วัน: 13 พฤศจิกายน 2025

นครสวรรค์อ่วม! น้ำเจ้าพระยาท่วม 4 ตำบล

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครสวรรค์ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ที่ขณะนี้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม 4 ตำบล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก บางจุดประสบปัญหาน้ำท่วมนานถึง 3 เดือน ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง

นครสวรรค์อ่วม น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล อ.พยุหะคีรี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ว่า ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต แม่น้ำเจ้าพระยาได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่หลายตำบล โดยเฉพาะในหมู่ 1-7 ตำบลย่านมัทรี ส่งผลให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรหลัก ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน พื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง เช่น หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 7 ประสบปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือนแล้ว ระดับน้ำในปัจจุบันสูงถึงบริเวณชั้นสองของบ้านเรือน ทำให้ประชาชนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ตามปกติและต้องอพยพไปยังที่สูง หรือศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดเตรียมไว้ให้

ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ห้องสุขาเคลื่อนที่ และมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันของอำเภอพยุหะคีรีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงทรงตัวในระดับสูง และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับนี้ต่อไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากการปรับแผนการระบายน้ำของเขื่อนยังคงดำเนินอยู่ และยังมีฝนตกในพื้นที่ จึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมแล้ว เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อำเภอพยุหะคีรีได้รับผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล รวมแล้วมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,000 หลังคาเรือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจความเสียหายและจัดทีมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบจากน้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล

สถานการณ์โดยรวมในพื้นที่น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบลของ อ.พยุหะคีรี ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องสุขอนามัยและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

การให้ความช่วยเหลือในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่ต้องวางแผนควบคู่กันไปด้วย เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย การฟื้นฟูบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงการเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัย จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การวางแผนผังเมือง การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

สถานการณ์ น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีแผนฉุกเฉิน การเก็บรักษาสิ่งของจำเป็น และการเรียนรู้ทักษะในการเอาตัวรอด จะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของเราได้

แม้สถานการณ์จะยังน่าเป็นห่วง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – นครสวรรค์อ่วม น้ำเจ้าพระยาไหลท่วม 4 ตำบล อ.พยุหะคีรี บางจุดท่วมนาน 3 เดือน

กรมการปกครอง ถอนสัญชาติไทย ลูก “ก๊ก อาน”

กรมการปกครอง สั่งถอนสัญชาติไทย บุตร 3 คนของนาย “ก๊ก อาน” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา หลังพบหลักฐานการได้สัญชาติมาโดยมิชอบ เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย

กรมการปกครอง ถอนสัญชาติไทย ลูก 3 คนของ “ก๊ก อาน” หลังตรวจพบได้สัญชาติโดยทุจริต

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 กรมการปกครองได้รายงานผลการตรวจสอบกรณีของนายก๊ก อาน และบุตร พบว่านายก๊ก อาน (KOK AN) ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชา และดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภากัมพูชา มีธุรกิจหลายประเภทที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น กาสิโน ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมายไทย นอกจากนี้ นายก๊ก อาน ยังได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยอีกด้วย

ที่สำคัญคือ บุตรของนายก๊ก อาน จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.จุรี คล่องกิจกล, น.ส.ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล (ยุไล่) และนายกิตติศักดิ์ คล่องกิจกล ได้รับสัญชาติไทย โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยที่ไม่ใช่บิดามารดาที่แท้จริงในการแจ้งเกิด

กรมการปกครองเร่งตรวจสอบการได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ

กรมการปกครอง ซึ่งเป็นสำนักทะเบียนกลาง ได้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีถิ่นที่อยู่และการได้สัญชาติไทยของนายก๊ก อานและบุตร โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักทะเบียนกรุงเทพมหานคร สำนักทะเบียนอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบพบว่า:

  1. นายก๊ก อาน ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่เนื่องจากนายก๊ก อาน ได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ใบถิ่นที่อยู่หมดอายุ สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ จึงได้ดำเนินการจำหน่ายชื่อของนายก๊ก อาน ออกจากทะเบียนบ้านแล้ว ทำให้ปัจจุบันนายก๊ก อาน มีสถานะเป็น “คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย”
  2. บุตรทั้ง 3 รายของนายก๊ก อาน ได้สัญชาติไทย โดยทุจริตจากการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่นเป็นบิดามารดาในการแจ้งเกิดเกินกำหนด ณ สำนักทะเบียนอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ดังนั้น บุคคลทั้ง 3 รายจึงไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่แรก กรมการปกครองจึงได้ยกเลิกสูติบัตรที่ออกโดยทุจริต และแจ้งให้สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ ดำเนินการจำหน่ายชื่อของบุคคลทั้ง 3 ออกจากทะเบียนบ้านแล้ว บุคคลทั้ง 3 ถือว่าเป็น “คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย” และจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

