วัน: 2 ธันวาคม 2025

“ธรรมนัส” เร่งเคลียร์หาดใหญ่ ฟื้นฟูเมือง

“ธรรมนัส” ตระเวนส่งของจำเป็นให้ชาวหาดใหญ่ จวกภาค 9 โยกย้ายไม่เป็นธรรม คนทุ่มเทช่วยประชาชนกลับถูกสังเวยระบบเส้นสาย ด้าน สส.กล้าธรรม เปิดโรงครัวช่วยชาวมุสลิม นำสมาชิกพรรคจากนราฯ ร่วมฟื้นฟู

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในนามผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารจากกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่บริเวณหาดใหญ่ใน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร่วมติดตามและขับเคลื่อนภารกิจ Big Cleaning Day หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย

โดย นายสัมพันธ์ และ นายอาดิลัน ได้นำจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม จ.นราธิวาส และ จ.ยะลา รวมกว่า 600 คน เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะและชุมชนต่างๆ เพื่อให้เมืองกลับมาน่าอยู่โดยเร็ว นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งโรงครัวอาหารฮาลาลของพี่น้องมุสลิม ร่วมกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ อำเภอหาดใหญ่ ประกอบอาหารและลำเลียงเข้าไปแจกจ่ายยังชุมชนที่ได้รับผลกระทบ นายสัมพันธ์ ระบุว่า เราไม่ได้มาหาเสียง มาทำด้วยใจ ในฐานะที่เราเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดใด จะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิมเราก็ต้องดูแลอย่างเต็มที่

ทางด้าน ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ โดยย้ำว่าจะอยู่เคียงข้างประชาชนจนกว่าพื้นที่จะกลับสู่ภาวะปกติ พร้อมกล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นพลังเล็กๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้บ้านเมืองกลับมาน่าอยู่ ทั้งนี้ ระหว่างลงพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การโยกย้ายข้าราชการด้วยระบบเส้นสายควรที่จะหมดไปจากข้าราชการได้แล้ว พี่สมพงษ์ (พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9) เจ้าหน้าที่สืบสวนภาค 9 ซึ่งทำงานร่วมกับตนช่วยประชาชนตั้งแต่วันแรกของเหตุการณ์น้ำท่วม แต่กลับถูกคำสั่งย้ายไปเป็นรองผู้บังคับการจังหวัดสตูล ซึ่งระบบโยกย้ายราชการควรจะคำนึงถึงคนทำงานจริงและเป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ มากกว่าการพิจารณาเชิงระบบหรือสายสัมพันธ์

ร.อ.ธรรมนัส ระบุต่อไปว่า หลังน้ำลดปริมาณขยะเพิ่มขึ้นจำนวนมากและเริ่มส่งกลิ่นเหม็น จึงจำเป็นต้องเร่งเคลียร์พื้นที่และล้างทำความสะอาดก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ แต่ยังพบปัญหาพื้นที่ทิ้งขยะมีจำนวนน้อยและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะจุดสะพานดำที่มีการกองรวมขยะไว้จำนวนมากจนเริ่มเกิดผลกระทบด้านสุขอนามัย

“เจ้าหน้าที่ส่วนกลางที่เข้าช่วยส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ ทำให้ไม่คุ้นเส้นทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นต้องกำหนดจุดทิ้งขยะให้ชัด คนที่มาช่วยเขาจะได้นำไปทิ้งถูกจุด เพื่อลดความแออัดและรองรับการขนย้ายที่รวดเร็วขึ้น หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการฉีดยาฆ่าเชื้อเพื่อฟื้นฟูพื้นที่อย่างสมบูรณ์”

อย่างไรก็ตามตลอดทั้งวัน ร.อ.ธรรมนัส ได้ลำเลียงสิ่งของจำเป็น อาทิ ข้าวสาร และอาหารแห้งต่างๆ ตระเวนแจกจ่ายให้กับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนทั่วพื้นที่อำเภอหาดใหญ่.

“ธรรมนัส” เร่งเคลียร์หาดใหญ่ ฟื้นฟูเมือง

ความคืบหน้าล่าสุดในการ “ธรรมนัส” เร่งเคลียร์หาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง การฟื้นฟูเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ลงพื้นที่เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเน้นที่การจัดการขยะและการทำความสะอาดพื้นที่

การจัดการขยะเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญในการฟื้นฟูหาดใหญ่ ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นหลังน้ำลดส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชน การเร่งเคลียร์ขยะและการจัดหาพื้นที่ทิ้งขยะที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ การฟื้นฟูจิตใจของประชาชนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและสิ่งของจำเป็น การสร้างขวัญและกำลังใจ จะช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การที่ “ธรรมนัส” เร่งเคลียร์หาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลและทุกภาคส่วนควรให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้การฟื้นฟูหาดใหญ่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูหาดใหญ่ให้กลับมาน่าอยู่อีกครั้ง

ที่มา – “ธรรมนัส” เร่งเคลียร์ขยะ-ฟื้นฟูหาดใหญ่ จวกภาค 9 โยกย้ายคนทุ่มเทช่วยประชาชน

“อนุทิน” หัวเราะ ไม่ตอบ ปม “นายกแป้น” ลาออก

“นายกฯ อนุทิน” หัวเราะ หลังถูกถามเห็นด้วยกับ “ชาดา” หรือไม่ ปมจี้ “นายกแป้น” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ลาออกเซ่นน้ำท่วม โยน “ภราดร” แจงเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

เมื่อเวลา 12.49 น. วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเห็นด้วยกับ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ที่ไล่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ นายกแป้น นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้ลาออกจากตำแหน่งจากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีหัวเราะในลำคอแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถึงเรื่องเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเยียวยา นายอนุทิน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า เดี๋ยวให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง เมื่อถามย้ำว่าแต่หลักเกณฑ์ไม่เคยมีมาก่อน นายอนุทิน เลี่ยงตอบคำถาม โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “มีนัดๆ”

สถานการณ์ทางการเมือง ณ ขณะนี้ ดูเหมือนจะมีความร้อนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ การที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ออกมาเรียกร้องให้นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ลาออกจากตำแหน่งนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของ สส. ในพื้นที่ต่อการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเลือกที่จะไม่ตอบคำถามโดยตรงต่อประเด็นนี้ การหัวเราะในลำคอและการเลี่ยงตอบคำถาม อาจตีความได้หลายนัย ไม่ว่าจะเป็นการพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล หรือการที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่องนี้

“อนุทิน” หัวเราะ ไม่ตอบ “ชาดา” ไล่ “นายกแป้น” ลาออก

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกจับตามอง การที่นายอนุทินมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด อาจเป็นเพราะต้องการให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ให้ข้อมูล หรืออาจเป็นการแบ่งเบาภาระในการตอบคำถามที่อาจมีความละเอียดอ่อน

อย่างไรก็ตาม การที่นายอนุทินเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการเยียวยา ก็อาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนได้ การให้ข้อมูลที่โปร่งใสและชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเงินเยียวยาจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

อนาคตของ “นายกแป้น” หลัง “อนุทิน” ไม่ตอบเรื่องลาออก

อนาคตของนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การที่นายอนุทินไม่ตอบคำถาม อาจไม่ได้หมายความว่านายกเทศมนตรีจะพ้นจากตำแหน่งเสมอไป แต่ก็ถือเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์ของนายกเทศมนตรีนั้นไม่มั่นคงนัก การตัดสินใจว่าจะลาออกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกเทศมนตรีเอง และการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทย และความสำคัญของการมีผู้นำที่มีความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนต่อประเด็นสำคัญ ก็อาจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลลดน้อยลง

การสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก การที่รัฐบาลสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์ ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความสามัคคีในสังคมได้

ความเงียบของนายอนุทินในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างถึงอนาคตทางการเมืองของนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หรืออาจเป็นเพียงแค่การหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งในขณะนี้ สิ่งที่แน่นอนคือ ประเด็นนี้จะยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนต่อไป และรัฐบาลจะต้องหาทางจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในหาดใหญ่ และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การเมืองควรเป็นเรื่องรอง และการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนควรเป็นเป้าหมายสูงสุด

ที่มา – “อนุทิน” หัวเราะ ไม่ตอบ “ชาดา” ไล่ “นายกแป้น” ลาออก เซ่นน้ำท่วมหาดใหญ่

ยกเลิก ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569: เรื่องจริง!

เกิดอะไรขึ้นกับ “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” ที่หลายคนรอคอย? กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกมาประกาศยกเลิกการจัดทำไปเสียแล้ว สาเหตุหลักมาจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้การผลิตไม่ทันต่อการแจกจ่ายให้ผู้ประกันตนได้ทันเวลา

ยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569”

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลของการยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” ว่าเป็นผลมาจากการอุทธรณ์ผลการประกวดราคา ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องล่าช้าออกไป เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาที่เหลือแล้ว พบว่าไม่สามารถผลิตและส่งมอบปฏิทินได้ทันตามกำหนดเดิมที่วางไว้ในเดือนธันวาคม 2568 หากฝืนดำเนินการต่อไป อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายและสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น

ทำไมถึงต้องยกเลิก ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569?

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ สปส. ดำเนินการประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างโปร่งใส แต่แล้วก็มีผู้ยื่นอุทธรณ์ผลการประกวดราคา ทำให้ สปส. ต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร แม้ว่าในที่สุด คณะกรรมการฯ จะตัดสินว่าข้อโต้แย้งนั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และอนุญาตให้ สปส. เดินหน้ากระบวนการจัดจ้างต่อได้ แต่เวลาก็ล่วงเลยมามาก ทำให้ไม่สามารถผลิต “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” ได้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในขอบเขตงาน (TOR) นั่นเอง

ถึงแม้ว่าการยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” จะสร้างความผิดหวังให้กับหลายๆ คน แต่ทาง สปส. ยืนยันว่าจะยังคงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย หรือช่องทางอื่นๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย

การยกเลิก โครงการปฏิทินอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่ต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอนมีความสำคัญและต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ถึงแม้ว่าจะไม่มีปฏิทินแจกในปีนี้ แต่เรายังสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก สปส. ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าลืมกดติดตามและอัปเดตข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ท่านพึงได้รับ

ที่มา – ยกเลิก “ปฏิทินประกันสังคม ปี 2569” เหตุกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าจากการอุทธรณ์

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหาย 4 หมื่นล้าน

หอค้าไทยออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก รองลงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยประเมินว่าความเสียหายรวมในเดือนเดียวนั้นสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด หอการค้าไทยยังชี้ว่าประชาชนและผู้ประกอบการต้องการเงินเยียวยาโดยตรงมากกว่ามาตรการสินเชื่อ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและ “น้ำท่วมใต้” ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ แต่เบื้องต้นกระทรวงการคลังประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท หากเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีความเสียหายประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เหตุการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับสองของประเทศไทย

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา “น้ำท่วมใต้” ใน 10 จังหวัดส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 2.19 ล้านคน หรือประมาณ 798,600 ครัวเรือน โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาคือนครศรีธรรมราชและพัทลุง เบื้องต้นประเมินว่ามีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวันในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP ภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับความเสียหายมากที่สุด สูงถึงกว่า 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมาก ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ผลกระทบจากการยกเลิกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ รองลงมาคือภาคเกษตรกรรม ประมาณ 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ประมาณ 6,800 ล้านบาท

ผลกระทบจาก “น้ำท่วมใต้” ต่อเศรษฐกิจ

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ พบว่าการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลานานกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่ผู้ประกอบการและประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” ภาครัฐควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชยเพื่อให้ถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

สถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและการเยียวยาที่ตรงจุดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบและช่วยให้ภาคใต้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

การวางแผนรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประเมินความเสี่ยงและเตรียมแผนป้องกันที่ครอบคลุม เพื่อลดความเสียหายจากเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน ภาคท่องเที่ยว-บริการพังหนักสุด

2 ธ.ค. โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 กว่า 9.7 หมื่นครัวเรือน

สถานการณ์น้ำท่วมในปี 2568 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายจังหวัดของประเทศไทย รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

2 ธ.ค. โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 กว่า 97,000 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ได้แถลงถึงความคืบหน้าในการโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ว่า ในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จะมีการโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ให้แก่ประชาชนอีก 97,466 ครัวเรือน รวมเป็นวงเงิน 877 ล้านบาท โดยจะกระจายไปยังพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล นราธิวาส และปัตตานี

นางสาวรัชดากล่าวว่า ธนาคารออมสินจะดำเนินการโอนเงินให้แก่ลูกค้าของธนาคารในช่วงเช้า ส่วนลูกค้าของธนาคารพาณิชย์อื่นๆ จะได้รับการโอนในช่วงบ่าย และคาดว่าในวันต่อๆ ไป จะมีจำนวนผู้ได้รับเงินเยียวยามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากระบบเริ่มเข้าสู่สภาวะที่บริหารจัดการได้ดีขึ้น

จังหวัดสงขลาเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

สำหรับจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยมากที่สุด รัฐบาลได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างทหารและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในการเก็บขยะและทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน ในการทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning Day) ถึง 3 รอบ เพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชนมั่นใจในความสะอาดและปลอดภัย

ในส่วนของการจ่ายไฟฟ้า การประปา และการขนส่ง รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยปัจจุบัน (2 ธ.ค. 2568) การจ่ายไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาครอบคลุมแล้ว 92% การประปา 90% และการจราจรเริ่มดีขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางการจราจร

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เล่มทะเบียนรถและป้ายภาษี (ป้ายวงกลม) เสียหายหรือสูญหาย โดยสามารถติดต่อขอรับใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้เล่มทะเบียนรถตัวจริง

สำหรับการโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 จำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมนั้น นางสาวรัชดายืนยันว่า รัฐบาลได้จัดเตรียมงบประมาณไว้อย่างเพียงพอ และจะเร่งดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ทายาทโดยเร็วที่สุด

นางสาวรัชดาได้เน้นย้ำให้ผู้ประสบภัยทุกคนดำเนินการลงทะเบียนผูกบัญชีธนาคารกับพร้อมเพย์ เพื่อความสะดวกในการรับเงินเยียวยา หากยังไม่มีพร้อมเพย์ ให้รีบดำเนินการเปิดบัญชี เนื่องจากเงินทุกบาทได้ออกจากกรมบัญชีกลางไปอยู่ที่ธนาคารออมสินแล้ว รอเพียงการโอนเข้าบัญชีของผู้ประสบภัยแต่ละคนเท่านั้น

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำที่ดี รวมถึงการมีแผนช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่รวดเร็วและทั่วถึง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – 2 ธ.ค. โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 กว่า 97,000 ครัวเรือน ขณะ จ.สงขลา จ่ายไฟแล้ว 92%

“ลิซ่า” ขีดเส้นตาย! เร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ใน 7 วัน

“ลิซ่า ภคมน” สส.พรรคประชาชน ยื่น 5 ข้อเสนอฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ แนะรื้อระบบเยียวยา จ่ายไว จ่ายจริง เลิกพิสูจน์ความจน ขีดเส้นรัฐบาลทำภายใน 7 วัน ถ้าปล่อยนานปัญหายิ่งรุนแรง

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากภัยน้ำท่วมต่อเนื่อง 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า จากข่าวที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ) ได้มีการประชุมร่วมกับภาคประชาชน (มูลนิธิกระจกเงา) เรื่องการฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ และต้องจัดการให้มี น้ำ ไฟ ใช้ได้ทุกพื้นที่ภายใน 2 วัน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการสำหรับเฟสฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม และต้องทำให้เกิดขึ้นภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันนี้ เพราะถ้าปล่อยให้นานกว่านี้ ปัญหาจะขยายตัวรุนแรงขึ้น

น.ส.ภคมน กล่าวว่า 5 เรื่องสำคัญที่รัฐต้องเร่งลงมือทำให้ได้ภายใน 7 วัน คือ

  1. สั่งปูพรมภารกิจ “Big Cleaning” ทั้งเมืองอย่าทำแบบกระจัดกระจายเพื่อเปิดเมืองรับปีใหม่ เรามีเวลาไม่มาก เศรษฐกิจหาดใหญ่ต้องฟื้นให้ทันช่วงปีใหม่ เพื่อรับนักท่องเที่ยวมาเลย์-สิงคโปร์

รัฐต้องระดมพล ไม่ใช่แค่กวาดถนน แต่ต้องเข้าช่วย “ล้างบ้าน” ตรวจเช็ก วงจรไฟฟ้า ให้บ้านผู้สูงอายุและคนตัวเล็กตัวน้อยที่ทำเองไม่ไหว ต้องเร่งเอารถใหญ่เข้ามาจัดการขยะพิษ ขยะชิ้นใหญ่และขยะอันตรายต้องมีจุดทิ้งและรถขนเฉพาะกิจ อย่าปล่อยให้ชาวบ้านกองทิ้งไว้หน้าบ้านจนเกิดโรคและขนของกันเอง ทำให้เกิดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและจราจรติดขัดตามมา

  1. ปัญหา “รถจมน้ำ” ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เป็นวิกฤตขนส่งในเมืองหาดใหญ่เพราะปกติก็ไม่มีขนส่งสาธารณะอยู่แล้วคนรอบนอกเข้ามาทำมากินไม่ได้มันเป็นวิกฤตคนจนเมือง คนหาดใหญ่จำนวนมาก “หมดทางทำมาหากิน” เพราะมอเตอร์ไซค์และรถยนต์จมน้ำ

รัฐตั้งหน่วยซ่อมเคลื่อนที่ รัฐต้องตั้งจุดบริการซ่อมฟรี ทั้งรถและเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบางในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงมีสถาบันอาชีวะหลายแห่ง สามารถขอความร่วมมือระดมพลมาโดยการสนับสนุนทรัพยากรจากภาครัฐได้

รถโดยสารฟรีต้องมา ระหว่างที่รถชาวบ้านพัง รัฐต้องจัดรถโดยสารสาธารณะวิ่งวนรับ-ส่งฟรี ในเขตเมืองและเชื่อมต่ออำเภอใกล้เคียงทันที

  1. รื้อระบบเยียวยา จ่ายไว จ่ายจริง เลิกพิสูจน์ความจน ยกเลิกขั้นตอนยิบย่อยทั้งหมด ให้นำเทคโนโลยีมาใช้ เลิกให้ชาวบ้านถ่ายเอกสารบัตรประชาชนเปียกน้ำไปต่อแถวลงทะเบียน ใช้ข้อมูลพิกัดมือถือ (Mobile Signal) หรือภาพถ่ายดาวเทียม GISTDA ซ้อนทับทะเบียนบ้าน แล้วโอนเงินเข้าบัญชีได้เลย

SMEs ต้องรอดพ้นจากสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น พักหนี้ 1 ล้านบาทมันน้อยไปสำหรับโรงงานและร้านค้า ต้องขยายเป็น 5 ล้านบาท และต้องมีมาตรการ “Soft Loan” ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ธุรกิจเจ๊งแล้วเลิกจ้างคนงาน

ต้องเพิ่มเงินเยียวยา 9,000 บาท ไม่พอ ต้องเพิ่มค่าล้างบ้าน 10,000 บาท ค่าเครื่องมือทำกิน 12,000 บาท หรือจะมากกว่านั้นท่านก็คำนวณดู ค่าซ่อมบ้านตามจริง (เพดาน 1 แสน) ด้วย น.ส.ภคมน ย้ำว่า นี่คือข้อเสนอจากประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่สะท้อนความเดือดร้อนและได้รับฟังมาขณะลงพื้นที่เป็นเวลา 9 วัน

  1. ฟื้นฟูสาธารณสุข และ “สังคายนา” ข้อมูลผู้เสียชีวิต เร่งด่วนที่สุดซ่อมโรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ต้องกลับมาให้ใช้งานได้ให้เร็วที่สุด

ปูพรมให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ต้องสั่งการให้ หน่วย MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่แบบเชิงรุก เพราะนี่คือทีมเฉพาะกิจด้านสุขภาพจิตที่จัดตั้งโดยกรมสุขภาพจิต มีหน้าที่ประเมิน ฟื้นฟู และดูแลผู้ประสบเหตุการณ์รุนแรงในระยะเร่งด่วน ขณะประชาชนจำนวนมากเกิดภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือ โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง

เปิดข้อมูลความตาย รัฐต้องกล้าเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด แยกแยะเลยว่า จมน้ำตาย หรือตายเพราะไฟดับ-เครื่องมือแพทย์หยุดทำงาน และสาเหตุอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ไฟช็อต อดอาหาร ไตวายเนื่องจากไม่สามารถไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้เพราะน้ำท่วม ฯลฯ

  1. ข้อนี้สำคัญที่สุด “หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” น.ส.ภคมน ขอเรียกร้องให้ นายกฯ อบจ.สงขลา และผู้มีอำนาจ เงินเป็นพันๆ ล้าน เวลานี้การเอาแต่สร้างถนนอย่างเดียวไม่ใช่เรื่องหลักและเร่งด่วน แต่ชีวิตคนสำคัญที่สุด เอาเงินมาอัดฉีดซ่อมโรงเรียน ซ่อมโรงพยาบาล ซ่อมวัด ซ่อมมัสยิด ให้กลับมาใช้งานได้ นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ควรทำ

ที่สำคัญที่สุด จ.สงขลา ไม่ได้มีแค่ อ.หาดใหญ่ ขณะนี้อำเภอรอบนอกอย่าง อ.ระโนด น้ำยังท่วมอยู่ ต้องจัดสรรทรัพยากรมาบริหารจัดการบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนให้พวกเขาด้วย หาดใหญ่เป็นเมืองศักยภาพสูง ตนเองเกิดและเติบโตที่หาดใหญ่ เรียนที่หาดใหญ่ และเข้าใจบริบทเมืองและอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ จนวันนี้เข้าสู่เฟสการฟื้นฟูแล้ว หากมีศักยภาพบริหารจัดการดี เราฟื้นตัวได้เร็วแน่นอน

น.ส.ภคมน ยังย้ำว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้ ตนตั้งใจรวบรวมมาให้เกิดจากการลงมือทำจริงๆ ไม่ได้รับรายงานจากใคร ตนและทีมอาสาลงมือทำเองเห็นกับตาสัมผัสด้วยหัวจิตหัวใจตัวเอง ไม่ได้ต้องการจะเกทับใดๆ แต่ท่านลงไม่ถึงในพื้นที่ที่ตนไป ย่อมไม่เห็นรายละเอียดปลีกย่อยของปัญหาเหล่านี้ ข้อเสนอดังกล่าว สามารถนำไปใช้ได้เลยไม่ต้องกลัวเสียเชิง เพื่อให้เกิดประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตนจะไม่เสียเวลานั่งพิมพ์เพื่อสื่อสารยาวขนาดนี้ ถ้ามีอำนาจรัฐ ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ดังนั้นรับไปทำได้เลย จะได้ลดเวลาไม่ต้องเรียกคุยทีละฝ่าย

นี่คือข้อเท็จจริง ตนอยู่ในพื้นที่ มีรัฐมนตรีติดต่อมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ท่านและตนได้นำเสนอปัญหาไปและท่านก็เอาไปดำเนินการจนเกิดผลลัพธ์ที่พอบรรเทาและประทังชีวิตของพี่น้องประชาชนได้ ดังนั้นเชื่อใจตนได้ว่าข้อมูลทั้งหมดนี้คือข้อเท็จจริงที่อยากเห็นผลลัพธ์มันเกิดขึ้นจริงโดยเร็วที่สุด

“ลิซ่า” ขีดเส้น 7 วัน จี้รัฐบาลเร่งจัดการ 5 เรื่อง ฟื้นฟูหาดใหญ่ ชี้ปล่อยนานปัญหารุนแรง

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ น.ส.ภคมนได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา “ลิซ่า” ขีดเส้น 7 วัน จี้รัฐบาลเร่งจัดการ 5 เรื่อง ฟื้นฟูหาดใหญ่ ชี้ปล่อยนานปัญหารุนแรง โดยเน้นย้ำถึงความเดือดร้อนของประชาชนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมือง

ทำไมต้องเร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ภายใน 7 วัน?

เพราะหากปล่อยไว้นาน ปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน การฟื้นฟู “ลิซ่า” ขีดเส้น 7 วัน จี้รัฐบาลเร่งจัดการ 5 เรื่อง ฟื้นฟูหาดใหญ่ ชี้ปล่อยนานปัญหารุนแรง จึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องเร่งดำเนินการ

ดังนั้น การที่ “ลิซ่า” ขีดเส้น 7 วัน จี้รัฐบาลเร่งจัดการ 5 เรื่อง ฟื้นฟูหาดใหญ่ ชี้ปล่อยนานปัญหารุนแรง จึงเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

การแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูหาดใหญ่หลังน้ำท่วมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ลิซ่า” ขีดเส้น 7 วัน จี้รัฐบาลเร่งจัดการ 5 เรื่อง ฟื้นฟูหาดใหญ่ ชี้ปล่อยนานปัญหารุนแรง

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสถานการณ์คุกรุ่น มั่นใจหากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล แก้ได้ทันที

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยถึงแนวคิดด้านความมั่นคงและบทบาททางการเมืองร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ว่า การผสานเจตจำนงทางการเมืองกับองค์ความรู้ด้านความมั่นคงที่สั่งสมมา จะช่วยผลักดันประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ปัญหาความมั่นคงที่ประเทศกำลังเผชิญ กลุ่มสวัสดีคนไทยต้องการผลักดันนโยบายให้ลงสู่พื้นที่และเกิดผลจริง ซึ่งจังหวะทางการเมืองในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ตนจะนำประสบการณ์ที่เคยเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาประยุกต์ใช้ เพราะขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในสถานการณ์ความมั่นคงที่คุกรุ่นมาหลายเดือน ทั้งกรณีพิพาทไทย–กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติ และภัยพิบัติอย่างสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ล้วนต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ หากพรรคไทยสร้างไทยได้โอกาสเป็นรัฐบาล สามารถเดินหน้าจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ทันที โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ “สถาปนาความมั่นคงชายแดน” ที่มีพันธกิจ 4 ประการ คือ การจัดระบบข่าวกรองชายแดน, การจัดกองกำลังและการลาดตระเวนรับมือเหตุฉุกเฉิน, การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดนเพื่อควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการจัดการปัญหาคนไร้สัญชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แผนงานเหล่านี้มีเจ้าภาพชัดเจน ทั้ง สมช. หน่วยงานด้านทหาร และหน่วยงานความมั่นคงอื่น แต่ที่ผ่านมาไม่ถูกหยิบมาใช้ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังเข้ารับอำนาจรัฐ

ขณะเดียวกัน พล.ท.ภราดร ยืนยันด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมหยิบประเด็นด้านความมั่นคงมาเป็นนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใช้แนวทางสันติวิธี เน้นการพูดคุยสันติภาพและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตนได้พูดคุย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมหารือแนวทางปรับนโยบายระหว่างกลุ่มสวัสดีคนไทยกับพรรคไทยสร้างไทยให้สอดคล้องกัน โดยตนจะมุ่งเน้นด้านความมั่นคง ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยจะดูแลนโยบายในมิติอื่น เพื่อให้เกิดนโยบายร่วมที่สามารถผลักดันสู่การปฏิบัติได้จริงหากพรรคได้เป็นรัฐบาล

พล.ท.ภราดร ระบุในช่วงท้ายว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้อำนาจรัฐ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำให้ฝ่ายนโยบายและฝ่ายประจำทำงานสอดประสานกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ได้ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ประชาชน.

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาต่างๆ มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การมีนโยบายและพันธกิจที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความมั่นคง และพร้อมที่จะนำนโยบายต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติจริง หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การที่พรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์อย่าง พล.ท.ภราดร จะช่วยให้การดำเนินงานด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4 พันธกิจหลัก แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน ที่ต้องจับตา

การที่ พล.ท.ภราดร ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา การจัดระบบข่าวกรอง การจัดกองกำลัง การจัดระเบียบชายแดน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประเทศ

  • การจัดระบบข่าวกรองชายแดน: เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์
  • การจัดกองกำลังและการลาดตระเวน: พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินและภัยคุกคาม
  • การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดน: ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและรักษาความสงบ
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน: ส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดี

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง การแก้ไขปัญหาความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการดำเนินงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและสร้างโอกาสให้กับประชาชน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้านและบูรณาการ โดยคำนึงถึงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจน การดำเนินงานอย่างโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

การที่ พล.ท.ภราดร และพรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความมุ่งมั่นในการแก้ไข หวังว่านโยบายและพันธกิจต่างๆ ที่นำเสนอ จะได้รับการพิจารณาและนำไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับชายแดนไทย

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ และทำให้ชายแดนไทยเป็นพื้นที่ที่สงบสุข ปลอดภัย และเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน “พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรมในอนาคต

ที่มา – “พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน หาก ทสท. เป็นรัฐบาลแก้ได้ทันที

นายกฯ ทบทวน เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพยายามหามาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หนึ่งในมาตรการที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจ่ายเงินเยียวยาเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท

นายกฯ อนุทิน ขอดูรายละเอียด เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นการเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท ว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการขยายขอบเขตการเยียวยาไปยังพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยียวยาไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่จะครอบคลุมผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียชีวิตนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีขอตรวจสอบรายละเอียดและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

การพิจารณาเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ได้แก่

  • ขอบเขตพื้นที่: การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติอื่นๆ
  • เงื่อนไขการรับเงินเยียวยา: การกำหนดเงื่อนไขของผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา เช่น หลักฐานการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วม
  • แหล่งเงินทุน: การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการเยียวยาผู้เสียชีวิตทั้งหมด
  • ความเหมาะสมของจำนวนเงินเยียวยา: การพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนเงินเยียวยา 2 ล้านบาท ว่าเพียงพอต่อการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือไม่

นอกจากประเด็นการเยียวยาผู้เสียชีวิตแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย

การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกๆ ด้าน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติจะไม่สามารถชดเชยการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลควรเร่งพิจารณาและให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์การเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – นายกฯ ขอดูรายละเอียด เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน นอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ฮ่องกงช็อก! ตาข่ายกันตกไฟไหม้ไม่ได้มาตรฐาน

เกิดเหตุสุดสลดในฮ่องกง! ผลการสอบสวนล่าสุดเผยว่า ตาข่ายกันตกไฟไหม้ ที่ใช้ในอาคารคอมเพล็กซ์ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านการทนไฟ สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

ฮ่องกงช็อก! ตาข่ายกันตกไฟไหม้ไม่ได้มาตรฐาน

ทางการฮ่องกงได้ออกมาเปิดเผยผลการสอบสวนที่น่าตกใจว่า ตาข่ายกันตกไฟไหม้ ที่ติดตั้งรอบนั่งร้านของอาคาร 7 แห่งใน Wang Fuk Court ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ไม่ผ่านมาตรฐานการทนไฟที่กำหนดไว้ ผลลัพธ์นี้ขัดแย้งกับผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่ระบุว่าตาข่ายเหล่านี้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงบางพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างได้เนื่องจากสถานการณ์ไฟไหม้ยังคงรุนแรง

คริส เหลียง รัฐมนตรีความมั่นคงของฮ่องกง กล่าวว่าหลังจากที่ไฟดับลง ทีมสืบสวนสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าได้ และพบว่า 7 จุดจากหลายจุดที่ตรวจสอบไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความปลอดภัยของประชาชน

ตำรวจฮ่องกงยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 151 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 40 ราย เจ้าหน้าที่หญิงรายหนึ่งถึงกับสะอึกสะอื้นระหว่างการแถลงข่าว โดยระบุว่าร่างของผู้เสียชีวิตบางรายถูกไฟเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทำให้การค้นหาผู้สูญหายทั้งหมดเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยไฟได้ลุกลามไปยังอาคาร 7 จาก 8 อาคาร ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้อาคารที่รุนแรงที่สุดในฮ่องกงในรอบหลายสิบปี

บรรยากาศโดยรอบพื้นที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยผู้คนที่นำดอกไม้ ข้อความไว้อาลัย และตุ๊กตามาวางเพื่อแสดงความเสียใจ ขณะที่ยอดเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพิ่มสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาอันรวดเร็ว รัฐบาลฮ่องกงระบุว่าเงินจำนวนนี้รวมถึงเงินตั้งต้นจากภาครัฐอีก 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จะถูกนำไปใช้ในการฟื้นฟูบ้านเรือนและให้การสนับสนุนระยะยาวแก่ผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ยังมีการมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับค่าใช้จ่ายเร่งด่วน เช่น ค่าทำศพและค่าที่พักชั่วคราว

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ ตาข่ายกันตกไฟไหม้ ในฮ่องกง

ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมามีดังนี้:

  • ผู้ประสบภัย 683 คน ได้เข้าพักในโรงแรมและโฮสเทล
  • 1,144 คน ถูกย้ายไปยังที่พักชั่วคราว
  • มีศูนย์พักพิงฉุกเฉินเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง
  • เจ้าหน้าที่กำลังประเมินความปลอดภัยของอาคารที่เหลือ รวมถึงตึกต้นเพลิงที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด

ในขณะเดียวกัน โลกโซเชียลมีเดียของฮ่องกงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและคำถามเกี่ยวกับเหตุผลที่ ตาข่ายกันตกไฟไหม้ ซึ่งควรจะช่วยชีวิต กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลมีความโปร่งใสและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ตาข่ายกันตกไฟไหม้ ที่ไม่ได้มาตรฐานกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าเดิม และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ที่มา – ฮ่องกงช็อก พบ “ตาข่ายกันตก” บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย