วัน: 3 ธันวาคม 2025

เดลีอ่วม! มลพิษทำป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 2 แสน

สถานการณ์น่าห่วง! พบผู้ป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลันในเดลีพุ่งสูงถึง 200,000 คนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากรัฐบาลอินเดียระบุว่า โรงพยาบาลรัฐถึง 6 แห่งในกรุงนิวเดลี ได้ทำการบันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันกว่าสองแสนราย ในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง 2567 ท่ามกลางวิกฤตมลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเมืองหลวงแห่งนี้

เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังเปิดเผยอีกว่า มีผู้ป่วยกว่า 30,000 รายที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

มลพิษทางอากาศถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นเป็นประจำในกรุงเดลีและบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาว หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของเดลี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดระดับสารมลพิษต่างๆ รวมถึง PM2.5 (ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อปอด) มีค่าสูงเกินกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ถึง 20 เท่า

สาเหตุของมลพิษทางอากาศในเดลีมีความซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันพิษจากยานพาหนะ อุณหภูมิที่ลดต่ำลง ความเร็วลมที่เบาบาง และการเผาซังข้าวในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เคียงในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ข้อมูลจากโรงพยาบาลหลักทั้ง 6 แห่งในเดลีแสดงให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันจำนวน 67,054 ราย ในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 69,293 ราย และในปี พ.ศ. 2567 จำนวน 68,411 ราย

รัฐบาลอินเดียได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อรัฐสภาว่า “จากการวิเคราะห์พบว่าการเพิ่มขึ้นของระดับมลพิษมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การศึกษาในรูปแบบนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์”

ตลอดระยะเวลาทศวรรษที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศของเดลีได้ทะลุระดับ “รุนแรง” ที่ 400 จุดอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาว ระดับมลพิษในระดับนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทุกคน แม้แต่คนที่มีสุขภาพแข็งแรง และยังเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ในช่วงเช้าของวันที่ 3 ธันวาคม แอปพลิเคชัน Safar ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดีย รายงานว่าค่า AQI เฉลี่ยของเดลีอยู่ที่ประมาณ 380 จุด

สำนักข่าว BBC รายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเดลีและบริเวณรอบนอกกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยเด็กที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

ผลกระทบของมลพิษต่อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน

มลพิษทางอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งอีกด้วย นอกจากนี้ มลพิษยังส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มคนอื่นๆ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีความเปราะบางและอ่อนแอต่อผลกระทบจากมลพิษมากกว่า

เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและครอบคลุมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ และการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น ล้วนเป็นมาตรการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

นอกจากนี้ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศ และวิธีการป้องกันตนเองจากมลพิษ ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและปกป้องสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง

สถานการณ์ในเดลีเป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหามลพิษทางอากาศเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราทุกคน การแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและดีต่อสุขภาพสำหรับคนรุ่นต่อไป

ที่มา – มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

เริ่มแล้ว! รถยก 40 คัน เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่

รถยก 40 คันจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล เริ่มปฏิบัติการเปิดเส้นทางการจราจรเมืองหาดใหญ่ เคลื่อนย้ายรถที่จอดกีดขวาง 3 จุดสำคัญ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 วัน เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 15.30 น. พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ระดมรถยกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 40 คัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อช่วยในภารกิจจัดระเบียบการจราจรในเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ หรือ “น้ำท่วมหาดใหญ่” โดยกำหนดจุดปฏิบัติการเข้ายกรถเพื่อเปิดเส้นทางการจราจร และได้เริ่มดำเนินการยกรถที่กีดขวางการจราจรแล้ว

ในวันนี้ รถยกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เข้าเคลียร์พื้นที่ เคลื่อนย้ายรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นที่หาดใหญ่ใน ซึ่งมีรถจอดกีดขวางจำนวนมาก โดยรถที่ทำการเคลื่อนย้ายจากจุดนี้จะถูกนำไปจอดเก็บรักษาไว้ที่ลานตรงข้ามโรงแรมหรรษาฝั่งซอยรัตนอุทิศ ถนนราษฎร์อุทิศ หรือ เขต 8 ซึ่งสามารถรองรับรถได้ถึง 200 คัน

สำหรับรถที่จอดขวางบริเวณย่านโรงปูน และในตัวเมืองหาดใหญ่ชั้นใน จะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่สนามกีฬากลางจิระนคร ซึ่งสามารถรองรับรถได้ 100 คัน ส่วนรถที่จอดกระจายอยู่ในจุดอื่นๆ ตำรวจจะใช้รถยกนำไปจอดเก็บรักษาไว้ที่ลานจอดรถที่ทำการตำรวจภูธรภาค 9 ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งสามารถรองรับรถได้ถึง 2,000 คัน

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการดำเนินการเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางเพื่อเปิดการจราจรในเมืองหาดใหญ่ จะแล้วเสร็จภายใน 3 วัน โดยจะจัดเก็บรถในสถานที่ 3 แห่งหลักๆ คือ สนามกีฬากลางจิระนคร, ลานตรงข้ามโรงแรมหรรษาฝั่งซอยรัตนอุทิศ ถนนราษฎร์อุทิศ หรือ เขต 8 และลานจอดรถ ตำรวจภูธรภาค 9 จากนั้นตำรวจจะจัดเก็บข้อมูลเลขทะเบียนรถในฐานข้อมูล เพื่อเปิดให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อค้นหารถของตนเองได้สะดวกยิ่งขึ้น

เริ่มแล้ว รถยก 40 คัน เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่

ความคืบหน้าล่าสุด: รถยก 40 คัน เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่

การระดม รถยก 40 คัน เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่ ครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการแก้ไขปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม การเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดเก็บรถที่ถูกเคลื่อนย้ายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของรถสามารถติดตามและรับรถคืนได้ง่าย

รถยก 40 คัน เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการเดินทางได้อย่างมาก การเปิดเส้นทางการจราจรจะช่วยให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าท่องเที่ยวอีกครั้ง

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมและรถยนต์ของท่านถูกเคลื่อนย้าย ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลและติดตามรถยนต์ของท่านได้ผ่านช่องทางที่ตำรวจภูธรภาค 9 จะประกาศให้ทราบต่อไป หวังว่าการดำเนินการ รถยก 40 คัน เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่ จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเมืองหาดใหญ่จะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการสนับสนุนจากส่วนกลาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภารกิจนี้มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการข้อมูลรถยนต์ที่ถูกเคลื่อนย้าย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

ที่มา – เริ่มแล้ว รถยก 40 คันจากนครบาล เคลียร์ถนนเมืองหาดใหญ่ ย้ายรถเก็บ 3 จุด

กู้ภัยช่วยวัวตกท่อ! เรื่องราวสุดระทึกกลางทุ่งนา

เรื่องราวสุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่อรัญประเทศ เมื่อทีมกู้ภัยต้องรุดช่วยเหลือ “วัว” ที่เคราะห์ร้ายถูกเพื่อนชนจนตกท่อระบายน้ำกลางทุ่งนา งานนี้ไม่ง่าย เพราะน้องวัวติดอยู่ในท่อลึก ขึ้นมาเองไม่ได้!

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เมื่อทีมกู้ภัยอรัญประเทศได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านว่า มีวัวเพศเมียชื่อ “เจ้าแป๊ด” ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในท่อระบายน้ำ บริเวณหมู่ 1 บ้านด่าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด้วยความที่ท่อลึกและตัววัวใหญ่ ทำให้เจ้าแป๊ดไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ งานนี้ต้องพึ่งทีมกู้ภัยมืออาชีพเท่านั้น

เจ้าของวัวเล่าว่า ปกติแล้วเขาเลี้ยงวัวไว้ประมาณ 40 ตัว วันนั้นก็พาฝูงวัวออกมากินหญ้าตามปกติ ระหว่างที่วัวกำลังกินหญ้ากันอย่างเพลินๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อวัวบางตัววิ่งชนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ้างตามธรรมชาติ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะแรงเป็นพิเศษ ทำให้ “เจ้าแป๊ด” เสียหลัก พลัดตกลงไปในท่อระบายน้ำอย่างจัง ด้วยความตกใจ เจ้าของรีบขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านทันที

ทีมอสรพิษอรัญประเทศ ภาคตะวันออก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลบ้านด่าน จึงรีบเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือสัตว์ขนาดใหญ่ ทีมกู้ภัยต้องทำงานด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่ท่อค่อนข้างแคบและมีความลึก ต้องประเมินสถานการณ์และอาการของวัวก่อนที่จะลงมือช่วยเหลือ เพื่อให้น้องวัวปลอดภัยที่สุด

กู้ภัยช่วยวัวตกท่อ กลางทุ่งนา

การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากและใช้เวลานานพอสมควร ทีมเจ้าหน้าที่ร่วมกันใช้เชือกและอุปกรณ์ยก ค่อยๆ ประคองตัววัวขึ้นมาอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติม ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างก็มาช่วยกันลุ้นและให้กำลังใจทีมกู้ภัยอยู่รอบๆ ในที่สุด ความพยายามของทุกคนก็เป็นผลสำเร็จ ทีมกู้ภัยสามารถนำวัว “เจ้าแป๊ด” ขึ้นมาจากท่อได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความโล่งอกโล่งใจของเจ้าของและชาวบ้าน

หลังจากขึ้นมาจากท่อ ทีมเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบอาการเบื้องต้น พบว่าเจ้าแป๊ดไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่อยู่ในอาการตกใจเล็กน้อย ทีมงานจึงได้ส่งมอบวัวคืนให้กับเจ้าของเพื่อดูแลต่อไป

บทสรุปเหตุการณ์กู้ภัยช่วยวัวตกท่อ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคนในชุมชน และความมีน้ำใจของทีมกู้ภัย ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ แม้การช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือร่วมใจ ก็สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้เสมอ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือและมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ การมีเพื่อนบ้านและชุมชนที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ที่มา – กู้ภัยรุดช่วย “วัว” ถูกเพื่อนชนตกท่อระบายน้ำกลางทุ่งนา ตัวติดออกมาเองไม่ได้

เจอหลักฐานมัดตัว “นานา” เชื่อไม่ได้ทำคนเดียว

ตำรวจพบหลักฐานมัดตัว “นานา ไรบีนา” เตรียมขยายผลต่อ เชื่อมีผู้ร่วมขบวนการ ขณะที่ “เวย์ ไทเทเนียม” หายตัวออกจากบ้าน 3 วัน คดีของ “นานา” กำลังเป็นที่สนใจ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผล

เวลา 16.23 น. วันที่ 3 ธ.ค. 68 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.4 บก.ปอศ. คุมตัว นานา ไรบีนา ออกมาจากอาคารกองบัญชาการ ขึ้นรถตู้สีเทา เพื่อนำตัวมาฝากขังที่ห้องควบคุมผู้ต้องหา บริเวณอาคารศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นอาคารตึกหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เจ้าหน้าที่นำตัว นานา มาถึงหน้าประตู พร้อมรีบนำขึ้นรถตู้ไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้เปิดเผยอะไรกับสื่อมวลชนแต่อย่างใด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สิบเวรหน้าห้องคุมขัง ได้นำข้าวกล่องเป็นกะเพราหมู มาให้รับประทานเป็นมื้อแรกที่ในห้องขัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะต้องถูกคุมขังในคืนนี้ ก่อนจะถูกนำตัวส่งฝากขังยังศาลอาญาในวันพรุ่งนี้ (4 ธ.ค.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ จากการสอบปากคำ นานา จนถึงตอนนี้ยังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากคำให้การหลายส่วนยังมีความขัดแย้งกับพยานหลักฐานต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ โดยเฉพาะหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารสลิปการโอนเงิน เอกสารการโอนหุ้น รวมไปถึงเอกสารการทำธุรกิจต่างๆ มากมายที่ถูกทำปลอมขึ้นมา ซึ่งเป็นหลักฐานที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้ในขณะเข้าตรวจค้นบ้านพักเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันจากแนวทางสืบสวนข้อมูลเชิงพฤติกรรมของ นานา ยังพบว่า ในช่วงระยะหลังตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา นานา เริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากติดนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รวมถึงทำธุรกิจขาดทุนหลายอย่าง จึงเริ่มออกอุบายชักชวนเพื่อน หรือ คนที่อยู่รอบตัวให้นำเงินมาร่วมลงทุนธุรกิจต่างๆ โดยการอ้างชื่อนักธุรกิจ หรือ บุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ในความเป็นจริงธุรกิจตามที่กล่าวอ้างขึ้นมานั้นไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงแค่การกุเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเงินจากกลุ่มผู้เสียหาย เช่นเดียวกับเอกสารการโอนหุ้น หรือ สลิปการโอนเงินลงทุนต่างๆ ก็เป็นเอกสารที่ถูกทำปลอมขึ้นมาเพื่อไว้แสดงให้เหยื่อหลงเชื่อว่ามีการทำธุรกิจอยู่จริง

สอดคล้องกับผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการทำธุรกรรมต่างๆ ย้อนหลังไปพบว่า ธุรกิจเดียวที่มีอยู่จริงของเจ้าตัวและครอบครัว คือ ธุรกิจร้านตัดผมชื่อดัง ที่ทำร่วมกับนายปริญญา อินทชัย หรือ เวย์ ไทเทเนียม ศิลปินนักร้องชื่อดังผู้เป็นสามี และ เป็นแหล่งรายได้เพียงแหล่งเดียว ส่วนเงินส่วนที่เหลือที่เข้ามาในระบบนั้นส่วนใหญ่เป็นเงินที่มาจากการหลอกลวงกลุ่มผู้เสียหาย

อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังพบว่า นานา เคยหลอกขายหุ้นทิพย์ธุรกิจร้านตัดผมให้กับคนรู้จักรายหนึ่ง โดยมีการปลอมเอกสารการโอนหุ้นขึ้นมาเพื่อหลอกให้ผู้เสียหายตายใจว่ามีการโอนหุ้นให้จริง ก่อนที่เจ้าตัวจะมาทราบในภายหลังว่าแท้จริงแล้ว นานา ไม่ได้โอนหุ้นให้ตามที่ตกลงกันไว้ และเอกสารที่นำมาแสดงนั้นยังเป็นเอกสารปลอม

จากพยานหลักฐานที่มีอยู่ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่า นางไรบีนา กระทำการทุกอย่างเพียงคนเดียว เชื่อว่ายังมีบุคคลอื่นที่เป็นคนใกล้ตัว หรือคนใกล้ชิด รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวร่วมด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมขยายผลดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องคนอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นานา พร้อมตรวจค้นบ้านพักเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เบื้องต้นไม่พบตัว นายปริญญา อินทชัย หรือ เวย์ ไทเทเนียม สามี อยู่ในบ้านแต่อย่างใด อีกทั้งจากแนวทางสืบสวนยังพบว่า เวย์ ไทเทเนียม ไม่ได้กลับมาที่บ้านพักก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 3 วัน และในวันนี้ยังไม่มีผู้พบเห็น เวย์ ไทเทเนียม มาเยี่ยมหรือให้กำลังใจภรรยาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่อย่างใด

เจอหลักฐานมัดตัว “นานา” เชื่อไม่ได้ทำคนเดียว

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีของ “นานา” นั้นค่อนข้างน่าสนใจและซับซ้อน เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

หลักฐานมัดตัว “นานา” ชี้ อาจมีผู้ร่วมขบวนการ

จากหลักฐานที่พบ เจ้าหน้าที่เชื่อว่า “นานา” ไม่ได้กระทำการเพียงลำพัง และกำลังเร่งหาตัวผู้ร่วมขบวนการ

  • เอกสารการโอนเงินปลอมแปลง
  • เอกสารการโอนหุ้นที่ไม่ถูกต้อง
  • การสร้างเรื่องธุรกิจที่ไม่เป็นความจริง

จากรายละเอียดเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการกระทำและความเป็นไปได้ที่ “นานา” จะมีผู้ช่วยเหลือในการวางแผนและดำเนินการ

“นานา” ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ

สิ่งที่น่าสนใจคือการหายตัวไปของ “เวย์ ไทเทเนียม” สามีของ “นานา” ซึ่งไม่ได้กลับบ้านมา 3 วันแล้ว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของเขาในคดีนี้

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการสืบสวน และมีรายละเอียดใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงความคืบหน้าของคดีอย่างถูกต้อง

ความคิดเห็นส่วนตัว: คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและการลงทุนอย่างรอบคอบ การหลงเชื่อคำเชิญชวนที่เกินจริงอาจนำมาซึ่งความเสียหายทางการเงินและความเดือดร้อนได้ การมีสติและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – เจอหลักฐานมัดตัว “นานา” เชื่อไม่ได้ทำคนเดียว ขณะที่ “เวย์” ไม่กลับบ้าน 3 วัน

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

ปิติพงศ์เผย กัณวีร์เตรียมตั้งพรรคใหม่ จริงหรือ?

“ปิติพงศ์” เผย “กัณวีร์” เตรียมตั้งพรรคใหม่ ลั่นเคยเตือนแล้วต้องขอมติพรรคก่อนตัดสินใจ 3 เรื่องสำคัญ แต่ถูกเพิกเฉย มั่นใจพรรคเป็นธรรมอยู่ได้ด้วยจุดยืนและอุดมการณ์ที่ชัดเจน

มีข่าวลือหนาหูว่า “กัณวีร์” เตรียมตั้งพรรคใหม่ จริงหรือไม่? นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ รักษาการหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมตั้งพรรคใหม่ของนายกัณวีร์ สืบแสง อดีตเลขาธิการพรรค

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ รักษาการหัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงมติกรรมการบริหารพรรคที่ให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเป็นธรรม ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคว่า สาเหตุเป็นไปตามที่พรรคได้ออกแถลงการณ์ เพราะนายกัณวีร์โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้แจ้งหรือขอมติจากกรรมการบริหารพรรคก่อน แม้ว่าก่อนหน้านี้นายกัณวีร์จะโทรมาบอกตนถึงการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว ในช่วงที่ตนอยู่ต่างประเทศพอดี ซึ่งได้เคยบอกเจ้าตัวไปแล้วว่า ถึงมาบอกตนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องไปขอมติกรรมการบริหารพรรคก่อน หากตัดสินใจไปแล้ว ก็ให้นำกลับมาบอกมาขอมติที่ประชุมตามหลัง แต่นายกัณวีร์ก็ไม่ทำ

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้มีการคัดเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ จากนี้ไม่แน่ใจว่านายกัณวีร์ยังจะทำการเมืองกับพรรคเป็นธรรมต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัว พรรคขับออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเท่านั้น ไม่ได้ขับออกจาก สส. หากนายกัณวีร์จะไปทำพรรคการเมือง ไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของตัวเองก็ต้องลาออกจากสส. “อนาคตอะไรก็ไม่แน่นอน ผมไม่อยากบอกว่า เขาจะอยู่กับพรรคเป็นธรรมหรือไม่ แต่แว่วว่า อาจไปตั้งพรรคใหม่การเมืองเป็นของตัวเอง” นายปิติพงศ์ กล่าวและว่า จากนี้พรรคเป็นธรรมจะเร่งเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง มีทีมเศรษฐกิจ ทีมสังคม และทีมข้อมูลที่มีความรู้ความสามารถ นำเสนอนโยบายและจุดยืนของพรรคให้ประชาชนรับรู้

นายปิติพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา แม้ตนจะไม่ได้มีตำแหน่งสส.ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ได้เดินหน้าทำการเมืองอย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน รวมทั้งล่าสุดได้นำเสนอความเห็นในการวางแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยยื่นข้อเสนอผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาลไปแล้วเมื่อวานนี้ (2 ธ.ค. 2568) ให้มี 3 แนวทางคือ 1. ต้องมีมาตรการระยะสั้น มีคณะกรรมการเพื่อดูแลความเสียหายของจ.สงขลาโดยเฉพาะ 2.วางแนวทางแก้ปัญหาระบบหาดใหญ่ และ3. เสนอมาตรการแก้ไขน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

ปิติพงศ์เผย กัณวีร์เตรียมตั้งพรรคใหม่

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายปิติพงศ์ ทำให้เกิดคำถามมากมายตามมาว่า การตั้งพรรคใหม่ของนายกัณวีร์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคเป็นธรรมอย่างไร และทิศทางการเมืองของนายกัณวีร์จะเป็นเช่นไรต่อไป?

อนาคตทางการเมืองของกัณวีร์จะเป็นอย่างไร หากเตรียมตั้งพรรคใหม่?

การตัดสินใจของนายกัณวีร์ที่จะตั้งพรรคใหม่นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา หากเป็นจริง การตั้งพรรคใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการสร้างฐานเสียง การหาบุคลากรที่มีความสามารถ และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรคใหม่ก็อาจเป็นโอกาสให้นายกัณวีร์ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สร้างพรรคการเมืองที่สะท้อนอุดมการณ์และความคิดของตนเอง และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตั้งพรรคใหม่ของนายกัณวีร์จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามและจับตามองอย่างใกล้ชิด

มาร่วมกันติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า

ที่มา – “ปิติพงศ์” เผย “กัณวีร์” เตรียมตั้งพรรคใหม่ ลั่นเคยเตือน ต้องขอมติพรรคก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ

ฮุนไดโชว์ The SANTA FE XRT Concept Motor Expo 2025

ฮุนไดเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ The SANTA FE XRT Concept ในงาน Motor Expo 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Mobility Solutions จากประเทศเกาหลีใต้

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ของประเทศไทย ทั้งจากผู้เล่นหน้าใหม่, สงครามราคา และการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า ฮุนไดเชื่อว่านี่คือโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางในอนาคตของแบรนด์ฮุนได โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่การเติบโตในระยะสั้นเท่านั้น

ฮุนไดมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ตั้งอยู่บนรากฐานของ คุณภาพ, นวัตกรรม และความยั่งยืน พร้อมส่งมอบรถยนต์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV), รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในคุณภาพสูง อีกทั้งยังยกระดับเทคโนโลยีความปลอดภัยในรถยนต์ทุกรุ่นตามมาตรฐานสากล เพื่อผลักดันฮุนไดจากผู้ผลิตรถยนต์ กลายเป็นผู้นำด้านโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะ ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับงาน Motor Expo 2025 ที่จะถึงนี้ ฮุนไดเตรียมนำเสนอรถยนต์ครบทุกรุ่น พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฮุนไดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง

รถยนต์ต้นแบบ The SANTA FE XRT Concept ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านความสามารถในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งยังจุดประกายความรู้สึกของการผจญภัย ด้วยการออกแบบที่แข็งแกร่ง พร้อมเผชิญหน้ากับสภาพถนนที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจและง่ายดาย โดยเน้นที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

ด้วยองค์ประกอบต่างๆ เช่น ล้อและยางออฟโรดขนาดใหญ่, แร็คบรรทุกสัมภาระบนหลังคาที่แข็งแกร่ง และพื้นที่เก็บของภายนอกที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความอเนกประสงค์ในสไตล์รถ SUV ผสานกับสมรรถนะที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และการออกแบบที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด “Open for More Inspiration” ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของจิตวิญญาณแห่งอิสระ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ขับขี่รุ่นใหม่ที่มองหาดีไซน์ที่แข็งแกร่งและเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทาง

นอกจากนี้ ฮุนไดยังมอบข้อเสนอพิเศษจากแคมเปญ “Hyundai Deal SEOUL Good ที่สุดแห่งดีล ฟีลเกาหลี” มอบดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 0% หรือผ่อนสบายเพียง 5,024 บาทต่อเดือน พร้อมส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมจากข้อเสนอรายรุ่นอีก 20,000 บาท* สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ฮุนไดรุ่นที่ร่วมรายการภายในงาน Motor Expo และที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ถึง 10 ธันวาคม 2568 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568

ฮุนได พร้อมโชว์รถยนต์ต้นแบบ The SANTA FE XRT Concept ในงาน Motor Expo 2025

The SANTA FE XRT Concept กับ Motor Expo 2025

การปรากฏตัวของ The SANTA FE XRT Concept ในงาน Motor Expo 2025 ถือเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของฮุนไดในการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ล่าสุดสู่ตลาดประเทศไทย ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับดีไซน์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่เหนือชั้นของรถยนต์รุ่นนี้อย่างใกล้ชิด

งาน Motor Expo 2025 จะเป็นเวทีสำคัญที่ฮุนไดจะแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพในการเป็นผู้นำด้าน Mobility Solutions อย่างแท้จริง การจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ The SANTA FE XRT Concept จะช่วยสร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ฮุนไดมากยิ่งขึ้น

เตรียมพบกับ ฮุนได พร้อมโชว์รถยนต์ต้นแบบ The SANTA FE XRT Concept ในงาน Motor Expo 2025 และข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมายที่บูธฮุนได!

ที่มา – ฮุนได พร้อมโชว์รถยนต์ต้นแบบ The SANTA FE XRT Concept ในงาน Motor Expo 2025

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยงจีนเทา

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้ถึง 3,642 เครื่อง ซึ่งคาดว่าลักลอบดำเนินการมานานถึง 3 ปี สร้างความเสียหายทางรายได้ให้กับรัฐเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า “Operation Copperhead”

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบายว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง DSI ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) ได้เข้า ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 จุด และจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 1 จุด รวมทั้งสิ้น 7 จุด โดยเป็นโกดัง 4 จุด และบ้านพัก 3 จุด

เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์จากโกดังต่างๆ รวมจำนวน 3,642 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมูลค่าระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบอีกประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าของอุปกรณ์ทุนที่ใช้ในการตั้งเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อนทั้งระบบกว่า 300 ล้านบาท

ส่วนใหญ่เครื่องขุดบิตคอยน์ถูกซุกซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ มีการติดตั้งระบบเก็บเสียงและระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบการลักลอบใช้ไฟฟ้า จากการสืบสวนขยายผลพบว่า ผู้บงการรายใหญ่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นเครือข่ายในประเทศพม่า และมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ มีการตรวจพบเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยดำเนินการมานานกว่า 3 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อขยายผลไปยังเส้นทางการฟอกเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการจีน ซึ่งมีการหารือเบื้องต้นแล้ว เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลที่ตรวจพบ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนภายในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินบางส่วนเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทบิตคอยน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มจีนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ DSI ได้ปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ” เมื่อวันที่ 31 มกราคม และได้ทำการตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และขยายผลจนพบการลักลอบใช้ไฟฟ้า

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า DSI ได้เชิญให้มาตรวจสอบอุปกรณ์ขุดบิตคอยน์และปราบปรามผู้กระทำผิด รวมถึงขยายผลไปยังธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายและลักลอบใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ จึงขอให้ DSI ขยายผลการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าต่อไป เพราะการขุดบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูงมาก ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้กำกับดูแล โดยยึดนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือทำอะไรก็ทำไป แต่หากพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จะเปิดเผยชื่อออกมา ไม่ว่าจะเป็นใคร ตำแหน่งอะไร หรือเป็นนักการเมืองก็ตาม

การทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกรมราชทัณฑ์ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เพราะได้ให้นโยบายกับรัฐมนตรีไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องสั่งการอธิบดีหรือใคร เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้ว และยึดถือหลักการเดิม ส่วนเรื่องสำนวนคดีฮั้วสว. และคดีเขากระโดง ไม่ได้ติดตาม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ สำหรับเรื่องคุกวีไอพี ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการไปแล้ว อะไรที่อุกอาจก็ไม่ต้องห่วง เพราะตนเป็นคนเพื่อนน้อยและไม่มีหนี้ที่ต้องไปใช้ตอบแทนใคร นโยบายคือการปฏิรูปการทำงานของกรมราชทัณฑ์ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ ในประเทศไทยไม่มีใครมีอำนาจเหนือกฎหมายได้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย DSI ได้ร่วมกันตรวจสอบของกลาง อุปกรณ์ที่ลักลอบใช้ไฟฟ้า ที่ DSI ยึดมาได้จำนวนมาก พร้อมมอบนโยบายให้ DSI ขยายผลปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบนี้ต่อไป

การ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ การขยายผลไปยังเส้นทางการเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะนี้อีก

ที่มา – ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยง “จีนเทา” สแกมเมอร์ข้ามชาติ เงินหมุนกว่า 5 พันล้าน

ด่วน! พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “พรรคเป็นธรรม” เมื่อมีคำสั่งปลด “กัณวีร์” พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างกะทันหัน สาเหตุเนื่องมาจากการแอบอ้างมติพรรคสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ นอกจากนี้ “ปิติพงศ์” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก่อนการประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพจเฟซบุ๊กของพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ได้โพสต์ข้อความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในพรรค โดยระบุถึงสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การบริหารประเทศที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ทางพรรคเห็นว่าการเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น พรรคเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในให้มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของผู้นำและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เคารพข้อบังคับของพรรค มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ทางพรรคฯ จึงขอแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

  1. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ได้แสดงความจำนงในการลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเป็นธรรม”
  2. พรรคมีมติให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคเป็นธรรม” โดยให้มีผลทันที เนื่องจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค คือการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค ทั้งที่ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการบริหารพรรคในประเด็นการสนับสนุนบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับและมติพรรคอย่างเคร่งครัด ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ พรรคเป็นธรรม จะจัดการประชุมในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และทีมบริหารชุดใหม่ เพื่อเป็นแกนนำในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง และขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคต่อไป

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พรรคเป็นธรรม ยืนยันในความมุ่งมั่นและจุดยืนในการทำการเมืองใหม่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

ทำไมพรรคเป็นธรรมถึงปลดเลขาธิการพรรค?

สาเหตุหลักของการปลดนายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เกิดจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคตามที่ข้อบังคับกำหนด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อบังคับและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ การปรับโครงสร้างภายในจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ พรรคเป็นธรรม ในการยึดมั่นในหลักการและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นทางเลือกใหม่ในการเมืองไทย การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – “พรรคเป็นธรรม” ปลดฟ้าผ่า “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