วัน: 1 ธันวาคม 2025

ชาวสวิสโหวตคว่ำ เกณฑ์ทหารหญิง-ภาษีมรดกใหม่

การลงประชามติในสวิตเซอร์แลนด์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ผู้หญิงต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารหญิงภาคบังคับ และแผนการจัดเก็บภาษีมรดกใหม่สำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง โดยกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกจากประเทศ

ผลการลงประชามติทั่วประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ปฏิเสธข้อเสนอสำคัญสองประเด็นอย่างชัดเจน ได้แก่ การเกณฑ์ทหารหญิง และแผนการเก็บภาษีมรดกใหม่

ชาวสวิสโหวตคว่ำข้อเสนอเกณฑ์ทหารหญิง-ภาษีมรดกใหม่

ประเด็นแรกคือ “ความคิดริเริ่มบริการพลเมือง” ซึ่งเสนอให้ผู้หญิงสวิสทุกคนต้องเข้ารับราชการ ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพ หน่วยป้องกันพลเรือน หรือรูปแบบอื่นๆ เช่นเดียวกับผู้ชาย ผลปรากฏว่ากว่า 84% ของผู้ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย และไม่มีรัฐใดที่สนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบัน ชายหนุ่มสวิสต้องเข้ารับราชการทหารภาคบังคับหรือเข้าร่วมหน่วยป้องกันพลเรือน ผู้ที่ปฏิเสธด้วยเหตุผลทางมโนธรรมสามารถเลือกทำงานบริการรูปแบบอื่นได้ ผู้ที่เลือกไม่เข้ารับราชการเลยต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ประมาณ 35,000 คนเข้ารับราชการภาคบังคับทุกปี ขณะที่ผู้หญิงสามารถสมัครเข้ารับราชการได้ตามความสมัครใจ

ผู้สนับสนุนการเกณฑ์ทหารหญิงเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมความสามัคคีในสังคม และสร้างตำแหน่งงานในด้านต่างๆ เช่น การปกป้องสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และการดูแลผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่คัดค้านข้อเสนอนี้ โดยกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลมีความเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอ เกณฑ์ทหารหญิง-ภาษีมรดกใหม่?

รัฐบาลให้ความเห็นว่ากองทัพและหน่วยป้องกันพลเรือนมีบุคลากรเพียงพอแล้ว การเกณฑ์ทหารหญิง แม้จะถูกมองว่าเป็นความเท่าเทียมทางเพศ แต่จะเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบงานบ้าน ดูแลบุตรหลานและญาติอยู่แล้ว

ข้อเสนอที่สองคือการจัดเก็บภาษีมรดกใหม่และการบริจาคสำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านฟรังก์สวิส (ประมาณ 1,993 ล้านบาท) ก็ถูกปฏิเสธด้วยคะแนนเสียงสูงกว่า 78% เช่นกัน

ตามแผนเดิม รายได้จากภาษีมรดกใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ในการต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยให้สวิตเซอร์แลนด์บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์คัดค้านข้อเสนอนี้ โดยให้เหตุผลว่าการอนุมัติอาจจะกระตุ้นให้ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยจำนวนมาก ย้ายถิ่นฐานออกไปจากประเทศ โดยทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านฟรังก์สวิส อาจต้องถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 50%

สวิตเซอร์แลนด์จัดการลงประชามติระดับประเทศปีละสี่ครั้ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกำหนดนโยบาย

การที่ประชาชนชาวสวิสโหวตคว่ำข้อเสนอทั้งสองนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และสะท้อนถึงความต้องการที่จะรักษาสถานะที่เป็นอยู่

ที่มา – ชาวสวิสโหวตคว่ำข้อเสนอเกณฑ์ทหารหญิง-ภาษีมรดกใหม่

ข่าวดี! เคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่

ข่าวดีรับปีใหม่! เตรียมเฮรับของขวัญจากภาครัฐเมื่อ กกพ. เคาะค่าไฟงวด ม.ค.-เม.ย. 2569 เหลือเพียง 3.88 บาทต่อหน่วย ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

เคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ จริงหรือ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งที่ 44/2568 (ครั้งที่ 986) วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) ประจำเดือน มกราคม – เมษายน 2569 ตามข้อเสนอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยละ 3.94 บาท เพื่อให้มีเงินคืนค่าภาระต้นทุนคงค้าง (ค่า AF) ให้กับ กฟผ. 6,141 ล้านบาท

แต่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ได้ปรับปรุงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ด้วยเหตุนี้ กฟผ. จึงเสนอขอปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นหน่วยละ 3.88 บาท เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน นับเป็นข่าวดีเรื่องเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ที่น่าจับตามอง

“กกพ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายถึง กฟผ. เป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้ กกพ. พิจารณา ดังนั้น กกพ. จึงพิจารณาตามข้อเสนอใหม่ของ กฟผ. ที่คำนวณค่า Ft ตามราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. คาดว่าจะลดลงจากการที่ราคา LNG ปรับจาก 12.5 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู ลงมาเหลือ 11.6 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู เป็นผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ กฟผ. เสนอมาในครั้งแรกหน่วยละ 3.94 บาท ปรับลดเหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยคิดเป็นค่า Ft สำหรับเรียกเก็บในงวดประจำเดือน มกราคม – เมษายน 2569 ลดลงจากเดิม 15.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 9.72 สตางค์ต่อหน่วย” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวถึงที่มาของการเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่

ทำไมถึงเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ ได้?

ปัจจัยหลักที่ทำให้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ มาจากการที่ ปตท. ปรับปรุงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย กฟผ. จึงเสนอขอปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ถูกลง

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพิจารณาค่าไฟฟ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและวิชาการ โดยคำนึงถึงวินัยทางการเงินควบคู่ไปด้วย กกพ. อาศัยข้อมูลประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงล่าสุดจาก กฟผ. และ ปตท. รวมถึงข้อเสนอการปรับลดภาระค่า AF ประกอบการพิจารณา เพื่อให้การกำกับดูแลรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้า และภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน กกพ. จะติดตามสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงและภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. อย่างใกล้ชิดต่อไป

การปรับลดค่าไฟฟ้าครั้งนี้ ถือเป็นเคาะค่าไฟ 3.88 บาท ของขวัญปีใหม่ที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง จะช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านอื่นๆ มากขึ้น

นอกจากนี้ การปรับลดค่าไฟฟ้ายังส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การปรับลดค่าไฟฟ้าเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น การแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานในระยะยาว และการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้า 3.88 บาทต่อหน่วย จะมีผลบังคับใช้สำหรับงวดเดือนมกราคม – เมษายน 2569 นี้เท่านั้น หลังจากนั้น กกพ. จะพิจารณาปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าอีกครั้งตามสถานการณ์ราคาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – แจกของขวัญปีใหม่ เคาะค่าไฟเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย งวด ม.ค.-เม.ย. 2569

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า นักเศรษฐศาสตร์–สาธารณสุข–ภาคการเงิน เตือนโครงสร้างภาษีซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างรายได้

ปีงบประมาณ 2569 ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปีที่ท้าทายที่สุดของการคลังไทยในรอบทศวรรษ หลายสัญญาณชี้ชัดรายได้ภาษีอาจไม่ถึงเป้าหมายทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงความซับซ้อนของโครงสร้างภาษีในบางผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้รัฐบาลทบทวนมาตรการแก้ไขเร่งด่วน

ภาษีไทยปี 2569 รายได้เสี่ยงหลุดเป้า โจทย์หนักกว่าที่คาด

แม้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจยังไม่กลับมาเดินเครื่องเต็มร้อย และกำลังซื้อก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT โตไม่ตามกรอบ และหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ฝั่งภาษีศุลกากร และภาษีสรรพสามิตก็ยังมีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตามเป้าซึ่ง KKP Research ของธนาคารเกียรตินาคินภัทรจำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของไทยลดจาก 17% เหลือเพียง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเตือนชัดว่าหากรายได้ภาษีหลุดเป้าในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงทางการคลังจะสูงขึ้นมาก และอาจส่งผลต่ออันดับเครดิตของประเทศได้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB ระบุว่า “เมื่อรายได้ภาษีไม่ถึงเป้า แต่รายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความเสี่ยงเชิงการคลังจะสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย”

โจทย์ใหม่ของการคลังไทย “แก่ก่อนรวย” ทำฐานภาษีหดตัว

สิ่งที่ทวีความเสี่ยงให้การเก็บภาษีในปี 2569 หนักยิ่งขึ้นคือโครงสร้างประชากรไทยที่เดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์” (Super-Aged Society) อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนวัยทำงานลดลง ฐานภาษีเงินได้จึงลดลงตาม ในขณะเดียวกันการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์นั้น ทำให้โครงสร้างการใช้จ่ายเปลี่ยนไป กล่าวคือผู้สูงอายุใช้จ่ายน้อยลงในสินค้าที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้จ่ายมากขึ้นในหมวดสุขภาพที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโตช้ากว่าที่คาด แต่ภาระรายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทัั้งจากงบบำนาญ งบสาธารณสุขและงบสวัสดิการผู้สูงอายุ เมื่อฐานภาษีหดตัว แต่รายจ่ายเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 เป็นต้นไปรัฐบาลจะมีพื้นที่นโยบายทางการคลัง (Fiscal Space) น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา 

ผู้บริโภคเลือกสินค้าราคาประหยัด ทำรายได้สรรพสามิตต่ำกว่ากรอบ

พฤติกรรม “คุมค่าใช้จ่าย” ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลโดยตรงกับสินค้าสรรพสามิต ที่ผู้บริโภคจำนวนมากเปลี่ยนไปซื้อสินค้าราคาถูกลง (Down Trading) เช่น บุหรี่ราคาประหยัด สุราราคาถูก สินค้าพลังงานต้นทุนต่ำ ที่มีภาษีต่อหน่วยต่ำ แม้ยอดขายอาจใกล้เคียงเดิม แต่รัฐจัดเก็บภาษีได้ลดลง นอกจากนี้ สินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน แอลกอฮอล์เถื่อน ที่ลักลอบหนีภาษี ยังขยายตัวและบั่นทอนรายได้รัฐโดยตรง

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

โฟกัส “ภาษียาสูบ” – ช่องโหว่ใหญ่สุดของรายได้รัฐในปี 2569

จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2568 พบว่า ภาษีรถยต์ สุรา และยาสูบ เป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้กับสรรพสามิต แต่มีการจัดเก็บได้ลดน้อยลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า โดยภาษีรถยนต์ และภาษีสุรา มีการจัดเก็บน้อยลงเนื่องจากมาตรการลดภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ และจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แต่สำหรับสินค้ายาสูบนั้นไม่ได้มีมาตรการใดออกมา แต่กลับจัดเก็บรายได้ได้ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบ “สองอัตรา” เปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งในฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภค Down Trading ไปยังบุหรี่ราคาถูก และผู้ผลิตตั้งราคาถูกลงเพื่ออยู่ในชั้นภาษีต่ำ รายได้รัฐที่เก็บได้ต่อซองต่ำลง บุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซ้ำเติมการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าตั้งแต่มีการบังคับใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ยังไม่เห็นข้อดีของโครงสร้างแบบนี้ จึงเสนอแนะให้ใช้โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียว เช่นเดียวกับในต่างประเทศซึ่งจะทำให้ระบบภาษีโปร่งใสและลดการบิดเบือนราคาได้มากกว่าเดิม

มุมสาธารณสุข ภาษีหลายอัตราเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

นอกจากรายได้รัฐที่รั่วไหล โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตรายังถูกวิพากษ์จากมุมสาธารณสุขอย่างหนัก เพราะทำให้ราคาบุหรี่บางกลุ่มต่ำเกินจริง โดยเฉพาะสินค้าราคาประหยัดที่เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเยาวชนมี price sensitivity สูง ผู้ที่ “เริ่มสูบครั้งแรก” มักเลือกสินค้าที่ราคาต่ำที่สุดในตลาด เมื่อระบบภาษีเปิดช่องให้ยังมีบุหรี่ราคาถูกอยู่จำนวนมาก จึงทำให้มาตรการป้องกันการเริ่มสูบ “ไม่ทำงานเต็มที่”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวไว้ชัดว่า “ภาษีบุหรี่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก จึงมีความปรารถนาตลอดเวลาให้ประเทศไทยมีระบบภาษีบุหรี่ที่ดี คือ ‘อัตราเดียว’ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภคและเพิ่มรายได้รัฐไปพร้อมกัน”

ปี 2569 ปีแห่งการปฏิรูปภาษีไทย – เริ่มจากหมวดที่รั่วไหลที่สุด

เมื่อพิจารณาทั้งภาพเศรษฐกิจ ภาพการคลัง และภาพประชากร จะเห็นว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ไทยต้องเร่ง “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” เพื่อสร้างรายได้ มากกว่าจะรอพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หาสิ่งที่เป็น Quick Big Win และเลือกขึ้นมาก่อน เป็นก้าวแรกของรากฐานทางการคลังที่เข้มแข็ง

รับมืออย่างไรเมื่อ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจสถานการณ์ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ประเทศก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เตือนโครงสร้างซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

กลุ่มมือปืนในไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลักพาตัวเจ้าสาวกับเพื่อนๆ และเด็กทารกอีก 1 คน และว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และลักพาตัวผู้หญิงรวม 13 คน กับเด็กทารกอีก 1 คนไป นับเป็นเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในชาติแอฟริกาแห่งนี้

ชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวอีก 10 คน อยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกลักพาตัวไปจากหมู่บ้านชาโช (Chacho) ในรัฐโซโกโต (Sokoto State) เมื่อวันอาทิตย์ โดยที่ทารกคนหนึ่ง แม่ของทารก และผู้หญิงอีกคนก็ถูกพาตัวไปด้วย

อนึ่ง ในภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มีประเพณีที่เจ้าสาวจะใช้เวลาค่ำคืนแรกของการแต่งงานกับเพื่อนเจ้าสาวในบ้านใหม่ โดยที่เจ้าบ่าวจะย้ายเข้ามาอยู่ทีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “กลุ่มโจร” บุกโจมตีสถานที่ต่างๆ ทั่วไนจีเรีย และก่อเหตุลักพาตัวผู้คนมากมายเพื่อเรียกค่าไถ่ ในขณะที่รัฐบาลกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้หาทางแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อ 26 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารในไนจีเรีย เพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า การสังหารชาวคริสต์โดยกลุ่มอิสลามิสต์หัวรุนแรง

รายงานข่าวกรองของไนจีเรียระบุว่า ในรัฐโซโกโตมีเหตุการณ์ลักพาตัวฝีมือกลุ่มโจรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤศจิกายน ทำลายสถิติการโจมตีมากครั้งที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า การที่รัฐข้างเคียงทำข้อตกลงเพื่อให้กลุ่มโจรยุติการโจมตีในรัฐของพวกเขา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การโจมตีในรัฐโซโกโตเพิ่มขึ้น

กลุ่มมือปืนในไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลักพาตัวเจ้าสาวกับเพื่อนๆ และเด็กทารกอีก 1 คน และว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และลักพาตัวผู้หญิงรวม 13 คน กับเด็กทารกอีก 1 คนไป นับเป็นเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในชาติแอฟริกาแห่งนี้

ชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวอีก 10 คน อยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกลักพาตัวไปจากหมู่บ้านชาโช (Chacho) ในรัฐโซโกโต (Sokoto State) เมื่อวันอาทิตย์ โดยที่ทารกคนหนึ่ง แม่ของทารก และผู้หญิงอีกคนก็ถูกพาตัวไปด้วย

อนึ่ง ในภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มีประเพณีที่เจ้าสาวจะใช้เวลาค่ำคืนแรกของการแต่งงานกับเพื่อนเจ้าสาวในบ้านใหม่ โดยที่เจ้าบ่าวจะย้ายเข้ามาอยู่ทีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “กลุ่มโจร” บุกโจมตีสถานที่ต่างๆ ทั่วไนจีเรีย และก่อเหตุลักพาตัวผู้คนมากมายเพื่อเรียกค่าไถ่ ในขณะที่รัฐบาลกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้หาทางแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อ 26 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารในไนจีเรีย เพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า การสังหารชาวคริสต์โดยกลุ่มอิสลามิสต์หัวรุนแรง

รายงานข่าวกรองของไนจีเรียระบุว่า ในรัฐโซโกโตมีเหตุการณ์ลักพาตัวฝีมือกลุ่มโจรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤศจิกายน ทำลายสถิติการโจมตีมากครั้งที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า การที่รัฐข้างเคียงทำข้อตกลงเพื่อให้กลุ่มโจรยุติการโจมตีในรัฐของพวกเขา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การโจมตีในรัฐโซโกโตเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงโจมตีการทำข้อตกลงเหล่านี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำให้แก๊งโจรสามารถตั้งฐานที่มั่นในแหล่งซ่องสุมของพวกเขาได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงโจมตีในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปได้ด้วย

ที่มา https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามข่าวได้ที่นี้ playkhao.com

ตรวจสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” งวด 1/12/68

ตรวจสลากออมสิน 1/12/68 ประกาศผลสลากออมสินพิเศษ 2 ปี และสลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี งวดล่าสุด ประจำวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ใครเป็นผู้โชคดีงวดนี้ มาตรวจสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” ไปพร้อมๆ กันเลย

ผลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” งวดวันที่ 1 ธันวาคม 2568

ธนาคารออมสินจะทำการออกรางวัล “สลากออมสินพิเศษ 2 ปี” และ “สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี” ทุกวันที่ 1 ของเดือน โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับธนาคารออมสินอีกครั้ง และหากพบว่ามีสลากออมสินพิเศษฉบับใดครบกำหนดระยะเวลาการฝากแล้ว โปรดนำสลากดังกล่าวติดต่อถอนเงินครบอายุได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

ตรวจผลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” อย่างละเอียด

การตรวจผลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” สามารถทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของธนาคารออมสินโดยตรง หรือตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามผลการออกรางวัลได้จากการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่มีการนำเสนอผลการออกรางวัลอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจผลรางวัลด้วยตนเอง สามารถนำสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” ของท่าน ไปตรวจสอบได้ที่สาขาของธนาคารออมสินทุกแห่งทั่วประเทศ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและตรวจสอบผลรางวัลให้ท่านอย่างถูกต้องแม่นยำ

การลงทุนในสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินพร้อมลุ้นรางวัล เพราะนอกจากจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารกำหนดแล้ว ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลต่างๆ มากมายในทุกๆ เดือน ทำให้การออมเงินไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

รางวัลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” มีอะไรบ้าง?

สลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” มีรางวัลหลากหลายให้ลุ้น ตั้งแต่รางวัลที่ 1 ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ ไปจนถึงรางวัลเลขท้าย ซึ่งมีโอกาสถูกรางวัลได้ง่ายกว่า ทำให้ผู้ถือสลากมีโอกาสได้รับเงินรางวัลอย่างต่อเนื่อง

  • รางวัลที่ 1
  • รางวัลที่ 2
  • รางวัลที่ 3
  • รางวัลที่ 4
  • รางวัลที่ 5
  • รางวัลเลขท้าย 4 ตัว
  • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว

เคล็ดลับการตรวจสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” ให้ถูกต้อง

เพื่อให้การตรวจสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” เป็นไปอย่างถูกต้องและแม่นยำ ควรตรวจสอบตัวเลขบนสลากของท่านอย่างละเอียด เปรียบเทียบกับผลการออกรางวัลอย่างถี่ถ้วน และหากไม่แน่ใจ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ ควรเก็บรักษาสลากออมสินของท่านไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการสูญหายหรือถูกทำลาย และควรตรวจสอบวันหมดอายุของสลาก เพื่อนำไปขึ้นเงินรางวัลได้ทันตามกำหนด

การตรวจผลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญคือการตรวจอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับรางวัล และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับผู้โชคดีทุกท่าน!

ช่องทางอื่นๆ ในการตรวจผลสลากออมสิน

นอกเหนือจากช่องทางหลักๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่ท่านสามารถใช้ในการตรวจผลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” ได้ เช่น การติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ ที่มีการรายงานผลการออกรางวัล หรือการเข้าร่วมกลุ่มหรือชุมชนออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับสลากออมสิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กับผู้ที่สนใจเหมือนกัน

ไม่ว่าท่านจะเลือกตรวจผลสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” ผ่านช่องทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ และขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลุ้นรางวัล!

สลากออมสินไม่ได้เป็นแค่การลงทุน แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและสนับสนุนโครงการต่างๆ ของรัฐบาลอีกด้วย เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เราซื้อสลาก เปรียบเสมือนเราได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กัน

ที่มา – ตรวจสลากออมสิน “พิเศษ 2 ปี” งวดล่าสุด 1/12/68

แอนโทนี อัลบาเนซี แต่งงาน! ผู้นำออสเตรเลียคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองออสเตรเลีย ด้วยการเข้าพิธีแต่งงานกับคู่รัก โจดี เฮย์ดอน ในงานวิวาห์ที่เรียบง่ายและเป็นส่วนตัว โดยจัดขึ้นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 124 ปีที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียที่ดำรงตำแหน่งอยู่เข้าพิธีวิวาห์ โดยพิธีจัดขึ้นในช่วงบ่ายที่ทำเนียบ ณ กรุงแคนเบอร์รา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีแขกประมาณ 60 คนเข้าร่วม รวมถึงรัฐมนตรีหลายท่าน โดยมีเจ้าหน้าที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบพิธีสมรส ซึ่งสื่อออสเตรเลียเพิ่งรายงานข่าวภายหลังจากพิธีเสร็จสิ้น เนื่องจากนายอัลบาเนซีต้องการความเป็นส่วนตัว

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย วัย 62 ปี ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักและดูแล โจดี เฮย์ดอน ต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนสนิทที่สุด โดยทั้งคู่เขียนคำสาบานด้วยตัวเอง มีเจ้าตูบ “โทโท” สุนัขแสนรักทำหน้าที่ถือแหวน ส่วน “เอลล่า” หลานสาววัย 5 ขวบของเจ้าสาวทำหน้าที่โปรยดอกไม้

อัลบาเนซี ซึ่งเคยหย่าร้างและมีบุตรชายหนึ่งคน ได้ขอเฮย์ดอน วัย 46 ปี แต่งงานเมื่อวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว ภายในทำเนียบนายกรัฐมนตรีเช่นกัน เดิมทีทั้งคู่วางแผนที่จะจัดงานแต่งงานที่ใหญ่กว่านี้ก่อนการเลือกตั้งกลางปี 2025 แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจจัดงานเล็กๆ และเป็นส่วนตัว

เฮย์ดอน ซึ่งทำงานในสายการเงิน รู้จักกับแอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย ครั้งแรกในงานเลี้ยงธุรกิจที่เมืองเมลเบิร์นในปี 2020 ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มสานสัมพันธ์และใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลา 4 ปีจนถึงวันสำคัญนี้ พิธีแต่งงานเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังสภาฯ ปิดสมัยประชุมปลายปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำเนียบรัฐบาลเงียบสงบ เหมาะแก่การจัดงานเล็กๆ ในครอบครัว

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

ทำไมการแต่งงานของ แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย ถึงเป็นเรื่องสำคัญ

การแต่งงานของนายกรัฐมนตรีที่กำลังดำรงตำแหน่งนั้นถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนัก และแสดงให้เห็นถึงด้านที่เป็นมนุษย์ของผู้นำประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการยืนยันถึงความรักและความผูกพันของทั้งคู่ ท่ามกลางภาระหน้าที่อันหนักอึ้งในการบริหารประเทศ

การตัดสินใจจัดงานแต่งงานอย่างเรียบง่ายและเป็นส่วนตัวยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ทั้งคู่เขียนคำสาบานด้วยตัวเอง และมีสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างสุนัข “โทโท” มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธี แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นและความเป็นกันเองของครอบครัว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้นำออสเตรเลีย:

  • แอนโทนี อัลบาเนซี อายุ 62 ปี
  • โจดี เฮย์ดอน อายุ 46 ปี
  • ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในปี 2020
  • อัลบาเนซีเคยหย่าร้างและมีบุตรชายหนึ่งคน

ข้อคิดส่งท้าย:

เรื่องราวความรักของแอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย และโจดี เฮย์ดอน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความรักสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา แม้กระทั่งในแวดวงการเมืองที่เต็มไปด้วยความเครียดและการแข่งขัน การที่ผู้นำประเทศกล้าที่จะแสดงความรักและความผูกพันอย่างเปิดเผย ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและเข้าใจผู้นำของตนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

ผู้ประสบภัยโอด ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท

ผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท พวกเขาตัดพ้อถึงปัญหาบ้านเรือนจมน้ำ เอกสารสูญหาย และความลำบากในการเดินทางเพื่อยื่นเอกสาร

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากฤดูฝนปี 2568 โดยจะจ่ายเงินเยียวยาแบบเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 รูปแบบ (อ่านเพิ่มเติม: เปิดขั้นตอนการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ปี 2568)

หน่วยงานในแต่ละจังหวัดได้กำหนดวัน เวลา และสถานที่เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเดินทางไปยื่นเอกสารและแสดงตนเพื่อยืนยันคำร้อง ตัวอย่างเช่น เทศบาลนครสงขลาได้เปิดรับลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ประจำปี 2568 ในวันที่ 1-3 ธันวาคม 2568 เวลา 9.00-16.30 น.

สถานที่รับลงทะเบียน:

  • เขต 1: วัดตีนเมรุ
  • เขต 2: วัดหัวป้อมนอก
  • เขต 3: อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนเทศบาล 1 (ถนนนครนอก)
  • เขต 4: สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสงขลา

ประชาคม เวลา 17.00 น. ของทุกวัน ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ออนไลน์แล้ว สามารถมายื่นเอกสารได้ตามเขตของตนเองได้ตามแนวทางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

เทศบาลนครหาดใหญ่ได้แจ้งผ่านทางเพจเฟซบุ๊กว่าเปิดรับลงทะเบียนและยื่นเอกสารได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2568 บริเวณเต็นท์ด้านข้างอาคารสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่

ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับเอกสารและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทะเบียนออนไลน์ที่ยังต้องนำเอกสารไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ภายในระยะเวลาที่จำกัด

เพจดังอย่าง Drama-addict ได้โพสต์ข้อความว่า “สวัสดีค่ะ จ่า อยากให้ช่วยเรื่องลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วมค่ะ ลงออนไลน์แล้วก็ยังต้องไปยื่นเอกสารอีก คนที่อยู่ที่นั่นก็หาร้านถ่ายเอกสารกันวุ่น ร้านก็จมน้ำ บางคนเอกสารหายหมดเกลี้ยงไปกับน้ำ บางคนอยู่ต่างจังหวัดยังไม่สะดวกไปยื่นเอกสาร ช่วยทำให้เรื่องการขอเงินช่วยน้ำท่วมมันง่ายกว่านี้ได้ไหมคะ”

ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท: ปัญหาที่ผู้ประสบภัยต้องเผชิญ

ปัญหาหลักที่ผู้ประสบภัยหลายรายกำลังเผชิญคือเรื่องเอกสารที่สูญหายหรือเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถดำเนินการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด นอกจากนี้ การที่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองยังเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนไม่สามารถเดินทางได้

วิธีแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม

สำหรับผู้ที่เอกสารสูญหาย สามารถติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารใหม่หรือสำเนาเอกสารได้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลและหลักเกณฑ์การลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม อย่างละเอียด เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง

หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับปรุงกระบวนการลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม ให้มีความสะดวกและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น อาจพิจารณาเพิ่มช่องทางออนไลน์ หรือจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ผู้ประสบภัยพ้อปัญหา ลงทะเบียนรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท บ้านจมน้ำ เอกสารหาย

พิชัยห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

“พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก ไทยอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ราคาข้าวเปลือกเจ้ายังต่ำมาก แนะอย่าสร้างความรู้สึกต่อต้านสหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ชื่นชม ปลดล็อก “อุตสาหกรรมอนาคต” มาถูกทางทำเศรษฐกิจไทยฟื้นได้

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า มหันตภัยน้ำท่วมที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา และ หลายจังหวัดในภาคใต้ นอกจากจะทำความเสียหายต่อชีวิตที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 170 ราย และความเสียหายในทรัพย์สิน บ้านเรือน และ ธุรกิจ เป็นจำนวนมากแล้ว ยังจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดหนักลงอีก โดยจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 น่าจะแย่ลงกว่าที่คาดไว้และอาจจะขยายต่ำกว่า 1% ได้ หลังไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% เท่านั้น และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค จากจีดีพีที่จะติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน

นอกจากนี้ การส่งออกในเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวได้เพียง 5.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในปี 68 หลังจาก 9 เดือนแรก การส่งออกขยายได้ถึง 13.9% โดยการส่งออกในเดือนกันยายนภายหลังจากการเจรจาภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% สูงสุดในรอบ 42 เดือน แต่การส่งออกในเดือนตุลาคมกลับขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แต่การนำเข้ากลับไม่ลด ทำให้การขาดดุลการค้าพุ่งสูงถึง 3.4 พันล้านเหรียญ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งฟื้นการส่งออกให้อยู่ในระดับเดิม ตามที่ รมว. พาณิชย์ประกาศไว้เอง โดยการส่งออกทั้งปี 2568 นี้ น่าจะต้องขยายได้ 11-12% เป็นอย่างต่ำ จากการส่งออกสะสมใน 9 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงกว่า 3.4 พันล้านเหรียญ และ การส่งออกในปีหน้าน่าจะต้องขยายตัวได้มากเช่นกัน ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทยจะฟื้นและประเทศไทยจะสามารถแข่งขันได้ การส่งออกของไทยจะต้องขยายตัวมากๆติดต่อกันหลายๆปี

ทั้งนี้ อยากให้เร่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) มีการตอบรับยืนยันการกลับมาเจรจาการค้ากับประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ USTR ได้แจ้งหยุดการเจรจาผ่านกระทรวงต่างประเทศของไทย อย่าไปเหมาเอาเองว่าเขาเริ่มเจรจาแล้ว ถ้ายังไม่มีการยืนยันกลับมาอย่างเป็นทางการ เพราะหากสหรัฐขึ้นภาษี Tariff กับไทย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนักเพราะไทยพึ่งส่งออกไปสหรัฐถึงประมาณปีละ 2 ล้านล้านบาท หรือ เกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกของไทยทั้งหมด การจะหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

นอกจากนี้ อยากขอให้ระวังการประชาสัมพันธ์ของ รมว. พาณิชย์ ในเรื่องการค้ากับสหรัฐ การสร้างภาพคล้าย รมว. พาณิชย์ไทยสามารถบีบสหรัฐ หรือ สหรัฐต้องง้อไทย อาจจะสร้างความไม่พอใจให้สหรัฐเพิ่มมากขึ้น และ อาจตัดสินใจขึ้นภาษี Tariff กับไทย ซึ่งเชื่อว่า รมว. พาณิชย์ คงไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาแบบนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้และไม่ชี้แจงแก้ไข น่าจะสร้างปัญหาในการเจรจาได้ จึงอยากให้เร่งแก้ไขในเรื่องนี้โดยด่วน

การที่สหรัฐนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นจำนวนมาก น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมดของไทย เพราะข้าวหอมมะลิมีคุณภาพพิเศษเฉพาะ ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิของไทยราคาไม่ตก ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 15,000-16,500 บาท มาโดยตลอดหลายปีนี้ แต่ที่น่ากังวลคือราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ยังคงมีราคาที่ต่ำมากอยู่ตันละ 6,100-6,800 บาทเท่านั้น ทำอย่างไรจะทำให้กลับมาอยู่ที่เดิมที่ตันละ 8,800-9,000 บาทได้ นี่ไม่นับข้าวเปลือกนาปีในปี 67 ราคาสูงถึง ตันละ 10,000 – 12,000 บาทเลย อย่างไรก็ตามแม้จะขายข้าวส่งออกได้มากก็อาจจะไม่สามารถยกระดับราคาได้มากนัก ทั้งนี้เพราะ ตอนต้นปีและกลางปี 68 ตนได้จัดงาน Thai Rice Convention สามารถขายข้าวได้ 6.6 แสนตัน และ ตนได้ส่งทีมไปประเทศแอฟริกานำโดยผู้ช่วย รมต. สามารถส่งออกไปขายประเทศแอฟริกาได้อีก 4.4 แสนตัน แต่ราคาข้าวก็ยังไม่ขึ้นนัก

ทั้งนี้ในภาวะหลังวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าให้ขาดและอย่าให้แพง จะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วได้ ตามนโยบายเดิมที่ให้ไว้คือ ห้ามขาด ห้ามแพง ซึ่งยังไม่ทันไรค่าตั๋วเครื่องบินระหว่าง กรุงเทพ-หาดใหญ่ ราคาก็พุ่งสูงแล้ว อีกทั้งค่าทำความสะอาด การเก็บกวาดบ้านเรือนและร้านค้าในบริเวณที่เป็นโคลน รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ อย่าได้ขึ้นราคาเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ตนขอชื่นชม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ครม. เศรษฐกิจที่ได้ปลดล็อก อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่มีมูลค่าสูงเช่น Data centers, AI, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, EV ฯลฯ เพื่อให้การลงทุนในธุรกิจเหล่านี้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยมีมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งมีขึ้นเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว เพราะประเทศไทยจะต้องอาศัยอุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไป และในปัจจุบันมีนักลงทุนต่างประเทศรอจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่นี้ในไทยเป็นจำนวนมากถึงหลายแสนล้านบาท และในอนาคตน่าจะถึงหลายล้านล้านบาท

ทั้งนี้หากประเทศไทยจะพัฒนาต่อได้อย่างมั่นคง การส่งออกจะต้องขยายเพิ่มขึ้นมากๆ และ การลงทุนจากต่างประเทศจะต้องเข้ามามากๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อสร้างรายได้ และทำให้คนไทยตามโลกได้ทัน.

“พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

สถานการณ์ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมถึงต้องห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

เหตุผลที่ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด นั้นมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย ทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง

การแก้ไขปัญหา “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคต

นอกจากนี้ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด ยังเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ที่มา – “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน

ยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68 โตโยต้าครองแชมป์

ยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68 โตโยต้ายังคงครองความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ด้วยยอดขายรวม 186,148 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 37.6% สองรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Toyota Yaris ATIV มียอดขายสะสม 45,902 คัน และ Toyota Hilux REVO มียอดขายสะสม 50,402 คัน

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีแนวโน้มที่จะทรงตัว เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่รอแคมเปญส่งเสริมการขายในช่วงปลายปีในงาน Motor Expo 2025 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 ที่จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ทำให้การตัดสินใจซื้อรถยนต์ชะลอตัวลง

นอกจากนี้ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ยังมีปัจจัยบวกสนับสนุน เช่น มาตรการกระบะพี่ มีคลังค้ำ ซึ่งเป็นการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. ที่ขยายการค้ำประกันไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) รวมถึงบริษัทลีสซิ่งของค่ายรถยนต์ (Captive Finance) ทำให้ SMEs และผู้ค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

โตโยต้ายังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ของไทย ด้วยยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68 ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Yaris ATIV และ Hilux REVO ที่ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

ยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนตุลาคม 2568 แสดงให้เห็นถึงสัญญาณบวก โดยมียอดขายรวม 47,032 คัน เพิ่มขึ้นถึง 24.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

  • ตลาดรถยนต์นั่ง มียอดขาย 19,291 คัน เพิ่มขึ้น 24.0% จากปีที่ผ่านมา
  • ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ปรับตัวดีขึ้น ด้วยยอดขาย 27,741 คัน เพิ่มขึ้น 27.8%
  • ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน มียอดขาย 13,572 คัน เพิ่มขึ้น 1.7%

สำหรับยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68 ทั้งตลาด มียอดขายรวม 495,001 คัน เติบโต 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย 40% เป็นตลาดรถยนต์นั่ง และ 60% เป็นตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์

รถยนต์กลุ่ม HEV ในเดือนตุลาคม มียอดขาย 12,329 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 69.0% และมียอดขายสะสม 10 เดือนแรก 114,701 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51.4% ของตลาด xEV ทั้งหมด

สถิติยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68

สถิติยอดขายรถยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 (โดยสรุป)

  1. ตลาดรถยนต์รวม: ปริมาณการขาย 495,001 คัน เพิ่มขึ้น 3.9%
    • อันดับ 1: โตโยต้า (186,148 คัน)
    • อันดับ 2: อีซูซุ (58,781 คัน)
    • อันดับ 3: ฮอนด้า (56,686 คัน)
  2. ตลาดรถยนต์นั่ง: ปริมาณการขาย 193,395 คัน เพิ่มขึ้น 4.3%
    • อันดับ 1: โตโยต้า (65,912 คัน)
    • อันดับ 2: ฮอนด้า (32,210 คัน)
    • อันดับ 3: บีวายดี (15,864 คัน)
  3. ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์: ปริมาณการขาย 301,606 คัน เพิ่มขึ้น 4.2%
    • อันดับ 1: โตโยต้า (120,236 คัน)
    • อันดับ 2: อีซูซุ (58,781 คัน)
    • อันดับ 3: ฮอนด้า (24,476 คัน)
  4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: ปริมาณการขาย 152,082 คัน ลดลง 8.9%
    • อันดับ 1: โตโยต้า (68,670 คัน)
    • อันดับ 2: อีซูซุ (50,506 คัน)
    • อันดับ 3: ฟอร์ด (15,235 คัน)
  5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up: ปริมาณการขาย 117,272 คัน ลดลง 14.7%
    • อันดับ 1: โตโยต้า (56,809 คัน)
    • อันดับ 2: อีซูซุ (41,301 คัน)
    • อันดับ 3: ฟอร์ด (9,343 คัน)

จากข้อมูลยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68 นี้ ถึงแม้ว่าตลาดรถกระบะจะมีการชะลอตัวลง แต่ภาพรวมของตลาดรถยนต์ยังคงเติบโตได้เล็กน้อย โดยมีรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โตโยต้ายังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่งด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจซื้อรถยนต์ในช่วงปลายปีอาจชะลอตัวลงเนื่องจากผู้บริโภครอโปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษในงาน Motor Expo ดังนั้น ผู้ประกอบการรถยนต์จะต้องวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – ยอดขายรถยนต์ 10 เดือนแรกปี 68 โตโยต้า แชมป์ที่ 1 Yaris ATIV และ Hilux REVO ขายดีสุด