วัน: 20 พฤศจิกายน 2025

รีวิว ทดลองขับ TOYOTA HILUX TRAVO พวงมาลัยคม

ทดสอบขับโตโยต้าไฮลักซ์ ทราโว่ : รีวิวรถ TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND 4TREX Plus พวงมาลัยคม ช่วงล่างนุ่ม แต่เกาะถนน ห้องโดยสารเก็บเสียงดีขึ้น ระบบความปลอดภัยเพียบ

หลังจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัวกระบะมหาชน Hilux เจเนอเรชันที่ 9 นั่นก็คือ TOYOTA HILUX TRAVO หรือ โตโยต้า ไฮลักซ์ ทราโว่ ครั้งแรกในโลก (World Premiere) เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้กับเหล่าคนรักรถกระบะ ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนหน้าตาแล้ว ตัวเครื่องยนต์ก็เปลี่ยน และใส่เทคโนโลยีสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อการขับรถมาเพียบเลยทีเดียว

สำหรับกระบะ TOYOTA HILUX TRAVO มีด้วยกัน 4 รุ่น ดังนี้ 1. TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND (ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ) 2. TOYOTA HILUX TRAVO PRERUNNER ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง 3. TOYOTA HILUX TRAVO 4TREX ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ 4. TOYOTA HILUX TRAVO STANDARD CAB 4TREX ขับเคลื่อน 4 ล้อ

ทดลองขับ TOYOTA HILUX TRAVO 

รถที่ “ทีมไทยรัฐออนไลน์” ได้ทดสอบ คือ TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND 4TREX Plus AT ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงของโตโยต้า โดยเส้นทาง On road ทั่วไปในเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา ซึ่งก่อนเดินทางเราได้พูดคุยกับทีมวิศวกรของโตโยต้าที่บอกเราสั้นๆ ว่า TRAVO นี่ให้ความรู้สึกเหมือนรถเก๋ง…..

ตอนแรกเราก็คิดว่าเขาโม้นิดหน่อย แต่หลังจากได้ลองขับแล้ว ต้องบอกเลยว่าใกล้เคียงกับการขับรถเก๋งจริงๆ นั่นก็เพราะมีการปรับช่วงล่างใหม่ด้วยเทคโนโลยี Dynamic Cloud รวมถึงการเพิ่มพวงมาลัย EPS ที่จูนให้เหมาะกับการใช้งานที่เบา ขับสบาย เมื่อขับลงหลุม หรือวิ่งทางวิบาก แทบจะไม่มีอาการดีด หรือการตีขึ้นของพวงมาลัยเลย เรียกได้ว่าขับสบายขึ้นเยอะมากๆ แบบว่าพวงมาลัยเบามากคุณพี่

สำหรับเทคโนโลยี Dynamic Cloud ที่โตโยต้าระบุไว้ดังนี้ 

  • เพิ่มจุดเชื่อมพื้นตัวถัง เพื่อเสริมความแข็งแรงของห้องโดยสาร ปรับปรุงการทรงตัว และเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่
  • ติดตั้งยางรองแท่นเครื่องแบบไฮดรอลิก และ ยางรองตัวถังแบบ Shear Type ลดแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ห้องโดยสาร
  • เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ หนัง Softex นุ่ม นั่งสบาย คล้ายกับรถเก๋งของโตโยต้า
  • ระบบช่วงล่างแบบนุ่ม หนึบ เกาะถนน
  • แกนพวงมาลัยขนาดใหญ่ ช่วยให้ควบคุมได้เฉียบคม ตอบสนองดี และลดแรงสั่นสะเทือน

เมื่อการทำงานระหว่างยางล้อ ช่วงล่าง และเบาะนั่ง ใน Dynamic Cloud ทำงานร่วมกันก็ทำให้การขับขี่นุ่มนวล ที่สำคัญผู้โดยสารก็นั่งสบายมากขึ้น

– การทดสอบความเร็ว 0-100 กม./ชม.ใช้เวลา 12 วินาที 

– HILUX TRAVO เก็บเสียงได้ดีขึ้นกว่าตัวรีโว่ 

– เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ปรับ ECU ใหม่ ทำให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลมาก ให้ความรู้สึกเหมือนรถเก๋ง

– ระบบฉีดเชื้อเพลิง i-ART ที่ปรับละเอียดขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้การจุดระเบิดสมบูรณ์แบบ และประหยัดน้ำมัน

– ลูกสูบ ปรับแรงเสียดทานใหม่

– น้ำมันเครื่องที่ใช้น้ำมันเครื่องความหนืดต่ำ 0W-16 และมีค่าใช้จ่ายเปลี่ยนถ่ายถูก

– อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่ 14.1 กิโลเมตรต่อลิตร โดยใน Revo อัตราการกินน้ำมัน 12 กิโลเมตรต่อลิตร

– สิ่งที่ทีมงานชอบมากที่สุด คือ ห้องโดยสารที่ดีไซน์มาตอบโจทย์การใช้งานทั้งที่พักแขนคนขับ แน่นอนว่าขับทางไกลสบายมากขึ้น รวมไปถึงที่วางแก้วที่เปิดง่ายขึ้นมาก

– เราได้ทดสอบระบบ Multi-Terrain Select หรือ MTS นั้นพบว่า ช่วยปรับการขับขี่ทั้งแบบ ดิน ทราย โคลน หิน หรือ หิมะ ง่ายมากขึ้น โดยมีด่านทดสอบหนึ่งที่มีความลื่นเทียบเท่าความลื่นของหิมะ เราปิด Traction Control รถนั่นลื่นพอสมควร แต่พอกลับมาเปิด Traction ก็พบว่ารถทรงตัวได้ดีเลยทีเดียว 

ไขข้อสงสัยออปชันภายในกระบะ Hilux Travo

จากหลายคอมเมนต์เกี่ยวกับออปชันของ Hilux Travo นั้น “ไทยรัฐออนไลน์” ได้สอบถามกับทางโตโยต้า ซึ่งเราขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

การพัฒนารถและออปชันใน Hilux Travo นั้นจะเน้นพัฒนารถตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก แต่เพราะทรัพยากรของทีมพัฒนามีจำกัด จึงต้องจัดลำดับความสำคัญ (priority) ของออปชันต่างๆ ทางโตโยต้าจึงเลือกเพิ่มออปชันที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดก่อน และเป็นสิ่งที่ให้คุณค่าจริง หรือ True Value กับการใช้งาน

สิ่งที่ลูกค้า Hilux Travo จะได้อย่างแรกเลย คือ ราคารถกระบะที่จับต้องง่ายขึ้น แต่ได้เทคโนโลยีระดับสูงทั้งด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย เช่น เทคโนโลยี Dynamic Cloud

รวมถึงการพัฒนาส่วนสำคัญของตัวรถ เช่น เครื่องยนต์สมรรถนะสูงด้วย GD SUPER POWER 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า นอกจากนี้ยังมีการปรับ electrical platform ใหม่ และปรับจูนช่วงล่างให้ขับสบายขึ้นในทุกรุ่นอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น TOYOTA HILUX TRAVO รุ่น Smart มาด้วยเครื่องยนต์ 2.8, กล้องมองหลัง + Parking Sensor, หน้าจอ MID ขนาดใหญ่ขึ้น 7 นิ้ว รวมถึง ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา (BSM) และแจ้งเตือนรถขณะถอย (RCTA)

หรืออย่างเช่น TOYOTA HILUX TRAVO รุ่น Premium ที่ได้เพิ่มอุปกรณ์สำคัญจากรุ่น Smart เช่น ระบบ Push Start / Smart Entry, เบรกมือไฟฟ้า (EPB) และดิสก์เบรกหลัง เป็นต้น 

ราคากระบะโตโยต้าไฮลักซ์ ทราโว่ 2025

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO Overland Plus AT DOUBLE CAB

  • ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4TREX ราคา 1,366,000 บาท
  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER  ราคา 1,176,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO Overland AT DOUBLE CAB

  • ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4TREX ราคา 1,292,000 บาท
  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER ราคา 1,102,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Premium AT DOUBLE CAB

  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER  ราคา 999,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Premium MT DOUBLE CAB

  • ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4TREX  ราคา 1,090,000 บาท
  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER ราคา 949,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Smart AT DOUBLE CAB

  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER  ราคา 945,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Smart MT DOUBLE CAB

  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER  ราคา 895,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Premium AT SMART CAB

  • ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4TREX ราคา 1,029,000 บาท
  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER  ราคา 909,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Premium MT SMART CAB

  • ขับเคลื่อนสี่ล้อ 4TREX ราคา 984,000 บาท
  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER ราคา 859,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Smart AT SMART CAB

  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER ราคา 839,000 บาท

ราคา TOYOTA HILUX TRAVO 2.8 Smart MT SMART CAB

  • ขับเคลื่อนสองล้อ PRERUNNER ราคา 789,000 บาท

ทดลองขับ TOYOTA HILUX TRAVO แล้วรู้สึกอย่างไร?

ถ้าอยากรู้ว่าฟิลลิ่งในการขับ TOYOTA HILUX TRAVO เป็นแบบที่ทีมไทยรัฐออนไลน์บอกไว้หรือไม่ แนะนำให้ลองไปทดสอบขับที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ แล้วคุณจะรู้ว่าพวงมาลัยคม ช่วงล่างนุ่มเป็นยังไง

ที่มา – รีวิวทดลองขับ TOYOTA HILUX TRAVO OVERLAND 4TREX Plus พวงมาลัยคม ช่วงล่างนุ่ม

โรงเรียนบรรลุเป้าฟุตบอลหญิงก่อนกำหนด 3 ปี

ข่าวดีสำหรับวงการฟุตบอลหญิง! โรงเรียนในอังกฤษบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า 90% ของโรงเรียนควรเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงเข้าถึงฟุตบอลหญิงในการเรียนวิชาพละศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเร็วกว่ากำหนดถึง 3 ปี!

เป้าหมายนี้เดิมทีตั้งไว้ในปี 2028 และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) เพื่อมอบโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในการเล่นฟุตบอล โครงข่าย Barclays Girls’ Football in Schools ซึ่งเริ่มต้นเมื่อหกปีที่แล้วโดยมีโรงเรียนเข้าร่วม 3,000 แห่ง ปัจจุบันมีโรงเรียนลงทะเบียนแล้วถึง 20,202 แห่ง

FA ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้เด็กผู้หญิง 2.6 ล้านคนสามารถเข้าถึงฟุตบอลหญิงในการเรียนวิชาพละศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 31% นับตั้งแต่ฤดูกาล 2020-21 FA ยกย่องความสำเร็จของทีม Lionesses ในบ้านเกิดในการแข่งขัน Euro 2022 ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการ “กำหนดการหารือของรัฐบาลและผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบาย”

ทีมชนะเลิศของ Sarina Wiegman ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้นคือ Liz Truss และ Rishi Sunak โดยขอให้ “เด็กผู้หญิงทุกคน” สามารถเล่นฟุตบอลที่โรงเรียนได้ FA กล่าวว่า ขณะนี้ 90% ของโรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงเข้าถึงฟุตบอลหญิงอย่างเท่าเทียมกันผ่านบทเรียนวิชาพละศึกษาในระดับ Key Stages 2 (อายุ 7-11 ปี) และ 3 (อายุ 11-14 ปี)

อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษและอาร์เซนอล Ian Wright ซึ่งเป็นทูตของ Barclays Football กล่าวว่า “นี่ไม่เคยเกี่ยวกับการที่เด็กผู้หญิงจะกลายเป็น Lionesses คนต่อไป แต่มันเกี่ยวกับการทำให้การเล่นฟุตบอลของเด็กผู้หญิงเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่เด็กผู้ชายทำ มันเกี่ยวกับความเท่าเทียมกัน”

หลังจากชนะการแข่งขัน Euro ที่เวมบลีย์ในปี 2022 อังกฤษเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกหญิงในอีกหนึ่งปีต่อมา โดยแพ้ให้กับสเปน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เอาชนะสเปนเพื่อรักษาตำแหน่งแชมป์ยุโรปในเดือนกรกฎาคม

Stacey Mullock หัวหน้าฝ่ายพัฒนาของ FA กล่าวว่า “ไม่ควรมีเด็กผู้หญิงคนใดต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเล่นฟุตบอลที่โรงเรียน ความเชื่อนั้นผลักดันให้เราตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เด็กผู้หญิงจะได้รับโอกาสและการเข้าถึงเช่นเดียวกับเด็กผู้ชาย”

อย่างไรก็ตาม FA กล่าวว่า “ยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก” สำหรับ Key Stage 4 (อายุ 14-16 ปี) ซึ่ง “เด็กผู้หญิงวัยรุ่นจำนวนมากหยุดเข้าร่วมกีฬาประเภททีมเนื่องจากอุปสรรคต่างๆ เช่น ความมั่นใจ ภาพลักษณ์ร่างกาย และการรับรู้ในแง่ลบ” องค์กรปกครองตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนโรงเรียนที่เปิดโอกาสที่เท่าเทียมกันผ่านชมรมพิเศษนอกหลักสูตรจาก 83% เป็น 90% ภายในปี 2028

โรงเรียนบรรลุเป้าฟุตบอลหญิงก่อนกำหนด 3 ปี

ความสำเร็จในการเข้าถึงฟุตบอลหญิง

การบรรลุเป้าหมายนี้เร็วกว่ากำหนดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลอย่างเท่าเทียมกัน การที่เด็กผู้หญิงจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงฟุตบอลได้ในโรงเรียนไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาทักษะทางกีฬาเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมสุขภาพที่ดี ความมั่นใจในตนเอง และการทำงานเป็นทีมอีกด้วย

ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึงการสนับสนุนจาก FA, Barclays และโรงเรียนต่างๆ รวมถึงแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของทีม Lionesses ในระดับนานาชาติ การที่ทีมชาติอังกฤษประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับโลกช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กผู้หญิงจำนวนมากในการเล่นฟุตบอลและพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จในวงการกีฬาได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะได้รับโอกาสในการเล่นฟุตบอลอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับ Key Stage 4 ที่เด็กผู้หญิงจำนวนมากหยุดเล่นกีฬาเนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กผู้หญิงจะยังคงมีส่วนร่วมในกีฬาและได้รับประโยชน์จากมันต่อไป

การที่เราเห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการเข้าถึงฟุตบอลหญิงในโรงเรียนเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราต้องไม่หยุดเพียงเท่านี้ เราต้องทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะได้รับโอกาสในการเล่นฟุตบอลและไล่ตามความฝันของพวกเขา

สรุปแล้ว การที่โรงเรียนบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงฟุตบอลหญิงก่อนกำหนดถึง 3 ปี ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในวงการกีฬา อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ประมาทและต้องทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะได้รับโอกาสในการเล่นกีฬาที่พวกเขารัก

ที่มา – Schools hit girls’ football target three years early

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล

ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน

“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว

จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย

การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที

ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

“เอกนิติ” เลี่ยงตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามเรื่องนั่งแท่นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงสีหน้าเขินอาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่ตอบรับเป็นอย่างดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่า “ยังไม่ได้สมัครสมาชิกพรรค”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก่อนที่จะเดินหนีจากวงสัมภาษณ์เป็นครั้งที่สอง

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว นายเอกนิติกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไปแล้ว ๆ” พร้อมเดินออกไปโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ เมื่อถูกถามว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายเอกนิติปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ยังไม่ได้สมัครครับ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าการถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้นถือเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่ นายเอกนิติเพียงแต่หัวเราะและตอบว่า “ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า ประชาชนให้การตอบรับดีกับการถูกเสนอชื่อในครั้งนี้ นายเอกนิติยิ้มและถามกลับว่า “จริงหรือเปล่า” ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินออกไป

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

กระแสข่าวการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ท่าทีที่คลุมเครือของนายเอกนิติเองก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมา

ทำไมต้องหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม?

การที่นายเอกนิติหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดการวิเคราะห์มากมายว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง บางคนมองว่าอาจเป็นเพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาและยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด ในขณะที่บางคนก็มองว่าอาจเป็นการเล่นเกมทางการเมืองเพื่อดูท่าทีของฝ่ายต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของเอกนิติ

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การที่ชื่อของนายเอกนิติถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเขาในฐานะนักบริหารและนักการเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไร

ความท้าทายรออยู่

หากนายเอกนิติตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การสร้างความสามัคคีในพรรค และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

  • การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของคนใหม่ ๆ อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้
  • การตัดสินใจของนายเอกนิติจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาอย่างแน่นอน
  • ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วน

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของผู้เล่นใหม่ ๆ อาจสร้างความสดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองทุกคนต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของนายเอกนิติในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของเขาเอง และอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวมอีกด้วย เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร

ที่มา – รมว.คลังยิ้มเขิน ประชาชนตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังแบ่งรับแบ่งสู้

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบกระแสข่าวยุบสภากลางเดือน ธ.ค. มาจากไหน บอกประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่า ยันถ้าตัวนายกฯ ไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ เพราะเป็นอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 20 พ.ย. 2568 เมื่อเวลา 11.45 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภา ช่วงกลางเดือนธ.ค. ก่อนไทม์ไลน์ 31 ม.ค. 2569 มองว่ามีนัยอะไรหรือไม่ ว่า กระแสข่าวนั้นไม่ทราบว่ามาจากไหน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร ความเป็นนายกฯต่างจากนายกฯ คนอื่นๆ คือ ทรงไว้ซึ่งอำนาจการทูลเกล้าฯ ออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา ส่วนกระแสข่าวจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวนายกฯเขาไม่ยุบ ก็คือไม่ยุบ หรือจะไม่มีกระแสข่าว แต่นายกฯเห็นว่า ควรจะยุบก็ยุบ ตรงนี้เป็นสิทธิและเป็นอำนาจที่นายกฯ มีอยู่แล้ว ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไร ก็ทำงานทุกวัน ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ว่ากระแสข่าวมาได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

“อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้เต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดการณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่สะพัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจในเรื่องนี้ว่าเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกฯ

นายอนุทินกล่าวว่าเขาไม่ทราบที่มาของกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาในเดือนธันวาคม และมองว่าการประเมินข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องเสียเวลา พร้อมทั้งยืนยันว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีดำริที่จะยุบสภา การยุบสภาก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เป็นของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

  • รัฐธรรมนูญ: ให้อำนาจนายกฯในการตัดสินใจ
  • กระแสข่าว: ไร้ประโยชน์ หากนายกฯไม่เห็นชอบ
  • การทำงาน: ยังคงดำเนินต่อไป แม้มีข่าวลือ

ท่าทีของนายอนุทินเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเอกสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจเรื่องสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบสภา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่ และประชาชนได้มีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้ง

แม้จะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการยุบสภาออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่การทำงานของรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่านายกรัฐมนตรีมีความประสงค์ที่จะยุบสภาในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

การออกมาให้ความเห็นของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการเคลียร์ประเด็นที่อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน และยืนยันถึงอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงในประเด็นทางการเมืองที่สำคัญนี้ การที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภา ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เมื่อถึงเวลาอันสมควร

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจถึงอำนาจและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ อำนาจตัดสินใจยุบสภา อยู่ที่นายกฯ เมินพวกปล่อยข่าว

ประธานกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ มั่นใจเสร็จ 21 พ.ย.นี้

ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญคาด เปิดสภาสมัยวิสามัญช่วง 8-11 ธ.ค. นี้ มั่นใจพิจารณาชั้นกมธ.เสร็จไม่เกิน 21 พ.ย. มองการเดินหน้าข้อตกลง MOA เป็นไปด้วยดี

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ภาพรวมพิจารณารายมาตรา เดินหน้าถึงเรื่องกลไกรับฟังความคิดเห็น ซึ่งยืนยันว่า การพิจารณาทั้งหมด จะแล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ย. 2568 ค่อนข้างมั่นใจ โดยยังมีขั้นตอนทางธุรการ จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อนำแจ้งต่อ ครม. ถึงความพร้อมของรัฐธรรมนูญ ที่จะนำไปสู่การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ และเมื่อส่งไปให้ครม.พิจารณา ก็ยังมั่นใจว่า การประชุมครม.วันที่ 25 พ.ย. 2568 ควรจะต้องมีมติว่า เห็นควรให้มีการกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค.2568

ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มั่นใจพิจารณาชั้นกมธ.เสร็จไม่เกิน 21 พ.ย.นี้

โยนครม.ชงคำถามประชามติ

เมื่อถามว่าทางกมธ.จะต้องตั้งคำถามเพื่อทำประชามติหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้เราพิจารณากันหลายรอบ และได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ข้อสรุปตรงกันว่าคำถามน่าจะเป็น ครม. เป็นผู้ตั้งคำถาม แต่ในส่วนของญัตติที่จะนำไปสู่การมีคำถามไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ 1 และคำถามที่ 2 จะต้องมาจากรัฐสภา ก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองจะคุยกันอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่ประชามติ ในวาระ 2 หรืออย่างช้าที่สุดในวาระ 3

ท่องคาถา MOA กั๊กเรื่องซักฟอก

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคให้ตนโฟกัสเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ไม่ว่าจะมีพรรคใดเริ่มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคปชน. ยืนยันว่าในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน เราพร้อมทำหน้าที่เต็มที่ในทุกมิติแน่นอน ส่วนจะเป็นการยื่นอภิปรายด้วยตัวเองของพรรคปชน. ที่มีเสียง สส. ครบหรือไม่ ยังอยู่ในขั้นการพิจารณา คงจะพิจารณาประกอบตามเงื่อนไขที่ปรากฏใน MOA ส่วนคุณสมบัติของรัฐมนตรีรายบุคคลก็ไม่ต้องรอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลเห็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่มีปัญหา หรือมีข้อกังขาสำหรับประชาชนก็สามารถใช้กลไกอื่นจัดการได้อยู่แล้ว เพื่อให้การเดินหน้าตามข้อตกลง MOA เป็นไปด้วยดี และเป็นสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้เองว่าจะเป็นผู้ปราบปรามธุรกิจสีเทาต่าง ๆ และผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล ถ้าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา การเปิดอภิปรายไม่ว่าจะเป็นมาตรา 151 หรือ 152 หรือการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติอื่น ๆ ก็เป็นอาวุธหรือเครื่องมือที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ทุกมิติ

รอหาข้อสรุป

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า เข้าใจว่า สส. ของพรรคปชน. มีการหารือมาโดยตลอดว่าจะใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบรัฐบาล โดยจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา 151 หรือ 152 ซึ่งคงต้องหาข้อสรุปของที่ประชุม สส. พรรคและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดของกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯ ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในวันที่ 21 พ.ย. นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเด็นนี้ต่อไป นอกจากนี้ การที่ ครม. จะเป็นผู้ตั้งคำถามประชามติ ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคม ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากทางประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มั่นใจพิจารณาชั้นกมธ.เสร็จไม่เกิน 21 พ.ย.นี้

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

น้ำป่าหลากท่วมทุ่งสง! รถไฟปรับเดินรถ

สถานการณ์ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ส่งผลกระทบต่อการเดินทางโดยรถไฟ การรถไฟฯ ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้เกิดกระแสน้ำป่าจากน้ำตกโยง ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และน้ำป่าจากเขื่อนวังอ้ายว่าว ตำบลนาหลวงเสน ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่หลายแห่งในอำเภอทุ่งสง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสง ถูก น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง เป็นบริเวณกว้าง น้ำยังไหลท่วมถนนสายเอเชีย 41 บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันผาทอง ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพขนของขึ้นที่สูงอย่างอลหม่าน เจ้าหน้าที่กู้ภัยและฝ่ายปกครองเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานสถานการณ์เพิ่มเติมว่า น้ำท่วมระหว่างสถานีช่องเขา – ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ต้องปิดทางตั้งแต่เวลา 08.25 น. และมีการปรับแผนการเดินรถประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้

ผลกระทบจากน้ำป่าหลากต่อการเดินรถไฟ

กลุ่มรถด่วน/รถเร็ว (สายกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช)

  • ขบวน 85/86: รถไฟขบวนปลายทางนครศรีธรรมราช จะเดินรถถึงแค่สถานีทุ่งสงเท่านั้น รฟท. จัดรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารระหว่างทุ่งสง – นครศรีธรรมราช – ทุ่งสง
  • ขากลับ ขบวน 86 จะเริ่มต้นที่สถานีทุ่งสง

กลุ่มรถท้องถิ่น

  • ขบวน 445 เดินรถถึงสถานีทุ่งสง แล้วตีกลับเป็นขบวน 446 เดินรถจากทุ่งสง-ชุมพร
  • ขบวน 446 เดินรถถึงสถานีเขาชุมทอง แล้วตีกลับเป็นขบวน 445 เดินรถจากเขาชุมทอง-หาดใหญ่ โดยจะไม่มีรถเดินช่วงทุ่งสง-เขาชุมทอง-ทุ่งสง
  • ขบวน 447 (สุราษฎร์ธานี-สุไหงโก-ลก) เดินรถถึงสถานีทุ่งสง แล้วตีกลับเป็นขบวน 448 เดินรถจากทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี
  • ขบวน 448 (สุไหงโก-ลก-สุราษฎร์ธานี) เดินรถถึงแค่สถานีหาดใหญ่ แล้วตีกลับเป็นขบวน 447 เดินรถจากหาดใหญ่-สุไหงโกลก โดยไม่มีรถเดินช่วงทุ่งสง-หาดใหญ่-ทุ่งสง

สำหรับขบวนรถท้องถิ่นที่เดินรถในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เส้นทางตั้งแต่หาดใหญ่ – ยะลา – สุไหงโก-ลก) ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ครั้งนี้

การรถไฟฯ แนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะการเดินรถก่อนออกเดินทาง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือที่สถานีรถไฟใกล้บ้านท่าน

น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง กระทบการเดินรถไฟ

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่งผลกระทบต่อการเดินทางโดยรถไฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ทำให้การเดินรถไฟในหลายเส้นทางต้องหยุดชะงัก หรือมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร การรถไฟฯ ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและตรวจสอบสถานะการเดินรถอย่างใกล้ชิดก่อนออกเดินทาง เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ น้ำป่าหลาก ท่วมทุ่งสง ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคนควรตระหนักถึงผลกระทบและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – น้ำป่าหลาก ทะลักท่วมทุ่งสง รถไฟปรับการเดินรถ หลังน้ำท่วมราง

อิ๊งค์รับ ทักษิณยังเครียด อยากให้ได้สิทธิ์พัก

“แพทองธาร” ยอมรับ “ทักษิณ” ยังเครียด มองพ่ออายุเยอะ ถ้าได้สิทธิ์ออกมาพักก็คงดี พร้อมแย้ม “ผบ.เรือนจำฯ” ชวนพ่อเข้าโครงการธรรมะ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร บรรยากาศการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันนี้เป็นการเยี่ยมครั้งที่ 18 เป็นระยะเวลา 2 เดือน 11 วัน หลังจากถูกคุมขังภายในเรือนจำดังกล่าว โดยสมาชิกครอบครัวที่เป็นตัวแทนเดินทางมาเยี่ยมในครั้งนี้ คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ บุตรสาวคนเล็ก พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่าใบหน้าของทั้ง 2 คน ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไม่ปรากฏความเครียด ความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดเจน

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำ เริ่มมีอากาศเย็นพัดตลอดช่วงเช้า อีกทั้งยังมีมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมารอต้อนรับและให้กำลังใจ โดยเมื่อขบวนรถของครอบครัวชินวัตรมาถึง น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้ลงจากรถ ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชนและคนเสื้อแดง พร้อมกล่าวด้วยความยิ้มแย้มว่า “วันนี้มาไวกันจัง” ก่อนเดินเข้าไปด้านในเรือนจำฯ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ โดยยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

จากนั้นเวลา 10.00 น. ทั้งสามคนออกมาให้สัมภาษณ์ โดย น.ส.แพทองธาร เผยว่า นายทักษิณตกลงเข้าร่วมโครงการ “พุทธนวัตกรรมธรรมนาวาวัง” ของกรมราชทัณฑ์ ที่เน้นการอบรมด้านพุทธธรรมเพื่อพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง พร้อมระบุว่า สุขภาพกายยังแข็งแรงดี แต่สภาพจิตใจมีความเครียดสะสมจากสถานการณ์ปัจจุบัน

ส่วนประเด็นการทบทวนระเบียบกรมราชทัณฑ์ 3 ฉบับ น.ส.แพทองธาร ระบุว่า หวังให้เป็นไปตามกระบวนการ โดยมองว่าด้วยวัยของนายทักษิณ หากได้รับสิทธิ์ให้ออกมาด้านนอกก็ย่อมดีกว่า ขณะเดียวกันยังปฏิเสธการเชื่อมโยงสู่เกมการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ตนเองถอยจากการเมืองเยอะมาก แทบทั้งหมดแล้ว และจะมุ่งดูแลสภาพจิตใจของบิดาต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงมุมมองต่อกรณีอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 น.ส.แพทองธารไม่ให้คำตอบ แต่ยิ้มและพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนเดินทางกลับ.

อิ๊งค์รับ ทักษิณยังเครียด อยากให้ได้สิทธิ์พัก

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อิ๊งค์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงอาการของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมนั้น ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า ทักษิณยังเครียด และครอบครัวหวังว่าท่านจะได้รับสิทธิ์ในการพักโทษหรือได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด

สถานการณ์ของนายทักษิณในปัจจุบัน ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมไทย หลายฝ่ายแสดงความเห็นอกเห็นใจ ในขณะที่อีกหลายฝ่ายยังคงมีข้อกังขาต่อการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีความของท่าน

ทำไมอิ๊งค์ถึงบอกว่าทักษิณยังเครียด?

น.ส.แพทองธารได้ให้สัมภาษณ์ว่า สุขภาพร่างกายของนายทักษิณยังแข็งแรงดี แต่สภาพจิตใจยังคงมีความเครียดสะสมจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความกังวลใจเกี่ยวกับคดีความ การถูกจำกัดอิสรภาพ และการห่างไกลจากครอบครัวและคนใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายทักษิณต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในเรือนจำ การใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างไปจากเดิม และการต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในอนาคต อาจเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลได้

ทั้งนี้ อิ๊งค์ยังได้กล่าวถึงความหวังว่าบิดาจะได้รับสิทธิ์ในการพักโทษ โดยพิจารณาจากอายุที่มากขึ้นและสุขภาพโดยรวม หาก ทักษิณได้สิทธิ์พัก ก็จะเป็นผลดีต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของท่านอย่างแน่นอน

  • การได้รับสิทธิ์พักโทษจะช่วยให้นายทักษิณได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว
  • ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
  • ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต
  • เปิดโอกาสให้ได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะให้ ทักษิณได้สิทธิ์พัก หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้

เรื่องราวของนายทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง และการออกมาเปิดเผยข้อมูลของ น.ส.แพทองธาร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์และความเป็นไปของท่านในปัจจุบัน

ที่มา – “อิ๊งค์” ยอมรับ “ทักษิณ” ยังเครียด มองพ่ออายุเยอะ ถ้าได้สิทธิ์ออกมาพักก็คงดี