วัน: 20 พฤศจิกายน 2025

สคบ. คุมเข้มหอพัก ลดค่าครองชีพ: ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท

“สันติ ปิยะทัต” สั่งลุยลดค่าครองชีพ นำร่องธรรมศาสตร์ รังสิต คุมเข้มสัญญาเช่าที่พักอาศัย กำหนดเพดานอัตราค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย

นายอรุณ คงเจริญ ที่ปรึกษานายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำทีมสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่อพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตามคำสั่งของนายสันติ เพื่อขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการกำหนดอัตราค่าน้ำค่าไฟอย่างเป็นธรรม

โดยได้ชี้แจงวิธีการคำนวณค่าน้ำประปาและค่าไฟตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้การเรียกเก็บค่าน้ำประปาและค่าไฟต้องไม่เกินอัตราที่หน่วยงานรัฐกำหนด และห้ามบวกกำไรส่วนต่าง โดยกำหนดเพดานอัตราค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

“รัฐบาลเลือกอพาร์ตเมนต์รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นพื้นที่นำร่อง ยกระดับมาตรฐานการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ เพราะมีหอพักและผู้เช่าเป็นจำนวนมาก สะท้อนปัญหาที่พบทั่วประเทศได้ชัดเจน และเชื่อมั่นว่านโยบายนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ ลดความขัดแย้งระหว่างผู้เช่ากับผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง”

ด้าน นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวเสริมว่า สคบ. พร้อมเดินหน้าตามนโยบาย โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประชาสัมพันธ์และกวดขันผู้ประกอบการเช่าที่พักอาศัย ให้ปรับปรุงสัญญาเช่าให้ถูกต้องตามมาตรฐานใหม่ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการบังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบสัญญาเช่าที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินจริง สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.co.th

จากกรณี สคบ. คุมเข้มหอพัก ลดค่าครองชีพ โดยมีมาตรการค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับผู้เช่าที่พักอาศัย โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อย มาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หลายครั้งที่เราได้ยินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคิดค่าไฟเกินจริงของหอพัก ซึ่งการเข้ามาควบคุมดูแลของ สคบ. จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

สคบ. คุมเข้มหอพัก ลดค่าครองชีพ: ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท

การที่รัฐบาลเลือกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นพื้นที่นำร่องในการ ลดค่าครองชีพ และควบคุมค่าไฟในหอพักนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีนักศึกษาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การแก้ไขปัญหาในพื้นที่นี้ จะเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้นำไปปรับใช้

สคบ. คุมเข้มหอพัก ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาท ช่วยลดค่าครองชีพจริงหรือ?

แน่นอนว่าการที่ สคบ. เข้ามาควบคุมดูแลเรื่องค่าไฟ จะช่วยลดภาระทางการเงินของผู้เช่าได้จริง แต่สิ่งสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค เพื่อให้ทุกคนสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ หากเจ้าของหอพักไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้เช่าสามารถร้องเรียนไปยัง สคบ. ได้ทันที

การลดค่าครองชีพ เป็นนโยบายที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่ สคบ. เข้ามามีบทบาทในการควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าไฟ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ หวังว่ามาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ สคบ. เข้ามา ลดค่าครองชีพ โดยการควบคุมค่าไฟในหอพัก ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการให้ความรู้แก่ประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ที่มา – ลุยลดค่าครองชีพ ส่ง สคบ. คุมเข้มหอพัก ค่าไฟไม่เกิน 4.88 บาทต่อหน่วย นำร่องย่าน มธ.รังสิต

แผงแตก! ประตูลิเวอร์พูลโดนริบคืนเกมแมนฯซิตี้

ประตูที่ถูกริบคืนของลิเวอร์พูลในเกมกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง แม้ว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจะตัดสินว่าการตัดสินใจของ VAR (Video Assistant Review) ที่ไม่กลับคำตัดสินนั้นถูกต้องแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ Key Match Incidents (KMI) ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งตรวจสอบการตัดสินใจที่สำคัญของผู้ตัดสินในแต่ละสัปดาห์ กลับมีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว

คณะกรรมการห้าคนลงมติ 3 ต่อ 2 ว่าการตัดสินใจในสนามที่ริบคืนประตูนั้นไม่ถูกต้อง แต่ก็พบว่า VAR ถูกต้องแล้วที่ไม่เข้ามาแทรกแซง

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมลิเวอร์พูลคิดว่าเขาทำประตูตีเสมอให้ลิเวอร์พูลได้ในนาทีที่ 38 ของการแข่งขันที่เอติฮัด สเตเดียม เมื่อต้นเดือนนี้ ก่อนที่ ซิตี้จะชนะไป 3-0

คริส คาวานาฟ ผู้ตัดสิน และสจวร์ต เบิร์ต ผู้ช่วยของเขา ริบคืนประตู โดยตัดสินว่าแอนดี้ โรเบิร์ตสันทำผิดกติกาในตำแหน่งล้ำหน้าโดยการก้มตัวหลบลูกบอลที่กำลังจะเข้าประตู

