลงมาเป็นตัวสำรองในเกมกับแคเมอรูนในเดือนพฤศจิกายน 1997 ก่อนที่จะมีปัญหากับ Glenn Hoddle ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในขณะนั้น เมื่อเขาปฏิเสธการเรียกตัวไปทีมชาติอังกฤษ B ในเดือนกุมภาพันธ์ 1998

“ฉันสามารถล้อเล่นเกี่ยวกับวิธีที่ฉันทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งเหยิงกับ Hoddle ได้ แต่ในปัจจุบันคุณจะกำลังถูมือถ้าคุณเป็นกองหน้าครึ่งๆ กลางๆ ที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกกำลังจะมาถึง” เขากล่าวเสริม “เรามี Kane แล้วไงต่อ”

“ถ้าคุณเป็นกองหน้าชาวอังกฤษในตอนนี้ และคุณสามารถเตะบอลให้ตรงได้ คุณก็มีโอกาสที่ดีที่จะได้ไปฟุตบอลโลก ผมรู้สึกเหมือนกำลังปัดฝุ่นรองเท้าของตัวเอง”

วิกฤตกองหน้าเบอร์ 9 อังกฤษ: จะแก้ปัญหาอย่างไร?

การแก้ไขวิกฤตวิกฤตกองหน้าเบอร์ 9 อังกฤษนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงระดับสโมสร ควรมีการปรับปรุงการฝึกสอนให้เน้นการจบสกอร์และการเล่นในกรอบเขตโทษมากขึ้น รวมถึงให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสั่งสมประสบการณ์และความมั่นใจ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนแท็คติกให้มีความหลากหลายมากขึ้น อาจช่วยให้ทีมชาติอังกฤษมีตัวเลือกในแดนหน้ามากขึ้น

ปัญหาวิกฤตกองหน้าเบอร์ 9 อังกฤษเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ทีมชาติอังกฤษกลับมาแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ

ที่มา – The great number nine decline – where have England’s strikers gone?

พล.ต.ต.อภิสัณห์ ยันส่งเรื่อง “ต่อศักดิ์” ให้ ป.ป.ช.

“พล.ต.ต.อภิสัณห์” ผู้บังคับการกองวินัย ยันใช้เวลา 2 เดือน ส่งเรื่อง “ต่อศักดิ์” กับพวก ให้ ป.ป.ช. ดำเนินการทางอาญา ทางวินัยอยู่ระหว่างดำเนินการ

วันที่ 13 พ.ย. 68 พล.ต.ต.อภิสัณห์ หว้าจีน ผู้บังคับการกองวินัย อธิบายถึงการดำเนินการตามที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถามมาที่ประชุมเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย และทางอาญา กับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. กับพวก ที่ได้ร้องเรียนมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ส่วนแรกเป็นการดำเนินการทางอาญา ระบุว่า หลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 รวมถึง พ.ต.ท.คริษฐ์ ก็ได้มีการกล่าวหาควบคู่กันมาด้วย กรณีนี้ ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กองสำนักงานกฎหมายและคดี พิจารณาตามอำนาจ หน้าที่ และได้มีการกำหนดกระบวนการต่อเนื่องไปแล้ว และ สน.ปทุมวัน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีบันทึกลับจากสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งการดำเนินการทางคดีอาญาในส่วนนี้ก็เป็นมาตรฐาน แต่อาจจะยังไม่มีเป็นเอกสารให้ทุกท่านได้ทราบ เนื่องจากเป็นเอกสารลับ แต่ยืนยันว่ากระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช.

ขณะที่ในส่วนของกระบวนการการดำเนินการทางวินัย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อภิสัณห์ เผยว่า อำนาจของ สตช. ในการดำเนินการทางวินัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 กรณีการดำเนินการทางวินัยของ ผบ.ตร. กรณี ผบ.ตร. กระทำผิดวินัย อำนาจการดำเนินการทางวินัยกับผู้บังคับบัญชาจะเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนถ้าเป็นรอง ผบ.ตร. ลงมา ก็จะเป็นอำนาจของ ผบ.ตร. รวมถึงผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

กรณีนี้ของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กับพวก ตามหนังสือร้องจะมีตำรวจทั้งหมด 24 นาย แยกดำเนินการเป็น 2 ส่วน ส่วนของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งเมื่อ 6 มีนาคม 2568 กลับมาว่าให้ ผบ.ตร. ดำเนินการตามมาตรา 117 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 คือ เมื่อมีมูลกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ก็ให้ดำเนินการตามกระบวนการ ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ โดยให้จเรตำรวจตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ

ส่วนข้าราชการตำรวจอีก 24 นาย ในส่วนของ ผบ.ตร. ที่มีอำนาจดำเนินการทางวินัยได้นั้นได้สั่งการให้จเรตำรวจไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจเรตำรวจ ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 7 ท่าน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 พร้อมเร่งรัดมาโดยตลอด แต่จากการตรวจสอบ กระบวนการที่อยู่ระหว่างการทำงาน และยังไม่ได้เสร็จสิ้นคือ เรื่องเอกสารส่วนหนึ่ง แต่ประเด็นสำคัญคือ พยานปากสำคัญ ยังไม่ได้มาให้การ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเพื่อใช้ในการพิจารณา

ทั้งนี้ นายโรม ได้ถามย้ำว่า ทำไมถึงปล่อยเวลานานกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ เนื่องจากพบว่า ทาง ผบ.ตร. มีคำสั่งมาตั้งแต่ ก.ย. 67 และมาตั้ง ซึ่งทาง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ขอกลับไปตรวจสอบอีกครั้ง

ส่วนที่ถามว่าสามารถให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ออกจากราชการไว้ก่อนได้หรือไม่นั้น พล.ต.ต.อภิสัณห์ เผยว่า มีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า เหตุแห่งการพัก หรือให้ออกจากราชการนั้น จะต้องประกอบไปด้วย 1. ต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน 2. ต้องคดีอาญา และ 3. ถูกฟ้องคดีอาญา นอกจากนี้ก็จะมีเหตุอื่นๆ ที่เป็นไปตามกฎ ก.ตร. เช่น ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ฯลฯ และกรณีนี้ อยู่ในกระบวนการชั้นตรวจสอบ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ไม่ใช่คณะกรรมการสอบสวน นอกจากนี้ ทั้งหมดยังไม่ถูกตั้งข้อหาคดีอาญา หรือถูกดำเนินคดีอาญา เหตุแห่งการสั่งพัก หรือให้ออกจึงยังไม่สามารถทำได้



พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถามว่า ในกรณีของตน กับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ นั้น ขอเรียนว่า พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา 131 กรณีมีมูล กล่าวหาทางอาญา ของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และตำรวจทั้งหมด มีการโอนเงินจากเว็บพนันตรงไปที่บัญชีเงินเดือน ซึ่งไม่ตรวจสอบอะไรมาก ดังนั้น มีเหตุผลอะไรที่ไม่ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของ สตช. ถ้าเทียบกับเรื่องของตน ไม่มีการโอนตรงไปที่บัญชีเงินเดือนด้วยซ้ำ

พล.ต.ต.อภิสัณห์ ยันใช้เวลา 2 เดือน ส่งเรื่อง “ต่อศักดิ์” กับพวก ให้ ป.ป.ช.

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี พล.ต.ต.อภิสัณห์ ส่งเรื่อง “ต่อศักดิ์” ให้ ป.ป.ช.

เรื่องราวของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพวกที่ถูกกล่าวหานั้น ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การที่ พล.ต.ต.อภิสัณห์ ยืนยันว่าจะใช้เวลา 2 เดือนในการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังเดินหน้า แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาและความรอบคอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งในส่วนของการสอบสวนทางวินัย และการดำเนินการทางอาญา การที่เรื่องนี้ถูกส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคดี และความต้องการที่จะให้องค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบ เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใส

ในท้ายที่สุดแล้ว ผลสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

ที่มา – “พล.ต.ต.อภิสัณห์” ยันใช้เวลา 2 เดือน ส่งเรื่อง “ต่อศักดิ์” กับพวก ให้ ป.ป.ช.

อนุทินรับคุย สนธยา-นายกฯอบจ.ระยอง ร่วมภูมิใจไทย?

“อนุทิน” บอก “สิริพงศ์” ภูมิใจไทย ร่วมเฟรม “วราวุธ – นิกร” ชาติไทยเก่าด้วยกัน รับคุย “สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง” หลังถูกถามดึงร่วมงานภท. บอก “รู้แล้วจะถามทำไม”

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงบ้านปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทย จะมีสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ ว่า พวกนั้นเขาพรรคชาติไทยเก่า “รียูเนียนมั้ง”

ชมทุกคนมีความสามารถ

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีโอกาสร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พวกเขาเป็นคนรุ่นเดียวกัน ถ้าอะไรเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยก็พร้อม ทุกคนมีความสามารถ มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไรก็ต้องเปิดกว้าง ขณะนี้ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกที ทุกพรรค ก็ต้องมีความตื่นตัวและมีความพร้อม

จีบ สนธยา ร่วมงาน

เมื่อถามว่า นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีและบ้านใหญ่ชลบุรี มีโอกาสจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ได้คุยๆกันอยู่ ส่วนนายกอบจ. จังหวัดระยอง นายปิยะ ปิตุเตชะ หรือ นายกช้าง ก็จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนตอบว่า “รู้แล้วถามทำไม”

อนุทินรับคุย สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง

จากกระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับนักการเมืองชื่อดังหลายท่าน ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม และนายกฯอบจ.ระยอง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าร่วมทีม

การที่นายอนุทินยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม และนายกฯอบจ.ระยอง ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทางการเมือง เนื่องจากทั้งสองท่านนี้ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ของตนเอง การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจและพยายามดึงตัวมาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค

อนุทินเปิดใจถึงการพูดคุย สนธยา คุณปลื้ม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงการพูดคุยกับนายสนธยา คุณปลื้ม โดยไม่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต ซึ่งสร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจที่จะดึงมาร่วมงาน ทำให้เห็นถึงความพยายามในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงนายกฯอบจ.ระยอง ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ การที่พรรคภูมิใจไทยต้องการดึงมาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในระดับท้องถิ่น การได้นักการเมืองท้องถิ่นที่มีความสามารถมาร่วมงาน จะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับถึงการพูดคุยกับ สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การดึงดูดนักการเมืองที่มีประสบการณ์และมีความสามารถ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคสามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้

การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจที่จะดึงดูดนักการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความหลากหลายและความแข็งแกร่งให้กับพรรค การมีบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน จะช่วยให้พรรคสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยกับ สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างจับตามองถึงทิศทางในอนาคตของพรรคภูมิใจไทย และความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันระหว่างพรรคกับนักการเมืองชื่อดังต่างๆ

จับตาดูว่าการพูดคุยระหว่างอนุทิน, สนธยา คุณปลื้ม, และนายกฯอบจ.ระยอง จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แท้จริงหรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยอย่างไร การตัดสินใจของบุคคลเหล่านี้จะมีผลต่ออนาคตของพรรคภูมิใจไทยและการเมืองไทยโดยรวม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและการสร้างความสัมพันธ์ในโลกการเมือง การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือกับนักการเมืองจากหลากหลายกลุ่ม เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พรรคที่สามารถปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

การที่คุณ อนุทินรับคุย สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการจะขยายฐานเสียงและสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากคุณเป็นผู้ที่สนใจการเมือง อย่าลืมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – “อนุทิน” รับคุย “สนธยา คุณปลื้ม – นายกฯอบจ.ระยอง” หลังถูกถามดึงร่วมงานภูมิใจไทย

เลขาฯ ก.ตร. แจง กมธ. ปมบริหารงานบุคคลตำรวจ

เลขาธิการ ก.ตร. ชี้แจงต่อ กมธ.มั่นคง ปมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ ยืนยันเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ อยู่ในกระบวนการ โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินการ

วันที่ 13 พ.ย. 68 พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยหลังจากที่นายอัจฉริยะ ออกมาเปิดข้อมูลว่ามีตำรวจบางนายเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ โดยระบุว่า ตนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” มีความสนิทกัน และทำงานมาด้วยกันตลอด ตนมาในฐานะของผู้แทนของนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอชี้แจงคณะกรรมาธิการ แต่ก่อนอื่นต้องบอกว่าที่ผ่านมาผมเป็นคนให้เกียรติคนมาตลอด อีกทั้งครอบครัวตนสอนมาตลอดว่า ให้กตัญญู รู้บุญคุณคน ไม่รังแกใคร น้ำแก้วเดียวก็ถือเป็นบุญคุณ ใครมีบุญคุณต้องตอบแทน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องชอบธรรม

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กรไชย ยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ก็เพราะว่าติดภารกิจการประชุมอาเซียน วันที่ 1-7 พ.ย. ตนรับผิดชอบจึงมาไม่ได้ ตนเป็นประธาน ดังนั้นต้องร่วมในพิธีการ ส่วนเรื่องที่ถามว่าทำไมวันนี้ตัวเองต้องมา ก็เพราะว่าเป็นประธานสอบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงต้องมา คนอื่นมาตอบ ก็ไม่เหมือนตนมา

พล.ต.อ.กรไชย เผยต่อว่า ผบ.ตร. มอบให้ตนมาชี้แจง โดยกำหนดนโยบายชัดเจนในการบริหารบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยึดหลักความสามารถ ความเสมอภาค เป็นธรรม โปร่งใส เรามีคณะกรรมาธิการตำรวจ กำหนด ดูแล มาตรฐานการบริหารงานของบุคคลของตำรวจให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม ที่ผ่านมา สตช. ได้ดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ถูกร้องเรียน กระทำความผิดวินัยร้ายแรง เพื่อรักษาจริยธรรมขององค์กร ภายในกรอบของกฎหมาย

สำหรับนโยบายของนายกฯ ที่ถามมา ซึ่งกำกับดูแล สตช. และเป็นคณะกรรมการกำกับดูแลข้าราชการตำรวจ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ กรณีการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการตำรวจที่ถูกร้องเรียนว่ามีการทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตนจะขอให้ทาง พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผบช.สง.ก.ตร ในฐานะเลขาธิการ ก.ตร. เป็นผู้ให้ข้อมูล

ในส่วนของข้อมูลการดำเนินการทางวินัย กรณีคณะกรรมการวินัยเรื่องร้องเรียน ก.ตร. มีมติชี้มูลข้อหาความผิดวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่อีกกว่า 200 นาย ที่เป็นข่าวในกรณีรับขบวนการพนันออนไลน์ และขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการทางวินัย ตนจะขอให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ให้ข้อมูลพร้อมด้วย พล.ต.ต.อภิสัณห์ หว้าจีน ผู้บังคับการกองวินัย เป็นผู้ให้ข้อมูล

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า องค์กรตำรวจ ต้องยืนอยู่บนความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน ดังนั้นการบริหารงานบุคคลการดำเนินการทางวินัยจะต้องยึดหลักความยุติธรรม ความโปร่งใส และไม่ละเว้นผู้กระทำผิด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ตนยังยืนยันว่าพยานหลักฐาน ข้อมูล พยานวัตถุ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด สตช.ยืนยันจะดำเนินการทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ข้าราชการตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชน

ต่อมา พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผบช.สง.ก.ตร และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ได้ชี้แจงว่า ตามที่หนังสือ กมธ. ได้สอบถามเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเรื่องแนวนโยบาย การบริหารงานบุคคล ขอชี้แจงตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ในลักษณะที่ 2 และลักษณะที่ 4 ที่กำหนดใน นายกฯ เป็นประธาน กตช. และประธาน ก.ตร.

จากการดำเนินการทั้งหมด นายกฯ มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์การบริหารงานข้าราชการตำรวจ และกำกับดูแลให้สำนักงานข้าราชการตำรวจปฏิบัติตามนโยบาย และปฏิบัติตามมติ ครม. และกฎหมาย และกำหนดมาตรฐานด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ รวมทั้งอัตรากำลัง บุคลากร การแต่งตั้งโยกย้ายให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.

ในส่วนที่ผู้ร้อง ได้กล่าวถึงท่านกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ท่าน ที่อยู่ในห้องประชุม และมีการนำเสนอต่อ ก.ตร. โดยขณะนั้นมี นายกฯ คือ ท่านเศรษฐา ตนได้ตรวจสอบจากรายงานการประชุมที่ผ่านมาแล้ว เป็นการประชุมในครั้งวันที่ 20 มีนา 67 ซึ่งในครั้งนั้นก่อนที่ผู้ร้อง ได้ร้องกับท่าน ผบ.กิตติ์รัฐ เมื่อเดือนสิงหาคม แต่ครั้งนั้น มีการรายงานเข้ามาในที่ประชุมโดยที่ไม่ใช่เป็นท่าน พล.ต.อ.เอก แต่เป็น พล.ต.อ.วินัย ซึ่งได้มีการรายงานกับที่ประชุม ก.ตร. ว่า นายกฯ ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของท่าน ผบ.ต่อศักดิ์ ซึ่งเมื่อได้มีการชี้แจงแล้ว ท่านก็ได้ออกจากที่ประชุมไป ซึ่งในกรณีนี้ ขออนุญาตให้บันทึกในที่ประชุม เพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อไว้เป็นหลักฐาน ในเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ เหล่านั้น ก็อยู่ในกระบวนการหนึ่ง ยังไม่มีการรายงานเข้า ก.ตร. ในภายหลัง

เลขาธิการ ก.ตร. ชี้แจง กมธ. ปมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ การที่เลขาธิการ ก.ตร. ออกมาชี้แจงด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

ความสำคัญของการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจ และความเชื่อมั่นของประชาชน การที่ตำรวจได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความยุติธรรม

การชี้แจงของเลขาธิการ ก.ตร. ต่อ กมธ. ในประเด็นเลขาธิการ ก.ตร. ชี้แจง กมธ. ปมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคลของตำรวจ การเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อซักถามอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยลดความเคลือบแคลงสงสัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลที่ได้จากการชี้แจงไปสู่การปฏิบัติจริง การปรับปรุงกระบวนการบริหารงานบุคคล การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้องค์กรตำรวจสามารถก้าวข้ามปัญหาที่เกิดขึ้น และกลับมายืนหยัดได้อย่างสง่างาม

การดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการเห็น การไม่ละเว้นผู้กระทำผิด จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์กรตำรวจมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่เลขาธิการ ก.ตร. ชี้แจง กมธ. ปมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ยาวไกล สิ่งที่สำคัญกว่าคือการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อให้องค์กรตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง และรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ประชาชนมีให้

สรุปแล้ว การบริหารงานบุคคลของตำรวจที่เป็นธรรมและโปร่งใส คือหัวใจสำคัญของการสร้างองค์กรตำรวจที่เข้มแข็งและน่าเชื่อถือ การชี้แจงของเลขาธิการ ก.ตร. เป็นสัญญาณที่ดี แต่การลงมือทำจริงต่างหากที่จะพิสูจน์เจตนาและความมุ่งมั่น

ที่มา – เลขาธิการ ก.ตร. ชี้แจง กมธ. มั่นคงฯ ปมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

ตำรวจออสฯ จับแม่หมอดูหลอก สูญ 1,480 ล้าน

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย! ตำรวจรวบตัวแม่หมอพร้อมลูกสาว ข้อหาตุ๋นเงินชาวเวียดนามไปกว่า 1,480 ล้านบาท! รายละเอียดเป็นอย่างไร มาดูกันเลย

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียได้จับกุมหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปี และลูกสาววัย 25 ปี ในข้อหาหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างตัวเป็นหมอดูและซินแส ก่อนที่จะฉ้อโกงเงินรวมกันเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากกลุ่มชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่กำลังอยู่ในช่วงยากลำบากทางการเงิน

แม่ลูกคู่นี้ถูกกล่าวหาว่า คนแม่ซึ่งอ้างว่าเป็นหมอดูและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ได้ทำการฉ้อโกงเงินจำนวนมหาศาลจากเหยื่อที่กำลังเปราะบาง

หญิงผู้เป็นแม่ถูกจับกุมในย่านโดเวอร์ ไฮตส์ ในนครซิดนีย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมกับลูกสาว ตำรวจระบุว่าทั้งสองเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายฉ้อโกงและฟอกเงินที่ซับซ้อน ผู้เป็นแม่ถูกกล่าวหาว่า หลอกล่อให้เหยื่อกู้เงิน โดยอ้างว่าจะทำนายอนาคตที่ร่ำรวยให้ และจะเก็บส่วนแบ่งไว้เอง

ผู้เป็นแม่ถูกปฏิเสธการประกันตัวและต้องขึ้นศาล ส่วนลูกสาวได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยทั้งสองเผชิญข้อหามากมาย รวมถึงการเป็นผู้นำกิจกรรมของกลุ่มอาชญากร และการจัดการรายได้จากอาชญากรรม

ในการจับกุม ตำรวจได้ยึดเอกสารทางการเงิน โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำแท่ง และชิปคาสิโนจำนวนมาก

ตำรวจกล่าวว่า ผู้เป็นแม่มีอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจในชุมชน ในฐานะหมอดู เธอจะทำนายดวงชะตาให้กับลูกค้า และใช้ความเปราะบางทางการเงินของพวกเขามาหลอกลวง โดยอ้างว่าจะมีการช่วยเหลือจากมหาเศรษฐีหากพวกเขายอมกู้เงิน

ทรัพย์สินที่อายัดเพิ่มเติมจากการจับกุม ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

พนักงานสอบสวนยังได้อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกเหนือจากทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ถูกยึดไปก่อนหน้านี้

ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนกลุ่มอาชญากรที่ใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ถูกขโมยไปเพื่อขอสินเชื่อสำหรับรถยนต์หรูที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้กำกับการสืบสวน กอร์ดอน อาร์บินจา กล่าวว่า การสอบสวนเริ่มต้นจากการฉ้อโกงสินเชื่อรถยนต์ แต่ได้ขยายไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนที่สุดเครือข่ายหนึ่ง

ตำรวจกล่าวหาว่า กิจกรรมของกลุ่มอาชญากรนี้รวมถึงการฉ้อโกงสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้านขนาดใหญ่ต่อสถาบันการเงินต่างๆ

จากการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald แม่ลูกคู่นี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกเรียกว่า “Penthouse Syndicate” ซึ่งผู้นำของเครือข่ายนี้อาศัยอยู่ในห้องชุดเพนต์เฮาส์ราคาแพง ตำรวจอ้างว่า กลุ่มนี้ฉ้อโกงธนาคารรายใหญ่ของออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทุจริตให้การอนุมัติสินเชื่อ

มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาจำนวนมากในคดีนี้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในคดีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ตำรวจคาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้สนับสนุนมืออาชีพของกลุ่มอาชญากร

  • ทนายความ
  • นักบัญชี
  • ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

คดี ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลโกงที่ซับซ้อนและการแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อของผู้คน การตระหนักรู้และตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน