วัน: 20 พฤศจิกายน 2025

อนุดิษฐ์เผย กล้าธรรมเปิดตัวผู้สมัคร สส.ธ.ค.นี้!

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวผู้สมัคร สส. ต้นเดือนธันวาคมนี้อย่างแน่นอน! แม้จะยังไม่เปิดเผยรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ แต่ยืนยันว่าไม่หวั่นกระแสโจมตี มั่นใจในผลงานที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นย้ำว่า พรรคจะทำการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. อย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยจะเริ่มทยอยเปิดตัวในส่วนของผู้ที่มีความพร้อมก่อนเป็นอันดับแรก และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าพรรคกล้าธรรมจะมีผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศอย่างแน่นอน

ในส่วนของรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่หลายคนให้ความสนใจ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่าจะมีการส่งรายชื่อตามกฎหมายกำหนดอย่างแน่นอน แต่ขอสงวนรายชื่อไว้ก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะต้องหารือกันอย่างรอบคอบ เพื่อคัดสรรผู้ที่มีความเหมาะสมและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด ดังนั้นจึงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ว่าจะเป็นบุคคลภายนอกหรือภายในพรรค

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการเลือกตั้งที่จะมาถึง น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ผลงานของรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมในกระทรวงต่างๆ ที่ผ่านมา จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของพรรคได้อย่างชัดเจน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการนำเสนอนโยบายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เมื่อถูกถามถึงกระแสโจมตีที่อาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ และมั่นใจว่าการตอบคำถามในทุกประเด็นของพรรคจะเป็นไปตามข้อเท็จจริง และท้ายที่สุดแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้ความไว้วางใจพรรคมากน้อยเพียงใด ผ่านจำนวน สส. ที่พรรคจะได้รับในการเลือกตั้ง

น.อ.อนุดิษฐ์ยังได้กล่าวถึงกรณีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา ที่ถูกยึดทรัพย์ โดยระบุว่าเป็นกรณีเดียวกับ สส. จากทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายคนที่ต้องเผชิญกับคดีความในลักษณะเดียวกัน โดยย้ำว่าควรใช้กระบวนการยุติธรรมในการตัดสินจนกว่าคดีจะสิ้นสุด และจนกว่าจะถึงที่สุดแล้ว นายชนนพัฒฐ์ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายชนนพัฒฐ์ที่จะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

อนุดิษฐ์เผย กล้าธรรมเปิดตัวผู้สมัคร สส.ธ.ค.นี้!

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวผู้สมัคร สส. ต้นเดือนธันวาคม

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงจุดยืนทางการเมืองและการนำเสนอนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศ การตัดสินใจเปิดตัวผู้สมัคร สส. ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งอย่างเต็มที่

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การยืนยันว่าจะส่งรายชื่อตามกฎหมายก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ การเน้นย้ำถึงผลงานของรัฐมนตรีจากพรรคในกระทรวงต่างๆ ก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการบริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคกล้าธรรมยืนหยัดที่จะเผชิญหน้ากับกระแสโจมตีและตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริง ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การติดตามและพิจารณา การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าพรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศได้อย่างไร

การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ของพรรคกล้าธรรมในเดือนธันวาคมนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจในการติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

ความท้าทายและโอกาสของพรรคกล้าธรรม

แม้ว่าพรรคกล้าธรรมจะมีความมั่นใจในผลงานและนโยบายของตนเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งนั้นมีความรุนแรงและเต็มไปด้วยความท้าทาย พรรคจะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งทางการเมืองที่มีฐานเสียงและความนิยมที่แข็งแกร่ง รวมถึงจะต้องสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม พรรคกล้าธรรมก็มีโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างและดึงดูดผู้สนับสนุนได้ โดยการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน รวมถึงการสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอและตรงไปตรงมา

การที่ น.อ.อนุดิษฐ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและการเคารพในสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงหลักการและค่านิยมของพรรคที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความเป็นธรรม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุนได้

อนาคตของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งที่จะมาถึงจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ การวางแผนกลยุทธ์ และการสื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ในเดือนธันวาคมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความประทับใจและดึงดูดผู้สนับสนุนให้หันมาให้ความไว้วางใจและเลือกพรรคกล้าธรรมให้เป็นตัวแทนในการพัฒนาประเทศต่อไป

โดยรวมแล้ว การเตรียมเปิดตัวผู้สมัคร สส.ของพรรคกล้าธรรม ในเดือนธันวาคมนี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งอย่างเต็มที่ การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างผลงานและเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้อย่างไร

การที่อนุดิษฐ์เผย กล้าธรรมเปิดตัว ผู้สมัคร สส.ธ.ค. นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจในการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย

ที่มา – “อนุดิษฐ์” เผย “กล้าธรรม” เตรียมเปิดตัวผู้สมัคร สส.เดือน ธ.ค.ไม่หวั่นกระแสโจมตี

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี ชวนให้กำลังใจ

“วรชัย” งง เรียกภาษี “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ทั้งที่เคยถูกยึดเงินขายหุ้นไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท สงสัยเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหน ชวนกินข้าวหน้าเรือนจำให้กำลังใจเสาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลฎีกาพิพากษากลับให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทกรณีขายหุ้นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตนรู้สึกงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเงิน 7 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้น ถูกยึดไปจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วยังต้องมาเสียภาษีอีก 1.7 หมื่นล้านบาทอีก เลยสงสัยว่าเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหนไปเข้ากระเป๋าใคร และการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกรณีอื่นๆ กรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ถูกคสช.ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนถูกกระทำเช่นนี้เลย นี่คือความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ ฉะนั้นในวันเสาร์นี้ ขอเชิญพี่น้องที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยรวมตัวแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ หน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อทานอาหารพร้อมกับนายทักษิณในเรือนจำ ขอเชิญประชาชนมากันให้มากที่สุดในวันเสาร์นี้ และเพื่อขอคืนความยุติธรรมให้กับนายทักษิณ ที่ถูกกระทำมาตลอดกว่า 18 ปี

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนให้กำลังใจ

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยนายวรชัยได้ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เงินจากการขายหุ้นของนายทักษิณได้ถูกยึดไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ: ทำไมต้องเสียภาษีอีก?

คำถามสำคัญที่นายวรชัยและอีกหลายคนตั้งขึ้นก็คือ เหตุใดนายทักษิณจึงยังต้องถูกเรียกเก็บภาษีอีก ทั้งๆ ที่เงินจากการขายหุ้นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทได้ถูกยึดไปแล้ว ข้อสงสัยนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการทางกฎหมายและการเงินที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายวรชัยยังได้กล่าวถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว โดยเน้นย้ำว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่นายทักษิณ นายวรชัยได้เชิญชวนประชาชนที่รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้รวมตัวกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อร่วมรับประทานอาหารและส่งกำลังใจให้นายทักษิณที่อยู่ในเรือนจำ การรวมตัวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่ยังคงฝังรากลึกในประเทศไทย การออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนจึงเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะเห็นสังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นธรรมและความเสมอภาคอย่างแท้จริง

  • การถูกเรียกเก็บภาษีของนายทักษิณ: ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน?
  • การรวมตัวให้กำลังใจ: พลังของประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม
  • มองอนาคต: สังคมไทยจะก้าวไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน

ดังนั้น การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนความเป็นธรรม จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่มา – “วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนพลพรรคให้กำลังใจหน้าเรือนจำ

ปชช. จับตา! รัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้าจริงหรือ?

พรรคประชาชน ถามตรง “รัฐบาลอนุทิน” เร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนไปเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งผลักประชาชนแบกค่าไฟแพง เรียกร้องชะลอเซ็นโครงการใหม่ทั้งหมด

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวรภพ วิริยะโรจน์ และ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีมีมติเร่งรัดการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในโครงการ RE Big Lot และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,600 เมกะวัตต์ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบอยู่แล้ว การเดินหน้ารับซื้อไฟเพิ่มโดยไม่มีความจำเป็นทางเทคนิค ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองกันแน่

นายศุภโชติ ระบุว่า โครงการ RE Big Lot ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ เป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ซึ่งเคยมีมติชะลอการรับซื้อไฟฟ้าเพราะราคารับซื้อสูงเกินไปและควรเจรจาใหม่ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน มติที่ออกมากลับเป็นการ “เดินหน้าต่อในราคาเดิม” ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย โดยไม่ยอมลดราคาแม้แต่สตางค์เดียว ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์เซลล์ทั่วโลกวันนี้ลดลงมากแล้ว การเดินหน้าตามราคานี้เท่ากับล็อกภาระต้นทุนให้ประเทศไปอีกกว่า 25 ปี และจะถูกส่งกลับมาในรูปแบบค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

นายศุภโชติ ระบุอีกว่า รัฐบาลยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ ในนาม “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ทั้งที่โครงสร้างของโครงการยังเป็นการลงทุนโดยทุนใหญ่เหมือนเดิม ส่วนชุมชนยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทบาทในการบริหารหรือขายไฟฟ้าจริงอย่างไร และที่สำคัญคือราคารับซื้อไฟฟ้าถูกกำหนดไว้สูงถึง 2.25 บาทต่อหน่วย แพงกว่าโครงการ RE Big Lot ความต่างเพียง 8 สตางค์นี้ เมื่อกระจายไปในระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ จะกลายเป็นภาระที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งที่ไฟฟ้าของประเทศมีมากเกินพออยู่แล้ว

ด้านนายวรภพ มองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองพลังงานไทย เพราะในเดือนมกราคม 2562 ก่อนการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 มีการอนุมัติโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 1,940 เมกะวัตต์ ให้กับเอกชนโดยไม่มีการเปิดประมูล และต่อมาในเดือนเมษายน 2566 ก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ก็มีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ (RE Big Lot) และ โครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งมาอนุมัติในเดือนตุลาคม 2568

นายวรภพ ตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดเหมือนเป็นหนังม้วนเดิม แทบทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลในเวลานั้นมักมีนโยบายอนุมัติ “ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม” ตามออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นธรรมเนียมทางการเมือง มากกว่าการวางแผนพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนรูปแบบการ “แจกโรงไฟฟ้า” ให้กลุ่มทุนที่มีบทบาทในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งทำกันมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประชาชนคือผู้ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเป็นสิบๆ ปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา ทำให้ต้องตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทิน ว่าการเร่งรับซื้อไฟฟ้าเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางพลังงาน หรือเพราะความจำเป็นทางการเมืองกันแน่ การเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาสูง ทั้งที่ระบบไฟฟ้าล้นเหลือ จะทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ในราคาถูกกว่าและมีความโปร่งใสกว่า

พรรคประชาชนย้ำว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเช่นนี้ “Quick Big Win” ที่ประกาศไว้ จะไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่จะเป็น “Quick Big Win ของกลุ่มทุนพลังงาน” ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นโดยไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย ดังนั้น พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญาโครงการใหม่ทั้งหมดจนกว่าจะมีการทบทวนแผนพลังงาน PDP ฉบับใหม่อย่างโปร่งใส พร้อมปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าให้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย พร้อมตั้งคำถามที่พรรคประชาชนอยากให้รัฐบาลตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า การรับซื้อไฟในครั้งนี้ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนจริง หรือเป็นการเตรียมทุนสำหรับการเมืองในอนาคต

ปชช. จับพิรุธ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนรอเลือกตั้งหรือไม่

ทำไมต้องตั้งคำถามเรื่องการเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้าในตอนนี้?

การรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมในช่วงที่ไฟฟ้าสำรองของประเทศมีอยู่มากแล้ว ก่อให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว การเปิดประมูลหรือการเจรจาต่อรองราคาที่เป็นธรรมควรเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายพลังงานของรัฐ

  • การพิจารณาและการตัดสินใจในเรื่องนโยบายพลังงานควรเป็นไปอย่างโปร่งใส
  • ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการตัดสินใจให้ประชาชนได้รับทราบ
  • ควรมีการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประชาชนต้องจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในนโยบายพลังงาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในนโยบายพลังงานของรัฐบาล เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชน. จับพิรุธ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนรอเลือกตั้งหรือไม่

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

“อนุทิน” ย้ำอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี บอกเป็นรัฐบาลข้างน้อยต้องพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เผยยังไม่ได้คุยกับ“ศุภจี” หลังเปิดตัวนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่ได้เปิดตัวอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงแค่ผู้สื่อข่าวถามมาก็ตอบไป ใครก็ตามที่มีความสามารถมีผลงานมีความตั้งใจในการทำงาน ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศพรรคการเมืองทุกพรรคไม่เพียงแค่ภูมิใจไทยก็ต้องการคนเช่นนี้ หากยินดีที่จะมาช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีเนื่องจากยังปฏิบัติหน้าที่ที่สหรัฐอเมริกา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการส่งสัญญาณให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมพร้อมยุบสภาว่า ไม่ต้องส่งสัญญาณเคยพูดตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องยุบสภาเป็นพระราชอำนาจและคนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ คือนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ไม่ต้องไปหารืออะไรกับใคร

เมื่อถามว่า การเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน แสดงว่าอาจยุบสภาก่อนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของการยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ รวมถึงกรณีของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ อำนาจในการยุบสภานั้นเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว และการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับใครทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงเรื่องการเปิดตัวนางศุภจี ว่ายังไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเท่านั้น

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา

สำหรับความเป็นไปได้ในการยุบสภา นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าการยุบสภาอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนางศุภจีเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายอนุทินยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีในเรื่องนี้ เนื่องจากนางศุภจียังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจในการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง และอาจมีการตัดสินใจในเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้ การที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูท่าทีของนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจทิศทางของการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภาอยู่ในมือ บอกยังไม่ได้คุย “ศุภจี” ชวนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท.

รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ หากอภิปรายไม่ไว้วางใจ?

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อ “ภราดร” ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเร่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า โอกาสที่จะชนะการโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นริบหรี่เต็มที หากเสียงไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247 เสียง นายกรัฐมนตรีก็อาจจะต้องพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายภราดร ปริศนานันท์ฐกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ได้กล่าวถึงการยื่นเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 ว่า คาดการณ์ว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า โดยวันที่ 21 พฤศจิกายน การพิจารณาจะเสร็จสมบูรณ์ และสัปดาห์หน้าจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการทบทวน

ครม. ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวโน้มการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ซึ่งนายกฯ และครม. ไม่ได้ขัดข้องหากคณะกรรมาธิการมีความพร้อม และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 8-11 ธันวาคม

ความท้าทายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอาจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดรตอบว่า ต้องพิจารณาว่าเป็นการอภิปรายคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ หรือเป็นรายบุคคล หากรัฐบาลแพ้การโหวต จะส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรืออาจเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจทางการเมือง เช่น การยุบสภา ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดเดาได้

นายภราดร ยังกล่าวเสริมว่า รัฐบาลไม่ได้หวาดกลัวต่อการตรวจสอบ แต่ด้วยสถานะที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โอกาสที่จะชนะเสียงในสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องพิจารณาว่าเสียงโหวตไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247 เสียงหรือไม่ หากมีมากกว่านั้น นายกรัฐมนตรีก็อาจจะไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของรัฐบาลผสม และความสำคัญของการเจรจาต่อรองทางการเมือง การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการที่จะผลักดันวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ?

การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นับเป็นเดิมพันที่สำคัญของรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้ ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่หากรัฐบาลไม่สามารถผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ข้อสังเกตที่น่าสนใจ

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และต้องการผลักดันให้สำเร็จ
  • การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความท้าทายที่สำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญ
  • เสียงของ สส. แต่ละคนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศ
  • อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลยังคงไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับผลของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การที่รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนจาก สส. และการตอบสนองของประชาชน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะมีความท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นกระบวนการที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยขณะนี้ช่างเข้มข้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง ทุกการตัดสินใจของผู้มีอำนาจจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – รัฐบาลพร้อมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ รับหากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อยู่ไม่ได้

Money Expo 2025 เปิดแล้ว! รวมแคมเปญการเงิน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการเปิดงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 Bangkok Year-End ครั้งที่ 8 พร้อมปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่ารัฐบาลต้องการให้คนไทยและเศรษฐกิจไทยปรับตัว พลิกฟื้นเศรษฐกิจ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะการ upskill และ reskill ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ขณะนี้มีร้านค้าเกือบ 1 ล้านร้านค้าเข้าร่วมระบบ และมีร้านค้าจำนวนมากที่ได้รับเพิ่มเติมทักษะ วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้คนไทยมีทักษะในการขายสินค้า หารายได้ รวมถึงทักษะทางการเงิน ดิจิทัล และ AI เพื่อนำมาปรับใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นและเติบโตในระยะยาว

ในระดับประเทศ รัฐบาลเตรียมลงทุนในโลกแห่งอนาคต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และยังเปิดโอกาสให้ประชาชนออมเงินผ่านกองทุนต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา IndivIdual Saving Account เพื่อส่งเสริมการออมของคนไทยในระยะยาว

รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าการลงทุนของประเทศไทยเติบโตช้ากว่าประเทศอื่น แต่รัฐบาลยังคงมองเห็นโอกาสในการลงทุนในอนาคต เช่น เกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอีวี ดาต้าเซนเตอร์ และการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยมีฐานะทางการคลังที่ดี แม้ว่าบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศจะปรับลดมุมมองประเทศไทยจาก ‘มีเสถียรภาพ’ เป็น ‘เชิงลบ’ แต่ล่าสุด S&P GLOBAL RATATING ได้คงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ ‘มีเสถียรภาพ’ เนื่องจากเห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในด้านการมีวินัยทางการคลัง

นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม มหกรรมการเงิน MONEY EXPO ระบุว่า จุดเด่นของงานในปีนี้คือการรวมโปรโมชั่นส่งท้ายปีที่มอบสิทธิพิเศษมากที่สุด ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุน ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินฝากดอกเบี้ยสูง ประกันสุดคุ้ม และกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน คาดการณ์ว่าตลอดการจัดงานจะมีธุรกรรมรวมกว่า 7,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา โดยธุรกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นสินเชื่อบ้าน รองลงมาคือกองทุน ประกันสุขภาพ-ประกันชีวิต และเงินฝาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีการวางแผนทางการเงินแบบกระจายความเสี่ยงและมีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยประกันที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือประกันสูงวัย

เปิดแล้ว! งานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025

สำหรับงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 Bangkok Year-End จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ทำไมต้องไปงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025?

  • รวมโปรโมชั่นการเงินและการลงทุนที่ดีที่สุดส่งท้ายปี
  • มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายให้เลือกสรร ทั้งสินเชื่อ เงินฝาก ประกัน และกองทุน
  • เป็นโอกาสที่ดีในการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล
  • ได้พบกับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่จะให้คำปรึกษา

งานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 เป็นโอกาสดี ๆ ที่ทุกคนไม่ควรพลาด เพราะเป็นงานที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการลงทุนที่หลากหลาย พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมายที่ช่วยให้คุณสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างรอบด้าน อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมงานเพื่อสำรวจโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตของคุณ

ที่มา – เปิดแล้ว งานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 รวมแคมเปญด้านการเงินดีสุดส่งท้ายปี

ข้าวหอมสยาม: ปลอดภัย ไม่ใช่ GMO เตรียมขึ้นทะเบียน

กระทรวง อว. โดย สวทช. ยืนยันพันธุ์ข้าว “หอมสยาม” มีความปลอดภัย ใช้กระบวนการคัดพันธุ์โดยธรรมชาติ ได้รับการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน (ร.พ.2) จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้วในปี 2565 และอยู่ระหว่างขอรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว เพื่อเป็น “ข้าวทางเลือก” ให้เกษตรกร

จากกรณีมีข่าวเรื่อง “ข้าวหอมสยาม” ไม่ใช่ “ข้าวหอมมะลิ” เตือนเกษตรกรระวังการขยายผลการเพาะปลูก หวั่นไม่มีตลาดรองรับชัดเจน จนอาจเกิดข้อกังวลด้านมาตรฐานและความปลอดภัยนั้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยืนยันว่าข้าวหอมสยามไม่ได้มาแทนที่ข้าวหอมมะลิ แต่ข้าวหอมสยามเป็น “ข้าวเจ้าหอม” ที่มีการพัฒนาพันธุ์ผ่านการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก มีความปลอดภัย และได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์ถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร

ข้าวหอมสยาม ไม่ใช่ GMO เป็นการคัดเลือกสายพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้มุ่งมั่นวิจัยสร้างองค์ความรู้และนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยงานพันธมิตร และกรมการข้าวมากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณลักษณะที่ดีขึ้นแก่เกษตรกรไทย ทั้งให้ผลผลิตสูง ความสามารถในการต้านทานโรค แมลง ทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น ทนน้ำท่วม ทนแล้ง รวมถึงการพัฒนาในเรื่องกลิ่นและความหอมในพันธุ์ต่าง ๆ โดยที่ผ่านมามีพันธุ์ข้าวจาก สวทช. ที่ได้รับรองพันธุ์จากกรมการข้าวด้วยแล้วหลายพันธุ์ เช่น กข18 (ข้าวเหนียวต้านทานโรคไหม้ ลำต้นแข็งไม่ล้ม), กข51 (ปรับปรุงจากพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ให้มีลักษณะทนน้ำท่วมฉับพลัน), กข73 (ข้าวเจ้าทนเค็ม) และ กข75 (ปรับปรุงจากพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ให้มีลักษณะต้านทานโรคไหม้)

ข้าวหอมสยามเป็นข้าวเจ้าหอม นุ่ม ไวต่อแสง ให้ผลผลิตสูง คุณภาพการหุงต้มดี ปรับตัวได้ดีในสภาพน้ำน้อย ซึ่งได้ปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ปี 2553 โดยมีการพัฒนาจากการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ ระหว่างข้าวสายพันธุ์แม่ “RGD03068-2-9-1-B (RGD03068)” ที่มีลักษณะทนแล้ง กับข้าวสายพันธุ์พ่อ “แก้วเกษตร” ซึ่งมีคุณสมบัติต้านทานต่อโรคไหม้ ทรงกอตั้ง ต้นเตี้ย ไม่ได้มีการใส่ยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่นเข้าไป ข้าวหอมสยามจึงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ทั้งนี้ในขั้นตอนการคัดเลือกลักษณะทนแล้ง ต้านทานโรค และคุณภาพหุงต้มจะใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่มีความแม่นยำ คือการใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอช่วยในการคัดเลือก ซึ่งเป็นเทคนิคมาตรฐานของศูนย์วิจัยข้าวทั่วโลก

ข้าวหอมสยามอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองพันธุ์ตามมาตรฐานกรมการข้าว

ผอ.สวทช. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันข้าวหอมสยามอยู่ระหว่างกระบวนการทดสอบและขยายพันธุ์ เพื่อประกอบการพิจารณารับรองพันธุ์โดยกรมการข้าว ซึ่งต้องดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อพิสูจน์ว่า พันธุ์มีเสถียรภาพการให้ผลผลิตสม่ำเสมอในหลายสภาพแวดล้อม และต้องมีการทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ย โดยกระบวนการนี้ต้องทำโดยสถานีทดลองและแปลงเกษตรกรในหลายจังหวัด จึงเป็นเรื่องปกติที่พันธุ์ใหม่ทุกพันธุ์จะต้องใช้เวลาพอสมควรในการดำเนินงาน ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่า ข้าวหอมสยามเป็นพันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐานแต่ประการใด

ผอ.สวทช. กล่าวต่อว่า ข้าวหอมสยามพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ในปี 2553 ต่อมาในปี 2563 เริ่มมีการนำข้าวไปปลูกทดสอบในแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ ได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 530 กิโลกรัมต่อไร่ ต่อมาในปี 2564 ได้มีการขยายการปลูกทดสอบในแปลงเกษตรกรในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.อุบลราชธานี จ.อำนาจเจริญ จ.ศรีสะเกษ จ.สกลนคร จ.นครพนม จ.ยโสธร จ.ร้อยเอ็ด จ.สุรินทร์ จ.มหาสารคาม และ จ.บุรีรัมย์ รวมพื้นที่ 21 ไร่ ซึ่งเกษตรกรให้ความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวหอมต้นเตี้ย ผลผลิตสูง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ทำให้ลดการสูญเสียผลผลิตจากการหักล้ม และลดต้นทุนในการเก็บเกี่ยว คุณสมบัติเด่นอีกประการของข้าวหอมสยามคือมีความต้านทานต่อโรคใบไหม้และโรคไหม้คอรวงได้ดี ล่าสุดในปี 2567 ได้มีการขยายการปลูกทดสอบในจังหวัดพิจิตร พบว่าข้าวหอมสยามสามารถให้ผลผลิตสูงกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่

“ปัจจุบันข้าวหอมสยามได้รับการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน (ร.พ.2) จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้วในปี 2565 ซึ่งเป็นด่านแรกในการพิสูจน์ความน่าเชื่อถือทางวิชาการ เป็นการยืนยันว่าพันธุ์ข้าวหอมสยามมีตัวตน ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้ง สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้รับใบอนุญาตรวบรวม ขาย นำเข้า หรือส่งออกซึ่งเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า (พ.พ.1) ที่สำคัญขณะนี้ข้าวหอมสยามอยู่ระหว่างการยื่นขอรับรองพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนการทดสอบผลผลิต ทดสอบคุณภาพเมล็ดทางเคมีและกายภาพ การประเมินศักยภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน รวมทั้งทดสอบความต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าวในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยขณะนี้ได้ดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ เกือบครบถ้วนแล้ว” ผอ.สวทช.กล่าว

สวทช. มุ่งมั่นพัฒนาพันธุ์ข้าว สร้างโอกาสแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก

“กระทรวง อว. โดย สวทช. มีความตั้งใจในการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ รักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ที่ผ่านมา สวทช. เป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ทั้งในเชิงสังคมและพื้นที่ และเห็นความสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย จึงมีความตั้งใจในการพัฒนา “นวัตกรรมพันธุ์ข้าวหอมสยาม” ที่มีคุณสมบัติตรงต่อความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เป็นพันธุ์ข้าวที่เมล็ดมีกลิ่นหอม ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและปรับตัวได้ดีในสภาวะน้ำน้อย และมีคุณภาพของข้าวขัดขาวตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์เกษตรกรและตลาดที่มีความต้องการข้าวคุณภาพสูงที่หลากหลาย เป็นการยกระดับคุณภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก” ศ.ชูกิจ กล่าว

ข้าวหอมสยามเป็นพันธุ์ข้าวที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านผลผลิตและทนทานต่อสภาพแวดล้อม ตอบโจทย์ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้นความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยให้ข้าวหอมสยามเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสามารถเป็นผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ดียิ่งขึ้น และ “ข้าวหอมสยาม” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทย

ที่มา – อว.-สวทช. ยัน “ข้าวหอมสยาม” ไม่ใช่ GMO ผ่านการคัดพันธุ์โดยธรรมชาติ เตรียมขึ้นทะเบียนกรมการข้าว

คนละครึ่งพลัสเฟส 2: ลงทะเบียน รับ 4,000 บาท

โครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เริ่มใช้ ม.ค. 2569 เปิดขั้นตอนลงทะเบียน เช็กเงื่อนไขผู้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือ 4,000 บาท 

เกี่ยวกับ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่เข้าเงื่อนไข โดยเป็นการออกให้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเริ่มใช้จ่ายวันแรกตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ซึ่งหากใครที่ลงทะเบียนไม่ทันใน โครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก นั้น มีลุ้นในโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาผู้ที่ตกหล่นจากการได้รับสิทธิ ซึ่งหากใครที่ไม่ทันเฟสแรก ก็จะได้ 4,000 บาท 

ทั้งนี้ เราได้สรุปมาให้แล้วว่า หากคนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส เฟสแรก ไปแล้ว จะต้องทำอย่างไรบ้าง และคนที่พลาดรับสิทธิคนละครึ่งพลัสเฟสแรก ต้องทำอย่างไร ถึงจะได้ใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส 2 

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

วิธีการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส (สำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิคนละครึ่งพลัส เฟสแรก)

  • ดาวน์โหลดแอปฯ เป๋าตัง และเปิดใช้บริการ G Wallet
  • กดลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง
  • ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
  • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง
  • กดแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเริ่มใช้จ่าย

วิธีลงทะเบียนแอปฯ เป๋าตัง สำหรับคนที่ไม่เคยสมัครใช้งานมาก่อน

  1. โหลดและติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง
  2. เข้าที่แอปฯ เป๋าตัง
  3. ขั้นตอนการสมัคร ให้ปิด Wi-Fi 
  4. กดยินยอมและยืนยัน เพื่อยอมรับเงื่อนไข (KYC Consent) การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล
  5. กดยินยอมให้ แอปฯ เป๋าตัง ขอความยินยอมตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์
  6. เริ่มต้นการใช้งาน ด้วยการกรอกเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์มือถือ
  7. รอรับ และกรอกรหัส OTP ที่จะส่งไปยังเบอร์มือถือที่สมัครไว้
  8. กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือกดแถบระบุข้อมูลส่วนตัวด้วยแอปฯ ThaiD
  9. เตรียมสแกนใบหน้า ขยับใบหน้าให้อยู่ในวงกลม ตามคำแนะนำที่แสดง
  10. ตั้งรหัส PIN พร้อมยืนยัน
  11. กดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้แอปฯ เป๋าตัง
  12. กดรหัส PIN อีกครั้งเพื่อเข้าแอปฯ เป๋าตัง
  13. กดให้ความยินยอมการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล PDPA
  14. เข้าหน้าหลักเป๋าตัง
  15. สมัครเป๋าตังเสร็จสิ้น

คนละครึ่งพลัส ยืนยันตัวตนผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย (ATM สีเทา) หน้าจอแบบมีปุ่มด้านล่าง

  1. เลือกเมนู “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน” (ไม่ต้องใช้บัตร ATM)
  2. เลือก “บริการยืนยันตัวตน”
  3. กดปุ่ม “รับทราบและรับรอง” ยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร
  4. เลือก “ยินยอม” เพื่อเปิดเผยข้อมูล และพิสูจน์ตัวตน
  5. กดปุ่ม “ถัดไป”
  6. เสียบบัตรประชาชน และกดปุ่ม “ตกลง”
  7. รอการตรวจสอบข้อมูล
  8. เลือก “จบการทำรายการยืนยันตัวตน” เก็บบัตรประชาชน และดำเนินการต่อบนแอปฯ เป๋าตัง

คนละครึ่งพลัส ยืนยันตัวตนผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย (ATM สีเทา) หน้าจอแบบไม่มีปุ่มด้านล่าง

1. แตะหน้าจอบริเวณแถบสีฟ้า เพื่อเลือกบริการ (ไม่ต้องใช้บัตร ATM)
2. เลือก “ยืนยันตัวตน / บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”
3. เลือกยืนยันตัวตนธนาคารกรุงไทย
4. กด “รับทราบและรับรอง” ยืนยันการเป็นเจ้าของบัตร
5. เลือก “ยินยอม” เพื่อเปิดเผยข้อมูล และพิสูจน์ตัวตน
6. เสียบบัตรประชาชน และกดปุ่ม “ตกลง”
7. รอการตรวจสอบข้อมูล
8. เลือก “จบการทำรายการยืนยันตัวตน” เก็บบัตรประชาชน และดำเนินการต่อบนแอปฯ เป๋าตัง

วิธีลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 สำหรับคนที่ได้รับสิทธิในเฟสแรกแล้ว

สำหรับการลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 สำหรับคนที่ได้รับสิทธิในเฟสแรกแล้วนั้น เบื้องต้นคาดว่า จะเป็นการกดแบนเนอร์ให้ยืนยันการรับสิทธิ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ซึ่งจะต้องรอความชัดเจนจากทางรัฐบาลอีกครั้ง

โครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ได้ไม่เกิน 4,000 บาท เริ่มใช้วันไหน

ส่วนกรณีที่รัฐจะเติมเงินคนละครึ่งพลัส เฟส 2 นั้น กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด ว่าจะเติมเงินให้คนละเท่าไร ซึ่งพิจารณาจากแหล่งเงินที่นำมาใช้ เพราะไม่ได้จัดสรรงบประมาณล่วงหน้า แต่เบื้องต้นคาดว่า จะเติมเงินให้อีกไม่เกินคนละ 4,000 บาท ซึ่งจะจัดสรรตามสัดส่วนเดิม คือ ผู้เสียภาษี และผู้ไม่อยู่ในระบบภาษี เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อสะดวกในการให้ความช่วยเหลือสวัสดิการรัฐในอนาคต ซึ่งคนที่ได้รับเฟสแรกไปแล้ว ก็จะได้รับในส่วนนี้ด้วย แต่เงื่อนไขต่างๆ ต้องรอความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” นั้น ถ้าเป็นไปตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ขณะลงพื้นที่น้ำท่วมว่า จะให้เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนไทย โดยจะเริ่มใช้ได้ในช่วงเดือน มกราคม 2569

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 รับเงิน 4,000 บาท!

โครงการ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 เป็นโครงการที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับประชาชน หากคุณสมบัติครบถ้วน อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมและลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงการนี้

ที่มา – คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ขั้นตอนลงทะเบียน เงื่อนไขผู้มีสิทธิรับเงิน 4,000 บาท

นครศรีธรรมราชอ่วม! ฝนถล่ม น้ำท่วม “อ.สิชล-อ.ไชยา”

สถานการณ์ “ฝนถล่มนครศรีธรรมราช น้ำทะลักท่วมกลางดึก “อ.สิชล-อ.ไชยา” หลายพื้นที่ยังวิกฤติ” ยังคงน่าเป็นห่วง หลังฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.สิชล และ อ.ไชยา ที่บางจุดมีน้ำท่วมขังสูงถึง 50 เซนติเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับผลกระทบจาก ฝนถล่มนครศรีธรรมราช น้ำทะลักท่วมกลางดึก “อ.สิชล-อ.ไชยา” หลายพื้นที่ยังวิกฤติ โดยเฉพาะใน อ.สิชล สถานการณ์ยังคงวิกฤติ เนื่องจากมีน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้พื้นที่รับน้ำต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขัง ถนนสายหลักอย่างสาย 401 นครศรีธรรมราช – สุราษฎร์ธานี บริเวณหน้าทะเลใจคอนกรีต หน้าร้านโกโตนนอก ต.สิชล ระดับน้ำลดลงแล้ว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมถนน ส่วนสถานการณ์ฝนในวันนี้ พบว่ายังคงตกตั้งแต่บริเวณพื้นที่สุราษฎร์ธานีลงไปถึงหาดใหญ่ โดยฝนตกแช่อยู่นานหลายชั่วโมง แต่ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าเมื่อวาน

ฝนถล่มนครศรีธรรมราช น้ำทะลักท่วมกลางดึก “อ.สิชล-อ.ไชยา” หลายพื้นที่ยังวิกฤติ

ขณะที่ อ.ไชยา เมื่อเวลา 08.30 น. สถานการณ์น้ำท่วมยังคงน่าเป็นห่วง และยังมีฝนตกลงมาต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่เมื่อวาน บางจุดที่น้ำเริ่มลดลงเมื่อวานนี้ ตั้งแต่สี่แยกไชยาจนถึงตลาดไชยา เช้าวันนี้มีปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอีกรอบ ระดับน้ำอยู่ที่ 60 เซนติเมตร รถเล็กยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในบางจุด ขณะที่วัดพระบรมธาตุไชยา หมู่ 1 ต.เวียง ปริมาณน้ำได้ลดระดับลงแล้ว สถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนระดับน้ำในพื้นที่ตลาดไชยาไปจนถึงสี่แยกท่าโพธิ์ ยังคงมีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 20-30 เซนติเมตร คาดว่าช่วงบ่ายนี้น้ำจากโซนบนจะไหลลงมาอีกรอบ บริเวณถนนสาย 41 ขาขึ้นกรุงเทพฯ หน้าสุราษฎร์ก่อสร้าง ต.เวียง มีน้ำท่วมข้ามถนน รถเล็กยังไม่สามารถผ่านได้ โดยมีระดับน้ำสูงถึง 50 เซนติเมตร เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร

ในส่วนของสถานที่ราชการ พบว่ายังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ แต่ก็ยังคงเปิดให้บริการประชาชนตามปกติ เรือนจำอำเภอไชยาปริมาณน้ำลดลงจากเมื่อวาน แต่ยังคงใช้เครื่องสูบน้ำของ ปภ. สูบน้ำอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในช่วงบ่ายอาจจะมีมวลน้ำไหลลงมาอีกรอบ เจ้าหน้าที่กู้ภัยอำเภอไชยาเร่งทำข้าวกล่องเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ ฝนถล่มนครศรีธรรมราช น้ำทะลักท่วมกลางดึก “อ.สิชล-อ.ไชยา” หลายพื้นที่ยังวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ท้องฟ้าอากาศมืดครึ้ม ชาวบ้านยังคงกังวลว่าน้ำจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมา เนื่องจากเมื่อวานนี้มีฝนตกหนักติดต่อกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อีกรอบ โชคดีที่ชาวบ้านบางจุดยังไม่ได้เคลื่อนย้ายสิ่งของ

สถานการณ์ ฝนถล่มนครศรีธรรมราช น้ำทะลักท่วมกลางดึก “อ.สิชล-อ.ไชยา” หลายพื้นที่ยังวิกฤติ นั้น จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และวางแผนป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ที่มา – ฝนถล่มนครศรีธรรมราช น้ำทะลักท่วมกลางดึก “อ.สิชล-อ.ไชยา” หลายพื้นที่ยังวิกฤติ