การตัดสินใจที่ว่าการกระทำที่ชัดเจนของโรเบิร์ตสันอาจส่งผลกระทบต่อผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ได้รับการสนับสนุนจากทีม VAR ของไมเคิล โอลิเวอร์และทิม วูด

ลิเวอร์พูลได้ติดต่อกับ Professional Game Match Officials (PGMO) เพื่อแสดงความกังวล โดยเชื่อว่าเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับการทำผิดกติกาในตำแหน่งล้ำหน้าไม่เป็นไปตามนั้น

The KMI Panel ซึ่งประกอบด้วยอดีตผู้เล่นสามคนและตัวแทนจากพรีเมียร์ลีกและ PGMO อย่างละหนึ่งคน ลงมติ 3-2 ว่าผู้ช่วยไม่ควรให้เป็นลูกล้ำหน้า และยังลงมติ 3-2 ว่า VAR ถูกต้องแล้วที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอัตวิสัยอย่างมากของการตัดสินใจ ซึ่งฮาวเวิร์ด เว็บบ์ หัวหน้าผู้ตัดสิน อธิบายว่าเป็น “ไม่สมเหตุสมผล”

คำตัดสินของ KMI Panel เปิดเผยว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะกรรมการ “รู้สึกว่าเนื่องจากโรเบิร์ตสันไม่ได้อยู่ในแนวสายตาของผู้รักษาประตูในขณะที่โหม่ง และการกระทำต่อมาของเขาไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อความพยายามในการเซฟบอลของดอนนารุมม่า ประตูควรจะได้รับ”

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สมาชิกสองในห้าคนของคณะกรรมการ “รู้สึกว่านี่เป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนและโจ่งแจ้ง” สมาชิกคณะกรรมการคนหนึ่งตัดสินว่า “การเคลื่อนไหวต่อหน้าผู้รักษาประตูหมายความว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดที่ชัดเจนและโจ่งแจ้ง และ VAR ถูกต้องแล้วที่ไม่เข้าไปแทรกแซง”

“สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ถูกต้องหลัง VAR (3:2) สมาชิกคณะกรรมการอีกสองคนรู้สึกว่าการกระทำที่ชัดเจนของโรเบิร์ตสันต่อหน้าผู้รักษาประตูส่งผลกระทบต่อความพยายามในการเซฟของดอนนารุมม่า และสนับสนุนการเรียกนอกสนามของการล้ำหน้า”

KMI Panel ทำการตัดสินสองครั้งแยกกัน โดยคำนึงถึงกฎหมายและความคาดหวังของวิธีการตัดสินเกมในพรีเมียร์ลีก

การเรียกร้องในสนามเป็นการลงคะแนนเสียงโดยตรงในการตัดสินใจ โดยการแทรกแซง VAR ที่อาจเกิดขึ้นมีน้ำหนักต่อความผิดพลาดที่ชัดเจนและโจ่งแจ้ง หมายความว่า KMI Panel สามารถลงคะแนนเสียงได้ เช่นเดียวกับกรณีของประตูลิเวอร์พูลโดนริบคืนเกมแมนฯซิตี้ ที่จะไม่ดีกว่าถ้าการเรียกร้องในสนามแตกต่างออกไป แต่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน ดังนั้น VAR ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ประตูลิเวอร์พูลโดนริบคืนเกมแมนฯซิตี้

ความขัดแย้งจากประตูลิเวอร์พูลโดนริบคืนเกมแมนฯซิตี้นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการตัดสินใจของ VAR และมุมมองที่แตกต่างกันของผู้เชี่ยวชาญ

VAR ผิดพลาดในการเรียกร้องจุดโทษของเบรนท์ฟอร์ด

KMI Panel ได้บันทึกข้อผิดพลาด VAR ในเกมเบรนท์ฟอร์ด พบ นิวคาสเซิล เมื่อด็องโก้ วัตตารา ถูกจองจำในข้อหาจำลองสถานการณ์ หลังจากอ้างว่าถูกทำฟาวล์จากการท้าทายของแดน เบิร์น ในนาทีที่ 61

“คณะกรรมการเป็นเอกฉันท์ในมุมมองของพวกเขาว่าเบิร์นก่อให้เกิดการสะดุดวัตตาราโดยประมาท และควรให้ลูกโทษ” รายงานระบุ

“อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกเกี่ยวกับผลลัพธ์ของ VAR โดยส่วนใหญ่รู้สึกว่านี่เป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนและโจ่งแจ้ง (2:3) เนื่องจากภาพแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดที่ชัดเจนในการไม่ให้ลูกโทษ สมาชิกอีกสองคนรู้สึกว่าการตัดสินใจของกรรมการควรยืนหยัดเนื่องจากนี่ไม่ใช่ความผิดพลาดที่ชัดเจนและโจ่งแจ้งเนื่องจากการสัมผัสเป็นเพียงการเหลือบมอง”

การตัดสินใจอื่นๆ ทั้งหมดในช่วงสุดสัปดาห์ได้รับการสนับสนุน รวมถึงคะแนนเสียง 5-0 ว่าเคร็ก พอว์สัน ผู้ตัดสินถูกต้องแล้วที่ไม่ให้ลูกโทษแก่อาร์เซนอล หลังจากที่แดน บัลลาร์ด กองหลังซันเดอร์แลนด์จับ มิเกล เมริโน ด้วยข้อศอกของเขา

คณะกรรมการกล่าวว่า: “การเรียกร้องนอกสนามว่าไม่มีลูกโทษได้รับการสนับสนุน โดยถือว่าบัลลาร์ดไม่ได้กระทำความผิดใดๆ เนื่องจากมีการสัมผัสใดๆ เป็นผลมาจากการกระทำทางฟุตบอลที่คาดหวังในการท้าทายคู่ต่อสู้เพื่อแย่งบอล”

โดยรวมแล้วเหตุการณ์ประตูที่ถูกริบคืนของลิเวอร์พูลนั้นแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในตัดสินใจของ VAR รวมถึงความเห็นที่ไม่ตรงกันของผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – Panel split over disallowed Liverpool goal at Man City

ระทึก! **โชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม** วิ่งบนถนน

เรื่องราวเตือนใจ! พลเมืองดีเข้าช่วยเหลือเด็กน้อยโชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม วิ่งออกจากศูนย์เด็กเล็กไปตามถนนในจังหวัดนครราชสีมา เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอสุดระทึกในกลุ่ม “ข่าวคนโคราชบ้านเอ็ง” เป็นภาพของเด็กน้อยที่ยังดูดขวดนม วิ่งออกมากลางถนนบริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง พร้อมข้อความตำหนิโรงเรียนที่ไม่ปิดประตูรั้ว ทำให้เด็กสามารถออกมาเดินเล่นนอกโรงเรียนได้ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงครูผู้ดูแลว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เด็กออกมาจากโรงเรียนได้ โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น และรถที่ขับผ่านมาสามารถเบรกได้ทัน ก่อนที่พลเมืองดีจะรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กน้อยออกมาจากถนน คลิปวิดีโอดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความประมาทเลินเล่อที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้ที่เห็นเหตุการณ์ โดยผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ตนเห็นเด็กผู้หญิงวิ่งออกมาจากศูนย์เด็กเล็กและวิ่งไปบนถนน ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นลูกของผู้ที่มาส่งของ แต่เมื่อสังเกตว่ารถส่งของเลี้ยวเข้าซอยโดยไม่ได้สนใจเด็ก จึงร้องตะโกนเสียงดังเพื่อเตือนให้คนช่วย ก่อนที่จะรีบเข้าไปช่วยกันพาเด็กออกมายังจุดที่ปลอดภัย นับว่าโชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม เพราะถนนเส้นนั้นมีรถสัญจรไม่มากนัก และรถที่ขับผ่านมาก็ชะลอความเร็ว

ผู้เห็นเหตุการณ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติแล้วศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้จะปิดประตูรั้วอยู่เสมอ ในฐานะของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้ ก็อยากจะขอให้ทางศูนย์เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลเด็กให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีก

มีรายงานว่าทางศูนย์เด็กเล็กได้ติดต่อผู้ปกครองของเด็กเพื่อแจ้งถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกล่าวขอโทษผู้ปกครองและสัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

เหตุการณ์โชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม วิ่งบนถนน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก สิ่งสำคัญคือการมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กพลัดหลง หรือเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

มาตรการป้องกันเหตุโชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม

  • การตรวจสอบจำนวนเด็กอย่างสม่ำเสมอ: ครูและผู้ดูแลเด็กควรตรวจสอบจำนวนเด็กอยู่เสมอ เพื่อให้ทราบว่าเด็กทุกคนอยู่ในความดูแล
  • การปิดประตูรั้วและทางเข้าออก: ประตูรั้วและทางเข้าออกควรปิดอยู่เสมอ และมีการควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวด
  • การติดตั้งกล้องวงจรปิด: การติดตั้งกล้องวงจรปิดสามารถช่วยในการตรวจสอบและติดตามความเคลื่อนไหวของเด็ก
  • การให้ความรู้แก่เด็ก: สอนให้เด็กทราบถึงอันตรายจากการเดินบนถนน และวิธีการขอความช่วยเหลือเมื่อพลัดหลง
  • การฝึกอบรมครูและผู้ดูแลเด็ก: ครูและผู้ดูแลเด็กควรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดูแลเด็กและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

นอกจากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน สิ่งนี้รวมถึงการจัดพื้นที่ให้เด็กได้เล่นและทำกิจกรรมอย่างอิสระภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด การจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องเล่นที่ปลอดภัย และการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

เหตุการณ์โชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม วิ่งบนถนน ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลเด็กเล็กอย่างจริงจัง การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ไม่ใช่แค่หน้าที่ของครูและผู้ดูแลเด็กเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพลเมืองดี หากไม่มีพลเมืองดีที่สังเกตเห็นและเข้าช่วยเหลือ เด็กน้อยอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต นี่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน

ที่มา – โชคดีรถไม่ชน เด็กถือขวดนม วิ่งออกจากศูนย์เด็กเล็กไปตามถนน

เอกนิติ นำทีม BOI ดึงลงทุนไทยจากญี่ปุ่น

“เอกนิติ” เตรียมนำคณะบีโอไอ เยือนญี่ปุ่น 27–29 พ.ย. นี้ จัดงานสัมมนาใหญ่ “Thailand-Japan Investment Forum” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมหารือแผนขยายการลงทุนในไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 27-29 พ.ย.นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะนำคณะบีโอไอเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเดินทางโรดโชว์ส่งเสริมการลงทุนกับประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นประเทศแรกหลังเข้ารับตำแหน่งของนายเอกนิติ โดยบีโอไอร่วมกับธนาคาร SMBC และพันธมิตรภาคธุรกิจญี่ปุ่นจัดสัมมนาใหญ่ “Thailand-Japan Investment Forum 2025” ณ Tokyo Kaikan กรุงโตเกียว เพื่อนำเสนอทิศทางนโยบายของรัฐบาลและมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงโอกาสการลงทุนในสาขาต่าง ๆ และปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทย โดยขณะนี้มีนักลงทุนและผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นลงทะเบียนเข้าร่วมงาน 400 ราย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

“ในงานสัมมนา นายเอกนิติ จะนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ในขณะที่บีโอไอ จะชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนจากบีโอไอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่น และนายเอกนิติจะพบกับรมว.เศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (METI) เพื่อหารือความร่วมมือด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญ และการพัฒนาพลังงานใหม่ รวมถึงแนวทางสร้างความร่วมมือเพื่อรักษาฐานการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยให้มั่นคง”

ขณะเดียวกัน การโรดโชว์ครั้งนี้ จะมีการจัดประชุมร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น 6 ราย ซึ่งมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มาสด้า มิตซูบิชิ และนิสสัน เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น พร้อมทั้งนำเสนอมาตรการสนับสนุนล่าสุดจากรัฐบาลและบีโอไอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ (xEV) อย่างครบวงจร นอกจากนี้ จะพบหารือกับธนาคารรายใหญ่ของญี่ปุ่น และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก เพื่อเชิญชวนให้มาขยายการลงทุนในประเทศไทย

“ญี่ปุ่นถือเป็นพันธมิตรสำคัญและมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และเป็นประเทศที่มีเงินลงทุนสะสมมากที่สุดในประเทศไทย การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ จะสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มที่มีฐานอยู่ในไทยแล้วและกลุ่มที่กำลังตัดสินใจโยกย้ายฐานการผลิต”

อีกทั้งจะยกระดับความร่วมมือในการต่อยอดอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในปัจจุบัน ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานใหม่ รวมถึงการดึงการลงทุนจากกลุ่ม เอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีศักยภาพที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ

“5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563 – 2568 ญี่ปุ่นได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 1,493 โครงการ มูลค่า 420,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 35,469 ล้านบาท เพิ่มเป็น 73,754 ล้านบาท”

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“เอกนิติ” นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย

การเดินทางไปญี่ปุ่นของ “เอกนิติ” นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

เป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้

  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น
  • หารือแผนขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
  • ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนและสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ

การดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย การลงทุนจากญี่ปุ่นจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับประเทศ ทั้งนี้ การที่ เอกนิติ นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

โอกาสในการลงทุนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ได้แก่:

  • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย
  • โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
  • นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่น่าสนใจ
  • แรงงานที่มีทักษะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

การลงทุนในประเทศไทยจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยรวมแล้ว การที่ เอกนิติ นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ที่มา – “เอกนิติ” นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย

เพชรบูรณ์เข้ม! รับ “ทริปน้ำไม่อาบ” 22-23 พ.ย. นี้

เพชรบูรณ์เตรียมพร้อมรับมือ “ทริปน้ำไม่อาบ” ที่จะมาเยือนอำเภอหล่มเก่าและเขาค้อในช่วงวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 โดยมีการประชุมวางมาตรการเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสมพงษ์ หอมสนิท ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมี พล.ต.ต. สารนัย คงเมือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าร่วมการประชุมเพื่อหารือถึงมาตรการต่างๆ ในการรองรับกิจกรรม “ทริปน้ำไม่อาบ” ที่กำลังจะเกิดขึ้น

จากการรายงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่าการจัดกิจกรรมในปีที่ผ่านมามีพฤติกรรมเสี่ยงหลายประการ เช่น การแสดงดนตรีและการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขับขี่ขณะมึนเมา รถเสียงดัง และการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุทางถนนได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง

เพชรบูรณ์เตรียมรับมือ “ทริปน้ำไม่อาบ” อย่างเข้มงวด

ที่ประชุมจึงมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด ดังนี้:

  • ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนทุกอำเภอ บูรณาการกำลังพลเรือน-ตำรวจ-ทหาร ตั้งด่านตรวจ กวดขันวินัยจราจร และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดเจ้าหน้าที่ร่วมจุดตรวจ ให้ความรู้ผู้ขับขี่ ตรวจสอบความพร้อมของคนและรถ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สั่งโรงพยาบาลทุกแห่งและหน่วยกู้ชีพกู้ภัย เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และเวชภัณฑ์ รองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
  • แขวงทางหลวงและแขวงทางหลวงชนบท จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกผู้ใช้ทาง พร้อมตรวจแก้จุดเสี่ยงและติดป้ายเตือน
  • อำเภอหล่มเก่าและอำเภอเขาค้อ ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัด อปพร. ดูแลพื้นที่จัดกิจกรรมและการจราจร

ปลัดจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงกิจกรรม “ทริปน้ำไม่อาบ”

พล.ต.ต. สารนัย คงเมือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า มาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยในปีนี้จะมีความเข้มข้นเช่นเดียวกับปีก่อน โดยมีการถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายที่สมบูรณ์มากขึ้น การประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียง การควบคุมกิจกรรมบนพื้นที่สูง และการอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชนในการสอดส่องดูแล

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดช่องทางให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถแจ้งเหตุได้ผ่านสายด่วน 191 รวมถึงศูนย์อำนวยการร่วมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จัดกิจกรรมและพื้นที่พักแรมต่างๆ

มาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับมือ “ทริปน้ำไม่อาบ”

เพื่อให้การรับมือกับ “ทริปน้ำไม่อาบ” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จังหวัดเพชรบูรณ์ได้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรและการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อร่วมกันดูแลความปลอดภัยและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

การเตรียมพร้อมรับมือกับกิจกรรม “ทริปน้ำไม่อาบ” แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเทศกาลต่างๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เป็นอย่างดี

ที่มา – เพชรบูรณ์เข้ม ประชุมวางมาตรการรับ “ทริปน้ำไม่อาบ” ช่วง 22-23 พ.ย. 68

อาร์เซนอล ป้องกันดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทีมอื่น?

หลังจาก 812 นาที และ 8 นัดติดต่อกันที่ไม่เสียประตูในทุกรายการ ในที่สุดแนวรับของอาร์เซนอลก็ถูกเจาะไข่แดงได้สำเร็จที่สเตเดียมออฟไลท์

เจ้าบ้านซันเดอร์แลนด์แสดงให้เห็นว่าคู่แข่งของพวกเขาสามารถทำประตูใส่ทัพปืนใหญ่ได้อย่างไร และทำได้ถึงสองครั้ง

แม้ว่าผลเสมอ 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอาจทำให้ความหวังในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของอาร์เซนอลต้องสะดุดไปบ้าง แต่การนำเป็นจ่าฝูง 4 แต้มเหนือทีมอื่นนั้นสร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวรับที่แข็งแกร่ง

การเก็บคลีนชีต 8 นัดติดต่อกันเทียบเท่าสถิติสโมสรของพวกเขาเองที่ทำไว้เมื่อปี 1903 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อพิจารณาถึงความสามารถของผู้เล่นรุ่นก่อนๆ นอกจากนี้ยังเทียบเท่ากับสถิติของทีมเพรสตันในปี 1889 และลิเวอร์พูลในปี 1920 สำหรับจำนวนนัดที่ชนะติดต่อกันมากที่สุดโดยไม่เสียประตูของสโมสรในอังกฤษ

ในขณะที่ลูกทีมของมิเกล อาร์เตต้า เตรียมเปิดบ้านต้อนรับท็อตแนมในวันอาทิตย์นี้ หลายคนเชื่อว่าโอกาสในการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003-04 กำลังรออยู่

จนถึงตอนนี้ในฤดูกาลนี้ พวกเขาเสียไปเพียง 5 ประตูจาก 11 นัด ตามหลังสถิติการเสียประตูน้อยที่สุดในหนึ่งฤดูกาลที่ 15 ประตูของเชลซีในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ เมื่อฤดูกาล 2004-05

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นทีมระดับหัวกะทิ แต่แนวรับ 4 คนของอาร์เซนอลอยู่ในอันดับใดเมื่อพิจารณาจากทีมที่ดีที่สุดที่เราเคยเห็นในยุคพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1992

‘สิ่งเดียวที่ขาดหายไปจากประวัติของพวกเขาคือถ้วยรางวัล’

มีการแข่งขันที่ดุเดือดสำหรับบัลลังก์นั้น แต่ในทางสถิติแล้ว ทัพปืนใหญ่อยู่ในอันดับต้น ๆ

เกือบหนึ่งในสามของฤดูกาล พวกเขาเสียเฉลี่ย 0.45 ประตูต่อเกม หากพวกเขารักษาอัตรานี้ไว้ได้ พวกเขาจะเสีย 17 ประตูจาก 38 เกม

ทีมเชลซีชุดคว้าแชมป์ปี 2004-05 ครองสถิติด้วยการเสีย 15 ประตู ขณะที่อาร์เซนอลชุดปี 1998-99 เสีย 17 ประตู แต่จบฤดูกาลโดยไม่มีถ้วยรางวัลติดมือ

แนวรับที่เหนียวแน่นรองลงมาคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2007-08 และลิเวอร์พูลในปี 2018-19 ซึ่งเสียไป 22 ประตูเท่ากัน

ยังมีหนทางอีกยาวไกลสำหรับอาร์เซนอล แต่หากแนวรับของเยอร์เรียน ทิมเบอร์, วิลเลียม ซาลิบา, กาเบรียล มากัลเญส และ ริคคาร์โด คาลาฟิโอรี โดยมีผู้รักษาประตูอย่าง ดาบิด รายา คอยหนุนหลัง พวกเขาก็มีโอกาสที่จะถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในสี่ทีมนี้

นั่นเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป เนื่องจากมีกระแสว่ากาเบรียล อาจจะต้องพักยาวถึงเดือนมกราคม หลังได้รับบาดเจ็บจากการรับใช้ทีมชาติบราซิล ขณะที่คาลาฟิโอรี กองหลังทีมชาติอิตาลี ก็มีปัญหาที่ต้องประเมินเช่นกัน

อาร์เซนอลยังมีสถิติดีที่สุดในด้านเกมรับใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปในฤดูกาลนี้ โดยเสียประตูน้อยที่สุด, โดนยิงเข้ากรอบน้อยที่สุด และเก็บคลีนชีตได้มากที่สุด

พวกเขาเสียการยิงเข้ากรอบเพียง 21 ครั้งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ รวมถึง 3 ครั้งจากการลงเล่น 5 นัดหลังสุด ค่าเฉลี่ย 1.9 ครั้งต่อเกมที่พวกเขาโดนยิงเข้ากรอบนั้นต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติของ Opta ในปี 2003-04 เป็นต้นมา

คุณต้องย้อนกลับไปในเดือนกันยายนและตุลาคมปี 1987 สำหรับครั้งสุดท้ายที่อาร์เซนอลทำได้ดีกว่าสถิติในฤดูกาลนี้ที่ชนะ 4 นัดติดต่อกันในลีกโดยไม่เสียประตู

เกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีม จอร์จ เกรแฮม ในยุคที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดเพลงเชียร์ “1-0 to the Arsenal” เพื่อสรรเสริญทีมที่มีความแข็งแกร่งในเกมรับแบบเดียวกับที่ลูกทีมของอาร์เตต้ากำลังทำซ้ำ

การทำประตูของซันเดอร์แลนด์จาก แดน บัลลาร์ด และประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ ไบรอัน บร็อบบีย์ ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะทำลายสถิติพรีเมียร์ลีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เก็บคลีนชีตติดต่อกัน 14 นัด ซึ่งทำไว้เมื่อปี 2008-09

ในขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูลเป็นผู้ถือครองสถิติคลีนชีตมากที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกในทุกรายการ โดยไม่เสียประตู 11 นัดติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ในปี 2005-06

มาร์ติน คีโอว์น อดีตกองหลังของอาร์เซนอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดปี 1998-99 เขียนในคอลัมน์ของเขาใน BBC Sport ว่า “เราสามารถเห็นได้ด้วยตาของตัวเองว่าแนวรับดีแค่ไหน”

“สิ่งเดียวที่ขาดหายไปจากประวัติของพวกเขาคือถ้วยรางวัล”

“หากพวกเขาได้เป็นแชมป์ พวกเขาจะก้าวไปสู่ระดับชั้นนำเทียบเท่ากับทีมที่เคยคว้าแชมป์ในอดีต”

อาร์เซนอล ป้องกันดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทีมอื่น?

แล้วคู่แข่งของอาร์เซนอลคือใครเมื่อพูดถึงทีมที่มีเกมรับที่ดีที่สุดในลีก?

ลองดูตัวเลือกด้านล่างและโหวตว่าคุณคิดว่าทีมรับทีมไหนดีที่สุด

เชลซี (2004-05)

สิงห์บลูส์บุกตะลุยคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลแรกที่มูรินโญ่เข้ามาคุมทีม โดยส่วนสำคัญมาจากเกมรับที่เหนียวแน่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก

เปาโล แฟร์เรร่า, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, จอห์น เทอร์รี่ และ วิลเลียม กัลลาส เป็นแบ็คโฟร์ตัวหลัก โดยมี ปีเตอร์ เช็ก เฝ้าเสา ทำให้เชลซีเสียเพียง 15 ประตู

อาร์เซนอล (1998-99)

แนวรับที่ดีที่สุดของทัพปืนใหญ่ในยุคพรีเมียร์ลีก จนถึงตอนนี้?

หลังจากคว้าดับเบิ้ลแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ ในฤดูกาลก่อนหน้า แนวรับของอาร์เซนอลก็ยอดเยี่ยมในปี 1998-99 โดยมี ลี ดิกซัน, คีโอว์น, โทนี่ อดัมส์ และ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น เล่นหน้า ดาบิด ซีแมน

ผลลัพธ์คือเสียเพียง 17 ประตู แต่ความยากลำบากในการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายในฝั่งตรงข้ามหมายความว่าพวกเขาต้องจบอันดับที่สองในตารางตามหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2007-08)

บางทีอาจเป็นทีมยูไนเต็ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อพวกเขาชูถ้วยพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก

ด้วยเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ที่ยืนเฝ้าเสา แบ็คโฟร์ที่ลงตัวของ เวส บราวน์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมานย่า วิดิช และ ปาทริซ เอวร่า เสียเพียง 22 ประตูในลีก

เป็นอันดับสามร่วมในรายชื่อตลอดกาลร่วมกับลิเวอร์พูลในปี 2018-19 และเชลซีในปี 2005-06

ลิเวอร์พูล (2018-19)

มีเพียงสามทีมในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่จบด้วยคะแนนมากกว่า 97 คะแนนที่ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำได้ในปี 2018-19

ในขณะที่ลิเวอร์พูลขึ้นชื่อเรื่องสามประสานแนวหน้าที่ยอดเยี่ยมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ เกมรับของพวกเขาก็ค่อนข้างไร้ที่ติเช่นกัน

อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูชาวบราซิล คอยกวาดล้างหากใครก็ตามที่สามารถผ่านแนวรับสี่คนของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจเอล มาติป, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ทำให้พวกเขาเสียเพียง 22 ประตูตลอดทั้งฤดูกาล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2018-19)

ต้องเป็นทีมที่น่าทึ่งในการปฏิเสธทีมลิเวอร์พูลที่คว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกนั้นด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในแคมเปญนั้น และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็เป็นเช่นนั้น

ผู้รักษาประตู เอแดร์ซอน อยู่ในทีมเสมอ โดยมี ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์ และ อายเมริค ลาปอร์เต้ เป็นตัวหลักในแนวรับ ซึ่งมี แว็งซ็องต์ กอมปานี, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ และ นิโคลัส โอตาเมนดี้ ตลอดทั้งฤดูกาล

พวกเขาเสียไป 23 ประตู มากกว่าลิเวอร์พูลหนึ่งประตู แต่ที่สำคัญคือ พวกเขายังได้แต้มมากกว่าหนึ่งแต้มเพื่อคว้าแชมป์

โดยรวมแล้ว การเปรียบเทียบแนวรับของ อาร์เซนอล ป้องกันดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทีมอื่น? แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะอยู่ในกลุ่มยอดทีมของพรีเมียร์ลีก แต่จะต้องรักษาฟอร์มการเล่นและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

การเปรียบเทียบ อาร์เซนอล ป้องกันดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทีมอื่น? แสดงให้เห็นอะไร

การที่ อาร์เซนอล มีเกมรับที่ดีขึ้นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงแท็กติกและความมุ่งมั่นของทีม แม้ว่าการเปรียบเทียบ อาร์เซนอล ป้องกันดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับทีมอื่น? จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่วัดผลสำเร็จได้จริงจากการคว้าแชมป์เท่านั้น

ที่มา – How does Arsenal defence compare to Premier League’s best?

4 อดีตสส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง

4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง “ปิติพงศ์” ชี้อนาคตจับมือนามพรรคเป็นธรรมหรือไม่ คงต้องถามเอง พร้อมเผยพรรคประชุมใหญ่ 21 ธ.ค.นี้ พร้อมเลือกตั้ง

วันที่ 20 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก ขณะนั่งร่วมรับประทานอาหารกับนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม (ปธ.) พร้อมด้วยนายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ หรือเดิมชื่อ ประมณฑ์ คุณะเกษม โดยทั้ง 4 คน เป็นอดีต สส.พรรคไทยรักไทย พร้อมด้วย นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจและไลฟ์โค้ช น้องชายของนายภัทรศักดิ์ ร่วมนั่งพูดคุยด้วย  โดยนายสุรนันทน์ ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า นั่งคุยกับหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ปิติพงศ์ เต็มเจริญ ขอบคุณเจ้าภาพ อดีต สส.ภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ พร้อมด้วย อดีต สส.ประมณฑ์ คุณะเกษม และคุณกิ๊ก โอสถานุเคราะห์

รื้อฟื้นความหลังการเมือง

ต่อมา นายปิติพงศ์ เปิดเผยว่า เป็นการมานั่งพูดคุยรื้อฟื้นความหลังทางการเมือง ในฐานะที่เป็นอดีต สส.พรรค ทรท.ด้วยกัน พร้อมอัปเดตข้อมูลทางการเมือง และอนาคตทางการเมือง เนื่องจากกลางปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง นักการเมืองต้องมองหาพรรคการเมืองที่ตัวเองเชื่อมั่น

เตรียมประชุมพร้อมเลือกตั้ง

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า ส่วนของพรรคเป็นธรรมมีความพร้อมที่จะส่งทั้งว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อที่มีคุณภาพ และตามที่กฎหมายกำหนด โดยวันที่ 21 ธ.ค. พรรคจะมีการประชุมสามัญประจำปี เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง พร้อมเปิดแคมเปญพรรค นำเสนอนโยบายพรรค ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค ปธ. ได้ สส.มากกว่า 1 เขตแน่นอน

โยนให้ถามแต่ละคนเอง

เมื่อถามว่า อนาคตมีโอกาสที่ทั้งหมดจะมาร่วมงานกับพรรค ปธ.หรือไม่ นายปิติพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน และคงต้องสอบถามเจ้าตัวเอง และจะมี สส. หรือนักการเมืองต่างพรรคย้ายมาร่วมงานพรรค ปธ.หรือไม่ ไว้รอติดตามกัน

การรวมตัวของ 4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง ครั้งนี้ จุดประกายความสนใจในแวดวงการเมืองอย่างมาก การพบปะพูดคุยและรื้อฟื้นความหลังทางการเมืองของอดีต สส.พรรคไทยรักไทย สร้างความน่าสนใจถึงทิศทางในอนาคต การอัปเดตข้อมูลทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง

4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในสนามการเมือง อดีต สส.พรรคไทยรักไทย ได้ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การพบปะพูดคุยกับนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต

การตัดสินใจของแต่ละบุคคลและความเป็นไปได้ในการย้ายพรรคของนักการเมืองอื่นๆ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป พรรคเป็นธรรมมีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร สส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อที่มีคุณภาพ และเตรียมเปิดแคมเปญพรรคเพื่อนำเสนอนโยบายต่างๆ

อนาคตพรรคเป็นธรรมกับการ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง

พรรคเป็นธรรมตั้งเป้าหมายที่จะได้รับ สส.มากกว่า 1 เขตในการเลือกตั้งครั้งหน้า การ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง ของอดีต สส.ไทยรักไทย อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าจับตามอง การรวมตัวของบุคลากรที่มีประสบการณ์และความมุ่งมั่น อาจนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการนำเสนอนโยบายและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้

ดังนั้น การ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง ของอดีต สส.ไทยรักไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจ และอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – 4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง “ปิติพงศ์” ยันพรรคเป็นธรรมพร้อมเลือกตั้ง

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

ประกาศเตือน! ฝนตกมาก ภาคใต้ 20-23 พ.ย.

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 12 เตือนเรื่อง “อากาศหนาวเย็น” บริเวณประเทศไทยตอนบน และที่สำคัญคือ ฝนตกมากถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ในช่วงวันที่ 20-23 พฤศจิกายนนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ตามประกาศ ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศเย็นถึงหนาวและลมแรง อุณหภูมิลดลงเล็กน้อย ส่วนภาคกลางรวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็จะมีอากาศเย็นและลมแรงเช่นกัน บริเวณยอดดอยและยอดภูอากาศจะหนาวถึงหนาวจัด

ขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระวังอันตรายจากอัคคีภัยเนื่องจากอากาศแห้งและลมแรง เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า จะมีฝนตกมากในหลายพื้นที่ และอาจมีฝนตกมากเป็นพิเศษในบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 20-23 พฤศจิกายน เนื่องจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่าง ทำให้คลื่นลมในอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ประกาศฉบับ 12 เตือนจังหวัดภาคใต้ รับมือ “ฝนตกมาก”

ดังนั้น ประชาชนในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกมากถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออกก็ต้องระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งด้วย ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (ปริมาณตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตร ขึ้นไป) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่:

  • สุราษฎร์ธานี
  • นครศรีธรรมราช
  • พัทลุง
  • สงขลา
  • ปัตตานี
  • ยะลา
  • นราธิวาส
  • กระบี่
  • ตรัง
  • สตูล

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก (ปริมาณตั้งแต่ 35.1 ถึง 90.0 มิลลิเมตร):

20 พฤศจิกายน 2568

  • ชุมพร
  • ระนอง
  • พังงา
  • ภูเก็ต
  • กระบี่
  • ตรัง
  • สตูล

21-22 พฤศจิกายน 2568

  • นครศรีธรรมราช
  • พัทลุง
  • สงขลา
  • ปัตตานี
  • ยะลา
  • นราธิวาส

23 พฤศจิกายน 2568

  • นครศรีธรรมราช
  • พัทลุง
  • สงขลา

ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ ฝนตกมาก ในภาคใต้ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ประกาศฉบับ 12 เตือนจังหวัดภาคใต้ รับมือ “ฝนตกมาก” เฝ้าระวังน้ำท่วม 20-23 พ.ย.