วัน: 29 พฤศจิกายน 2025

นายกฯ ขอโทษ! เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

“อนุทิน” ยอมรับบกพร่อง ขอโทษประชาชนพร้อมยกทัพทีมเศรษฐกิจบุกหาดใหญ่วันพรุ่งนี้ เตรียมปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู-ซ่อมแซมทรัพย์สิน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย. 68) จะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกครั้ง พร้อมทีมเศรษฐกิจและผู้บริหารสถาบันการเงินชุดใหญ่ลงพื้นที่ด้วย ซึ่งคณะที่จะร่วมลงพื้นที่จะได้เห็นเหตุการณ์จริงและเตรียมการให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยประกอบด้วย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้เห็นภาพหน้างาน และสามารถนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจและรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.ภายในสัปดาห์หน้าจะถึงมือประชาชนหลังจากรัฐบาลอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัวรายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี และกระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อถามถึงสาเหตุปัญหาที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติ นายอนุทินยอมรับว่า รัฐบาลมีความบกพร่องยอมรับเป็นความผิดของนายกฯ ที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยได้ ตอนลงพื้นที่เจอใครก็บอกขอโทษ

เมื่อถามต่อว่า ได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้าเรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลก็มีความบกพร่องก็ยอมรับ เมื่อมีคนเสียชีวิตสูญเสียบาดเจ็บมันก็เป็นความผิดของนายกฯ ทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคตได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องของการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับ เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก ซึ่งได้สั่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการในเรื่องนี้ ที่สำคัญตัวเมืองหาดใหญ่เป็นแอ่ง กระทะก็ต้องแก้ไข ซึ่งต้องมาดูเพราะรายละเอียดเยอะ

นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้กับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

มาตรการช่วยเหลือ: ปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

รัฐบาลเตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว: รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน
  • สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน: ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายกฯ ขอโทษประชาชน: ยอมรับความบกพร่อง

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอโทษประชาชนต่อความบกพร่องของรัฐบาลที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยได้ ท่านยอมรับว่าเมื่อมีคนเสียชีวิต สูญเสีย หรือบาดเจ็บ ถือเป็นความผิดของนายกรัฐมนตรี และนี่คือเหตุผลที่ต้องลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและพลิกฟื้นสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

แนวทางการป้องกันในอนาคต: ยกระดับการเตือนภัยและแก้ไขผังเมือง

เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซ้ำรอยในอนาคต รัฐบาลมีแนวทางในการยกระดับการเตือนภัย โดยเมื่อมีการเตือนภัยแล้ว ประชาชนจะต้องออกจากบ้านทันที ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาแก้ไขผังเมืองของอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแอ่งกระทะ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมขัง

การที่รัฐบาลออกมาปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความมั่นคง

ที่มา – นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

“อนุทิน” ขู่! สายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

“อนุทิน” เดือด บอกจะวัดกันก็ลองดู ลั่นไม่ประนีประนอม ขู่เพิกถอนใบอนุญาต หลังสายการบินอัปราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ พุ่งเหยียบหลักหมื่น อย่าไม่มีจรรยาบรรณเอาเปรียบประชาชนยามยาก

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสายการบินต่างๆ พิจารณาปรับลดราคาค่าโดยสาร เส้นทางกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะดอนเมือง-หาดใหญ่ ช่วงสัปดาห์แรกเดือนธันวาคมนี้ ได้รับการร้องเรียนว่าตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงผิดปกติช่วงวันที่ 1-5 ธันวาคม จากการตรวจสอบบางเที่ยวบินสูงถึง 4,000-6,000 บาทต่อเที่ยว เป็นราคาที่สูงมาก

นายณณัฏฐ์ เผยต่อไปว่า เวลานี้ชาวใต้โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียงเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ทุกข์ยากแสนสาหัสอยู่แล้ว การที่ค่าเดินทางพุ่งสูงเหมือนซ้ำเติมผู้ประสบภัย ญาติพี่น้องที่ต้องการลงไปเยี่ยม ส่งของช่วยเหลือทำได้ยากลำบาก หรือผู้ต้องการนำความช่วยเหลือลงไปในพื้นที่หลายทีมมีงบประมาณจำกัด ต้องมาแบกรับค่าตั๋วแพง ทำให้งบฯ ที่จะไปซื้อข้าวของบริจาคน้อยลง ขอให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินพิเศษหรือล็อกราคาช่วยเหลือ

“ในยามวิกฤตภัยพิบัติ ความรับผิดชอบต่อสังคมและมนุษยธรรมต้องมาก่อนกำไร ฝากกระทรวงคมนาคมและผู้มีอำนาจ ประสานแก้ไขเร่งด่วน อย่าให้ค่าตั๋วเครื่องบินเป็นกำแพงกั้นความช่วยเหลือที่จะส่งไปถึงมือประชาชน”

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มีสายการบินฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ โดยมีราคาพุ่งสูงถึงหลักหมื่นบาท ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทราบเรื่องแล้วได้เร่งดำเนินการ ซึ่งทราบว่าได้มีการยกเลิกการจองและเพิ่มราคาตั๋วขึ้นมา ตอนนี้พอทราบรายชื่อสายการบินแล้ว ซึ่งต้องขอตรวจสอบ

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เพิกถอนใบอนุญาต ผมไม่มีอย่างอื่น ผมไม่ประนีประนอม ถ้าเอาเปรียบประชาชนในยามยาก ถ้าจะวัดกับผมก็ลองดู ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว อะไรก็แล้ว ตอนนี้ถ้าเอาความเดือดร้อนของประชาชนและคนเหล่านี้ถ้าเค้าไปไหนไม่ได้เค้าก็ต้องอยู่ที่สนามบิน กลับบ้านก็ไม่ได้ ความเครียดก็เกิดขึ้น ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ เช่นนี้ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย”

สถานการณ์ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ในภาคใต้กำลังเผชิญกับอุทกภัย ทำให้การเดินทางเพื่อช่วยเหลือหรือกลับภูมิลำเนาเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้น การที่สายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรม

“อนุทิน” ขู่! สายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

อนุทินเอาจริง ขู่เพิกถอนใบอนุญาตสายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อกรณีดังกล่าว และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าสายการบินใดมีการกระทำผิดจริง จะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาด รวมถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

การขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในการเดินทาง

ปัญหา ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลและควบคุมราคาค่าโดยสารของสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

การที่นายอนุทินออกมาขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตสายการบินที่ขึ้น ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ นั้น ถือเป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้บริโภคเองก็ควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร้องเรียน หากพบเห็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้สายการบินตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้บริโภค

การแก้ไขปัญหา ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สายการบิน และผู้บริโภค เพื่อสร้างความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” เดือด ขู่เพิกถอนใบอนุญาตสายการบิน อัปค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่ พุ่งหลักหมื่น

เท่าพิภพ ไม่ลงสมัครสมัยหน้า! ใครสานงานต่อ?

เท่าพิภพ ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ลงสนามเลือกตั้งสมัยหน้า แต่เชื่อมั่นว่าคนใหม่จะสานต่องานที่ทำไว้ได้อย่างดี หากชาวคลองสาน ธนบุรี บางปะกอกให้โอกาส

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับการตัดสินใจไม่ลงสมัคร สส.กทม. ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยระบุว่า “อย่างที่ทราบว่าผมไม่ลงสมัครในเขตเดิม ทางพรรคก็ได้สรรหาผู้สมัครมาจนจะจบสิ้นกระบวนการแล้วครับ ปัจจุบันคือนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ผมต้องกราบขอฝากนัทชายไว้ให้ชาวคลองสาน ธนบุรี บางปะกอกได้ใช้งานด้วยนะครับ”

นายเท่าพิภพ ยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติและความสามารถของนายณพัฎน์ ผู้สมัครที่ได้รับการเสนอชื่อให้สานต่องานในพื้นที่ว่า “นัทเป็นคนมีความสามารถ เคยเป็นผู้ช่วย “หมออาร์ท” นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กทม.พรรคประชาชน ลงพื้นที่มาก่อน หลังจากผมลงพื้นที่กับนัทพบว่าสิ่งที่นัทมีและผมตะลึงที่สุดคือความสามารถการฟังด้วยหัวใจ ผมสังเกตบทสนทนาที่ผมหรือนัทมีร่วมกับประชาชนที่เราเจอทีไร นัทจะตั้งใจฟังด้วยหัวใจจนผมรับรู้ได้เชื่อว่าด้วยทักษะนี้ นัทจะมาช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้องได้ไม่ยาก ที่เหลือก็คือต้องสั่งสมประสบการณ์”

การตัดสินใจของเท่าพิภพ ครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเสียดายที่เขาจะไม่ลงสมัครอีก แต่ก็พร้อมสนับสนุนผู้สมัครคนใหม่ที่จะมาสานต่องานสำคัญต่อไป

เท่าพิภพ วางมือการเมือง!

นายเท่าพิภพ ยืนยันหนักแน่นว่าจะให้การสนับสนุนนายณพัฎน์อย่างเต็มที่ และพร้อมเป็นลมใต้ปีกให้เสมอ เขามั่นใจว่าผลงานและความฝันที่เขาได้สร้างไว้ในฐานะ สส. ที่สำเร็จไปแล้วกว่า 80% นั้น จะได้รับการสานต่อจากนายณพัฎน์ อีก 20% และจะสามารถเริ่มต้นสร้างความฝันของตัวเองให้สำเร็จได้อีก 80% และส่งต่อสิ่งดีๆ เหล่านี้ต่อไป

การประกาศไม่ลงสมัคร สส. ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายเท่าพิภพ แต่เขายังคงยืนยันที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไปในบทบาทอื่นๆ และให้การสนับสนุนผู้สมัครคนใหม่ที่จะมาสานต่องานที่เขาได้เริ่มต้นไว้

อนาคตการเมืองของเท่าพิภพ

แม้ว่าจะไม่ลงสมัคร สส. ในครั้งนี้ แต่เท่าพิภพ ยังคงเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในวงการการเมืองไทย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และความสามารถในการทำงานเพื่อประชาชน ทำให้หลายคนเชื่อว่าเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เขายังสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ในหลายมิติ

  • การทำงานในภาคประชาสังคม: เท่าพิภพสามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ความสามารถของเขาในการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
  • การเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบาย: ด้วยความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชน เท่าพิภพสามารถเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายให้กับพรรคการเมืองหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
  • การให้ความรู้และแรงบันดาลใจ: เท่าพิภพสามารถใช้ชื่อเสียงและประสบการณ์ของเขาในการให้ความรู้และแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม สำหรับเท่าพิภพบนเส้นทางการเมือง

หากคุณเป็นชาวคลองสาน ธนบุรี หรือบางปะกอก อย่าลืมติดตามข่าวสารและทำความรู้จักกับผู้สมัครคนใหม่ที่จะมาสานต่องานของนายเท่าพิภพ เพื่อให้ท่านได้เลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาพื้นที่ของเราต่อไป

ที่มา – “เท่าพิภพ”ประกาศไม่ลงสนามผู้แทนสมัยหน้า เชื่อคนใหม่สานงานต่อได้ดี

โปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ พระราชทาน 100 ล้าน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงห่วงใยและพระราชทานกำลังใจ โปรดเกล้าฯ รับศพจากเหตุน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานเงิน 100 ล้านบาท ฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ พร้อมพระราชทานโดรนเร่งช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 12.48 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพเอกสารหน่วยราชการในพระองค์ 904 พร้อมระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “กราบพระบาทสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรผู้ประสบภัยจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้”

สำหรับเนื้อหาในเอกสารดังกล่าว ระบุหัวเรื่องว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแสเนื่องด้วยเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ กราบเรียน นายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเชิญพระราชกระแส ดังนี้

1. ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

2. พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว

3. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานเงินดังกล่าว

4. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยแก่ราษฎร

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระราชกระแส มา ณ โอกาสนี้ ลงท้ายด้วยชื่อ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงสร้างความเสียหายและความเดือนร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกชีวิต และการพระราชทานเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลหาดใหญ่ จะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่พระราชทานเพิ่มเติม

นอกเหนือจากการโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ และการพระราชทานเงินช่วยเหลือแล้ว การพระราชทานโดรนเพื่อใช้ในการค้นหาและขนส่งอาหาร ยังเป็นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการบรรเทาสาธารณภัย ทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น การมีโดรนช่วยขนส่งอาหารและเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้

ความช่วยเหลือที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การฟื้นฟูสถานที่ และการสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ไม่สามารถทำได้โดยลำพังพระองค์เดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การแบ่งปันน้ำใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จะช่วยให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การวางแผนป้องกัน การสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้

ประชาชนชาวไทยล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ การโปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์และการพระราชทานความช่วยเหลือต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ รับศพน้ำท่วมใต้ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทาน 100 ล้าน ฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่

ก.เกษตรฯ ไฟเขียว เยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ 3,000 บาท

ก.เกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบมาตรการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ครัวเรือนละ 3,000 บาท เตรียมเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติงบกลาง วงเงิน 3.2 พันล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยล่าสุดได้เห็นชอบมาตรการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ครัวเรือนละ 3,000 บาท

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบในหลักการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ครัวเรือนละ 3,000 บาท สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,079,236 ครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2569) วงเงิน 3,237.708 ล้านบาท แบ่งออกเป็น ด้านพืช 565,565 ครัวเรือน ด้านประมง 65,239 ราย ด้านปศุสัตว์ 448,432 ราย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเร่งจัดทำรายละเอียดนำเสนอ ร.อ.ธรรมนัส พรหมแผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาและเสนอขอรับงบกลางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 25558 ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

“การเยียวยาผู้ประสบภัย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งขณะนี้พบว่าได้รับผลกระทบจำนวนมาก จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบอย่างครบถ้วนและโปร่งใส โดยยึดหลักความรวดเร็ว ถูกต้อง และเข้าถึงทุกครัวเรือน”

ก.เกษตรฯ ไฟเขียว เยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ 3,000 บาท

มาตรการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้นี้ ครอบคลุมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ใครจะได้รับสิทธิ์เยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้?

เกษตรกรที่จะได้รับสิทธิ์ในการเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จริง โดยกระทรวงเกษตรฯ จะทำการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

ขั้นตอนการรับเงินเยียวยา

หลังจากที่ ครม. อนุมัติงบประมาณแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ โดยจะมีการแจ้งรายละเอียดขั้นตอนการรับเงินให้เกษตรกรทราบอีกครั้งหนึ่ง เกษตรกรสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ของท่าน

การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตต่อไปได้

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยในอนาคต รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมไทย

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเยียวยาเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในระยะยาว ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศ เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ก.เกษตรฯ เห็นชอบเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วมใต้ครัวเรือนละ 3,000 ชง ครม. ขออนุมัติงบกลาง

หนาวจริง! น้ำหนาว เพชรบูรณ์ แม่คะนิ้งโผล่หลายที่

สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อุณหภูมิติดลบ เกิดแม่คะนิ้งหลายพื้นที่ น้ำค้างแข็งเกาะบนกองฟาง หลังคารถ อากาศหนาวเย็นจัดส่งท้ายปีมาเยือนแล้ว! เตรียมตัวสัมผัสลมหนาวและชมความงามของแม่คะนิ้งกันได้เลย

วันที่ 29 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Pui Surachai” โพสต์ข้อความระบุว่า “-0.8°เกิดแม่คะนิ้ง บ.ห้วยหญ้าเครือ อ.น้ำหนาว” พร้อมภาพตัวเลขวัดอุณหภูมิในช่วงเวลา 04.35 น. – 06.25 น. ของเช้าวันนี้ (29 พ.ย.) ที่อุณหภูมิติดลบ -0.19 องศาเซลเซียส ถึง -0.30 องศาเซลเซียส นอกจากนั้นยังได้โพสต์ภาพและคลิปวิดีโอเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่บนหลังคารถ และภาพแม่คะนิ้งเกาะอยู่ตามในเมเปิ้ล รวมทั้งน้ำในลำคลองที่มีไอพวยพุ่งขึ้นมาคล้ายเมืองหนาว

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กรายดังกล่าวทราบชื่อคือ นายสุรชัย เทวสุคล ชาวบ้านบ้านห้วยหญ้าเครือ หมู่ 1 ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ปีนี้อากาศหนาวมาเร็ว และหนาวมากกว่าทุกปี ซึ่งปีที่แล้วแม่คะนิ้งจะเกิดในช่วงกลางเดือนมกราคมอุณหภูมิต่ำสุด -0.5 องศาเซลเซียส แต่ในปีนี้หนาวเร็วมากและอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว โดยวานนี้ (28 พ.ย.) ในช่วงเช้าจะอยู่ที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียส แต่ในเช้านี้ลดลงมาเหลือต่ำสุด -0.19 องศา และเชื่อว่าในวันต่อๆ ไปอุณหภูมิต้องลดต่ำลงกว่านี้อย่างแน่นอน

สำหรับพื้นที่ที่ตนอยู่คือบ้านห้วยหญ้าเครือจะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในร่องอากาศหนาว จึงทำให้มีอากาศหนาวจัด ปลูกพืชผักไม่ค่อยได้ผล ตนจึงปลูกไม้เมืองหนาวไว้ขายไม่ว่าจะเป็นต้นเมเปิ้ล ซึ่งปีนี้ใบกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างสวยงาม รวมทั้งสนเมืองหนาวก็แตกใบอย่างสวยงามเช่นเดียวกัน

ด้าน น.ส.ดวงพร ทันพรมมา ชาวบ้านบ้านห้วยหญ้าเครือ เปิดเผยว่า ที่บ้านของตนเองก็เกิดแม่คะนิ้ง เกาะอยู่ตามกองฟางและสนามหน้าบ้าน โดยเมื่อวานก็ได้เกิดแม่คะนิ้งตั้งแต่ช่วงเวลา 05.30 น. วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังจากที่ตนได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊กวันนี้ก็ได้มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งที่ทราบข่าวได้เดินทางมาดูและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก รวมทั้งได้มีเจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอน้ำหนาวเดินทางมาตรวจสอบ เพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่จอดรถ รวมถึงการจัดจราจรไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะมาดูแม่คะนิ้ง หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดจากท่านกำนัน ต.น้ำหนาว เบอร์โทรศัพท์ 0927430415 เพื่อให้คำแนะนำเส้นทางและอำนวยความสะดวก

สำหรับใครที่อยากสัมผัสอากาศหนาวและชม สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อุณหภูมิติดลบ เกิดแม่คะนิ้งหลายพื้นที่ ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปพักผ่อนและดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามของน้ำหนาว อย่าลืมเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมนะคะ

สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อุณหภูมิติดลบ เกิดแม่คะนิ้งหลายพื้นที่

ทำไมต้องไป น้ำหนาว เพชรบูรณ์ ช่วงนี้?

  • สัมผัสอากาศหนาวเย็นสุดขั้ว
  • ชมความงามของแม่คะนิ้ง
  • ชมใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสี
  • พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ
  • สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อุณหภูมิติดลบ เกิดแม่คะนิ้งหลายพื้นที่ คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก

เตรียมตัวพบกับ สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อุณหภูมิติดลบ เกิดแม่คะนิ้งหลายพื้นที่ ที่จะสร้างความประทับใจให้คุณอย่างแน่นอน! อย่าลืมแวะไปอุดหนุนสินค้าจากชาวบ้านในพื้นที่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนด้วยนะคะ

ที่มา – สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ อุณหภูมิติดลบ เกิดแม่คะนิ้งหลายพื้นที่

วิกฤตน้ำท่วมอาเซียน: ดับ 300+ อินโดฯ ไทย มาเลฯ อ่วม

สถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมอาเซียนกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย ยอดผู้เสียชีวิตรวมกันพุ่งสูงเกิน 300 รายแล้ว และหลายพื้นที่ยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือ

วิกฤตน้ำท่วมอาเซียน

อินโดนีเซีย: ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 174 ราย

ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย สถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมอาเซียนเลวร้ายอย่างยิ่ง มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 174 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 80 คน ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยังติดค้างอยู่

สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยอินโดนีเซียเตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังมีอีกหลายหมู่บ้านที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทั้งทางถนนและการสื่อสาร สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การใช้เฮลิคอปเตอร์ในการช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มซ้ำในหลายพื้นที่อีกด้วย นักพยากรณ์อากาศยังคงเตือนว่าจะมีฝนตกต่อเนื่อง แม้ความรุนแรงอาจลดลง แต่พื้นที่ที่ดินอิ่มน้ำแล้วก็ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมซ้ำและดินถล่ม

ประเทศไทย: ภาคใต้อ่วม ดับแล้ว 145 ราย

สถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมอาเซียนในภาคใต้ของประเทศไทยก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหาดใหญ่และสงขลา ซึ่งเผชิญกับน้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบหลายปี ระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ชาวบ้านต้องอพยพขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านเพื่อรอความช่วยเหลือ ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 145 ราย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ต้องใช้รถบรรทุกห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาสภาพศพ เนื่องจากห้องเก็บศพมีจำนวนจำกัด

ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า น้ำมาเร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน และระดับน้ำสูงขึ้นถึงเพดานชั้นสอง บ้านเรือนและร้านค้าถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางรายถึงกับถูกปล้นทรัพย์สินซ้ำเติมความเดือดร้อน

มาเลเซีย: น้ำท่วมฉับพลันในปะลิส เสียชีวิต 2 ราย

ในรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย วิกฤตน้ำท่วมอาเซียนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 รายจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก พื้นที่ตอนเหนือของรัฐจมอยู่ใต้น้ำ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน

สาเหตุของวิกฤตน้ำท่วมอาเซียน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รุนแรงขึ้น ฤดูมรสุมที่เปลี่ยนแปลงไป พายุที่เคลื่อนตัวช้าลง และปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น ล้วนเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลให้พายุมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของฝนตกหนักและลมแรงที่เกิดขึ้นในปีนี้

ปรากฏการณ์สุดขั้วทางสภาพอากาศเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมอาเซียนจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสร้างความยั่งยืนให้กับภูมิภาค

เราจะรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมได้อย่างไร?

  • การวางแผนผังเมืองที่ดี
  • การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ
  • การอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน
  • การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ

สถานการณ์น้ำท่วมในอาเซียนครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า เราต้องจริงจังกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความสูญเสียและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ที่มา – วิกฤตน้ำท่วมอาเซียน ดับแล้วกว่า 300 ราย อินโดนีเซีย–ไทย–มาเลเซียอ่วม ส่งสัญญาณชัดภาวะโลกรวน

ANA ญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน เหตุ Airbus เรียกคืน A320

เกิดความปั่นป่วนในวงการการบินทั่วโลก เมื่อ Airbus ประกาศเรียกคืนเครื่องบิน A320 กว่า 6,000 ลำ ทำให้สายการบินต่างๆ ต้องระงับการใช้งานชั่วคราว และส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือสายการบิน ANA ของญี่ปุ่น

ANA ญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน เหตุ Airbus เรียกคืน A320

สายการบิน ANA (All Nippon Airways) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเรียกคืนเครื่องบินแอร์บัส A320 ครั้งนี้ โดยประกาศยกเลิกเที่ยวบินถึง 65 เที่ยวบินในวันเดียว ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารจำนวนมาก นอกจากนี้ สายการบินในเครืออย่าง Peach Aviation ซึ่งมีเครื่องบิน A320 เป็นส่วนใหญ่ ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

ทำไม Airbus ถึงเรียกคืน A320 จำนวนมาก?

Airbus เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนว่า ได้สั่งให้ดำเนินการซ่อมแซมด่วนเครื่องบินตระกูล A320 กว่า 6,000 ลำ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเครื่องบินรุ่นนี้ที่ใช้งานทั่วโลก สาเหตุของการเรียกคืนครั้งใหญ่นี้ มาจากรายงานปัญหาเกี่ยวกับระบบควบคุมการบิน โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ของเที่ยวบิน JetBlue เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่เครื่องบินประสบปัญหาตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงและต้องลงจอดฉุกเฉิน

ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหาจะเป็นเพียงการย้อนกลับไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันก่อนหน้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงต่อเครื่องบินแต่ละลำ แต่สายการบินต่างๆ จำเป็นต้องหยุดให้บริการเครื่องบินเป็นการชั่วคราวเพื่อทำการแก้ไข ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและความวุ่นวายอย่างมาก หน่วยงานกำกับดูแลการบินของยุโรปได้ออกคำสั่งฉุกเฉิน กำหนดให้ทุกสายการบินต้องทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะนำเครื่องบินกลับมาให้บริการอีกครั้ง

ผลกระทบจากการเรียกคืนเครื่องบินครั้งนี้ ทำให้ผู้โดยสารทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สายการบินในหลายภูมิภาคได้เริ่มประกาศความล่าช้าและยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น American Airlines ต้องซ่อมแซมเครื่องบินกว่า 340 ลำ, Air France ยกเลิก 35 เที่ยวบิน, Air New Zealand เตือนถึงการยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มเติม, Volaris ของเม็กซิโก อาจเกิดความล่าช้าถึง 72 ชั่วโมง และ Avianca ของโคลอมเบีย ได้รับผลกระทบมากกว่า 70% ของฝูงบิน จนต้องระงับการจำหน่ายตั๋วโดยสารถึงวันที่ 8 ธันวาคม

นอกจากนี้ โรงซ่อมเครื่องบินทั่วโลกกำลังเผชิญกับปริมาณงานที่ล้นมืออยู่แล้ว จากปัญหาเครื่องยนต์ของ Airbus ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ทำให้การจัดตารางการซ่อมแซมใหม่ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีก

นักวิเคราะห์การบินเตือนว่า การเรียกคืนเครื่องบินเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่มีการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าปกติ แม้ว่าการซ่อมแซมจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่การจัดสรรตารางเวลาและกำลังคนในอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

สถานการณ์ ANA ญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน เหตุ Airbus เรียกคืน A320 นี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความเชื่อมโยงกันของระบบการบินทั่วโลก ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตเครื่องบิน สามารถส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสายการบินและผู้โดยสารทั่วโลกได้ การติดตามข่าวสารและการวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาเช่นนี้

ที่มา – ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

น้ำใจหลั่งไหล! ชาวฮ่องกงระดมของช่วยเหยื่อไฟไหม้อาคาร

หลังเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอาคารที่พักอาศัยในฮ่องกงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภาพของ น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร ก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน กลุ่มจิตอาสา องค์กรชุมชน และประชาชนทั่วไปต่างเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

สิ่งของบรรเทาทุกข์มากมาย เช่น ผ้าห่ม อาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นต่างๆ ถูกส่งมอบไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวฮ่องกงจำนวนมากรวมตัวกันเพื่อช่วยกันลำเลียงสิ่งของ จัดกิจกรรมระดมทุน และเปิดให้คำปรึกษาด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัยผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึง น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร อย่างแท้จริง

น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

อาสาสมัครท่านหนึ่งกล่าวถึงความรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม “ใครมีเงินก็ช่วยเงิน ใครมีกำลังก็ช่วยแรง ทำให้รู้สึกได้ว่าเมื่อมีเหตุร้าย ทุกคนก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือ” อาสาสมัครเหล่านี้มาจากทั่วฮ่องกง รวมถึงจากจีนแผ่นดินใหญ่และต่างประเทศ หลายคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ต่างก็มาด้วยใจอาสาที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน

“ทุกคนกำลังร่วมแรงร่วมใจกัน นี่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของการช่วยเหลือกันเมื่อมีภัยอย่างแท้จริง” อาสาสมัครนักเรียนคนหนึ่งกล่าวเสริมถึงพลังแห่งความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การรวมพลังอาสาสมัครและ น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

แองกัส อึ้ง ฮก-หมิง ประธานสมาคมเยาวชนเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area Youth Association) เปิดเผยว่า ทางสมาคมได้ระดมอาสาสมัครจำนวนมากเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยสามารถเปิดรับอาสาสมัครได้ถึง 1,200 คนภายในเวลาเพียงสองวันเท่านั้น เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะนี้สิ่งของยังเพียงพอ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครก็มีจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าทุกคนพร้อมร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย” ซึ่งเป็นการยืนยันถึง น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปฏิบัติการดับเพลิง กู้ภัย และค้นหาผู้สูญหายได้เสร็จสิ้นลงในเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ที่คอนโดมิเนียมวังฟุก คอร์ต เมื่อบ่ายวันพุธ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 128 ราย สร้างความเสียใจและความสะเทือนใจให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สังคมฮ่องกงมีให้แก่กัน

เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัยและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงคุณค่าของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ในยามยากลำบาก

ที่มา – น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร