วัน: 3 ธันวาคม 2025

สปส. เตรียม ปรับเพดานค่าจ้าง ปี 69 เพิ่มสิทธิประโยชน์

สำนักงานประกันสังคมเตรียมดำเนินการ “ปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569” เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ถือเป็นข่าวดีของผู้ประกันตนหลายๆท่าน

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยถึงการดำเนินมาตรการปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569 โดยเริ่มใช้ในปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และบริบทค่าจ้างแรงงานในปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนอย่างทั่วถึง และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูง ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ทั้งในกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตลอดจนกรณีชราภาพ โดยการปรับขึ้นเพดานค่าจ้างจะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยแบ่งดังนี้

  • ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569–2571) เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
  • ระยะที่ 2 (ปี พ.ศ.2572–2574) เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
  • ระยะที่ 3 (ปี พ.ศ.2575 เป็นต้นไป) เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ จากการปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569 ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569–2571) จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นในหลายกรณี ได้แก่

  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน
  • เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 22,500 บาทต่อครั้ง เพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท เพิ่มเป็น 105,000 บาท
  • เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี สูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 3,500 บาทต่อเดือน
  • เงินบำนาญในกรณีส่งเงินสมทบครบ 25 ปี สูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 6,125 บาทต่อเดือน

นางสาวกาญจนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับเพดานค่าจ้างของสำนักงานประกันสังคมในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับระดับค่าจ้างในปัจจุบัน และช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม โดยสำนักงานประกันสังคม จะดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สปส. เตรียม ปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569

รายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569 ที่ควรรู้

การปรับเพดานค่าจ้างของสำนักงานประกันสังคม ถือเป็นเรื่องที่ผู้ประกันตนควรให้ความสนใจ เพื่อทำความเข้าใจถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มเติมจากการปรับปรุงครั้งนี้ การวางแผนการเงินส่วนบุคคลและการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากสิทธิประกันสังคมที่มีอยู่

สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ของการปรับเพดานค่าจ้าง รวมถึงการคำนวณเงินสมทบที่ต้องจ่ายในแต่ละช่วงเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเงินและใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อผู้ประกันตนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนมีหลักประกันด้านรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โดยสรุป การปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569 ของสำนักงานประกันสังคม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนทุกคน การทำความเข้าใจรายละเอียดและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – สปส. เตรียมปรับเพดานค่าจ้าง ปี 2569 เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนในทุกมิติ

วธ. ชวนผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก FILMART 2026

“กระทรวงวัฒนธรรม” เปิดรับผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก! ชวนร่วม Roadshow งาน FILMART 2026 ดันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่เอเชีย

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ประจำปี 2569 พร้อมพาผู้สร้างคอนเทนต์ไทยร่วมแสดงศักยภาพในงาน Hong Kong International Film & TV Market (FILMART 2026) เวทีซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

ปลัด วธ. ระบุว่า การเข้าร่วม FILMART 2026 ถือเป็น “โอกาสทอง” ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในการขยายตลาด เปิดประตูสู่ผู้ซื้อระดับนานาชาติ ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรธุรกิจทั่วโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อยอดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย และสร้างการยอมรับในเวทีสากล

วธ. ชวนผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก FILMART 2026

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการผลักดันผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก FILMART 2026 วธ. ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการทั้งหมด 3 กลุ่มด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

วธ. เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์
  2. สมาคมด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์
  3. นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์

ผู้สมัครต้องจัดส่งเอกสารประกอบ ได้แก่ ใบสมัคร หลักฐานการจดทะเบียน ผลงานนำเสนอ และไฟล์ Presentation ภายใน 19 ธันวาคม 2568

ช่องทางยื่นเอกสาร

  1. ยื่นเอกสารฉบับจริง ที่สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  2. ส่งไฟล์เอกสาร (PDF/Word/PPT) ทางอีเมล: [email protected] 

• หัวข้ออีเมล: “สมัคร FILMART 2026 – (ชื่อผู้สมัคร/บริษัท)”

ทำไมต้องไป FILMART 2026? โอกาสทองของผู้สร้างคอนเทนต์ไทย

การเข้าร่วมงาน FILMART 2026 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกบูธแสดงผลงาน แต่เป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ พบปะผู้ซื้อและผู้จัดจำหน่ายจากทั่วโลก เรียนรู้เทรนด์ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม และต่อยอดธุรกิจให้เติบโตในระดับสากล สำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก FILMART 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยผลักดันผลงานสู่สายตานานาชาติ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • เว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรม: www.m-culture.go.th 
  • Facebook: กระทรวงวัฒนธรรม (ประกาศรับสมัคร/ไฟล์ดาวน์โหลด)
  • โทร. สายด่วนวัฒนธรรม 1765
  • กองภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 02-209-3519 – 20
  • อีเมล: [email protected] 

โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ หากคุณเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ อย่ารอช้าที่จะคว้าโอกาสในการผลักดันผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก FILMART 2026 เพื่อสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศ

ที่มา – วธ. เปิดรับผู้สร้างคอนเทนต์ไทยลุยตลาดโลก! ชวนร่วม Roadshow งาน FILMART 2026

สนธยา-สุชาติ จบ! สู้ศึกเลือกตั้งภูมิใจไทยชลบุรี

“บ้านใหญ่-บ้านใหม่ชลบุรี”ลงตัว “เฮ้ง” ลงชิง สส.เขต 1 “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

วันที่ 3 ธ.ค. 2568 นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มพลังชน เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ ตนได้พูดคุยและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่สำนักงานพลังบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีการพูดคุยกันจบแล้ว ในเรื่องของการเลือกตั้งทั้ง 10 เขต จ.ชลบุรี โดยว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้งหมด ก็จะดูตามความเหมาะสม โดยไม่มีเรื่องของการแบ่งกันดูแลพื้นที่คนละครึ่ง เพราะส่งในนามภูมิใจไทยชลบุรีทั้งหมด เป็นการพูดคุยกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ที่อยากให้ทำในนามภูมิใจไทยชลบุรีทั้งหมด

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการส่งว่าที่ผู้สมัคร สส.ลงเขต 1 จ.ชลบุรี นายสนธยา กล่าวว่า เขต 1 ได้ให้นายสุชาติ ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะนายสุชาติขอลงเขต 1 ส่วนอีก 9 เขตที่เหลือก็น่าจะลงตัวกันหมดแล้ว ซึ่งก็ต้องมีการมาพูดคุยกับพรรค ก่อนเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ชลบุรีทั้ง 10 เขต คาดว่าเร็วๆนี้

ด้านนายสุชาติ เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับนายสนธยามาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเข้าไปพูดคุยกัน โดยได้ข้อสรุปว่าจะทำพื้นที่จ.ชลบุรี ร่วมกัน ในส่วนของพื้นที่เขต 1 ชลบุรี ตนได้ยืนยันกับนายสนธยาว่าจะขอเป็นคนลงเอง ซึ่งนายสนธยาก็ตอบโอเค ทุกอย่างคุยกันหมดเรียบร้อยแล้ว เราพี่น้องกันทั้งนั้น ส่วนในเขตอื่นๆก็ลงตัวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่ม 16 ของนายสุชาติ มีแนวโน้มจะไปลง สส. แบบบัญชีรายชื่อ

“สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

การจับมือกันของนายสนธยา คุณปลื้ม และนายสุชาติ ชมกลิ่น เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี การผนึกกำลังของสองบ้านใหญ่จะส่งผลต่อการแข่งขันในแต่ละเขตอย่างไร และประชาชนจะมีตัวเลือกที่ดีขึ้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเลือกตั้งทั้ง 10 เขตในจังหวัดชลบุรี

อนาคตทางการเมืองของชลบุรีภายใต้ภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของชลบุรี การที่ “สนธยา-สุชาติ” ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการกวาดที่นั่ง สส. ในจังหวัดนี้

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชลบุรี ประชาชนจะมีโอกาสได้เลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้จริงหรือไม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายสนธยาและนายสุชาติจะสามารถนำพาชลบุรีไปในทิศทางใด เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ขอลงสมัคร สส. ในเขต 1 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความต้องการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่นี้ การตัดสินใจของนายสนธยาที่จะสนับสนุน ทำให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ การที่ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตา

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของจังหวัดชลบุรี การที่ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

  • ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
  • ศึกษาข้อมูลของผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ
  • ใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณอย่างมีวิจารณญาณ

อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณและจังหวัดชลบุรีนะคะ เพราะ “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี โอกาสของคุณมาถึงแล้ว

ที่มา – “สนธยา-สุชาติ”ประสานเสียงคุยจบแล้ว 10 เขต ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในนามภูมิใจไทยชลบุรี

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก 6 พันล้าน จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! ปปง. สั่งอายัดหุ้นบางจาก มูลค่ามหาศาลถึง 6 พันล้านบาท พัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติชื่อดัง “ยิม เลียก-เบน สมิธ” เรื่องนี้เป็นอย่างไร? มาเจาะลึกรายละเอียดกัน

สืบเนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” ซึ่งมีการอายัดและยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท (อ่านข่าว : แถลงสรุปปฏิบัติการถอนรากสแกมเมอร์เครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” กว่าหมื่นล้าน) ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นมีความเชื่อมโยงกับอะไรบ้าง?

ปปง. อายัดหุ้นบางจาก จริงหรือไม่?

นายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งพบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มของนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ รวมมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2560-2565

จากการสืบสวนขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้จัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยนำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งทาง ปปง. จึงได้มีมติยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ห้องชุด หุ้นที่บริษัทถือครองอยู่ เงินในบัญชี รถยนต์ และเรือ รวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งนายเทพสุ บวรโชติดารายืนยันว่า มีหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้อง แต่ตัวใหญ่ที่ถูกอายัดคือ หุ้นของบริษัทบางจาก โดยเป็นการอายัดในส่วนที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หากผู้ถูกอายัดสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็อาจมีการเพิกถอนการอายัดต่อไป มูลค่าหุ้นบางจากที่ถูกอายัดในครั้งนี้มีประมาณ 6 พันล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568) ซึ่งมูลค่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ทำไมปปง. ถึงอายัดหุ้นบางจาก?

คำถามสำคัญคือ ทำไม ปปง. ถึงตัดสินใจอายัดหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่างบางจาก? คำตอบคือ ปปง. ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพบความเชื่อมโยงระหว่างหุ้นส่วนนี้กับกระบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ “ยิม เลียก-เบน สมิธ” แม้ว่าการอายัดหุ้นจะไม่ได้หมายความว่าบางจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่เป็นการดำเนินการเพื่อตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอายัดหุ้นในครั้งนี้ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงอาจทำให้เกิดความผันผวนของราคาหุ้นบางจากในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ ปปง. เป็นไปตามกฎหมายและมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ กระบวนการพิสูจน์ทรัพย์สินของผู้ที่ถูกอายัดหุ้น หากพวกเขาสามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การอายัดก็จะถูกยกเลิก แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทรัพย์สินก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้ของ ปปง. ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและธุรกิจต้องระมัดระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน และตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

และสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นบางจากอยู่ สิ่งที่ควรทำคือติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการลงทุนของตนเอง

ที่มา – ปปง. อายัดหุ้นบางจาก มูลค่าประมาณ 6 พันล้าน เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ”

นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง จริงหรือ?

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็น นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง อย่างละเอียด พร้อมสรุปประเด็นสำคัญจากข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเขตเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. พรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ ไม่ใช่ให้ กกต. ปรับเข้าหาเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนดีกว่าการมานั่งคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ นี่คือใจความสำคัญที่ท่านอนุทินได้กล่าวไว้

ยืนยัน! นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง

นายอนุทินยังตอบคำถามถึงความคาดหวังจะได้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึง 200 ที่นั่งหรือไม่ โดยกล่าวติดตลกว่า “พันนึงได้ไหมล่ะ” ส่วนการจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในสมัยหน้า นายอนุทินตอบแบบกั๊ก ๆ ว่า ไม่มีพรรคใดออกมาพูดก่อนการเลือกตั้งว่าจะจับมือกับใคร แต่พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อไม่ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีการดีล ส่วนการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ไปในฐานะพรรคภูมิใจไทยเพราะตราบใดที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ต้องลุยเต็มที่เพื่อช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้เอาผิดปมบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลวนั้น นายอนุทินทำท่าทีนิ่งไปสักพักก่อนถามกลับว่า ใครยื่น ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ว่า อ๋อ ครับ รัฐบาลควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันมีเจตนารมณ์ที่ดีและจะทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามน้อมรับทุกเสียงตำหนิที่ดูจะขมหูในช่วงนี้ โดย แต่ตรงไหนที่ฟังแล้วเข้าท่า มีเหตุมีผล ขออนุญาตคัดลอกไปแก้ไขด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญ: นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. จริงหรือไม่?

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาดูการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้

  • กกต. มีความเป็นอิสระในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์
  • การสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนสำคัญกว่า

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ กกต.

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีเหตุผล

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ร่วมกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ดีล พท. ปมยื่นซักฟอก

ขึ้นทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 วันพ่อแห่งชาติ 63 ด่าน

เตรียมตัวให้พร้อม! วันที่ 5 ธันวาคม 2568 “วันพ่อแห่งชาติ” นี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ใจดีเปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรีถึง 3 สายทาง รวมทั้งหมด 63 ด่าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีเพิ่มเติมสำหรับวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 53 ปีของ กทพ. เตรียมพบกับโปรโมชั่นพิเศษลดค่าทางด่วน 50% สำหรับผู้ใช้ EASY PASS ทุกเส้นทาง!

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ในวันที่ ขึ้นทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ประชาชนจะสามารถใช้บริการทางพิเศษได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุม 3 เส้นทางหลัก ได้แก่:

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) จำนวน 21 ด่าน
  • ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) จำนวน 32 ด่าน
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน

การตัดสินใจเปิดให้ประชาชนขึ้นทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 นี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางช่วงวันหยุดยาว และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บเงินได้อีกด้วย ถือเป็นของขวัญวันพ่อที่มอบให้แก่คนไทยทุกคน

ขึ้นทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 วันพ่อแห่งชาติ

แต่ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้! ในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 53 ปี ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กทพ. ขอมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับผู้ใช้ทางทุกท่านที่เลือกชำระค่าผ่านทางด้วย EASY PASS โดยจะได้รับส่วนลดค่าผ่านทางถึง 50% ในทุกเส้นทางที่กล่าวมา

เตรียมตัววางแผนการเดินทางในวันหยุดยาว

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางในช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางและด่านที่เปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 เพื่อความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และสำหรับผู้ที่ใช้ EASY PASS เป็นประจำ อย่าพลาดโอกาสทองในการรับส่วนลด 50% ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ คุ้มค่าสุดๆ!

การเดินทางในช่วงวันหยุดยาวอาจจะมีการจราจรที่หนาแน่นกว่าปกติ ดังนั้น นอกจากจะตรวจสอบเส้นทางและสิทธิพิเศษต่างๆ แล้ว อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสอบสภาพรถยนต์ หรือเตรียมอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

โปรโมชั่นดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ อย่ารอช้า รีบวางแผนการเดินทางและใช้สิทธิประโยชน์จาก กทพ. ให้เต็มที่ จะได้เดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวได้อย่างสบายใจและประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว นอกจากนี้ การใช้ทางด่วนยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง ทำให้คุณมีเวลาเหลือเฟือไปทำกิจกรรมอื่นๆ กับครอบครัวได้มากขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและมีความสุขกับวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ อย่าลืมเคารพกฎจราจรและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทางทุกคน แล้วพบกันบนท้องถนน!

ที่มา – ขึ้นทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 “วันพ่อแห่งชาติ” 3 สายทาง รวม 63 ด่าน

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ชูคนดี มีการศึกษา “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ขอแรงสนับสนุนจากคนไทย พาไทยก้าวใหม่

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วยนายศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมต้อนรับและสวมเสื้อสมาชิกพรรคให้กับผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. จำนวน 22 คน สร้างความฮึกเหิมให้กับพรรคเป็นอย่างมาก ผู้สมัครทั้ง 22 คน ต่างมีความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศ และเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ขอเสนอตัวผู้นำประเทศด้วยความรู้และหลักวิชาการ วันนี้มีผู้มีความรู้และอุดมการณ์เสนอตัวรับใช้ประชาชนเป็นผู้นำประเทศนี้ และถึงเวลาแล้วที่วันนี้ทุกคนจะเลิก “ทน” เลิก “จม” และเลิก “จน” กลายเป็นประเทศที่พัฒนาเสียที และขออวยพรให้ทุกคนที่จะมาลงสมัคร เป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคไทยก้าวใหม่ ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ด้วยกัน เป็นความหวังของประชาชน เราทุกคนจะเดินไปพร้อมกัน มาสร้างความเปลี่ยนแปลงในจังหวัดและเขตของท่าน และมาแสดงความยินดีร่วมกัน

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมส่งผู้สมัครทุกภาคทั่วประเทศไทย แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราติดภารกิจในการไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ จึงเลื่อนเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในนามพรรคไทยก้าวใหม่ มาเป็นวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ครบรอบสองเดือนในการเปิดตัวพรรค ถือเป็นวันดี และวันนี้ก็ได้คนคุณภาพที่แท้จริงมาเสนอตัวลงสมัคร เพื่ออาสาเป็นตัวแทนของประชาชน

ส่วนว่าที่ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. ในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก็มีหลายคน วันนี้ทำงานทุ่มเทอยู่ในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชน ขณะที่การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ในกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการเปิดตัวชุดต่อไปในเร็ว ๆ นี้

ส่วนความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ที่จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแน่นอน และก็มีความพร้อม ทั้งชีวิตที่ทุ่มเท ประสบการณ์และความสำเร็จที่เสียสละเพื่อประชาชนมาโดยตลอด และวันนี้ก็ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวแต่มีทีมงานของพรรคที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ เป็นคนที่เป็นมืออาชีพและเสียสละ บอกได้เลยว่าถ้าเลือกเราก็จะได้เราจริงๆ อยากให้ทุกคนมาสนับสนุน พรรคไทยก้าวใหม่ด้วย

ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ

ในการเปิดตัวครั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยการนำเสนอผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และมีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป พรรคฯ มุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

วิสัยทัศน์ของพรรคไทยก้าวใหม่

พรรคไทยก้าวใหม่ มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข โดยพรรคฯ มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และพร้อมที่จะนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง

  • ด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน
  • ด้านสังคม: ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้เข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่ดี
  • ด้านการเมือง: สร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้

การที่ ดร.เอ้ ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคไทยก้าวใหม่ ในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

พรรคไทยก้าวใหม่ มั่นใจว่าด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ นโยบายที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ และการไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ เป็นสัญญาณที่ดีว่า พรรคฯ พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่ ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชน และพร้อมที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชนทุกคน การตัดสินใจเลือกผู้แทนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกำหนดอนาคตของประเทศ

สำหรับใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรรคไทยก้าวใหม่ สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารและนโยบายต่างๆ ของพรรคได้ที่เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของพรรค ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. ดร.เ้ พร้อมชิงนายกฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ไทยก้าวใหม่ เปิดตัว 22 ผู้สมัคร สส. “ดร.เอ้” ประกาศพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ

เสียงเอกฉันท์! ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วม

จากผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นสอบตกในทุกด้าน และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจากโซเชียลมีเดียมากกว่าช่องทางของหน่วยงานรัฐเสียอีก

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 960 คน เกี่ยวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดการน้ำท่วม ประชาชนกว่า 92% ให้คะแนน “แย่มาก” และระดับความไม่พอใจโดยรวมสูงถึง 92.3%

เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็ได้รับการประเมินว่า “สอบตก” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 76.9% ที่มองว่าการช่วยเหลืออยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่” เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอ พบว่าการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง 84.6% มองว่าอยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่”

ความเร็วในการแจ้งเตือนภัยก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดย 46.20% มองว่าความเร็วในการแจ้งเตือนอยู่ในระดับ “แย่มาก” เช่นเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็ถูกประเมินว่า “แย่มาก” และ “แย่” รวมกันถึง 67.3% เลยทีเดียว สำหรับข้อเสนอแนะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยประชาชน 100% เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงในด้านนี้ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและความทั่วถึงของการช่วยเหลือ

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข

  • อันดับ 1: ปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินให้รวดเร็วและทั่วถึง (100%)
  • อันดับ 2: ปรับปรุงเรื่องการระบายน้ำ ติดตั้งและลอกท่อ (92.30%)
  • อันดับ 3: ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (88%)

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 84.60% พึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับทราบข่าวสารและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล และต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การระบายน้ำ และการจัดการข้อมูล การที่ประชาชนหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียในการรับข้อมูลข่าวสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

รัฐบาลควรนำผลสำรวจนี้ไปพิจารณาและปรับปรุงแผนการจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล ชี้สอบตกทุกด้าน

รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2 พร้อมรถรับ-ส่ง

รฟท.ดีเดย์ 5 ธ.ค. 68 เปิดให้บริการ สถานี “ลพบุรี 2” ในโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ เพื่อรองรับขบวนรถทางไกล พร้อมจัดรถบริการรับ-ส่ง ระหว่างสถานีลพบุรี-ลพบุรี 2 อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการช่วงเปลี่ยนผ่านการเดินทาง ส่วนสถานีลพบุรี ยังคงทำหน้าที่ให้บริการขบวนรถชานเมือง รถท้องถิ่น และขบวนรถสินค้าตามปกติ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกำหนดเวลาขบวนรถสายเหนือใหม่ ให้สอดคล้องกับการเปิดใช้สถานีและเวลาเดินขบวนรถปัจจุบัน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟท. ได้มีการดำเนินการก่อสร้าง รถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ งานโยธาสร้างแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จึงกำหนดเปิดใช้อาคารสถานีรถไฟ “ลพบุรี 2” ซึ่งอยู่ในอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นสถานียกระดับเลี่ยงเมืองลพบุรี (สถานีเดียวของโครงการ) เพื่อหลบไม่ให้แนวเส้นทางกระทบต่อพระปรางค์สามยอด ศาลพระกาฬ โบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี มีระยะห่างจากสถานีลพบุรีเดิม ประมาณ 12 กิโลเมตร เปิดให้บริการรองรับขบวนรถไฟทางไกล ขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว ที่มีต้นทางปลายทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 14 ขบวน ซึ่งจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นี้ โดยจะประกาศปรับเปลี่ยนเวลาเดินรถไฟสายเหนือใหม่ เพื่อให้การเดินรถมีความสอดคล้องกับการเปิดใช้สถานีและเวลาปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ได้เพิ่มมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในช่วงการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเดินทาง โดยจัดรถโดยสารบริการรับ-ส่งผู้โดยสารขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน และรถเร็ว ที่มีต้นทางและปลายทางที่สถานีลพบุรี 2 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ระหว่างสถานีลพบุรี – ลพบุรี 2 สำหรับขบวนรถขาขึ้น รถโดยสารจะออกจากสถานีลพบุรี ก่อนขบวนรถออก 30 นาที ส่วนขบวนรถขาล่อง จะจอดรับผู้โดยสารตามกำหนดเวลาขบวนรถที่มาถึงสถานีลพบุรี 2 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 – 5 มีนาคม 2569

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานีลพบุรี 2 เป็นสถานียกระดับ ระยะทาง 19 กิโลเมตร ระหว่างสถานีบ้านกลับ-สถานีโคกกระเทียม (ซึ่งอนาคตจะเป็นสถานีชุมทาง) เป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นพื้นดินสำหรับจอดรถรับ-ส่ง ผู้โดยสาร ส่วนชั้น 2 สำหรับจำหน่ายตั๋วและรองรับผู้โดยสาร ที่จะผ่านไปยังชานชาลา และชั้น 3 เป็นชั้นสำหรับชานชาลารถไฟ ซึ่งสถานีมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งลิฟต์ บันไดทางขึ้น-ลง ห้องสุขา และห้องรับฝากสิ่งของ (ไม่มีบริการรับ-ส่งสัมภาระ)

ส่วนสถานีลพบุรียังคงเปิดให้บริการกลุ่มขบวนรถธรรมดา ขบวนรถชานเมือง และขบวนรถท้องถิ่น จำนวน 13 ขบวนเช่นเดิม รวมถึงขบวนรถสินค้า

นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการยังสามารถตรวจสอบเวลาและตำแหน่งขบวนรถแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ Train Tracking System (TTS) ช่วยให้วางแผนการเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางได้อย่างแม่นยำและมั่นใจยิ่งขึ้น

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปยังสถานีลพบุรี 2 สามารถดาวน์โหลดแผนที่การเดินทางได้ที่ https://maps.app.goo.gl/kdEyxLhVmpZ8yTgo8?g_st=ipc หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2

สิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานีลพบุรี 2

  • อาคาร 3 ชั้น
  • ลิฟต์และบันได
  • ห้องสุขา
  • ห้องรับฝากสิ่งของ

การที่ รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย ช่วยให้การเดินทางด้วยรถไฟสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การมีรถโดยสารรับ-ส่งระหว่างสถานีลพบุรีและสถานีลพบุรี 2 ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย การเปิดใช้สถานีลพบุรี 2 ครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรีอีกด้วย

ที่มา – รฟท. เปิดใช้สถานีลพบุรี 2 โครงการรถไฟทางคู่ รองรับขบวนทางไกล พร้อมจัดรถรับ-ส่ง