กรมการปกครองเน้นย้ำว่า การได้สัญชาติไทยและการมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ เป็นการให้สิทธิความเป็นพลเมืองไทย หากมีบุคคลต่างด้าวแฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายและได้รับสิทธิดังกล่าว จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนคนไทย กรมการปกครองภายใต้กระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ

หากพบว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ หรือได้สัญชาติไทยภายหลังการเกิด มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำความผิดในเงื่อนไขที่สามารถถอนสัญชาติไทยได้ กรมการปกครองจะพิจารณาถอนสัญชาติไทยโดยเด็ดขาดทุกกรณี

การถอนสัญชาติไทยในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมการปกครองในการปกป้องสิทธิของคนไทย และรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – กรมการปกครอง ถอนสัญชาติไทย ลูก 3 คนของ “ก๊ก อาน” หลังตรวจพบได้สัญชาติโดยทุจริต

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “ชัตดาวน์” ที่ยาวนานถึง 43 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติภาวะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงักไปก่อนหน้านี้

ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถกลับมาเปิดทำการได้ภายในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้สินรวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ครั้งนี้ จะช่วยให้บริการที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน มีเวลาในการฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้กับครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส รวมถึงหน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถกลับมาเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดรายงานไปตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

นักเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลในครั้งนี้ ส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงต่อไป การลงมติในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้มีการขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้เรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ว่าภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดที่ถือว่าได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอส แสดงให้เห็นว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ในขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครต สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผลกระทบหลังจาก ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน

นอกจากการกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังจากการหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังจากที่พรรคเดโมแครตได้เปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน สามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมทั้งชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ย้อนหลังอีกด้วย

การยุติชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร

ที่มา – ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ฝนถล่มกรุงกลางดึก: สาเหตุและผลกระทบ

เมื่อคืนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเผชิญกับสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบและเกิดน้ำท่วมขัง วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดของสถานการณ์นี้ สาเหตุที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่ตามมา

ฝนถล่มกรุงกลางดึก

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ว่าฝนได้เริ่มตกหนักตั้งแต่เวลาประมาณ 03:00 น. และตกต่อเนื่องในหลายเขต โดยเขตปทุมวันมีปริมาณฝนสูงสุดถึง 111 มิลลิเมตร รองลงมาคือ ราชเทวี 97 มม. ป้อมปราบศัตรูพ่าย 92 มม. ห้วยขวาง 82 มม. พญาไท 80 มม. และพระนคร 78 มม.

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นในและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีรายงานน้ำท่วมขังรวม 57 จุด ในถนนสายหลักและย่านเศรษฐกิจสำคัญ เช่น พระราม 4 พระราม 3 คลองเตย และบริเวณโดยรอบย่านรัชดาภิเษก – ประชาสงเคราะห์ – ศาลาแดง – ราชดำริ

สถานการณ์ปัจจุบันและการแก้ไข

กรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำโดยใช้สถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ในจุดวิกฤต ทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน (ณ เวลา 06:00 น.) เหลือจุดน้ำท่วมขังเพียง 5 จุด ได้แก่ ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญา ถนนราชดำริ ถนนศาลาแดง ถนนประชาอุทิศ และถนนประชาสุข ทาง กทม. ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ยังมีน้ำขังชั่วคราว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ลงพื้นที่ถนนประชาสุข เขตดินแดง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขัง พบว่ามีขยะจำนวนมากถูกน้ำฝนพัดมากองอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำบางจุดล่าช้า จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการแก้ไข

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เจ้าหน้าที่รายงานว่าระดับน้ำในพื้นที่รัชดา–ลาดพร้าวได้ลดลงแล้วเกือบทั้งหมด เหลือเพียงน้ำขังเล็กน้อยในบางเลนขาเข้าเมือง โดยอุโมงค์รัชโยธินสามารถเปิดให้รถสัญจรได้ตามปกติ เหลือเพียงเลนซ้ายสุดที่ยังมีน้ำขังบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งระบาย

สาเหตุของน้ำท่วมและการแก้ไขระยะยาว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ชี้แจงว่าสาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจาก ฝนถล่มกรุงกลางดึก ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือหรือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบสูบน้ำและสถานีระบายน้ำทุกแห่งได้ทำงานเต็มกำลัง ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำบริเวณถนนรัชดาภิเษก เชื่อมต่อคลองลาดพร้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแนวถนนรัชดาภิเษก และป้องกันน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ชั้นใน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

สรุปได้ว่าสถานการณ์ ฝนถล่มกรุงกลางดึก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก การแก้ไขปัญหาระยะสั้นและการวางแผนพัฒนาระบบระบายน้ำในระยะยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต

ในระหว่างนี้ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนในกรุงเทพฯ เพื่อให้สามารถปรับตัวและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้

ที่มา – กทม. เผยฝนถล่มกรุงกลางดึก สูงสุดที่ปทุมวัน 111 มม. ยันสาเหตุน้ำท่วมขังไม่เกี่ยวกับน้ำเหนือ

ครั้งแรก! “กษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีน

“อนุทิน” เผยเป็นครั้งแรก “พระมหากษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีน โปรดเกล้าฯ นายกฯ-รมว.ต่างประเทศ ติดตามขบวนเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เน้นย้ำสัมพันธ์ 2 ประเทศ แจง ไม่มีภารกิจอื่น

เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลก็จะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ก็มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายกรัฐมนตรีและ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามขบวนเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

ผู้สื่อข่าวถามต่อนายกรัฐมนตรีจะมีภารกิจนอกเหนือจากนี้ที่จะหารือกับจีนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มี เพราะนี่เป็นองค์ประกอบของขบวนเสด็จ เมื่อถามต่อไปว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า การเสด็จพระราชดำเนินของพระเจ้าอยู่หัว ที่เยือนประเทศจีนในครั้งนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ เป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ของสยามได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศจีน ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การทรงจำ เป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งในปีนี้ก็ครบรอบ 50 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ มีสืบเนื่องกันมาเป็นหลายร้อยปี.

ครั้งแรก “กษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีน

นับเป็นเหตุการณ์สำคัญและประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็น ครั้งแรก “กษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีน อย่างเป็นทางการ สร้างความปลื้มปีติและเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทย

การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยาวนานกว่า 50 ปีเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแน่นแฟ้นของความสัมพันธ์ในระดับประชาชนสู่ประชาชนที่มีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษอีกด้วย การที่ ครั้งแรก “กษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีน จึงมีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างขวางกว่าแค่เพียงพิธีการทางการทูต

ความสำคัญของการเสด็จฯ เยือนจีนของพระมหากษัตริย์ไทย

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระมหากษัตริย์ไทยในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนี้:

  • ด้านการเมือง: เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับนานาชาติ
  • ด้านเศรษฐกิจ: เป็นการเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและจีน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
  • ด้านสังคมและวัฒนธรรม: เป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก และเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศอีกด้วย

การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ติดตามขบวนเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ครั้งแรก “กษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีนในครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีน ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศในอนาคต

ที่มา – ครั้งแรก “กษัตริย์ไทย” เสด็จฯ เยือนจีน โปรดเกล้าฯ “อนุทิน-สีหศักดิ์” ติดตามขบวน

ระทึก! เด็กถูกจระเข้กัด: รอดตายหวุดหวิด

เรื่องราวสุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย เมื่อเด็กชายวัย 10 ขวบ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดกาลีมันตันตะวันออก ขณะที่เด็กชายมูฮัมหมัด ซากี รามาดานี กำลังเดินกลับบ้านกับเพื่อนๆ หลังเล่นน้ำริมแม่น้ำ จู่ๆ ก็มีจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

เจ้าจระเข้ร้ายพุ่งเข้ากัดที่ลำตัวของซากี ก่อนจะลากร่างของเขาลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของเพื่อนๆ โชคดีที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กๆ ดังไปถึงหูกลุ่มชาวประมงที่อยู่ใกล้เคียง

อันดี อิจูร์ ชาวประมงวัย 35 ปี ได้ยินเสียงร้องก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ เขากระโดดลงไปในน้ำและพยายามต่อสู้กับจระเข้เพื่อช่วยชีวิตเด็กชายซากี

คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นภาพชาวบ้านจำนวนมากที่พยายามช่วยเหลือเด็กชายอย่างสุดกำลัง บางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความตกใจกลัว

ระหว่างการต่อสู้ จระเข้ตัวนั้นแสดงความดุร้ายออกมาอย่างเต็มที่ มันฟาดร่างของเด็กชายเข้ากับเสาไม้ของบ้านริมน้ำ และพยายามที่จะหมุนตัวเพื่อสังหารเหยื่อ แต่ในที่สุดมันก็ต้องยอมแพ้ เมื่อมีชาวบ้านจำนวนมากขึ้นกระโดดลงไปช่วยกัน

ซากีถูกนำตัวขึ้นมาจากน้ำในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส มีรอยฟกช้ำและถลอกทั่วร่างกาย ก่อนจะถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

ฮูจาเนีย แม่บ้านวัย 35 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอได้ยินเสียงเด็กร้องและเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อออกมาดูก็เห็นซากีอยู่ในปากของจระเข้ มันกัดเข้าที่ลำตัวด้านซ้ายของเด็กชาย

สุยัตโน ชาวประมงวัย 67 ปี ที่กระโดดลงไปช่วยเด็กชาย เล่าว่า เขาเห็นจระเข้หมุนตัวเด็กสามรอบ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจกระโดดลงไปจับหางของมัน แต่แรงของจระเข้มหาศาลมาก จนเกือบจะหลุดมือ เขาและคนอื่นๆ พยายามงัดปากจระเข้ออก จนในที่สุดก็สามารถช่วยชีวิตเด็กชายไว้ได้

ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่า ระดับน้ำในแม่น้ำที่สูงขึ้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้จระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ และหลงเข้ามาใกล้กับหมู่บ้านมากขึ้น ทางการได้ออกคำเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้เด็กๆ เล่นใกล้แม่น้ำในช่วงเวลากลางคืน

ประเทศอินโดนีเซียเป็นบ้านของจระเข้ถึง 14 สายพันธุ์ โดยเฉพาะจระเข้น้ำเค็ม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความดุร้าย และสามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศ

นักอนุรักษ์ระบุว่า การที่จระเข้เข้ามาใกล้กับชุมชนมากขึ้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การทำประมงที่มากเกินไป ทำให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติของจระเข้ลดลง นอกจากนี้ การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งเพื่อการเกษตรและเหมืองแร่ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ

ในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ชาวบ้านยังคงใช้แม่น้ำเป็นที่อาบน้ำและจับปลาแบบดั้งเดิม ทำให้โอกาสที่คนจะถูกจระเข้ทำร้ายเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล

ระทึก! เด็กถูกจระเข้กัด: รอดตายหวุดหวิด

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราต้องระมัดระวังอันตรายจากสัตว์ร้ายที่อาจแฝงตัวอยู่ใกล้ตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีสัตว์อันตรายอาศัยอยู่

ภัยจากจระเข้: เราจะป้องกันได้อย่างไร?

  • หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในแม่น้ำในช่วงเวลากลางคืน
  • อย่าทิ้งเศษอาหารลงในแม่น้ำ เพราะอาจดึงดูดจระเข้
  • หากพบเห็นจระเข้ อย่าเข้าใกล้ และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เรื่องราวของเด็กชายซากี ที่รอดชีวิตจากการถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของชาวบ้านที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่ลังเล แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เหตุการณ์ จระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์เเละสัตว์ป่าอย่างระมัดระวังเเละตระหนักอยู่เสมอ

ที่มา – ระทึก! เด็กอินโดฯ วัย 10 ปี รอดหวุดหวิด หลังถูกจระเข้ยาว 4 เมตรกัดลากลงน้ำ

วิกฤต! ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา น้ำท่วมชัยนาทขยายวง

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต เขื่อนเจ้าพระยายังคงตรึงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมชัยนาทขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่

สถานการณ์น้ำท่วมชัยนาทวิกฤต ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.2 นครสวรรค์ ล่าสุดอยู่ที่ 2,976 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.54 เมตร รทก. และปริมาณน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 16.67 เมตร รทก. ซึ่งสูงกว่าตลิ่งถึง 33 เซนติเมตร อัตราการระบายน้ำยังคงตรึงอยู่ที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังคงจมอยู่ใต้น้ำ

ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอสรรพยา ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สถานการณ์น้ำท่วมชัยนาทได้ขยายวงกว้างขึ้น จากเดิม 4 ตำบล เพิ่มขึ้นเป็น 6 ตำบล รวม 35 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแล้วประมาณ 4,600 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ไปจนถึง 2 เมตร ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมชัยนาท

ขณะที่เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยในตำบลโพนางดำออก และตำบลหาดอาษา โดยทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ไปยังโรงพยาบาลสรรพยา และบ้านญาติ เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจเป็นอันตรายได้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก หลายครัวเรือนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ถนนหนทางถูกตัดขาด การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

  • ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • อพยพไปยังที่ปลอดภัยหากได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
  • ดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองและครอบครัว
  • ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยาก

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนรับมือกับภัยพิบัติ และการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา สถานการณ์ยังวิกฤต “น้ำท่วมชัยนาท” ขยายวงกว้างเป็น 6 ตำบล

อินทร์บุรีน้ำท่วม: แนวรับน้ำใหม่พัง น้ำทะลักท่วมโรงเรียน

สถานการณ์น้ำท่วมในอินทร์บุรียังคงน่ากังวลใจ หลังจากที่ อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ เพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ล่าสุดแนวรับน้ำดังกล่าวกลับพังลงมาอีกครั้ง ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ รวมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์พนังกั้นน้ำบริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรีพังทลายลง ทำให้มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลทะลักเข้าท่วมตลาดฝั่งตะวันตกของอำเภออินทร์บุรี สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก (อ่านข่าว : พนังกั้นน้ำแตก มวลน้ำทะลักท่วม 300 หลังคา มุ่งหน้าที่ว่าการอำเภออินทร์บุรี)

เพื่อแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วน องค์การบริหารส่วนตำบลอินทร์บุรีจึงได้ดำเนินการสร้าง อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ โดยใช้หินคลุกเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำ บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พนังกั้นน้ำเดิมพังประมาณ 1 กิโลเมตร แนวรับน้ำใหม่นี้มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อหวังที่จะสกัดกั้นและชะลอการไหลบ่าของน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างออกไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอีกครั้ง เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ด้วยกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและรุนแรง ได้กัดเซาะแนวรับน้ำที่สร้างขึ้นใหม่จนพังทลายลง ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว รวมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำคัญในพื้นที่ นอกจากนี้ น้ำที่ทะลักเข้ามายังไหลไปยังบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาลอินทร์บุรี และคาดว่าจะไหลไปบรรจบกับจุดป้องกันน้ำจากตำบลทับยา

อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำเติมนี้ สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเดินทาง และทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอินทร์บุรีอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการในระยะยาว โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบระบายน้ำ การสร้างพนังกั้นน้ำที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม

  • การสำรวจและประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วม
  • การปรับปรุงและขยายระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างพนังกั้นน้ำที่มีความแข็งแรงและสามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำให้เป็นพื้นที่รับน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วม
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วม

นอกจากนี้ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว

อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่แต่กลับพังลงมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการน้ำ การเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการวางแผนป้องกันในระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – อินทร์บุรี ตั้งแนวรับน้ำใหม่ ล่าสุดพังลงมาอีก น้ำทะลักเข้าท่วมถึงโรงเรียนอินทร์บุรี

เอียร์ปคืนถิ่น แต่อึ้ง! มิดเดิลตัน-พาเทล ขโมยซีน

ชัยชนะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีต่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่บทสนทนาก่อน ระหว่าง และหลังการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกหญิงนั้น ถูกครอบงำโดยผู้รักษาประตู

การกลับมาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดของแมรี เอียร์ปที่รอคอยมานานคือ ทอล์คออฟแมนเชสเตอร์ ไม่ใช่แค่เพราะสถานะของเธอในฐานะผู้เล่นเท่านั้น แต่เป็นเพราะข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเปิดตัวอัตชีวประวัติของเธอและผลที่ตามมา

เธอเริ่มต้นในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้กับทีมเยือนจากฝรั่งเศสอย่างเปแอสเช แต่ผู้สืบทอดตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง ฟอลลอน ทุลลิส-จอยซ์ กลับถูกตัดออกจากทีมของมาร์ค สกินเนอร์อย่างน่าประหลาดใจเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ใบหน้า

นั่นหมายถึงการเริ่มต้นครั้งที่สองของ Safia Middleton-Patel ผู้รักษาประตูดาวรุ่งวัย 21 ปี ซึ่งเป็นการลงเล่นในยุโรปครั้งแรกของเธอ และเป็นการเปิดตัวที่ Old Trafford โดยมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการเติมเต็มตำแหน่ง

‘ฉันเชื่อมั่นในมิดเดิลตัน-พาเทล’

ข่าวการขาดหายไปของ Tullis-Joyce ถูกส่งต่อไปยังผู้เล่นของยูไนเต็ดในวันแข่งขัน โดย Middleton-Patel ถูกผลักดันเข้าสู่เกมที่ใหญ่ที่สุดเกมหนึ่งของสโมสรในฤดูกาลนี้อย่างกะทันหัน

ต่อหน้าแฟนบอล 14,667 คนที่ Old Trafford ซึ่งเป็นผู้ชมจำนวนมากที่สุดของพวกเขาในฤดูกาลนี้ เธอได้รับมอบหมายให้ป้องกันทีมเปแอสเชที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ 4 ใน 5 ครั้งล่าสุดในการแข่งขัน

ในนาทีที่สอง เธอได้รับการเตือนอย่างเฉียบคมถึงสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ เมื่อความพยายามอันทรงพลังของเจนนิเฟอร์ เอเชกินี กระเด้งกลับมาจากด้านในเสาซ้ายของเธอ

นี่คือการแข่งขันสำหรับสุดยอดทีมในยุโรป และเป็นก้าวที่สูงขึ้นจากการปรากฏตัวครั้งก่อนเพียงครั้งเดียวของ Middleton-Patel กับยูไนเต็ด ซึ่งเป็นการแข่งขัน Women’s League Cup กับทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ระดับสอง

อย่างไรก็ตาม เธอเป็นตัวแทนของเวลส์ในการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าสร้างผลดีให้กับเธอในเวทีนี้

“เธอเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฉัน สิ่งที่คุณไม่สามารถวัดได้คือขนาดทางจิตใจที่เธอต้องกระโดดเข้ามา” สกินเนอร์กล่าวถึงการแสดงของเธอ

“จากการแสดงนั้น [กับนิวคาสเซิล] มาถึงตอนนี้ วิธีที่เธอเติบโตขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นเครดิตสำหรับเธอและทีมงาน

“เธอแค่ยืนอยู่ที่อุโมงค์ [เมื่อหมดเวลา] และซึมซับมันเข้าไป ทำได้ดีมากจริงๆ สำหรับเธอ สมควรได้รับที่จะโดดเด่น”

Middleton-Patel ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงสายเลือดของเธอด้วยการเซฟที่ยอดเยี่ยมในครึ่งหลัง โดยผลักดันการยิงของ Anais Ebayilin ไปที่เสาและออกไปเป็นลูกเตะมุม

มันเกิดขึ้นเพียงหนึ่งนาทีหลังจากที่ Olga Carmona ตีเสมอให้เปแอสเชเป็น 1-1 ยูไนเต็ดกลับมานำอีกครั้งผ่าน Fridolina Rolfo ซึ่งเพิ่มเข้าไปในการเปิดเกมที่ยอดเยี่ยมของ Melvine Malard

“ตอนที่ฉันรู้ว่าฟอลลอนจะไม่ได้เริ่มต้นเกม ฉันบอกว่าฉันเชื่อมั่นในเธอ ฉันอยากให้ Safia เป็นตัวของตัวเอง” สกินเนอร์กล่าวเสริม

“เธอเป็นนักฟุตบอลที่ดี ดังนั้นเธอจึงสงบสติอารมณ์ในการสร้างเกม เธอรับมันไว้ในก้าวย่างของเธอ ฉันภูมิใจในตัวเธอมากจริงๆ

“เธอประหม่าเล็กน้อย และฉันคิดว่า [ราเชล วิลเลียมส์ กองหน้าของยูไนเต็ด] กระโดดดาวกับเธอ ดังนั้นเธอจึงปลดปล่อยพลังงานออกมา แต่เธอรับมันได้ดีมาก

“เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เสมอในเกมแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกของเราที่ Old Trafford เธอสมควรได้รับส่วนโรแมนติกนั้น เพราะมันน่ารัก”

‘เธอเป็นส่วนสำคัญของสิ่งที่เราทำ’

ในขณะที่ Middleton-Patel ขโมยซีนไปเมื่อจบเกม แต่เป็น Earps ที่เป็นจุดสนใจก่อนเริ่มเกม

ภาพวาดฝาผนังของ Earps ที่วาดไว้ด้านนอก Old Trafford หลังจากการแสดงที่กล้าหาญของเธอกับอังกฤษใน Euro 2022 มีข้อความ ‘Welcome to Manchester’ ซึ่งให้ความรู้สึกประชดเมื่อเธอเดินออกไปท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาในสีเสื้อของคู่ต่อสู้

เธอเป็นวีรสตรีของใครหลายคนในช่วงเวลาที่เธออยู่ที่ยูไนเต็ด และมีบทบาทสำคัญในชัยชนะ FA Cup ครั้งแรกของสโมสร และการขึ้นสู่ตาราง Women’s Super League

คราวนี้เธอเป็นศัตรูทางฟุตบอล มาถึงท่ามกลางเมฆแห่งความขัดแย้ง และได้รับการโห่ร้องเมื่อผู้ประกาศในสนามอ่านชื่อของเธอ

เสียงโห่ร้องตามมาเมื่อเธอสัมผัสบอล ผสมกับเสียงเชียร์จากสาวกผู้ภักดี จนกระทั่งในที่สุดเธอก็ได้รับการยกย่องจากฝูงชน Old Trafford เมื่อเธอเดินไปตามอัฒจันทร์ปรบมือให้พวกเขาเมื่อหมดเวลา และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นการตอบแทน

“ประชาชนจำนวนมากสนใจที่จะเห็นแมรีเล่น ฉันมีความสุขมากที่มีผู้เล่นอย่างเธอในทีมของเรา” เปาโล เซซาร์ บอสของเปแอสเชกล่าวหลังจากนั้น

“แฟนๆ ที่นี่ให้กำลังใจเธออย่างชัดเจน ในตอนแรกอาจจะไม่ใช่ แต่เมื่อจบเกม คุณภาพของเธอก็ฉายแววออกมา

“เธอแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในวันนี้ และเธอให้ความมั่นใจแก่ทีม ฉันมีความสุขมากกับเธอ”

สกินเนอร์กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อก่อนเกมว่าเขาคาดหวังว่าแฟน ๆ ของยูไนเต็ดจะทำให้ชีวิตยากลำบากสำหรับ Earps ในฐานะคู่ต่อสู้ แต่หวังว่าเธอจะได้รับความเคารพที่เธอได้รับในช่วงห้าปีที่เธออยู่ในสโมสรก่อนจะออกจากทีมในปี 2024

เมื่อเธอออกจากสนามท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าบ้านและอ้อมกอดจากอดีตเพื่อนร่วมทีม ความขัดแย้งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับหนังสือของเธอให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความทรงจำที่เลือนลาง

“มันดีมาก เมื่อจามเกมผมได้บอกให้เธอดูแลตัวเอง แมรี่เป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก และเธอเป็นผู้เฝ้าประตูที่ดีที่สุดของโลก ดังนั้นเธอจึงเข้าใจมัน” สกินเนอร์กล่าว

“มันเป็นบรรยากาศที่น่ารัก และเธอได้รับการเชียร์เมื่อเธอเดินลงไปเมื่อจบเกม และหวังว่าสิ่งนั้นจะช่วยเธอในสถานการณ์และความรู้สึกของเธอ

“หลังจากเกม มันจะเป็นมิตรกับแมรีเสมอ เพราะเธอเป็นส่วนสำคัญของสิ่งที่เราทำ และเราไม่ควรลืมสิ่งนั้น”

วันนี้เราจะมาสรุปกันว่าการกลับมาของ แมรี่ เอียร์ป คือทอล์คออฟแมนเชสเตอร์ แต่ ซาเฟีย มิดเดิลตัน-พาเทล กลับขโมยซีนไปได้สำเร็จ

สรุปผลงานของมิดเดิลตัน-พาเทล ที่ทำให้ ทอล์คออฟแมนเชสเตอร์ เปลี่ยนไป

ฟุตบอลก็เป็นแบบนี้แหละครับ บางทีสตาร์ดังก็อาจจะไม่ได้ฉายแสงเสมอไป คนที่รอโอกาสอยู่ก็อาจจะขึ้นมาสร้างชื่อได้ในวันที่เราไม่ทันตั้งตัว

ที่มา – Earps return ‘talk of Manchester’ but Middleton-Patel steals show