วัน: 23 พฤศจิกายน 2025

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ล่าสุดการประชุมที่เจนีวาเพื่อหารือแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอ เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ แต่เงื่อนไขที่ยูเครนอาจต้องยอมเสียดินแดน ทำให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างมาก

การหารือแผนการสันติภาพ: จุดยืนของแต่ละฝ่าย

การประชุมที่เจนีวาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ แต่จากรายงานเบื้องต้น ข้อเสนอของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเอียงไปทางรัสเซียมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจในฝั่งยูเครน การที่ยูเครนต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน แลกกับการยุติสงคราม เป็นสิ่งที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าเป็นการยอมจำนน

การที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน ประชุมที่เจนีวา เพื่อหารือแผนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและการประนีประนอมของทุกฝ่าย

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของการเจรจาที่เจนีวา จะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและเสถียรภาพของยุโรป การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การที่ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้หรือไม่ การเจรจาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยั่งยืน

การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ เป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องติดตามดูว่าการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ที่มา – สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี จบที่เขต 1?

“สนธยา – สุชาติ” ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี “เสี่ยแป๊ะ” บอก เขต 1 มันควรจะลงตัว ด้านแกนนำพรรคภูมิใจไทยเผยเคลียร์กันจบก่อนมานั่งแถลงข่าว

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 23 พ.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางออกจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปรากฏว่า นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มชลบุรี ได้เรียกนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พูดคุยเป็นการส่วนตัว บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 1 ของที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นอกจากนี้ ยังมีนายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี ร่วมมาสมทบพูดคุยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข้อสังเกตว่า การที่บ้านใหม่และบ้านใหญ่ชลบุรีมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เป็นที่จับตาเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านใหญ่แสนสุข ตระกูลคุณปลื้ม และเป็นบ้านใหม่ของนายสุชาติ ซึ่งเคยเป็น สส.ในเขตดังกล่าว จึงต้องจับตาว่า จะมีข้อตกลงอย่างไรว่า จะให้นายสนธยา หรือนายสุชาติ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องผู้สมัครในพื้นที่เขต 1 ชลบุรี

ทั้งนี้ การสนทนาของทั้งคู่ผ่านไปประมาณ 15 นาที จังหวะนั้นนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้เดินเข้าไปทักทายทั้งคู่ ทำให้บรรยากาศการพูดคุยดูผ่อนคลายขึ้น

มีรายงานว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า นายสุชาติ ขอเขต 1 แต่นายสนธยาไม่ยอม เพราะถือเป็นฐานเสียงเดิม นอกจากนี้ มีรายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายชาดา แสดงความประสงค์จะส่งคนของตัวเองลงสมัครเขต 8 และเขต 9 แต่นายสนธยา ไม่ยอม เนื่องจากต้องการดูแลรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ต่อมานายสนธยา เปิดเผยภายหลังหารือกับนายสุชาติอย่างเคร่งเครียด โดยเมื่อสื่อมวลชนพยายามสอบถามประเด็นที่พูดคุย นายสนธยาได้เชิญนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี มายืนคั่นกลางระหว่างนายสนธยากับนายสุชาติ ก่อนที่นายสนธยา กล่าวว่า เราลงสมัครในนามภูมิใจไทยชลบุรีอยู่แล้ว ตามที่นายอนุทินหัวหน้าพรรคแถลง เป็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มชลบุรีในนามพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า พื้นที่เขต 1 ชลบุรี ลงตัวแล้วใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า พื้นที่เขต 1 ยังต้องคุยกันกับทีมงาน ซึ่งทั้งหมดชลบุรีมี 10 เขต กำลังคุยกันในเรื่องตัวบุคคลที่จะลงสมัคร ชลบุรีไม่มีปัญหา เมื่อถามอีกว่า มีกระแสข่าวนายสุชาติ ต้องการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เขต 1 แต่นายสนธยา ไม่ยอมจริงหรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เรื่องนี้คุยกันอยู่ ขณะที่นายชาดา ระบุว่า เมื่อคุยกันแล้วก็ต้องจบทุกอย่าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นมีการคุยกัน 2 คนหน้าลิฟต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นายสนธยา หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่ได้เครียด ยืนยันเขต 1 ไม่ควรจะมีปัญหาอะไร มันควรจะลงตัว เมื่อถามว่า นายอนุทิน ให้มาคุยกันเองและตกลงในเรื่องการแบ่งเขตใช่หรือไม่ นายสนธยา กล่าวว่า เราคุยกันมาก่อนอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่จะยอม ถึงเวลาก็ตกลงกัน

เมื่อถามว่า มีรายงานว่านายชาดา ต้องการส่งคนของตัวเองลงสมัคร เขต 8 และเขต 9 ชลบุรี นายชาดา กล่าวว่า ไม่มี จะไปยุ่งอะไรกับเขา อุทัยธานีก็ปวดหัวอยู่แล้ว

นายสนธยา ย้ำว่า เราทำงานเป็นทีมเป็นทีมภูมิใจไทย โดยผู้สื่อข่าวถามว่า 2 คนจับมือโชว์ได้หรือ นายสุชาติ ปรี่เข้ามายกมือไหว้พร้อมจะจับมือ แต่นายสนธยาเพียงแต่รับไหว้ และตบไหล่นายสุชาติ ไม่ได้จับมือด้วยแต่อย่างใด

ล่าสุดแกนนำพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า นายสนธยา และนายสุชาติ เพียงแต่พูดคุยเรื่องของการทำงานร่วมกัน ในนามของพรรคภูมิใจไทย เท่านั้น กรณีจังหวัดชลบุรี ได้มีข้อตกลงทำงานร่วมกันและแบ่งเขตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้ง 10 เขต ลงตัวแล้ว ก่อนที่จะมาแถลงข่าวที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายสนธยา กับนายสุชาติ จับมือกัน สู้กับพรรคประชาชน หลังจากที่แยกกันทำงาน ทำให้คะแนนแตก ส่งผลให้แพ้ต่อพรรคประชาชน เมื่อครั้ง ยังเป็นพรรคก้าวไกล ในอดีต

สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี

การหารือที่เกิดขึ้นระหว่างนายสนธยา คุณปลื้ม และนายสุชาติ ชมกลิ่น เรื่องการแบ่งพื้นที่ชลบุรี กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองต่างก็มีความต้องการที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน การถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองในระดับท้องถิ่น และความสำคัญของการเจรจาต่อรองเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

ประเด็นสำคัญ: สนธยา-สุชาติ และการแบ่งพื้นที่ชลบุรี

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือคือเรื่องของเขต 1 ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เคยเป็น สส. มาก่อน ในขณะที่นายสนธยา คุณปลื้ม ก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ดังกล่าว การที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ทำให้เกิดความตึงเครียดในการเจรจาต่อรอง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่านายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ได้แสดงความประสงค์ที่จะส่งคนของตัวเองลงสมัครในเขต 8 และเขต 9 ของชลบุรี ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้นายสนธยาไม่พอใจ เนื่องจากต้องการที่จะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือ นายสนธยาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การพูดคุยเป็นไปในบรรยากาศที่ดี และทุกฝ่ายต่างก็มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันในนามของพรรคภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองระดับชาติอย่างนายสนธยาและนายสุชาติเข้ามาร่วมงานได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของพรรค แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความท้าทายในการบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการแบ่งเขตเลือกตั้ง การที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรักษาความสามัคคีและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นหรือไม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้ว่าการเจรจาต่อรองเรื่องสนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีอาจจะมีความซับซ้อนและตึงเครียดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วทุกฝ่ายก็ต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อที่จะทำงานร่วมกันและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในจังหวัดชลบุรีให้ได้มากที่สุด และการที่สนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีจบลงด้วยดีนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของทั้งสองท่าน

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม การสนธยา-สุชาติ ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรีในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และนำพาความเจริญมาสู่ชลบุรีอย่างแท้จริง

ที่มา – “สนธยา – สุชาติ” ถกเครียด แบ่งพื้นที่ชลบุรี “เสี่ยแป๊ะ” บอก เขต 1 มันควรจะลงตัว

อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

พรรคภูมิใจไทย เปิดรับผู้สมัคร สส.กทม.- ทั่วประเทศ “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค.นี้ รอฟังสัญญาณ แง้ม จ่อนำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขอความเห็นชอบ ครม. ก่อนขอเปิดประชุมวิสามัญ ถกวาระ 2

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ในช่วงเช้ามีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในส่วนของตัวแทนประจำจังหวัดและประธานสาขาพรรค เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาครบ 11 คน และเตรียมทำไพรมารีโหวตต่อไป ส่วนช่วงบ่ายเป็นการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ย้ำกับที่ประชุมให้สมาชิกทุกคนเตรียมตัวในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยให้ฟังสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎรว่าจะมีวาระสำคัญหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อไปว่า นายอนุทินแจ้งต่อที่ประชุมว่าจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน MOA กับพรรคประชาชน เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนเสนอต่อประธานรัฐสภาให้เปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 คาดว่าจะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ และเปิดประชุมในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวแคมเปญรับผู้ที่มีความจำนง จะร่วมงานการเมืองกับพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัด ซึ่งจะมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ทางด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงสมัคร สส.ในพื้นที่ กทม. เกินกว่า 3 เท่า มีทั้ง สส. ปัจจุบัน, อดีต สส., นักการเมืองท้องถิ่น, นักธุรกิจ, ข้าราชการ, เอกชน, คนรุ่นใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาจะร่วมกันคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมที่สุดเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า

“พรรคขอเชิญชวนคนไทยทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติ มีอุดมการณ์ มีใจทำงานเพื่อบ้านเมืองและเสียสละ โดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องรู้จักใคร สามารถวอล์กอินเข้ามาสมัครที่พรรคภูมิใจไทยได้เลย พรรคยินดีต้อนรับ”

จากกรณีที่โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงท่าทีและความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ จึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนให้สมาชิกพรรคเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

นอกจากเรื่องการเตรียมพร้อมของสมาชิกพรรคแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค การผลักดันนโยบายนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน

ความสำคัญของวันที่ 12 ธันวาคม ที่ อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

การที่นายอนุทินระบุวันที่ 12 ธันวาคม เป็นวันที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ ทำให้เกิดคำถามว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่จะเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองในภาพรวม หรือเป็นเพียงวาระภายในของพรรคภูมิใจไทยเอง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคภูมิใจไทย ในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรค การมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจกับพื้นที่เมืองหลวง

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การโฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรค หรือติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคผ่านช่องทางต่างๆ

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

สตูลประกาศภัยพิบัติ! อำเภอละงูหนักสุด

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด จ.สตูล ได้ประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด ทั้ง 7 อำเภอ เนื่องจากมวลน้ำจำนวนมากได้ไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเทศบาลตำบลกำแพง อำเภอละงู สถานการณ์ค่อนข้างวิกฤต

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ในพื้นที่ จ.สตูล สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงอย่างมาก จนเรียกได้ว่าวิกฤตหนัก เพราะน้ำท่วมทั้ง 7 อำเภอ จนกลายเป็นเมืองบาดาล เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือและอพยพชาวบ้านไปยังพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ทำให้คิดว่าน้ำจะลดลงเอง จึงไม่อยากอพยพออกจากบ้าน ตัวอย่างเช่นที่ อ.ควนกาหลง นายณัฐภาพงษ์ สุวรรณชนะ นายก อบต.ควนกาหลง พร้อมด้วย อส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ออกให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ในบ้านเหนือคลอง หมู่ 8 ต.ควนกาหลง ซึ่งมีเด็กติดอยู่ 4 คน ผู้ใหญ่ 2 คน และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีกระแสน้ำไหลแรงมาก จนต้องใช้เชือกผูกโยงเพื่อช่วยกันไต่เข้าไปให้ความช่วยเหลือจนสำเร็จ พื้นที่ที่ชาวบ้านติดอยู่มากที่สุดในขณะนี้คือ อ.ควนกาหลง และ อ.ละงู เนื่องจากน้ำป่าไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว

พื้นที่ จ.สตูล ทั้ง 7 อำเภอจมอยู่ใต้น้ำ ทางจังหวัดและ อบจ. ที่ต้องการนำครัวไปปรุงอาหารในพื้นที่ประสบภัย พบว่าพื้นที่เหล่านั้นถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่ในการปรุงอาหาร เช่นเดียวกับที่ ต.บ้านควน อ.เมือง ที่ต้องหาสถานที่สำหรับทำอาหารกล่องเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ขณะเดียวกันชาวบ้านก็รวมตัวกันตั้งครัวเพื่อช่วยเหลือกันเอง เนื่องจากมองว่าอาหารกล่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ใน จ.สตูล ตอนนี้หนักที่สุดอยู่ที่ อ.ละงู เนื่องจากสตูลประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ทำให้ทหาร จังหวัด และท้องถิ่นต่างร่วมมือกันเข้าช่วยเหลือ โดยการเร่งอพยพประชาชนออกมาให้ได้มากที่สุด

ขณะที่น้ำทางฝั่งอำเภอเมือง เริ่มไหลเข้าสู่พื้นที่รอบนอก เช่นที่ ต.บ้านควน ต.คลองขุด ต.ควนขัน อ.เมือง คาดการณ์ว่าภายใน 2 ชั่วโมง น้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของอำเภอเมืองสตูล

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 17.35 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สตูล ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย เนื่องจากฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง สภาพน้ำที่ท่วมสูงขึ้นทุกจุด จนบางแห่งที่เคยอาศัยอยู่ได้ ก็ถูกน้ำท่วมจนหมด ทำให้ต้องยอมทิ้งบ้านและทรัพย์สินเพื่ออพยพไปยังที่ปลอดภัยก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียง ทั้งทหาร อส. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านต่างช่วยกันอย่างเต็มที่เพื่ออพยพไปยังที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ละงู ที่น้ำท่วมหนัก และบางจุดกระแสน้ำแรงและลึกมาก

สิ่งที่ขาดแคลนในขณะนี้คือ เรือในการอพยพ ชาวบ้านต้องนำเรือส่วนตัวออกมาช่วยกันในการลำเลียงผู้ประสบภัยออกมาให้ได้มากที่สุด แม้ว่าท้ายน้ำอย่าง ต.ควนขัน ต.พิมาน อ.เมือง น้ำจะท่วมแล้ว แต่ระดับน้ำจาก อ.ควนโดนก็ยังไม่ลดลง ทำให้พื้นที่ปลายน้ำยิ่งทวีความรุนแรง ด้านฝั่ง อ.ละงู ย่านเศรษฐกิจเทศบาลตำบลกำแพงยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ส่วน ต.น้ำผุด ต.เขาขาว สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น สถานการณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ต.เขาขาว ที่ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ต้องใช้การเดินทางทางเรือเท่านั้น

ส่วนในเขตเทศบาลเมืองสตูล ขณะนี้น้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่แล้ว โดยเส้นทางที่เป็นจุดรอยต่อระหว่างเขตเทศบาล ต.คลองขุด และเทศบาลเมือง น้ำท่วมทำให้การสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก รถจักรยานยนต์ดับไปหลายคันแล้ว นอกจากนี้บ้านเรือนในเทศบาลเมืองสตูลก็ถูกน้ำท่วมไปแล้ว 4 ชุมชน

สำหรับความเดือดร้อนในขณะนี้ ทั้ง 7 อำเภอ 26 ตำบล 171 หมู่บ้าน รวม 7,632 ครัวเรือน 21,920 คน มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย

สตูลประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู หนักสุด

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสตูลครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกภาคส่วน การช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำลดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อำเภอละงูวิกฤตหนัก สตูลประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด

จากสถานการณ์ สตูลประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นไปที่การอพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย การจัดหาอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ

พวกเราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวสตูลที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัย และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

ที่มา – สตูล ประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู หนักสุด มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ

ราชทัณฑ์แจง! ไม่จริงเรื่องผู้ต้องขังหญิง เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

จากกระแสข่าวลือที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ กรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการนำผู้ต้องขังหญิงไปให้บริการแก่เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ข่าวดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกให้กับสังคมเป็นอย่างมาก กรมราชทัณฑ์จึงขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเพื่อตอบโต้กระแสข่าวที่พาดพิงถึงการนำผู้ต้องขังหญิงจากทัณฑสถานหญิงกลางไปให้บริการภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รวมถึงข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า ข่าวลือและภาพประกอบที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้นเกินความจริง และไม่ได้สะท้อนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำแต่อย่างใด ข่าวที่ว่ามีการนำผู้ต้องขังหญิงไปให้บริการแก่เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั้นไม่เป็นความจริง และไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังคนใดกระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่าเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ราชทัณฑ์ แจงไม่เป็นความจริง นำผู้ต้องขังหญิง ไปให้บริการ “ผู้คุม” เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

พ.ต.ท. ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว แต่สื่อมวลชนบางส่วนยังคงนำเสนอข่าวและภาพประกอบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ กรมราชทัณฑ์จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ ถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน

กรมราชทัณฑ์ยืนยันความโปร่งใส กรณีข่าวผู้ต้องขังหญิง เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส เคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน และยึดมั่นในการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ขององค์กรและประเทศชาติอย่างแท้จริง กรมฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดเพื่อให้กลับตนเป็นคนดีของสังคม และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการบริหารงานราชทัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การมีวิจารณญาณและตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

กรมราชทัณฑ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมจะเข้าใจและให้ความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมราชทัณฑ์ได้โดยตรงเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง

ถึงเเม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะออกมายืนยันความโปร่งใส เเต่ก็ยังคงต้องจับตามองถึงกระเเสข่าวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เราควรตั้งคำถามว่าอะไรคือเเรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังข่าวลือเหล่านี้ และมีวิธีการใดบ้างที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

ที่มา – ราชทัณฑ์ แจงไม่เป็นความจริง นำผู้ต้องขังหญิง ไปให้บริการ “ผู้คุม” เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

“ณัฐพงษ์” ชวนส่งพลัง! พรรคประชาชนเสียงเกินครึ่ง

“ณัฐพงษ์” ยืนยันพรรคประชาชนตรงไปตรงมา เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคได้รับเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของสภาฯ ให้ไปจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุปัญหาของประเทศไทยทั้ง ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โดยระบุว่า เด็กไทย 13% แคระแกร็น และมากขึ้นทุกปี เด็กไทย 1 ล้านคนหลุดจากระบบการศึกษา ประชาชนมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 18,000 ต่อปี โดยในจำนวนนี้ 74% มาจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ และ 86% ของคนไทยวันเกษียณยังต้องทำงาน

เสนอตั้งหน่วยฉก.ยึดทรัพย์ทุนเทา

นายณัฐพงษ์ เปรียบประเทศไทยคือสมาร์ทโฟน แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีปัญหาที่ตัวระบบ ต้องสร้างแพลตฟอร์มที่ดีให้คนอยากย้ายเข้าประเทศ ไม่ใช่อยากย้ายออก ยืนยัน นโยบาย “ ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน และไทยทันโลก” โดยเสนอให้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจยึดทรัพย์ เอาระบบเอไอเข้าไปจับ ยึดทรัพย์ก่อนแล้วเรียกมาคุยกัน

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในระดับภูมิภาคเสนอให้ตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ข่าวกรองแม่น้ำโขง ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติ ไม่เลือกข้าง แต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ต้องไปหงอ ทำตัวเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจ

ปฏิรูประบบราชการ

ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มทักษะ มองวาระสูงวัยให้เป็นโอกาสในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์คนสูงวัย ใช้องค์ความรู้พัฒนาการเกษตรให้พลิกฟื้น ใช้นโยบาย Fair and Fight ใช้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า สู้ทุนเทาครองเมือง

ขณะที่การพัฒนาระบบราชการใหม่ ต้องรีบกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยยึดความโปร่งใส ประสิทธิภาพ สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชน ไม่ทนคอร์รัปชัน ปฏิรูปงบประมาณ กิโยตินกฎหมายและกระจายอำนาจ

รัฐบาลต้องเอาจริง

เช่นเดียวกับการลงทุนคุณภาพชีวิตใหม่ ขอเน้นเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม ต้องปฏิรูปที่ดิน เพราะมีที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน โดย 100 คนใน 20 ล้านคน ถือครองที่ดินไปแล้วครึ่งหนึ่งของประเทศ รัฐบาลที่จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการโควตาทางการเมือง และควรวางบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้เหมาะสม

เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

จากนี้พรรคประชาชนจะทยอยเปิดตัวคณะทำงานออกมาเรื่อยๆ อย่าเชื่อข้อมูลที่คาดเดาว่าใครจะมาเป็นว่าที่รัฐมนตรีของพรรค ขอยืนยันว่าเป็นเฟกนิวส์ พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนทั้ง 3 คน ประกอบด้วย

  1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  2. ศิริกัญญา ตันสกุล
  3. รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ขอเลือกตั้ง ปชน.เกินครึ่ง

นายณัฐพงษ์เชื่อว่าแคนดิเดตของพรรคทุกคนมีศักยภาพ โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา และรศ.วีระยุทธ รู้เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ มีความรู้ความสามารถ สาเหตุที่ต้องประกาศลำดับให้ชัดเจน เพราะต้องการตรงไปตรงมากับประชาชน หากเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันจะได้รู้ว่าใครจะรับช่วงต่อไป  ทั้งนี้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เงื่อนไขการเมืองอื่นๆเริ่มคลายล็อกไปบ้างแล้ว จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตที่1 ถ้าเราได้ 20 ล้านเสียง ถ้าได้ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีใครปฏิเสธพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้อีกหรือ จึงขอให้ช่วยส่งต่อพลัง เพื่อจะได้รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ

พร้อมกำจัดคอรัปชันให้ไทยไม่เทา

พร้อมยืนยันด้วยว่า คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องกล้าจัดการ หากพบว่าคนในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีไม่สุจริต ดังนั้นพรรคประชาชนขอยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะทำทุกวิถีทางทำให้ไทยไม่เทา กำจัดธุรกิจคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศนี้

“ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยส่งต่อพลัง สนับสนุนและเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา เพื่อให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ทำไมต้องส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

การที่พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจนได้เสียงเกินครึ่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ การมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น จะทำให้พรรคมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศและผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ณัฐพงษ์” จึงขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

พรรคประชาชน มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความเป็นธรรมในสังคม การที่พรรคได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จะทำให้พรรคมีอำนาจในการต่อต้านและกำจัดอิทธิพลของกลุ่มทุนเทา และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

การส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง คือการมอบโอกาสให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา

มาร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม! ร่วมสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเรา!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

เพื่อไทยช่วยน้ำท่วมอยุธยา รอดูนโยบายพรรค

“จุลพันธ์” นำเพื่อไทยแท็กทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา เสนอระบบเปิดปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติ แจ้งเตือนมวลน้ำด้วยแอปฯ ขอรอดูนโยบายเพื่อไทย มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ สส.เชียงใหม่ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค นายณณัฏฐ์ หงส์ชูเวช อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย นายจิรทัศ ไกรเดชา น.ส.ณัฐณิชา บุรณศิริ และน.ส.ธนพร โสมทองแดง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย วัดไชยภูมิ อ.เสนา วัดอมฤตสิทธิธาราม อ.ผักไห่ วัดตาลานเหนือ อ.ผักไห่ และวัดป่าคา อ.บางไทร มอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน เพื่อจัดทำนโยบายที่เป็นประโยชน์แก้ปัญหาตอบสนองพี่น้องประชาชน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่เสียสละของประเทศ โดยเฉพาะให้กับกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันนี้ที่มาไม่ใช่แค่นำข้าวสาร อาหารแห้ง มาแจกเพียงอย่างเดียว แต่มีการพูดคุยรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปแก้ไขอย่างยั่งยืน ครั้งนี้มีปัญหาเรื่องการเปิดปิดประตูระบายน้ำ ที่ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง การประท้วงกัน พวกเราอยากแก้ไขอย่างเป็นระบบ ที่ตอบคำถามกับประชาชนได้ทุกคน ว่าทำไมสถานการณ์น้ำมาถึงต้องบริหารจัดการแบบนี้  

“ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำจะหมดไป หากภาครัฐบริหารจัดการได้ด้วยวิทยาศาสตร์ การนำเทคโนโลยีมาจับ การมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชน การเปิดปิดประตูน้ำจะต้องเป็นอัตโนมัติ จะได้ไม่เกิดปัญหาทะเลาะระหว่างกัน” นายจุลพันธ์กล่าว

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แจ้งเตือนเรื่องน้ำให้ครบวงจร ว่ามวลน้ำจะไหลมาทิศทางไหน มาถึงเมื่อไหร่ พี่น้องประชาชนจะได้วางแผนจัดการชีวิตของตัวเองได้

เพื่อไทย ช่วยน้ำท่วมอยุธยา ขอรอดูนโยบายพรรค มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตนไม่ค่อยห่วงเรื่องการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา เพราะมีระเบียบการเบิกจ่ายที่แน่ชัดอยู่แล้ว พี่น้องผู้ประสบภัยได้เงินแน่นอน ซึ่งไม่ต้องมีรัฐบาลก็ทำได้ อย่างไรก็ตามน้ำท่วมไม่ได้จบแค่การชดเชย แต่ยังมีเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การขาดรายได้ จากผืนนาที่จะผลิตเงินให้เรา กลายเป็นพื้นที่ที่เราต้องแบกรับภาระน้ำท่วม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเงินชดเชยที่ได้มาไม่เคยเพียงพอ แต่ถ้าพวกเราไม่มีพื้นที่ทุ่งผักไห่ เสนา บางบาล คอยรับน้ำ กรุงเทพฯ ไม่มีเหลือ อย่างไรก็ตามประชาชนที่อยู่ในจังหวัดที่คอยรับน้ำ ควรจะได้รับเงินเยียวยาชดเชยมากขึ้น ให้เหมาะสมกับความเสียสละ ความเสียหายที่เกิดขึ้น

“วันนี้เรามารับฟังปัญหาของท่าน เพื่อที่จะมากลั่นกรองเป็นนโยบาย เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคแห่งการนำนโยบายมาให้พี่น้องประชาชน” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เป็นเรื่องที่แก้ยาก วันนี้เราต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ต้องตั้งราคาขายให้เพียงพอกับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคง จะได้มีชีวิตอย่างเข้มแข็ง

“รอดูนโยบายของพรรคเพื่อไทย จะเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน จะสร้างความหวังให้กับพวกเรา ในการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ” นายจุลพันธ์กล่าว

พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมอยุธยา พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนและเตรียมนำไปพิจารณาเพื่อกำหนดเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องอาศัยความเข้าใจในพื้นที่และนโยบายที่ยั่งยืน

เพื่อไทยมุ่งแก้น้ำท่วมอยุธยาด้วยนโยบายที่ยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอยุธยา และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความหวังให้กับประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจ การพัฒนานโยบายที่สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกษตรกรสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การรอดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนโยบายเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และสร้างความหวังให้กับประชาชนในการมีอนาคตที่ดีขึ้น

ที่มา – เพื่อไทย ช่วยน้ำท่วมอยุธยา ขอรอดูนโยบายพรรค มั่นใจตอบโจทย์ประชาชน

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พร้อมผู้สมัคร สส.

“หมอวรงค์” ประกาศนำทัพพรรคไทยภักดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชู ยกเครื่องประเทศไทยด้วยการเมืองสีขาว พร้อมเผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ลอตแรก เชื่อรัฐบาลยุบสภาเร็ว ชิงความได้เปรียบการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ เปิดนโยบายเรือธง ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย ด้วยการเมืองสีขาว” พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งระบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 100 คน โดยยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2569 มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566

นพ.วรงค์ ระบุว่า แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคไม่มี สส.ในสภาฯ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือส่วนหนึ่งของการเติบโต ได้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค ซึ่งระยะเวลากว่า 5 ปี พรรคไม่เคยทิ้งประชาชนและอุดมการณ์ความถูกต้อง วันนี้พรรคมีความพร้อมมากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 โดยระยะเวลา 2 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคยืนหยัดในอุดมการณ์และทำหน้าที่ฝ่ายค้านนอกสภาฯ จนทำให้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เดินเข้าสู่พรรคจำนวนมากเพื่อร่วมกันยกเครื่องเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างการเมืองสีขาว

สำหรับจุดแข็งของพรรคไทยภักดี คือ ทำจริง สู้จริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแสฉาบฉวย การปราบโกง คนโกงต้องถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ นโยบายเรือธงของพรรค คือ ยกเครื่องปราบโกง นักการเมืองโกงความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปประหารชีวิตสถานเดียวและห้ามขอพระราชทานอภัยโทษ ยกเครื่องตำรวจ หยุดวงจรส่วย ทุนเทา โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด ยกเครื่องความมั่นคง ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ ยกเครื่องการเมือง ตัดสวัสดิการ สส.-สว. ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อโครงสร้างราคาข้าวทั้งระบบ ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ยกเครื่องแรงงาน ดูแลแรงงานนอกระบบ คุ้มครองสิทธิพื้นฐานกลุ่มชาติพันธุ์ ยกเครื่องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรียกคืนโควตาสลากฯ จากนักการเมือง นายทุน จัดสรรให้คนพิการที่ขายสลากฯ จริง ยกเครื่องบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนให้หมอหรือคนที่ทำงานจริง ยกเครื่องพลังงาน ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาด ใช้ราคาเป็นเงื่อนไขแข่งขันเพื่อนำไปสู่ไฟฟ้าเสรี เป็นต้น

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากผู้สมัครที่เปิดตัวในวันนี้ พรรคเตรียมส่งผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กทม. และภาคใต้ รวมถึงผู้สมัครบัญชีรายชื่อ รวมประมาณ 150-200 คน โดยจะใช้กลยุทธ์หาเสียง ทำความเข้าใจและนำเสนอความจริงแก่ประชาชนในทุกช่องทาง

“เรามีความหลากหลายของผู้คน มีลักษณะของพรรคมวลชน มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากประสบการณ์ ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้พิพากษา นายตำรวจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ปราบโกง ปราบทุนเทา สร้างนิติรัฐ ให้ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมยกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก สร้างดุลกับทุนผูกขาด มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ร่วมยกเครื่องโครงสร้างราคาข้าวที่เป็นธรรม มีผู้นำแรงงานร่วมยกเครื่องแรงงาน มีคนหนุ่มสาวที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงร่วมยกเครื่องการเมืองเพื่อสร้างอำนาจรัฐของคนทั้งประเทศ มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ มีทีมงานหลังบ้านจากทั่วประเทศที่พร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือทำอุดมการณ์พรรคให้เกิดขึ้นจริง”

หัวหน้าพรรคไทยภักดี เผยต่อไปว่า พรรคเรียนรู้ เติบโตจากความพ่ายแพ้ จึงคาดหวังว่าในการเลือกตั้งปี 2569 ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเรียนรู้จากปัจจุบันและอดีต ลงโทษนักการเมืองที่สร้างความวิบัติ อัปลักษณ์ให้ประเทศ ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสร้างการเมืองสีขาว สร้างประเทศที่แข็งแรงกว่าที่เคยเป็นมา

จากนั้น นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ว่า การที่เราเปิดตัวผู้สมัคร สส.ในวันนี้ต้องพร้อม ยุบสภาวันนี้เราก็พร้อมเลือกตั้ง เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่นั้น นพ.วรงค์ ตอบว่า ตั้งเป้าไว้ที่ 150-200 เขต พื้นที่ไหนที่เราประเมินแล้วทุนเทาระบาดหนักจะไม่ส่ง เราส่งในพื้นที่ที่คิดว่าประชาชนมีจิตใจที่สู้กับทุนเทาได้ ส่วนคำถามว่ามีพื้นที่ไหนปักธงไว้หรือไม่ นพ.วรงค์ เผยว่า พื้นที่ที่มั่นใจคือพื้นที่ภาคใต้ และ กทม. แต่ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทุกภาค

ทางด้านจุดแข็งที่จะนำไปขายเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราประกาศชัดเจนเรื่องการเมืองสีขาว คือนโยบายการปราบปรามการทุจริต นโยบายเรื่องด้านความมั่นคง รวมถึงทั้งนโยบายการยกเลิก MOU 2543-2544 และนโยบายเรื่องข้าว วันนี้บ้านเราทุนสีเทาระบาดหนัก กระจายครอบคลุมไปหมด จึงขอสื่อสารไปยังประชาชนว่าเงินสีเทาอย่าคิดว่าเป็นแค่เงินพนันออนไลน์ หรือเงินจากสแกมเมอร์เท่านั้น เงินทุจริต เงินผูกขาด เงินที่ส่งมาจากต่างชาติที่มาสนับสนุนเอ็นจีโอ แต่มาช่วยเหลือพรรคการเมืองถือว่าเป็นเงินสีเทาทั้งหมด ซึ่งระบาดไปเกือบทุกพรรคเราจึงต้องใช้การเมืองสีขาวเข้าไปต่อสู้เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่ได้ สส. ครั้งนี้จะมีการปรับกลยุทธ์และตั้งเป้าไว้ที่เท่าไร นพ.วรงค์ บอกว่า เราพร้อมรบขนาดนี้ต้องมั่นใจ จากการเรียนรู้ในอดีต คิดว่าประชาชนได้เรียนรู้ว่าเมื่อ สส. เข้าไปแล้วทำไมกลายเป็นนักการเมืองสีเทา ไม่ใช่แค่เฉพาะในสภาฯ ทั้งวงการตำรวจ วงการราชทัณฑ์ และวงการต่างๆ ทั่วไปหมด ดังนั้นการเลือกตั้งรอบนี้อยากให้ประชาชนประเมินให้ดี หากเลือกตามกระแสจะได้แบบเดิม แต่ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ขอมาเลือกการเมืองสีขาว เมื่อถามต่อถึงนโยบายที่มีจะสู้แชมป์เก่าในพื้นที่ได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนใช้สติคิดวิเคราะห์เราสู้ได้ทุกพรรค

“ผมยืนยันและขอให้บันทึกคำพูดว่า ถ้าไม่เลือกพวกเราเข้าไป เราจะเห็นการเมืองเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ในช่วงการหาเสียง มีการปั่นกระแสเพื่อหลอกลวงประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกไทยภักดีถูกสร้างมาบนพื้นฐานของความเป็นจริง ความยุติธรรมเพื่ออนาคตที่ดีกว่าวันพรุ่งนี้ ย้ำว่าถ้าเลือกเหมือนเดิม สภาพสังคมก็จะเหมือนเดิม”

ในตอนท้ายเมื่อถามอีกว่ามองไทม์ไลน์การยุบสภาอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ คิดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น่าจะยุบสภาเร็วๆ นี้ ดูการเตรียมความพร้อมต่างๆ เหมือนกับว่าจังหวะที่ฝ่ายค้านทำท่าที่จะซักฟอก(อภิปรายไม่ไว้วางใจ) เลยฉวยโอกาสยุบสภา เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาพร้อมกว่าคู่แข่ง ดีไม่ดีเปิดสภาฯ มาวันที่ 12 ธันวาคม อาจจะยุบเลยก็ได้.

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

พรรคไทยภักดีพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

การประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ของพรรคไทยภักดีและ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายการเมืองสีขาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาและสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในประเทศ การสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวมก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – “วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

กรมราชทัณฑ์ เผยไม่พบ บอสกันต์ ในห้องลับเรือนจำ

จากกรณีข่าวลือที่แพร่สะพัด กรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการจู่โจมค้น ห้องลับเรือนจำ และยืนยันว่าไม่พบ บอสกันต์ ในภาพวงจรปิดช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่าเซิร์ฟเวอร์บางส่วนถูกลบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกู้คืนข้อมูลและรอผลการสอบสวนอย่างละเอียด

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวปรากฏภาพของ บอสกันต์ หรือ กันต์ กันตถาวร ในกล้องวงจรปิด ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นเจ้าหน้าที่เรือนจำให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังกลุ่มจีนเทา และการมีอยู่ของห้องลับภายในเรือนจำว่า เบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว

นายยุทธนากล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรักษาการผู้บัญชาการเรือนจำ เพื่อเข้ามาจัดระเบียบและสร้างความเรียบร้อย จะทำการสอบถามข้อเท็จจริงกับนายกันต์ ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่แดน 1 ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะตรวจสอบทุกประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจนมากที่สุด

กรมราชทัณฑ์ ยันไม่พบ บอสกันต์ ในห้องลับเรือนจำ

สำหรับปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกอบด้วยทีมงาน 3 ชุด ได้แก่ ทีมเทคนิค, ทีมตรวจค้น และทีมสอบปากคำ โดยทีมเทคนิคได้นำเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดไปตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่าข้อมูลบางส่วนถูกลบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการกู้คืน จึงต้องรอผลการสอบสวนอย่างรอบด้านก่อนสรุปผล

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจาก กรมราชทัณฑ์ ว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่รวบรวมมาตรวจสอบทั้งหมด บันทึกภาพผู้เกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ในแต่ละวัน โดยเบื้องต้นได้ตรวจสอบภาพในวันที่ 16 พฤศจิกายน ตั้งแต่ก่อน 9.00 น. จนถึงช่วงเวลาจู่โจม 10.30 น. ซึ่งไม่ปรากฏภาพของนายกันต์ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนจะมีภาพนายกันต์ปรากฏในกล้องวงจรปิดที่จุดใด วันใดบ้างนั้น ยังคงต้องตรวจสอบต่อไป

ความคืบหน้ากรณีผู้ต้องขังจีนเทา

ในส่วนของผู้ต้องขังชาวจีนเทา 2 ราย ที่ถูกพบพร้อมกับหญิงสาวชาวจีนขณะจู่โจมตรวจค้น ได้ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำเขาบิน ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง หรือ ซูเปอร์แมกซ์ โดยหนึ่งคนเป็นผู้ต้องขังระหว่างรอการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และอีกคนเป็นผู้ต้องหาในคดีปลอมแปลงเอกสารราชการ หรือปลอมบัตรประชาชน

สำหรับกรณีห้องลับใต้บันไดที่ถูกใช้เป็นสถานที่สำราญของผู้ต้องขังชาวจีนเทานั้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในการควบคุมและปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง จึงได้ดำเนินการย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวม 15 ราย ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เจ้าหน้าที่ผู้คุม และหัวหน้าฝ่ายควบคุมแดนไปก่อนแล้ว ดังนั้น รวมมีเจ้าหน้าที่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวพันกับเรื่องอื้อฉาว และถูกย้ายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการยังที่อื่นไว้ก่อน รวมทั้งสิ้น 34 ราย

การออกมาให้ข้อมูลของ กรมราชทัณฑ์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข่าวลือ และแสดงความโปร่งใสในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความยุติธรรมในทุกฝ่าย

ที่มา – “กรมราชทัณฑ์” เผยวงจรปิดช่วงจู่โจมค้น “ห้องลับเรือนจำ” ไม่พบ “บอสกันต์”