วัน: 22 พฤศจิกายน 2025

วัฒนา-อุดร เปิดตัว “ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ”

“เครือโรงพยาบาลวัฒนา” ตอกย้ำ 40 ปี แห่งวิสัยทัศน์เพื่อสุขภาพไร้พรมแดน เปิดตัว ศูนย์ Spine Center ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ วัฒนา-อุดร เชื่อภาคอีสานสามารถเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค รองรับผู้ป่วยทั้งในไทยและสปป.ลาว อย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เครือโรงพยาบาลวัฒนา นำโดย ดร.ณัฐธิรา ตั้งสืบกุล บริหารฯ เผยวิสัยทัศน์การยกระดับบริการทางการแพทย์ของภูมิภาคอีสาน ในโอกาสครบรอบ 40 ปีแห่งความไว้วางใจ ภายในงาน WATTANA X TRSC “มองชัด เคลื่อนไหวคล่อง ด้วยเคล็ดลับจากแพทย์เฉพาะทาง” ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม Amari Vientiane นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว เชื่อมโยงระบบสุขภาพไทย–ลาวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “สุขภาพที่ดี…ไม่มีพรมแดน” (เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม Amari Vientiane ณ สปป.ลาว)

ดร.ณัฐธิรา ตั้งสืบกุล ผู้บริหารโรงพยาบาลวัฒนา–อุดรธานี กล่าวว่า “โรงพยาบาลวัฒนายังคงมุ่งมั่นในพันธกิจของเรา — การเป็นโรงพยาบาลเอกชนเพื่อสาธารณชน ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการรักษา เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความใส่ใจในผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เราต้องการให้ประชาชนทั้งในภาคอีสานและ สปป.ลาว ได้รับบริการสุขภาพคุณภาพระดับเดียวกับโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายกับการเดินทางไกลอีกต่อไป”

นอกจากนั้นยังกล่าวเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลวัฒนาในทศวรรษใหม่นี้ คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และนวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าภาคอีสาน สามารถเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค ที่รองรับผู้ป่วยทั้งในประเทศไทยและสปป.ลาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงานยังมีการแนะนำ Spine Center ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลวัฒนา-อุดรธานี โดย นพ.วรพจน์ วิจารณ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ (Orthopedic Surgeon) ซึ่งถือเป็นศูนย์กระดูกและข้อ ที่ครบวงจรและทันสมัยแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดย นพ.วรพจน์ กล่าวว่า “Spine Center เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อ กล้ามเนื้อ หรือกระดูกสันหลัง เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญและทีมนักกายภาพบำบัดมืออาชีพ พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งผู้สนใจ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อสามารถเข้ารับบริการได้ สะดวก รวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินทางไกล และได้ผลลัพธ์ในการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพไม่ต่างกันเลย”

นอกจากนี้ คุณหมอยังได้แนะนำเทคนิคการรักษาที่ศูนย์ฯ ให้บริการแก่ผู้ป่วย เช่น การนำเทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง (Endoscopic Spine Surgery) ร่วมกับการใช้เครื่องติดตามการทำงานของเส้นประสาทในขณะที่ผ่าตัด (Intraoperative Neuro-Monitoring (IONM)) ซึ่งช่วยให้ผลลัพธ์หลังผ่าตัดปรากฏแผลขนาดเล็ก ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และฟื้นตัวเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดปกติ รวมทั้งไม่ทำลายโครงสร้างของกระดูกสันหลัง เป็นการผ่าตัดแบบแก้ไขเฉพาะจุดที่เกิดปัญหาจริง ๆ และการติดตามการทำงานของเส้นประสาทในขณะที่ผ่าตัดจะลดความเสี่ยงระหว่างการใส่วัสดุหรือปรับแนวกระดูก ทำให้การผ่าตัดแม่นยำยิ่งขึ้นและเกิดผลข้างเคียงน้อยลง เทคนิคดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับกระดูกสันหลังทุกส่วนตั้งแต่กระดูกต้นคอจนถึงบริเวณก้นกบ และสามารถใช้ในการผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลังและใส่เหล็กดามกระดูกสันหลังได้ ซึ่งคนไข้สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลังแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังมีเทคโนโลยีผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Robotic Assisted Total Joint Replacement ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกโดยการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดนี้ เป็นการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์มาช่วยในการคำนวณการตัดแต่งกระดูกทำให้เกิดความแม่นยำตามแผนการผ่าตัด และทำให้วัสดุข้อเทียมมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น ที่สำคัญทำให้คนไข้ฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ในงานกิจกรรม WATTANA X TRSC Reboot your Vision & Motion “มองชัด เคลื่อนไหวคล่องด้วยเคล็ดลับจากแพทย์เฉพาะทาง” ได้แนะนำพันธมิตรทางการแพทย์ TRSC International Eye and Vision Center ศูนย์จักษุเลสิคที่ให้บริการผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยเทคโนโลยี LASIK และ ReLEx ชั้นนำ จากกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ความรู้เรื่องปัญหาสายตาจากแพทย์เฉพาะทาง และอำนวยความสะดวกในการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางให้แก่พี่น้องชาว สปป.ลาวอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องเดินทางไกล

สำหรับงาน WATTANA X TRSC Reboot your Vision & Motion “มองชัด เคลื่อนไหวคล่อง ด้วยเคล็ดลับจากแพทย์เฉพาะทาง” จัดขึ้นเพื่อนำเสนอความก้าวหน้าทางการแพทย์ของโรงพยาบาลวัฒนา-อุดร และพันธมิตรที่พร้อมก้าวไปข้างหน้า เน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานการรักษา เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความใส่ใจในผู้เข้ารับบริการ ในคุณภาพระดับมาตรฐานสากล โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายกับการเดินทางไกลอีกต่อไป “เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพ…อย่างไร้พรมแดน”

ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ วัฒนา-อุดร

ทำไมต้องเลือกศูนย์ Spine Center ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ วัฒนา-อุดร?

โรงพยาบาลวัฒนา-อุดร มุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลรักษากระดูกและข้อที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และบริการที่ใส่ใจ ทำให้ ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ วัฒนา-อุดร เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาที่มีคุณภาพ

หากคุณกำลังมองหาการรักษาปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและข้อ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ ศูนย์ Spine Center ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ วัฒนา-อุดร เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

ที่มา – “เครือโรงพยาบาลวัฒนา” เปิดตัวศูนย์ Spine Center ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ วัฒนา-อุดร

นายกฯ สั่ง! ผู้ว่าฯ ไม่ต้องกังวลงบช่วยเหลือน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ นายกรัฐมนตรีจึงได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะการเน้นย้ำเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือ

นายกฯ กำชับ ผู้ว่าฯ-ท้องถิ่น ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมทุกด้านเพื่อช่วยเหลือสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น พร้อมตอบคำถามถึงประเด็น Cell Broadcast ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยขอเน้นย้ำว่าขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดขอนแก่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภัยพิบัติในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่าได้รับทราบรายงานแล้ว และในช่วงบ่ายของวันนั้นจะเดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยได้รับรายงานเบื้องต้นว่าการช่วยเหลือในทุกด้านได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว

“เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มีความรุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่น้ำท่วมสูงเข้ามาถึงในเขตตัวเมือง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ระบบ Cell Broadcast ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถใช้งานได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายอนุทินกล่าวว่าต้องตรวจสอบว่าโครงการ Cell Broadcast นั้นเริ่มดำเนินการเมื่อใด เนื่องจากตนเองไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงที่มีการเริ่มโครงการ จึงไม่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเมื่อกลับเข้ามาในรัฐบาลอีกครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการดูแลและช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับแรก

ในส่วนของการจัดตั้งศูนย์อพยพเพื่อช่วยเหลือประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าแต่ละจังหวัดได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ว และสิ่งที่ได้เน้นย้ำกับผู้ว่าราชการจังหวัดคือ ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม เพราะมีงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่แล้ว พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ส่วนท้องถิ่นอนุมัติการใช้เงินงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ไปก่อน พร้อมทั้งฝากบอกประชาชนในพื้นที่ว่ารัฐบาลจะระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะเครื่องมือ เครื่องจักร และเครื่องสูบน้ำจากส่วนกลางและจากเขตภาคเหนือ ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น จะรับฟังรายงานอีกครั้งหลังจากลงพื้นที่ในวันนี้

ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม: ข้อสั่งการสำคัญจากนายกฯ

ใจความสำคัญของการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้คือการที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

  • การช่วยเหลือประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก
  • รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่
  • เน้นย้ำให้ส่วนท้องถิ่นอนุมัติการใช้เงินช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและพร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการช่วยเหลือจะเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประชาชนควรทำในสถานการณ์เช่นนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

การที่นายกฯ กำชับถึงเรื่อง ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยได้เป็นอย่างดี

ที่มา – นายกฯ กำชับ ผู้ว่าฯ-ท้องถิ่น ไม่ต้องกังวลงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม

รฟท. งดเดินรถสายใต้ 10 ขบวน รอคลี่คลาย

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศ รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีน้ำท่วมสูงกว่าระดับสันรางรถไฟในช่วงสถานีวัดควนมีด – จะนะ ทำให้ไม่สามารถเดินรถผ่านได้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ใกล้เคียงอีกหลายแห่ง ด้วยเหตุนี้ รฟท. จึงมีความจำเป็นต้องประกาศ รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เป็นการชั่วคราว

ขบวนรถที่งดให้บริการชั่วคราวมีทั้งหมด 10 ขบวน ประกอบด้วย:

  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 31/32 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ชุมทางหาดใหญ่ – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37/38 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – สุไหงโกลก – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 45/46 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ปาดังเบซาร์ – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถเร็วที่ 169/170 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ยะลา – กรุงเทพอภิวัฒน์)
  • ขบวนรถเร็วที่ 171/172 (กรุงเทพอภิวัฒน์ – สุไหงโกลก – กรุงเทพอภิวัฒน์)

รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

รฟท. ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อผู้โดยสารทุกท่านที่ไม่ได้รับความสะดวกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับผู้โดยสารที่ได้ทำการซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารได้เต็มจำนวน ณ สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ

วิธีตรวจสอบสถานะการเดินรถและขอคืนเงิน

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร รฟท. ได้เปิดช่องทางให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบเวลาและตำแหน่งของขบวนรถแบบเรียลไทม์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทาง รฟท. จะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ทาง รฟท. ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก และขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยในครั้งนี้ ทาง รฟท. กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและจะกลับมาให้บริการโดยเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์ รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและความห่วงใยในความปลอดภัยของผู้โดยสารของ รฟท. ถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสารจำนวนมาก แต่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่มา – รฟท. แจ้งงดเดินขบวนรถเส้นทางสายใต้ จำนวน 10 ขบวน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

เอ็ดเวิร์ดส์พิสูจน์ฝีมือ พาหมาป่ารอดท้ายตาราง

ชื่อของ ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ ปรากฏอยู่บนกำแพงที่คอมป์ตันแล้ว

มันอยู่ในรายชื่อผู้เล่นวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ที่สโมสรฝึกซ้อม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผู้ที่ลงเล่นอย่างน้อย 100 นัด โดยผู้จัดการทีมคนใหม่ลงเล่นไป 111 นัด

อดีตกองหลัง เอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งจะคุมทีมเป็นครั้งแรกในการพบกับคริสตัล พาเลซ เป็นผู้จัดการทีมคนที่ 11 ของวูล์ฟส์ในรอบ 13 ปี และเป็นคนที่ 5 นับตั้งแต่นูโน เอสปิริโต ซานโต ออกจากทีมไปในปี 2021

นูโนเป็นเพียงหนึ่งในสามคนที่คุมทีมวูล์ฟส์มากกว่า 100 นัดในรอบ 21 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับมิค แม็คคาร์ธี และเคนนี เจ็คเก็ตต์

วอลเตอร์ เซงกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งครั้งแรกจากเจ้าของทีม Fosun ในปี 2016 อยู่ได้เพียง 17 เกม และรายชื่อตั้งแต่นูโนจากไปแทบจะไม่อ่านได้ดีไปกว่านี้

บรูโน ลาเก คุมทีม 51 นัด, ฆูเลน โลเปเตกี 27 นัด, แกรี โอนีล 63 นัด ขณะที่วิตอร์ เปเรรา อยู่ได้เพียง 38 เกมก่อนโดนไล่ออกในเดือนนี้

วูล์ฟส์มองหาคนที่เหมาะสมที่จะนำทีมมาตั้งแต่การจากไปของนูโน ซึ่งนำพวกเขาสู่รอบก่อนรองชนะเลิศยูโรปาลีก และจบอันดับ 7 ในพรีเมียร์ลีกสองครั้ง

ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ที่ด้านล่างสุดของพรีเมียร์ลีก ไร้ชัยชนะ และเป็นตัวเต็งที่จะตกชั้น เอ็ดเวิร์ดส์จะเป็นคนนั้นได้หรือไม่?

เอ็ดเวิร์ดส์พิสูจน์ฝีมือ พาหมาป่ารอดท้ายตาราง

ด้วยคะแนนเพียงสองคะแนนจาก 11 เกม เอ็ดเวิร์ดส์มาถึงสโมสรที่ประสบปัญหา โดยทีมต้องการแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง

จากข้อมูลของ Opta วูล์ฟส์ ‘สมควร’ ที่จะมี 11 คะแนน และเปเรรา รู้สึกว่าการเสียประตูในช่วงท้ายเกมกับท็อตแนม, ไบรท์ตัน และเบิร์นลีย์ ซึ่งทำให้วูล์ฟส์เสียไป 5 คะแนน ได้ทำลายสภาพจิตใจของทีมจนเกินเยียวยา

เอ็ดเวิร์ดส์เคยอยู่ในสถานการณ์หนีตกชั้นมาก่อน หลังจากนำลูตันเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกอย่างน่าประหลาดใจในปี 2023

เมื่อสองปีก่อน ทีมแฮตเตอร์สต่อสู้กับการตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ซึ่งยิ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้นหลังจากที่กัปตันทีม ทอม ล็อคเยอร์ หัวใจหยุดเต้น บนสนามที่บอร์นมัธในเดือนธันวาคม 2023

กองหลังรายนี้กลับมาจากการผ่าตัดหัวใจหลังจากที่เคยล้มลงในการคว้าชัยชนะในรอบเพลย์ออฟเหนือโคเวนทรีในเดือนพฤษภาคม

ล็อคเยอร์ ซึ่งปัจจุบัน เล่นให้กับบริสตอล โรเวอร์ส ยังคงติดต่อกับเอ็ดเวิร์ดส์ และเชื่อว่าเขาจะสามารถเชื่อมโยงกับทีมวูล์ฟส์และฟื้นฟูความมั่นใจของพวกเขาได้

“เขาใส่ใจผู้เล่นของเขาจริง ๆ” นักเตะวัย 30 ปีกล่าว “สิ่งนั้นเห็นได้ชัดในรอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟ เมื่อผมต้องออกมา และเขาพบว่าผมสบายดีตอนที่เขากำลังให้สัมภาษณ์และร้องไห้ออกมา”

“ตอนที่ผมเห็นว่าเขาเข้าร่วมทีมวูล์ฟส์ ผมไม่อยากแค่ส่งข้อความ ผมจะให้เวลาสองสามสัปดาห์แล้วค่อยโทรหาเขา เพราะผมรู้ว่าโทรศัพท์ของเขาจะต้องดังไม่หยุดหย่อนแน่นอน”

“หลังจากที่เราเล่นกับแอคคริงตันเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เขาโทรหาผมเมื่อวันอาทิตย์ เขาแค่โทรมาดูว่าผมเป็นยังไงบ้าง ผมรู้สึกยังไงในการแข่งขัน ผมฝึกซ้อมยังไง ครอบครัวเป็นยังไง ไม่มีวาระอื่นใดนอกเหนือจากเขาแค่อยากจะสอบถามอาการของผม”

“ด้วยทุกสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลย แต่มันก็สรุปตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี”

“แต่เขาก็เป็นผู้ชนะเช่นกัน เขาไม่ได้ใจดีตลอดเวลา ผมเคยเห็นเขาเสียความอดทนเป็นครั้งคราว ซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้น มันก็ส่งผลกระทบมากขึ้น”

ในที่สุดลูตันก็ตกชั้น และเอ็ดเวิร์ดส์ออกจากทีมไปในเดือนมกราคมปีนี้ ก่อนที่ทีมแฮตเตอร์สซึ่งปัจจุบันอยู่ในลีกวันจะต้องเผชิญกับการตกชั้นเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน แต่ล็อคเยอร์ได้เห็นสิ่งที่นักเตะวัย 42 ปีสามารถนำมาสู่การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดได้

“จรรยาบรรณในการทำงานนั้นแน่วแน่ และมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าเราจะอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไป” ล็อคเยอร์กล่าวกับ BBC Sport

“เขาไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ ในช่วงเดือนมกราคม (ตลาดซื้อขายนักเตะ) และยังคงต่อสู้อย่างหนัก ผมพูดเสมอว่าถ้าเขาได้รับการสนับสนุนบ้าง บางทีเราอาจจะยังอยู่ในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ก็ได้”

“เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณมีคนที่ห่วงใยคุณอย่างแท้จริง มันก็ง่ายกว่ามากที่จะเข้าไปต่อสู้เพื่อพวกเขา”

วูล์ฟส์กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก

พวกเขาทำประตูจาก ลูกโอเพ่นเพลย์ได้เพียงสี่ประตู น้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของฤดูกาลที่แล้ว 10 ประตู

ความพ่ายแพ้ 5 นัดติดต่อกันในทุกรายการ และ 9 จาก 11 นัดในพรีเมียร์ลีก ทำให้วูล์ฟส์ตามหลังเบิร์นลีย์ อันดับ 17 อยู่ 8 คะแนน ซึ่งเอาชนะพวกเขา 3-2 เมื่อเดือนที่แล้ว

ทีมใหม่ของเอ็ดเวิร์ดส์แพ้ทั้งสามทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมา และไม่ชนะในลีกสูงสุดมานานกว่าหกเดือน

อายุการดำรงตำแหน่งเฉลี่ยของผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกในปัจจุบันอยู่ที่ 312 วัน ซึ่งลดลงจาก 439 วันของฤดูกาลที่แล้ว โดยเอ็ดเวิร์ดส์กำลังเดิมพันชื่อเสียงของเขาหลังจาก แลกเปลี่ยนการไล่ล่าเลื่อนชั้นของมิดเดิลสโบรห์ เพื่อการต่อสู้หนีตกชั้น

เขาทำสถิติครบ 100 นัดในสีเสื้อ Old Gold ไปแล้ว และสโมสรต้องการให้เขาทำอีก 100 นัดเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถมีความมั่นคงที่จำเป็นอย่างยิ่งได้ในที่สุด

“เมื่อคุณเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล ชีวิตของคุณทั้งหมดคือการเดิมพัน มันเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ ผมกล้าเสี่ยง” เอ็ดเวิร์ดส์กล่าว

“เมื่อเราเข้ารับงานเหล่านี้ เราทุกคนสนับสนุนตัวเอง มีความเชื่อมั่นและอัตตาที่เราทุกคนมีว่า ‘ฉันสามารถเป็นคนที่อยู่ได้นาน'”

“ผมไม่ได้เข้าร่วมสโมสรนี้แล้วจะจากไปภายในไม่กี่เดือน”

เอ็ดเวิร์ดส์พิสูจน์ฝีมือ พาหมาป่ารอดท้ายตารางได้หรือไม่?

การเข้ามาของเอ็ดเวิร์ดส์ ถือเป็นความหวังใหม่ของวูล์ฟส์ในการหนีตกชั้น ด้วยประสบการณ์การพา ลูตัน ทาวน์ เลื่อนชั้นมาแล้ว ทำให้แฟนบอลคาดหวังว่า เขาจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในพรีเมียร์ลีกนั้นสูงมาก และวูล์ฟส์จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อคว้าแต้มให้ได้มากที่สุด

เอ็ดเวิร์ดส์พิสูจน์ฝีมือ พาหมาป่ารอดท้ายตารางได้หรือไม่? ต้องติดตามดูกันต่อไป! การเข้ามาคุมทีมของเขา อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทีมต้องการ

ที่มา – Nice guy Edwards out to prove he won’t finish last with Wolves

เปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา พบสิ่งต้องห้าม

รมว.ยุติธรรมลงพื้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตรวจสอบปม “เปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา” ลอบนำสาวเข้าบำเรอกามนักโทษชาวจีนในห้องลับ สั่ง DSI รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมย้ายเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้อง หลังพบพยานหลักฐานถุงยางอนามัย คราบสารคัดหลั่ง และสิ่งของต้องห้าม

วันนี้ (22 พฤศจิกายน 2568) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นางพงษ์สวาท นีชะโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม, พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ดัดแปลงจากห้องเจ้าหน้าที่ ลักษณะคล้ายห้องรับรอง ลอบนำหญิงสาวเข้าไปให้นักโทษชาวจีนบำเรอกามภายในห้องลับในเรือนจำ โดยใช้เวลาประมาณกว่า 1 ชั่วโมง

โดยภายหลังการเข้าตรวจสอบเสร็จสิ้น พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ได้เข้าไปดูพื้นที่จริง เพื่อตรวจสอบในรายละเอียดต่างๆ โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้ DSI ตั้งเป็นคดีพิเศษ พร้อมทั้งได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบร่วมกับฝ่ายบริหารด้วยในวันนี้ ขณะที่เบื้องต้นตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีการมาตั้งวอร์รูมที่เรือนจำคลองเปรม เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และมอบหมายให้รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นหัวหน้าชุดสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องที่มาปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุด้วย

ด้าน พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ตนเพิ่งมารับตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นอีกหนึ่งเดือนต่อมาตนได้รับข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการปฏิบัติที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำนี้ เฉพาะกลุ่มผู้บริหารเรือนจำ ตนจึงได้รายงานให้กับกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับทราบ ซึ่งท่านปลัดฯ ได้กำชับให้ตนรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนก่อน จึงได้ใช้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่จะเก็บข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลที่พอสมควร จนแน่ชัดแล้วว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มผู้บริหารเรือนจำได้เข้ามามีส่วนในการปฏิบัติมิชอบในหน้าที่ ผิดระเบียบและกฎหมายของกรมราชทัณฑ์ จึงได้ทำการวางแผนเพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

จนกระทั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบภายในเรือนจำ หลังได้รับเบาะแสว่าในวันดังกล่าวมีหญิงชาวจีนเข้ามายังเรือนจำแห่งนี้ เวลาประมาณ 11.00 น. มีลักษณะคล้ายกับเข้ามาขายบริการทางเพศ โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบหญิงชาวจีน 2 คน โดยมีหญิงชาวจีน 1 คนอยู่ในห้อง 2 ต่อ 2 กับผู้ต้องขังชาวจีน และอีก 1 คนรออยู่ด้านบน เจ้าหน้าที่จึงเรียกหญิงสาวทั้งสองคนมาสอบสวน แต่ทั้งคู่ปฏิเสธว่าไม่ได้เข้ามาขายบริการทางเพศ เนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปนั้นหญิงคนดังกล่าวได้มีการแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะห้องดังกล่าวมีการปิดล็อกประตูถึง 2 ชั้น กว่าเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่ได้พบกับร่องรอยคล้ายคราบสารคัดหลั่ง จึงได้เก็บข้อมูลส่วนนี้ส่งตรวจที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และแม้ว่าหญิงสาวทั้งสองคนจะปฏิเสธว่าไม่ได้เข้ามาขายบริการทางเพศ แต่จากการสอบปากคำมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหญิงสาวไม่ได้รู้จักกับผู้ต้องขังชาวจีนเป็นการส่วนตัว ยังมีการพกถุงยางอนามัยและกางเกงในติดตัวเข้ามา จึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมทั้งสั่งย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่

เมื่อถามว่า สิ่งที่พบในห้องดังกล่าวมีอะไรบ้าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุว่า พบว่ามีกล่องถุงยางอนามัย และทิชชูที่มีคราบสารคัดหลั่ง และสิ่งของต้องห้ามที่ไม่ได้รับอนุญาตหลายอย่าง ขณะที่ห้องดังกล่าวเป็นห้องที่อยู่ด้านล่างห้องของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเป็นห้องที่ถูกใช้เป็นห้องรับรองผู้บังคับบัญชาตรวจราชการภายในเรือนจำ ซึ่งในห้องจะมีทั้งโต๊ะ โซฟา ตู้เย็น รวมทั้งสุรา

ส่วนวันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งปกติกรมราชทัณฑ์จะไม่ได้เปิดให้มีการเยี่ยมญาติอยู่แล้ว แต่ได้มีญาติของผู้ต้องขังชาวจีนเข้ามาเยี่ยม แต่พอหลังจากญาติเยี่ยมเสร็จก็มีผู้หญิงสองคนเข้ามา ซึ่งเชื่อว่าการเข้ามาค้าประเวณี อีกทั้งจากการตรวจสอบเชื่อว่า มีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว และมีคนดำเนินการจัดการพาเข้ามา ที่มีเจ้าหน้าที่เรือนจำเข้าไปเกี่ยวข้องเกือบ 10 คน รวมทั้ง ผบ.เรือนจำด้วยในการอำนวยความสะดวกและอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งจะมีการนำผู้หญิงเข้ามาในทุกวันอาทิตย์ ที่พบตามไทม์ไลน์การสืบสวนตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน

ส่วนการดำเนินการต่อไปก็จะเป็นการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีใครเข้ามาเกี่ยวข้องอีกบ้าง และได้ทำการย้ายผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวออกจากเรือนจำแห่งนี้ไปยังเรือนจำอื่น 3-4 คน ส่วนหญิงสาวทั้งสองคนได้กลับไปยังประเทศจีนแล้วแต่เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมทั้งคู่พอสมควรแล้ว จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของ DSI ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปูมหลัง ผบ.เรือนจำคนดังกล่าว ซึ่งพบว่าเคยมีประวัติไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ที่จะต้องตรวจสอบย้อนหลัง รวมทั้งเส้นเงินด้วย

สุดท้าย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ย้ำว่า การเข้ามาทำงานในครั้งนี้ ตนมุ่งหวังที่จะเข้ามาเคลียร์บ้านซึ่งเป็นหน่วยงานของตนให้สะอาด และจะดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งนี้ข้าราชการส่วนใหญ่ของกรมราชทัณฑ์ก็ยังเป็นผู้ที่รักษากฎหมายและระเบียบอยู่ มีเพียงบางส่วน ผู้ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เราก็ต้องเคลียร์บ้านเราให้สะอาด ยืนยันว่ากรมราชทัณฑ์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามจะจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกรมราชทัณฑ์

เปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา

รายละเอียดการเปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา

กรณีการเปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทานี้ สะท้อนถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชทัณฑ์ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การสอบสวนหาผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

การพบสิ่งของต้องห้ามและหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำผิดในเรือนจำ แสดงให้เห็นถึงความหย่อนยานในการรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ที่มา – เปิด “คุก VIP” แปลงห้องรับรองบำเรอกามนักโทษจีนเทา พบถุงยาง สิ่งของต้องห้าม

ทำไมต้องอาร์เซนอลเสมอสำหรับซาก้า



The Football Interview is a new series in which the biggest names in
sport and entertainment join host Kelly Somers for bold and
in-depth conversations about the nation’s favourite sport.


We’ll explore mindset and motivation, and talk about defining
moments, career highs and personal reflections. The Football
Interview brings you the person behind the player.


Interviews will drop on Saturdays across BBC iPlayer, BBC Sounds and
the BBC Sport website. This week it will be shown on BBC One at
23:45 GMT in England, Wales and Northern Ireland.

Bukayo Saka joined Arsenal’s academy at the age of seven.

Now 24, he is a first-team mainstay – scoring 76 goals in 277
appearances – and firm favourite among the Emirates faithful.

Part of the Arsenal team that reached the Europa League final in 2019
and won the FA Cup in 2020, he also helped England to back-to-back
European Championship finals.

Saka could add another highlight to his reel this season, with Arsenal
top of the Premier League as they chase a first league title since
2004.

And the club are confident the England winger will sign a new contract.

Speaking on Friday, Arsenal manager Mikel Arteta said: “I am very aware
that he wants to continue with us. I think it’s a very healthy and
powerful relationship.

“The journey that he has had at the club, and what he has become, is
something we want to maintain. I think that is something that is going
to leave a legacy at this club and he needs to fulfil that role.”

Before Arteta’s comments, Saka sat down with Kelly Somers to talk about
ทำไมต้องอาร์เซนอลเสมอ, spending time away from football, and
his hopes of becoming an expert barista.

Kelly Somers: Why football?

Bukayo Saka: Football is happiness to me, so from the moment I
realised that it existed, it was all I ever wanted to do.

Kelly: Was there ever any chance of it being anything else?

Bukayo: Not in my head. Maybe in my parents’ – obviously they
tried to make sure I had a plan B, which is, of course, sensible – but
in my head, you know, it was only football.

Kelly: What is your first memory of playing the game?

Bukayo: Playing in my back garden with my brother and my dad. It
was 2 v 1, actually. It was me against them, and they’re both older
than me. I would never lose. I would not accept it. I would cry, I would
do anything, and that started young.

Kelly: How young are we talking?

Bukayo: We’re talking maybe four or five years old.

Kelly: Can you remember the first team that you played for?

Bukayo: Greenford Celtic. I remember everything, from the kit to
the games. The kit was green stripes with white stripes – it had like a
Celtic logo. We used to play in a local park, after the game – boots
muddied completely and you’d have to slap them against the trees. Proper
football. I remember everything. It was a really important chapter of my
life and I enjoyed it.

Kelly: What kind of age were you when you joined the team?

Bukayo: I would have been maybe six.

Kelly: At what point did you think, ‘OK, I’m quite good at this’?

Bukayo: You can be humble and also believe that you’re good as well.
I think there’s nothing wrong with both and they can both be together.
And I think I had that from young, but I just never thought about it. I
was just enjoying the game and I was good at it. So it made it even more
fun.

Kelly: What position were you back then?

Bukayo: I was always going to be a winger, I’d say. Obviously
that was the first position I played – on the left wing – when I was
growing up.

Kelly: It’s always been Arsenal, hasn’t it? Can you remember when
you found out that you were going to be signing here?

Bukayo: I remember my dad telling me I got scouted because it was
different… you got a scout card – scouts would have come to watch you
at a local team… and they gave my dad a card and said: ‘Call me, we’ll
set up a trial.’ So I remember first coming into Hale End – my first
trial. I didn’t even feel an ounce of fear. I was just like, ‘I’m just
going to play football, just enjoy it’ and I played so good. I think I
trialled at the B team. I played so good they put me in the A team, and
from there signed and I’ve been at Arsenal ever since.

Kelly: Was it always Arsenal for you?

Bukayo: Yeah. Well at that point of my career, the decisions were
more made by your parents. You’re just a kid, you don’t really, do you
know what I’m saying? My dad made it clear to me ‘Arsenal is the club I
want you at’, and I said: ‘OK, let’s go.’

Kelly: Why did he want you to come here? What was it about
Arsenal?

Bukayo: He believed in Arsenal, believed in the pathway, and it
was visible. You could see players, and obviously Arsene Wenger at the
time – how much he believed in the academy, how much he wanted to use
the academy, and also the class that Arsenal have and the football that
they play. So all of that was just perfect for him and he just wanted me
to be here.

Kelly: How special is it being an Arsenal fan, playing for
Arsenal?

Bukayo: It’s just a dream come true. Obviously growing up, going
to the stadium and watching Arsenal play in so many different games and
to now being the one on the pitch and all the people watching you and
all the stuff that comes with it. Family that used to talk about
Arsenal… and now it’s you. There’s so many different aspects of it
that makes it so beautiful and I’m just enjoying every moment still.

Kelly: So did you used to come and watch Arsenal as a kid?

Bukayo: Of course, yeah.

Kelly: And I bet now you must have so many ticket requests for all
the games?

Bukayo: Ask the boys!

Kelly: Can you remember a time, even going through the academy,
where you thought, ‘I’m going to make it to the first team’?

Bukayo: I remember being in the changing room one time – we just
played a game, our team was so good. We just smashed the team. The coach
came in, I think it was Greg Lincoln, and he came in and said: ‘Listen,
boys… look around… it’s an unbelievable team, but only one of you is
going to make it, maybe even two.’ And I just remember that day just
thinking, ‘oh my God, it needs to be me. It has to be me’.

Kelly: And I guess that’s what a lot of young boys and girls don’t
realise, isn’t it? It’s such a small percentage that make it.

Bukayo: Yeah. I don’t think maybe coaches, they won’t tell all the
boys because some boys, it can put fear into them. It might make them a
bit less confident. But for me, it just made it so clear to me that
this is not going to be all perfect and roses forever. You have to work
for this and, for me, it helped me a lot.

Kelly: Which coach or former team-mate would you say has had the
biggest impact on your career?

Bukayo: It’s tough to say. I always speak about David Luiz and
Pierre-Emerick Aubameyang – they both helped me a lot coming into the
team. The way they welcomed me, for me… I was quite quiet… obviously
coming into Arsenal, these were like my heroes, players that I was
watching from the stands and I get to play with them now, so it was a
bit of a different experience for me and I didn’t know how to handle it.
I didn’t want to rub anyone up the wrong way, so I just preferred to be
a bit more quiet. But these guys… they welcomed me – it helped me feel
myself – and gave me advice, and gave me confidence, that push. You could
see it when I was on the pitch, the confidence I was playing with. It
was definitely helped by them and obviously the rest of my team-mates as
well – that helped me too.

Kelly: Let’s get to know Bukayo Saka the person a little bit
better. What’s your full name?

Bukayo: My name is Bukayo Moses Ayoyinka Temidayo Saka.

Kelly: That’s because of your Nigerian roots, isn’t it? Are you
proud of those?

Bukayo: I’m very proud of those. Both my parents grew up in
Nigeria, so a lot of their values are instilled in me.

Kelly: Talk me through a typical day in your childhood then. Who
was at home?

Bukayo: Being at home I just remember, obviously, waking up, we’d
have breakfast. My mum would normally have gone to work, my dad was
always around. And if he had to go to work, it was just me and my
brother, but they’d always leave us breakfast. Hot cross bun, sausage,
like a sausage cut up. Frankfurter… Frankfurter and some ketchup. That
was my breakfast. You cut the hot cross bun, you cut the sausage up,
put it in the hot cross bun, then put ketchup, then close the hot cross
bun. Unreal, unreal. Credit to my dad, my mum, I don’t know whose idea
it was.

Kelly: You don’t still have that now, do you?

Bukayo: Nah, not any more. It helped me growing up though.

Kelly: What were you like at school?

Bukayo: I was quite bright at school. I felt I was able to take the
information on quite quickly. I was good at understanding it, all the
different subjects that they were explaining and teaching. So, yeah, I
would say I was a good learner.

Kelly: And your GCSEs, you’ve said before what you got, but just
remind me what your grades were?

Bukayo: Oh, man, I think it was around four A stars and four As. I
can’t remember exactly, but it’s online somewhere. It was a long time
ago.

Kelly: Who’s the first person you speak to after a game?

Bukayo: Depends how I’m feeling. I’m not really a big phone-call
person. Normally I would text my brother. I get a lot of texts,
especially if you win or you score… a lot of people congratulate you,
which is nice.

Kelly: What’s an ideal day off look like for you?

Bukayo: Ideal day off – wake up in the morning, go for a walk by
myself.

Kelly: Do you like time to yourself?

Bukayo: Yeah. Recently, more than ever, I’ve liked going for walks
with nature, I just relax. I think it’s so peaceful, it’s nice. Come
back, have some breakfast, and then probably go into London, just get
some food with my closest people – something I like doing – going to
restaurants and stuff like that. If I have even more energy, maybe some
shopping, and, yeah, just enjoying that side of things if it’s a full
day off.

Kelly: What are your hobbies?

Bukayo: Football. Recently, I like making coffees. I’m into my
coffee era, yeah. I think I’m a part-time barista now. I’m trying to
learn how to do the art. That’s hard. It’s so hard but I’m getting
there, I’m getting better. I haven’t been able to draw anything yet. I’m
going to take lessons soon.

Kelly: What’s your proudest moment of your career today?

Bukayo: I think I’d say where I am now. You know, the
circumstances I grew up in and the ups and downs and the challenges,
setbacks or whatever that I’ve dealt with and to still be here today and
in the position I’m in, going strong, still focused, motivated and
happy. I think it’s probably something that gets overlooked and
something I can definitely be proud of. As I get a bit older, you
understand that sometimes you can’t always be fully invested in football
24/7. You need to have a good balance and give your mind some time to
switch off as well and enjoy the other aspects of life too.

Kelly: At what point did you get to realise that?

Bukayo: I think it was last season when I got injured. Before
then, I was almost like on autopilot – game after game, recovery, game.
And I didn’t really take in anything else. But obviously, when you get
injured, you can’t do what you love, you can’t play football. So I was
literally in the brace, on the crutches, for almost a month. And you
have to entertain yourself in other ways. So it just opened up that part
of my brain to different sides of things. And I think since then, it’s
been like, there’s a bit more to life than football. It’s not just
football, but at the same time, football is my life. So it’s just trying
to find a balance because I’ve still [got] the same dedication, the same
motivation, but just trying to find that little break and switch off as
well at the same time.

Kelly: If you could only achieve one more thing in your life, what
would it be?

Bukayo: All the trophies – Arsenal and England. It’s definitely
something I want to achieve in my career.

Kelly: How would you describe the Bukayo Saka sitting in front of
me?

Bukayo: I think I explained a bit earlier the natural evolution.
The player and person I was, what was expected of me and the life I
lived then, is completely different to the one now. Naturally, as you
go from there to there, you learn different things, you mature, you
grow, stuff like that. So, yeah, I think that’s probably the biggest
difference.

Kelly: You still like having fun though, don’t you? Because I know
you’re one of the jokers in the dressing room as well.

Bukayo: Yeah, it’s the most important thing, I think. Have fun,
smile, laugh every day. I think you can’t miss that. No matter what, you
can’t miss that.

ทำไมต้องอาร์เซนอลเสมอ

ทำไมต้องอาร์เซนอลเสมอ: การตัดสินใจที่ถูกต้องของซาก้า

จากบทสัมภาษณ์ของ Bukayo Saka เราได้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่เขามีต่ออาร์เซนอล ตั้งแต่เด็กจนเติบโต การตัดสินใจของพ่อที่เลือกอาร์เซนอลให้ซาก้าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และซาก้าเองก็ไม่เคยผิดหวังกับการตัดสินใจนั้น

เรื่องราวของซาก้าเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลรุ่นใหม่หลาย ๆ คน การทำงานหนัก ความมุ่งมั่น และการมีสโมสรที่ใช่ สนับสนุน จะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก ทำไมต้องอาร์เซนอลเสมอ คำถามนี้คงอยู่ในใจของซาก้ามาตลอด และเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเลือกไม่ผิดจริง ๆ

การที่ซาก้าเติบโตมาในอะคาเดมี่ของอาร์เซนอล ทำให้เขาซึมซับวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของทีมได้อย่างเต็มที่ เขาได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากโค้ชและเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขามั่นใจและกล้าที่จะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมา

แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากและท้าทาย แต่ซาก้าก็ไม่เคยยอมแพ้ เขายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองและทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อทีมอาร์เซนอลและประเทศชาติ

ทำไมต้องอาร์เซนอลเสมอ ไม่ใช่แค่คำถาม แต่เป็นคำตอบที่อยู่ในใจของซาก้าเสมอมา

ที่มา – Why it was always Arsenal for ‘part-time barista’ Saka

วิโรจน์ขอรอดู! **แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** คือใคร?

“วิโรจน์” อุบ! ขออดใจรอดูพรุ่งนี้ **แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ใช่ “เท้ง-ไหม-วีระยุทธ” หรือไม่? ระบุขอให้อดใจรอพรุ่งนี้ ไม่กังวลคดี 44 สส. เชื่อพรรคเลือกคนมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ

วันที่ 22 พ.ย. 2568 ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดตัว**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ในวันพรุ่งนี้ ว่า นอกจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อีก 2 คนที่เหลือใช่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แกนนำพรรคประชาชน หรือไม่ ว่า ขอให้รอพรุ่งนี้ พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า จะถามอีก 10 ครั้ง ตนก็จะตอบแบบนี้ว่าให้รอพรุ่งนี้ ๆ รู้แน่ เชื่อว่าขณะนี้ขั้นตอนของพรรคกระบวนการคัดสรรเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้เป็นการเชิญชวนมาฟังนโยบายธงนำของพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคือการปราบสแกมเมอร์และทุนเทา ขอให้ติดตามตรงนี้ส่วนพรุ่งนี้ข้อมูลต่างๆ ทุกภาคส่วนจะรู้กันแบบตรงไปตรงมา ส่วนจะเป็น 3 ชื่อที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ตนตอบไม่ได้ จำนวนชื่อเป็นไปตามความเหมาะสม และชื่อที่เปิดออกมาจะเป็นคนที่มีความเหมาะสมทั้งสิ้น

เมื่อถามว่าเป็นห่วงในเรื่องคดี 44 สส.ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะกระทบกับ**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ของพรรคหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวยืนยันว่า พวกเราทำโดยสุจริตในการยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เราแจ้งกับ ป.ป.ช.ว่าเราดำเนินการโดยสุจริต ใช้นิติบัญญัติโดยชอบ จึงไม่กังวลในเรื่องนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าแสดงว่ารายชื่ออาจจะมีคนนอกที่ไม่อยู่ใน 44 คนใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ ยิ้มพร้อมย้ำคำเดิมว่าขอให้รอติดตามพรุ่งนี้ดีกว่า ถ้าผมบอกว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว พอตรงกับที่ผมพูด ก็จะหาว่าผมรู้ก่อน พอไม่ตรงก็จะหาว่าผมโกหก พรุ่งนี้จะได้รู้กันแน่นอน จะถามคนที่ไม่รู้ก็ตอบลำบาก

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ สส. บางส่วนอาจจะยังไม่ทราบตัว**แคนดิเดตนายกฯ** แต่ในส่วนของขั้นตอนการคัดสรรของพรรคเสร็จสิ้นแล้ว

เมื่อถามย้ำว่านายวิโรจน์เป็นแกนนำพรรคแสดงว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า “แกนนำก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง จะทราบหรือไม่ทราบ แต่ผมมั่นใจในพรรคเสมอ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าจะคัดเลือกคนที่มีความเหมาะสมและมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น 2 หรือ 3 ชื่อ หรือทุกๆ ชื่อก็มีความเหมาะสมทั้งสิ้น ผมเชียร์ ให้กำลังใจและพร้อมจะทำงานให้อย่างถวายหัวแน่นอน”

พรุ่งนี้รู้แน่! ใครคือแคนดิเดตนายกฯ ปชน.?

การเปิดตัว**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** เป็นที่จับตาของทุกฝ่าย เพราะจะเป็นการแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายของพรรคในการนำพาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งนายวิโรจน์ได้กล่าวถึงความมั่นใจในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมและความสามารถของพรรค แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อ แต่ก็ยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกฯ ปชน.

  • ความสามารถในการบริหารประเทศ
  • วิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน
  • ความโปร่งใสและสุจริต
  • การแก้ปัญหาทุจริตและคอร์รัปชัน

การเลือก**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ที่มีความสามารถและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน

แม้ว่านายวิโรจน์จะไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ**แคนดิเดตนายกฯ ปชน.** ในตอนนี้ แต่ก็ยืนยันว่าพรรคจะคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน การรอคอยการเปิดตัวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเลือก**แคนดิเดตนายกฯ** จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน ร่วมติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” ขออดใจรอดูพรุ่งนี้ แคนดิเดตนายกฯ ปชน. ใช่ “เท้ง-ไหม-วีระยุทธ” หรือไม่

เที่ยวดีมีคืน! ลดหย่อนภาษี รีบใช้สิทธิ์ด่วน

ใกล้หมดเขตแล้ว! รัฐบาลย้ำประชาชนรีบใช้สิทธิ์ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อลดหย่อนภาษีปลายปีนี้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเมืองรอง รับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 1.5 เท่า อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป!

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีของรัฐบาล กำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้แล้ว จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนรีบใช้สิทธิ์ดังกล่าว

เที่ยวดีมีคืน! รีบใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ก่อนหมดเขต

สำหรับมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • เที่ยวเมืองรอง: ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
  • เที่ยวเมืองหลัก: ลดหย่อนภาษีได้ตามค่าใช้จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ จะต้องเป็นค่าที่พักหรือค่าอาหารจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีใบกำกับภาษีถูกต้องเท่านั้น อย่าลืมตรวจสอบให้ดีก่อนชำระเงิน

ทำไมต้องรีบใช้สิทธิ์ เที่ยวดีมีคืน?

รัฐบาลเน้นย้ำว่า มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ไปยังจังหวัดเมืองรอง และส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะนี้หลายพื้นที่ได้เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวภายในประเทศยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย

ดังนั้น การใช้สิทธิ์ “เที่ยวดีมีคืน” จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งในด้านการท่องเที่ยว การลดหย่อนภาษี และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมๆ กัน

สำหรับใครที่มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว หรือเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง อย่าลืมวางแผนการเดินทาง และรีบใช้สิทธิ์ “เที่ยวดีมีคืน” ให้ทันภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่

การท่องเที่ยวเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ดี และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย อย่ารอช้า รีบวางแผนเที่ยวกันเลย!

ที่มา – รัฐบาล ย้ำรีบใช้สิทธิ์“เที่ยวดีมีคืน” ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ถึง 15 ธ.ค. นี้

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์การเมือง

“นายแพทย์ชลน่าน” ซัด “อนุทิน” เลือกยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก หวังคุมอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งพร้อมโยนบาปให้เพื่อไทย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ นอกจากนี้การประกาศยุบสภาชัดเจนว่ามองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งกระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา เป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติจำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชนพร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จากกรณีที่นายแพทย์ชลน่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การเมืองไทยเดิมพันสูง: การยุบสภาเพื่ออะไรกันแน่?

การที่นายแพทย์ชลน่านออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาที่จะยุบสภา เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาอำนาจและความได้เปรียบทางการเมืองของตนเองและพรรคภูมิใจไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภา

หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การยุบสภายังอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ท่าทีของนายแพทย์ชลน่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความขัดแย้งที่รอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาถึงการกระทำของผู้บริหารประเทศ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การออกมาอัด นายกฯ ว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของนายแพทย์ชลน่าน จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลังเลือกยุบสภาหนีฝ่ายค้าน