วัน: 3 ธันวาคม 2025

เช็กเลย! สถานะเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 flood68.disaster.go.th

อัปเดตวันนี้ เช็กสถานะ “เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568” ล่าสุดผ่านเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th เตรียมรับเงินเยียวยา 9,000 บาท

จากกรณี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อัปเดตความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 4 รูปแบบ ดังนี้

1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป

3. ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

4. ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

โดยวันนี้ (3 ธ.ค. 68) เป็นครั้งที่สามของการโอนเงินเยียวยา โดย ปภ. และธนาคารออมสินจะโอนเงินให้แก่ผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว รวม 70,044 ครัวเรือน แยกเป็นพื้นที่ภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ปัตตานี สงขลา ยะลา รวม 66,187 ครัวเรือน แบ่งเป็น สุราษฎร์ธานี 1,997 ครัวเรือน ปัตตานี 16,953 ครัวเรือน สงขลา 46,976 ครัวเรือน (หาดใหญ่ 5,178 ครัวเรือน) และยะลา 261 ครัวเรือน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 595,683,000 บาท และพื้นที่ภาคกลาง 1 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี จำนวน 3,857 ครัวเรือน วงเงินทั้งสิ้น 34,713,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน โดยเงินจะโอนเข้าบัญชีผู้ประสบภัยในวันนี้ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

วิธีลงทะเบียนยื่นคำร้องขอรับ “เงินเยียวยาน้ำท่วม” ปี 2568

สามารถลงทะเบียนและดำเนินการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

1. ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th 

เพื่อแสดงความจำนงขอรับสิทธิ์การเยียวยา โดยหลังจากยืนยันในระบบแล้ว ให้ไปติดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือผู้นำชุมชน เพื่อยืนยันการได้รับผลกระทบ

  • คลิกแถบสีเหลือง “แบบคำร้อง ขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงฤดูฝน 2568”
  • กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน

2. ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย

  • ดาวน์โหลดแบบคำร้องในเว็บไซต์ หัวข้อ “ดาวน์โหลดแบบคำร้อง”
  • กรอกเอกสารไปยื่นด้วยตัวเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย

วิธีเช็กสถานะเงินน้ำท่วม 9,000 บาท

  • เข้าเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th
  • กรอกเลขที่บัตรประชาชนจำนวน 13 หลัก ไม่ต้องเว้นวรรค
  • คลิก ตรวจสอบสถานะ

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568.

สำหรับใครที่กำลังรอเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 อยู่ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และสถานะของท่านอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับเงินช่วยเหลือ

เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 คืออะไร?

เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 คือ เงินช่วยเหลือที่รัฐบาลมอบให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ โดยมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการรับสิทธิ์ที่แตกต่างกันไป

ขั้นตอนการตรวจสอบสถานะเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568

เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบสถานะเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ท่านสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้:

  • เข้าไปที่เว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th
  • กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักของท่าน
  • คลิกที่ปุ่ม “ตรวจสอบสถานะ”

ระบบจะแสดงผลการตรวจสอบสถานะเงินเยียวยาของท่าน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และสถานะเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ของท่านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

ที่มา – อัปเดตวันนี้ เช็กสถานะเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 https://flood68.disaster.go.th

ปังมาก! ธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาท คว้ารางวัล

ดีใจสุดๆ กับข่าวล่าสุด! ธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทของไทย ได้รับรางวัล “Best New Banknote 2025” จากเวทีนานาชาติ High Security Printing Asia 2025 ข่าวนี้สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศเลยค่ะ

ธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทของไทย คว้ารางวัล “Best New Banknote 2025”

เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จอีกก้าวของประเทศไทย เมื่อธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทของไทย คว้ารางวัลระดับโลก “Best New Banknote 2025” จากงานประชุม High Security Printing Asia ครั้งที่ 25 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย รางวัลนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสามารถของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีธนบัตรให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ธนบัตรพอลิเมอร์

ทำไมธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทถึงได้รับรางวัล

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทของไทยถึงได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ คำตอบคือ ธนบัตรพอลิเมอร์ของไทยนั้นโดดเด่นในเรื่อง:

  • เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย: มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการพิมพ์ ทำให้ยากต่อการปลอมแปลง
  • ความปลอดภัยสูง: มีคุณสมบัติพิเศษด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อน ช่วยป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความทนทาน: วัสดุพอลิเมอร์มีความทนทานต่อการใช้งาน ทำให้ธนบัตรมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
  • การออกแบบที่สวยงาม: มีการออกแบบที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความเป็นไทย

งาน High Security Printing Asia จัดขึ้นโดย Reconnaissance International ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการวิจัยและจัดงานเกี่ยวกับธนบัตรและสิ่งพิมพ์มีค่าต่างๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารกลาง หน่วยงานรัฐ และองค์กรต่างๆ จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน

การได้รับรางวัล “Best New Banknote 2025” ของธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทของไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความสำเร็จของประเทศไทยในด้านเทคโนโลยีธนบัตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศอีกด้วย หวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะยังคงพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้กับระบบการเงินของประเทศต่อไป

ต่อไปนี้เวลาใช้จ่าย ลองสังเกตความสวยงามและความพิเศษของธนบัตรพอลิเมอร์ของเรานะคะ ภูมิใจที่เรามีธนบัตรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล!

ที่มา – ธนบัตรพอลิเมอร์ 50 และ 100 บาทของไทย คว้ารางวัล “Best New Banknote 2025”

โปรแกรมบอลวันนี้

แฟนบอลเตรียมมันได้เลย สำหรับ โปรแกรมบอลวันนี้ ที่มีให้ติดตามกันแบบไม่พัก ทั้งจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกยุโรปชั้นนำ และรายการต่างประเทศอีกเพียบ หลายทีมใหญ่ลงสนามครบ ทำให้บรรดาแฟนลูกหนังเตรียมลุ้นผลกันยาวตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงดึก

ในส่วนของ พรีเมียร์ลีก มีคู่สำคัญที่น่าจับตา ทั้งทีมลุ้นพื้นที่หัวตาราง และทีมต้องการแต้มหนีโซนอันตราย ส่วนลีกยุโรปไม่ว่าจะเป็น ลาลีกา สเปน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี, และ บุนเดสลีกา เยอรมนี ต่างมีเกมใหญ่ชี้ชะตาอันดับให้ได้ตามเชียร์อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ฝั่งเอเชียก็ไม่แพ้กัน หลายทีมจากลีกญี่ปุ่น–เกาหลี และบอลถ้วยโซนเอเชียมีโปรแกรมลงแข่งในช่วงบ่าย ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้แฟนบอลได้เลือกชมตามความชอบ

วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่ตารางบอลแน่นเป็นพิเศษ ใครเชียร์ทีมไหนอย่าลืมเช็กโปรแกรมให้ดี เตรียมลุ้นแบบสด ๆ กันได้ตามช่องถ่ายทอดต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน

โปรแกรมบอลวันนี้

📅 โปรแกรมบอลวันนี้ (3 ธ.ค. 2568) — คู่เด่น & ช่องถ่ายทอดสด

ตามตารางจากแหล่งข่าวล่าสุด มีแมตช์สำคัญจากหลายลีกทั่วโลกให้ติดตาม ดังนี้: https://sport.trueid.net+2www.thairath.co.th+2

เวลา (ไทย)คู่แข่งขัน / รายการช่อง / ช่องทางถ่ายทอด / หมายเหตุ
03:15 น.Liverpool vs Sunderland (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)ถ่ายทอดสด (ตามประกาศ) www.thairath.co.th+1
แมตช์อื่นในพรีเมียร์ลีก & ลีกต่างประเทศ — ตรวจตารางแบบเต็มตามตารางจากเว็บโปรแกรมบอลวันนี้ Siam Sport+2pptvhd36.com+2
(เพิ่มเติม)รายการแข่งขันใน โซนยุโรป / ลีกต่างประเทศ & นัดถ้วย – ตรวจโปรแกรมย่อยดูตารางรวมในเว็บไซต์โปรแกรมบอลวันนี้ Siam Sport+1

📌 หมายเหตุ: เวลาบางคู่และช่องถ่ายทอดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศล่าสุด — แนะนำให้เช็กย้อนหลังที่เว็บข่าวหรือเว็บถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการก่อนดู

โปรแกรมบอลวันนี้! พรีเมียร์ลีก–ยุโรป พร้อมลงสนาม แฟนบอลเตรียมลุ้นทุกคู่

วันนี้ (3 ธันวาคม 2568) วงการฟุตบอลคึกครื้นแบบสุดขีด เมื่อโปรแกรมการแข่งขันทั้งลีกใหญ่ในยุโรปและบอลถ้วยหลายรายการเตรียมลงฟาดแข้ง พร้อมกันหลายคู่ โดยไฮไลต์สำคัญคือเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล พบ ซันเดอร์แลนด์ ในศึก Premier League คืนนี้ เวลา 03:15 น. ตามเวลาประเทศไทย — เปิดโอกาสให้แฟน “หงส์แดง” และสาวก “แมวดำ” ได้ลุ้นกันยาวถึงดึก www.thairath.co.th+1

แต่ไม่ใช่แค่พรีเมียร์ลีกที่แฟนบอลต้องจับตา — คืนนี้ยังมีแมตช์จากลีกยุโรป ลีกต่างประเทศ และบอลถ้วยหลายรายการ ให้เลือกเชียร์ได้ตามใจ พร้อมด้วยโปรแกรมถ่ายทอดสดที่อัปเดตเรียลไทม์จากหลากหลายช่องทาง https://sport.trueid.net+2TNN Thailand+2

สำหรับผู้ที่อยากติดตามครบทุกแมตช์ — สามารถเช็ก “ตารางโปรแกรมบอลวันนี้ + ช่องถ่ายทอดสด + ผลบอลสด” จากแหล่งข่าวกีฬาโดยตรง เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของเกมลูกหนังโลก

ข่าวกีฬา

ผู้การ ปอศ. ไขเหตุผล ตร. ไม่รับมอบตัว “นานา”

จากกรณีข่าวการจับกุม “นานา ไรบีนา” หรือที่รู้จักกันในชื่อ นานา ไทเทเนียม ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงกระบวนการทำงานของตำรวจ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าทำไมตำรวจถึงไม่รับมอบตัวนานาตั้งแต่แรก ล่าสุด ผู้การ ปอศ. เปิดเหตุผล ตร. ไม่รับมอบตัว “นานา” แล้ว พร้อมเผยรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมมูลค่าสูงถึง 195 ล้านบาท

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. ได้ออกมาให้ข้อมูลถึงเหตุผลที่ตำรวจไม่รับมอบตัวนานาในตอนแรก ก่อนที่จะมีการออกหมายจับในภายหลัง โดยระบุว่า มีกลุ่มเพื่อนสนิทของนานาททยอยเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด 17 ปาก ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานเศรษฐกิจและการคลัง เพื่อประกอบการพิจารณา

จากการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด พนักงานสอบสวนจึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับและหมายค้น จนนำไปสู่ปฏิบัติการเข้าจับกุมในช่วงเช้าที่ผ่านมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้หลายรายการ เช่น รถยนต์ กระเป๋าแบรนด์เนม ของสะสม Art toy เครื่องเพชร เครื่องประดับ และนาฬิการวมมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท

ผู้การ ปอศ. เปิดเหตุผล ตร. ไม่รับมอบตัว “นานา”

ผบก.ปอศ. อธิบายเพิ่มเติมว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาคือการชักชวนผู้เสียหายซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทและคนใกล้ชิด จำนวน 17 ราย เข้าร่วมลงทุนในกิจกรรมต่างๆ โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 195 ล้านบาท ลักษณะการชักชวนลงทุนมีหลายรูปแบบ เช่น ชวนลงทุนปล่อยสินเชื่อ ปล่อยเงินกู้ โดยอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงถึง 4-7 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีการอุปโลกน์เรื่องการเทรดหุ้นและการลงทุนอื่นๆ ที่ไม่มีอยู่จริง

นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายบางรายที่ถูกชักชวนให้ลงทุนทำสนามบาสเกตบอล และลงทุนเปิดร้านอาหารระดับประเทศ โดยหนึ่งในผู้เสียหายที่ปรากฏเป็นข่าวคือ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ ซึ่งถูกชักชวนให้ลงทุนในร้านอาหารที่สหรัฐอเมริกา มูลค่า 3 ล้านบาท แต่สุดท้ายแล้วไม่มีการลงทุนเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายหลายรายมีความประสงค์ที่จะไม่เปิดเผยตัวตน

เหตุผลที่ไม่รับมอบตัว และการดำเนินการหลังจากนี้

สำหรับประเด็นที่ว่าทำไมตำรวจถึงไม่รับมอบตัวนานาเมื่อครั้งที่ทนายความนำตัวมาพบนั้น ผู้การ ปอศ. เปิดเหตุผล ตร. ไม่รับมอบตัว “นานา” ว่า เนื่องจากขณะนั้นเป็นช่วงนอกเวลาราชการ และพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ออกหมายจับนานา ทำให้ไม่มีอำนาจควบคุมตัวได้ การจะออกหมายเรียกหรือหมายจับเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน แต่ในคดีนี้มีอัตราโทษเกิน 3 ปี พนักงานสอบสวนจึงสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกก่อน

ในส่วนของการสอบสวน นานาได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ขอให้การในชั้นศาล โดยอ้างว่าไม่ทราบว่าการกู้ยืมเงินในลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย และคิดว่าจะสามารถหาเงินมาชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายได้ สำหรับการยื่นประกันตัวนั้น พนักงานสอบสวนจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการประกันตัวเช่นกัน

ความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ถือเป็นความผิดมูลฐานในคดีฟอกเงิน ซึ่งได้มีการรายงานไปยัง ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) แล้ว ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจะต้องถูกพิจารณาว่าได้มา ก่อนหรือหลัง การกระทำความผิด โดยความผิดหลักเกิดขึ้นประมาณเดือนกันยายนปี 2565 ดังนั้นทรัพย์สินทั้งหมดจึงต้องถูกตรวจสอบและส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการต่อไป

สำหรับ เวย์ ไทเทเนี่ยม สามีของนานา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ตำรวจยืนยันว่าจะทำการตรวจสอบในทุกมิติ

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ให้ระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

ที่มา – ผู้การ ปอศ. เปิดเหตุผล ตร. ไม่รับมอบตัว “นานา” เผยมูลค่าความเสียหายร่วม 195 ล้าน

มอบอาคารหอพักครูหลังใหม่ โคราช เติมกำลังใจ

มีพิธีส่งมอบอาคารหอพักครูหลังใหม่ โรงเรียนบ้านปรางคล้า ต.หมูสี อ.ปากช่อง สำหรับครูทั้งโรงเรียนใช้พัก หวังเสริมสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยมั่นคงและปลอดภัยของบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนบ้านปรางคล้า ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีส่งมอบอาคารหอพักครูหลังใหม่โรงเรียนบ้านปรางคล้า คืนพลังใจให้ครูผู้เสียสละ โดยมูลนิธิอิ่มอกอิ่มใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยการจัดเตรียมที่อยู่อาศัยในรูปแบบได้มาตรฐาน มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม พร้อมระบบสาธารณูปโภคจำเป็น รวมทั้งเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการปฏิบัติหน้าที่การจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ เสริมสร้างโอกาสเข้าถึงสวัสดิการที่อยู่อาศัยมั่นคงและปลอดภัย อีกทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการปรับปรุงอาคารเดิม หรือ สร้างใหม่ โดยมี พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ นางใกล้รุ่งระวี จำปาหอม ผอ.โรงเรียนบ้านปรางคล้า พ.ต.อ.ชูเกียรติ แก้วอาจ ผกก.สภ.หมูสี นายวิโรจน์ อรุณพันธ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารเขาใหญ่ ดร.นภาพรรณ นาดี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนบ้านปรางคล้า เข้าร่วม

ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าวว่า หอพักแห่งใหม่นี้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการดูแลสวัสดิการครู ปัจจุบันทั่วประเทศมีบ้านพักครูกว่า 4 หมื่นหลัง แต่ใช้งานได้เพียง 1 หมื่นหลัง ที่เหลือทรุดโทรมหนักจึงต้องเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงอจริงจัง สำหรับหอพักครูหลังใหม่โรงเรียนบ้านปรางคล้ามีครบ 12 ห้อง เพียงพอกับครูทั้งโรงเรียน ถือเป็นตัวอย่างระดับประเทศ ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ขอบคุณมูลนิธิอิ่มอกอิ่มใจและภาคเอกชนที่ร่วมเป็นพลังสำคัญ

น.ส.จิณิณ ตระการสืบกุล ประธานมูลนิธิอิ่มอกอิ่มใจ กล่าวว่า อาคาร 2 ชั้น แห่งนี้ สร้างบนพื้นที่ 3 งาน รวม 12 ห้อง ขนาด 24 ตารางเมตรต่อห้อง โดยตั้งใจให้เป็นต้นแบบหอพักครูพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง โดยแนวคิดของมูลนิธิฯ เริ่มจากการสร้างคน เชื่อว่า ถ้าเด็กได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดี เด็กจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนได้ ซึ่งหอพักนี้ จะช่วยปลุกหัวใจครูให้มีพลังในการสอนและเติมรอยยิ้มในทุกวันของการทำงาน

น.ส.วรรณภา เกตุกลางดอน ตัวแทนครูโรงเรียนบ้านปรางคล้า กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้ที่พักใหม่ เพราะครูหลายคนมาจากต่างถิ่น การมีที่พักดีครบทุกอย่างหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยถือเป็นกำลังใจสำคัญหลังจากทุ่มเทสอนเด็กมาตลอดทั้งวัน ฝากถึงผู้ใหญ่ในพื้นที่อื่นให้เห็นความสำคัญของสวัสดิการครูเช่นกัน โดยพิธีส่งมอบในวันนี้ ไม่เพียงเป็นการสร้างอาคาร แต่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูผู้เสียสละและอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสวัสดิการครูทั่วประเทศในอนาคต

มอบอาคารหอพักครูหลังใหม่

ทำไมหอพักครูหลังใหม่ถึงสำคัญ?

การมีหอพักครูหลังใหม่ที่ได้มาตรฐานและสะดวกสบายนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครู และส่งผลดีต่อการศึกษาของนักเรียนในระยะยาว ครูที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความสุขในการทำงาน ย่อมสามารถทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่ดีขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ การมีหอพักครูยังช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรครูที่มีคุณภาพให้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้อีกด้วย

ประโยชน์ของการมีหอพักครูคุณภาพ

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: ครูที่พักอาศัยอย่างสะดวกสบายจะรู้สึกมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น
  • ดึงดูดครูเก่ง: หอพักที่ดีช่วยดึงดูดครูที่มีความสามารถให้มาสอนในโรงเรียน
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย: ครูไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าบ้าน ทำให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น
  • ส่งเสริมการศึกษา: เมื่อครูมีความสุข นักเรียนก็จะได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น

การส่งมอบอาคารหอพักครูหลังใหม่ที่โรงเรียนบ้านปรางคล้าในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและส่งเสริมการศึกษาในพื้นที่ จ.นครราชสีมา หวังว่าโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้หน่วยงานอื่นๆ หันมาให้ความสำคัญกับสวัสดิการของครูมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ที่มา – มอบอาคารหอพักครูหลังใหม่ให้ ร.ร.ใน จ.นครราชสีมา หวังให้มีที่พักมาตรฐานและเติมกำลังใจ

“อนุทิน” ยันยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วม เชื่อแพทย์

“นายกฯ อนุทิน” เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช หลังสะพัดมียอดหลักพัน บอกปล่อยให้ระบายแล้วจบ ทำงานต่อ หลังมีคลิป “ชาดา” ไล่ตะเพิด “นายกฯ แป้น”

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ โลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอ ขณะนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ไล่นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หรือนายกฯ แป้น ออกจากตำแหน่งในระหว่างที่ร่วมประชุมทีมบริหารจังหวัดสงขลา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่มีตนเองอยู่ในขณะนั้นด้วยว่า ตนได้บอกนายชาดาให้ใจเย็นๆ เชื่อว่าท่านอยู่ในพื้นที่หลายวันคงจะมีอินเนอร์ ไม่เป็นไร เวลาที่ทำงาน หากใครเจตนาดีตนจะปล่อยให้ระบาย เมื่อระบายแล้วก็จบ ระบายแล้วก็เห็นใจกัน ไปแสวงหาความร่วมมือกัน

ส่วนประเด็นค่าปลงศพ รายละ 2 ล้านบาท จังหวัดอื่นได้ด้วยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เรื่องนี้ได้ตอบชัดเจนแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตชาวมุสลิมที่ได้ประกอบพิธีไปก่อนหน้านี้จะได้ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี บอกว่า จะต้องมีผลชันสูตร โดยเรายึดผลชันสูตรของแพทย์เป็นหลัก

ส่วนที่หลายฝ่ายออกมาระบุว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยมากกว่า 1 พันร่าง นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ตนเชื่อแพทย์ ตนเชื่อกระทรวงสาธารณสุข เชื่อสถาบันนิติเวช หน่วยงานของราชการ ส่วนความเห็น อย่างที่ตนบอก ปล่อยให้ทุกคนได้ระบายออกมา เวลาใครระบายมาก็เป็นเรื่องดี จะได้ไปตรวจสอบว่ามีอะไรตกค้างตกหล่นหรือไม่ ดูแล้วไม่มีอะไรเป็นนัยสำคัญ ต้องยึดความเห็นของแพทย์เป็นหลัก เราต้องทำแบบเปิดเผย คนที่เสียชีวิตทุกคนมีญาติมีครอบครัว ถ้าใครหายไปโดยที่ไม่ได้รับการแจ้ง คิดว่าเอาไปซ่อน ไม่รู้ว่าจะเอาไปซ่อนที่ไหน เพราะไม่มีความจำเป็นต้องซ่อน ไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรที่ปิดบังประชาชน นี่เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ มีอะไรต้องเปิดเผยกัน จะได้รับฟังความเห็นข้อเสนอแนะ ตนรับฟังหมด อันไหนดีก็เอาไปปฏิบัติ รวมให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้น

“อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ประเด็นเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตกลายเป็นข้อถกเถียงที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ข้อมูลที่แตกต่างกันจากหลายแหล่งทำให้เกิดความสับสนและความไม่แน่ใจในหมู่ประชาชน

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากแพทย์และสถาบันนิติเวช ในการยืนยัน“อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช ที่แท้จริง

ทำไมต้องเชื่อแพทย์และสถาบันนิติเวช?

นายอนุทินให้เหตุผลว่า ข้อมูลจากแพทย์และสถาบันนิติเวชมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีกระบวนการตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน การชันสูตรพลิกศพเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต และข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และการป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต

การที่นายกรัฐมนตรีออกมา“อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช ในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วม การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างรัฐบาลและประชาชน

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน การรับฟังความคิดเห็น และการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทย

ดังนั้น การที่ “อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบและยืนยันข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือและการเยียวยาเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม และเพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่

“ผบ.ทร.” เผย เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่ เหลือ “ร.ล.อ่างทอง” คอยลำเลียงความช่วยเหลือ พร้อมเกาะติด ปริมาณฝนช่วง ธ.ค.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงการช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล ได้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนในห้วงวิกฤตในส่วนที่คนอื่นทำไม่ได้เสร็จสิ้นแล้ว และได้เดินทางกลับที่ตั้งแล้วหลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่ยังคงให้เรือหลวงอ่างทองประจำการอยู่ต่อ เพื่อลำเลียงสิ่งของความห่วงใยจากประชาชนส่วนกลางและไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ผบ.ทร.กล่าวต่อว่า กองทัพเรือมีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนตามภาระหน้าที่ในทุกโอกาส เช่นเดียวกับที่มีการคาดการณ์ว่าช่วงเดือนธันวาคมจะมีฝนตกหนักอีกรอบ ซึ่งจะไม่น้อยไปกว่าเดือนพฤศจิกายน โดยทางกองทัพเรือได้เฝ้าติดตามอยู่ และมีความพร้อมในการรับมือ

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้คลี่คลายลงแล้ว ทำให้ภารกิจหลักของเรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือยังคงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยเรือหลวงอ่างทองยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่เพื่อลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็น

การปฏิบัติภารกิจของเรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพเรือในการช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบภัยพิบัติ ด้วยขีดความสามารถในการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ รวมถึงการปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ทำให้กองทัพเรือสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที

บทบาทของเรือหลวงอ่างทอง

แม้ว่าภารกิจหลักของเรือหลวงจักรีนฤเบศรจะสิ้นสุดลง แต่เรือหลวงอ่างทองยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัย โดยมีหน้าที่หลักในการลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์จากส่วนกลางไปยังพื้นที่ที่ต้องการ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การสุขาภิบาล และการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหาย

  • ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์: อาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ
  • ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์: จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาแก่ผู้ประสบภัย
  • สนับสนุนการสุขาภิบาล: จัดรถสุขาเคลื่อนที่และให้ความรู้ด้านสุขอนามัย
  • ซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง: ช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย

กองทัพเรือยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักอีกระลอก หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน กองทัพเรือก็พร้อมที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กองทัพเรือขอขอบคุณทุกหน่วยงานและประชาชนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยทุกท่านให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

สถานการณ์อุทกภัยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การเตรียมความพร้อมและการมีระบบการจัดการที่ดี จะช่วยลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต และการพัฒนาระบบการเตือนภัยและการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่ เหลือ “รล.อ่างทอง” ลำเลียงความช่วยเหลือ

มาเลเซียรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. นี้

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีเที่ยวบิน MH370 ที่หายสาบสูญไปกว่า 10 ปี! กระทรวงคมนาคมมาเลเซียได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะทำการรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. นี้ โดยมอบหมายให้บริษัท Ocean Infinity ดำเนินการค้นหาซากเครื่องบินที่หายไป พร้อมเงื่อนไขพิเศษ หากพบซากเครื่องบิน รัฐบาลมาเลเซียพร้อมจ่ายเงินสูงถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับเที่ยวบิน MH370 เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 777 ที่บรรทุกผู้โดยสาร 227 คนและลูกเรือ 12 คน ได้หายไปจากจอเรดาร์อย่างลึกลับในระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014 ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือเป็นอย่างมาก ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและมาเลเซีย รวมถึงผู้โดยสารจากชาติอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย อเมริกา ดัตช์ และฝรั่งเศส

มาเลเซียรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค.

แถลงการณ์จากกระทรวงคมนาคมมาเลเซียระบุว่า บริษัท Ocean Infinity ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีใต้น้ำ ได้ยืนยันที่จะกลับมาเริ่มปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินที่ก้นทะเลอีกครั้ง เป็นระยะเวลา 55 วัน โดยจะทำการค้นหาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับการประเมินว่าเป็นจุดที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่เครื่องบินจะอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุตำแหน่งที่ชัดเจนของพื้นที่ค้นหาแต่อย่างใด

ปฏิบัติการค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. นี้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลมาเลเซียและ Ocean Infinity โดยมีเงื่อนไขว่ามาเลเซียจะจ่ายเงิน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมีการค้นพบซากเครื่องบินอย่างมีนัยสำคัญในบริเวณก้นมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักการ “ไม่พบ ไม่จ่าย” เช่นเดียวกับการค้นหาก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

การค้นหาครั้งล่าสุดในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาถูกระงับไปเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคสำคัญ

ก่อนหน้านี้ Ocean Infinity เคยเป็นผู้นำในการค้นหาที่ไม่ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2018 ก่อนที่จะตกลงที่จะเริ่มการค้นหาใหม่อีกครั้งในปีนี้

การค้นหาครั้งแรกนำโดยออสเตรเลีย ครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 120,000 ตารางกิโลเมตร ในมหาสมุทรอินเดียเป็นเวลานานกว่า 3 ปี แต่ไม่พบร่องรอยของเครื่องบิน นอกเหนือจากชิ้นส่วนเศษซากเล็กน้อยที่ถูกคลื่นซัดไปติดชายฝั่งแอฟริกาและตามเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย

ความหวังและความมุ่งมั่นในการค้นหา MH370

รายงานความยาว 495 หน้าเมื่อปี 2018 เกี่ยวกับการหายสาบสูญ ระบุว่าระบบควบคุมของเครื่องบินโบอิ้ง 777 น่าจะถูกบิดเบือนเส้นทางโดยเจตนา แต่ผู้สอบสวนไม่สามารถระบุผู้รับผิดชอบ หรือให้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่าต้องรอการค้นพบซากเครื่องบินเพื่อไขปริศนา

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียกล่าวเสริมว่า การดำเนินการล่าสุดนี้เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่จะให้ความชัดเจนและยุติเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมนี้ โดยญาติผู้เสียหายได้แสดงความหวังว่าการค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. ครั้งใหม่อาจนำมาซึ่งคำตอบที่รอคอยมานาน

การรื้อฟื้นการค้นหา MH370 ในครั้งนี้ถือเป็นความหวังครั้งใหม่ของญาติผู้สูญเสีย และเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่จะคลี่คลายปริศนาการหายสาบสูญของเที่ยวบิน MH370 ให้ได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการค้นหาครั้งนี้จะนำมาซึ่งความกระจ่างและช่วยเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้สูญเสียต่อไป

ที่มา – มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 10 ปี

สลด! ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลอง พบ 9 ศพ

เกิดเหตุสลด รถฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลองชลประทานในจังหวัดราชบุรี พบผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ อัดแน่นอยู่ภายในรถ คาดว่าเป็นแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหารถกระบะต้องสงสัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 3 ธันวาคม 2568 พ.ต.ต.คชา อ่อนเหลา สว.สอบสวน สภ.ปากท่อ ได้รับแจ้งเหตุร้าย รถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีเทา ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลองชลประทาน ในพื้นที่หมู่ 4 บ้านหนองกระทุ่ม ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

หลังรับแจ้งเหตุ ได้รายงานไปยัง พ.ต.อ. พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.ปากท่อ และเดินทางไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อไปถึง พบเพียงส่วนหลังคาของรถโผล่พ้นน้ำในคลองชลประทานขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงประสานรถยกเพื่อทำการกู้ซากรถขึ้นจากน้ำ

หลังจากที่รถถูกยกขึ้นมาได้ เจ้าหน้าที่ต้องพบกับภาพที่น่าสลดใจ เมื่อพบศพผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ อัดแน่นอยู่ภายในรถ สภาพศพทั้งหมดมีลักษณะคล้ายชาวต่างด้าว และที่ข้อมือของทุกศพมีสายรัดข้อมือสีฟ้าผูกอยู่ สภาพรถพบว่ายางหลังแตก กระจกหน้าและกระจกหลังแตกเสียหาย ซึ่งคาดว่าเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรงขณะที่รถตกลงไปในน้ำ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาย 8 ราย และหญิง 1 ราย นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีผู้ที่สามารถออกมาจากรถได้จำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

พยานผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า ขณะที่กำลังวิดน้ำเข้านา ได้สังเกตเห็นรถฟอร์จูนเนอร์คันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็ว โดยมีรถกระบะสีดำขับตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด ก่อนที่รถฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลอง คาดว่ายางอาจจะแตก ทำให้รถเสียการควบคุมและพุ่งลงไปในคลอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ ได้มีชายจำนวนหนึ่ง (ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด) ปีนออกจากรถและว่ายน้ำขึ้นฝั่ง โดยหนึ่งในนั้นคาดว่าเป็นชายไทย ซึ่งน่าจะเป็นคนขับรถ ส่วนคนที่เหลือมีลักษณะคล้ายชาวต่างด้าว ได้มีรถกระบะมารับผู้ที่หนีออกมาจากรถประมาณ 4-6 คน ก่อนจะขับหลบหนีไป พยานจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ จนกระทั่งพบศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดภายในรถ จากข้อมูลที่มี ณ ขณะนี้ คาดว่าภายในรถที่ประสบอุบัติเหตุนั้น มีผู้โดยสารทั้งหมดประมาณ 13-15 คน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากท่อ ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบสวนและสืบสวนหาเบาะแสของรถกระบะต้องสงสัย พ.ต.อ. พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.ปากท่อ ได้สั่งการให้เร่งคลี่คลายคดีอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และพฤติการณ์ในคดีมีความผิดปกติอย่างชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลอง สลดพบผู้เสียชีวิต 9 ศพ

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลอง

  • จำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงถึง 9 ศพ บ่งชี้ถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุ
  • การที่ผู้เสียชีวิตมีลักษณะคล้ายแรงงานต่างด้าว ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสถานะและการเดินทางของพวกเขา
  • การปรากฏตัวของรถกระบะต้องสงสัย และการที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนหลบหนีไป ทำให้คดีมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องขับรถในสภาพถนนที่ไม่คุ้นเคย หรือในเวลากลางคืน การตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

ที่มา – ฟอร์จูนเนอร์เสียหลักตกคลอง สลดพบผู้เสียชีวิต 9 ศพ อัดแน่นในรถ