วัน: 4 ธันวาคม 2025

อดีตเลขาฯ นายกฯ มาเลเซีย โดนข้อหารับสินบน

อดีตเลขานุการส่วนตัวอาวุโสของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และนักธุรกิจคนดัง ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาต่อศาลในคดีรับและเสนอสินบนรวม 8 กระทง มูลค่ากว่า 176,829 ริงกิต (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) เชื่อมโยงกับการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ ด้านศาลอนุญาตประกันตัว พร้อมสั่งห้ามยุ่งกับพยาน

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม คือนายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน วัย 50 ปี และนักธุรกิจ อัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง วัย 37 ปี ให้การปฏิเสธต่อข้อหาเกี่ยวกับการให้และรับสินบนรวมมูลค่า 176,829.03 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 1,374,263 บาท) ต่อหน้าศาลชั้นต้นกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (4 ธ.ค.)

นายชัมซุล ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเลขานุการการเมืองอาวุโสของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ถูกดำเนินคดี 4 ข้อหาตามกฎหมายปราบปรามทุจริต มาตรา 17(ก) โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการรับเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากนายเตย์ เพื่อช่วยประสานงานอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

ข้อกล่าวหาแรกระบุว่าเขายอมรับเงินสด 100,000 ริงกิต จากนายเตย์ที่ลานจอดรถโรงแรมมาเจสติก ในกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2023 ในข้อหาที่สอง เขาถูกกล่าวหาว่ารับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 14,580.03 ริงกิต เมื่อ 31 ม.ค. 2024 ที่บ้านพักย่านบูกิตบันดารายา ต่อมาในข้อหาที่สาม เขาถูกกล่าวหาว่ารับเงินสดอีก 40,000 ริงกิตเมื่อ 29 ม.ค. ปีที่แล้ว และข้อหาที่สี่เป็นเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 22,249 ริงกิต

ด้านนายเตย์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาการให้สินบนในช่วงระหว่าง พ.ย. 2023 ถึง มี.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าเท่ากัน โดยเขาถูกนำตัวขึ้นศาลพร้อมกับชัมซุลในช่วงเช้า ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ปราบปรามทุจริตมาเลเซีย (MACC)

หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด นายชัมซุลอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมค่าปรับไม่น้อยกว่า 5 เท่าของมูลค่าสินบน หรืออย่างน้อย 10,000 ริงกิต ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 8 ม.ค. โดยอนุญาตให้ประกันตัว 150,000 ริงกิต พร้อมเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อ MACC เดือนละครั้ง ส่งมอบหนังสือเดินทาง และห้ามยุ่งเหยิงพยานฝ่ายโจทก์

MACC เปิดเผยว่าทั้งสองจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในศาลชาฮ์อาลัมในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยรายอื่น โซเฟีย รีนี บุยอง ผู้ถูกระบุว่าเป็นตัวแทนของชัมซุล ถูกจับกุมเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แต่จะไม่ถูกตั้งข้อหา เนื่องจากถูกจัดเป็นพยานฝ่ายโจทก์

ก่อนการเลือกตั้งรัฐซาบาห์เมื่อ 29 พ.ย. เว็บไซต์มาเลเซียกินี รายงานว่านายเตย์กล่าวหาว่าได้โอนเงินรวม 629,000 ริงกิตให้นายชัมซุล เพื่อใช้ปรับปรุงบ้าน ซื้อซิการ์ และตัดสูท โดยข้อมูลนี้เผยแพร่ไม่นานหลังจากนายชัมซุลประกาศลาออก จากกรณีเกี่ยวกับหนังสือรับรองประกอบการประมูลโครงการของรัฐ จนสร้างแรงกระเพื่อมในช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งรัฐซาบาห์ ซึ่งพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน ของนายกฯ อันวาร์ คว้าได้เพียง 1 จาก 22 ที่นั่งที่ลงแข่ง

รายงานระบุว่านายเตย์มีความขัดแย้งรุนแรงกับพรรครัฐบาลท้องถิ่น Gabungan Rakyat Sabah หลังใบอนุญาตสำรวจแร่ของเขาถูกยกเลิก และเขาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่จากการเผยแพร่วิดีโอแอบถ่ายที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาติดสินบนกับนักการเมืองท้องถิ่น แม้เขาจะยืนยันว่าตนเป็นผู้เปิดโปง แต่เขาก็ถูกตั้งข้อหาร่วมกับนักการเมืองซาบาห์ 2 ราย ในคดีให้และรับสินบนเช่นกัน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดปฏิเสธการกระทำผิด โดยระบุว่าเตย์กำลังตอบโต้หลังไม่ได้รับสัญญาจากภาครัฐ.

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลมาเลเซีย นอกจากนี้ มูลค่าของสินบนที่ถูกกล่าวหาก็สูงพอสมควร ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

จากรายงานข่าวพบว่า นายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนในรูปแบบต่างๆ ทั้งเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้ นายอัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง ได้รับอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขัดต่อหลักธรรมาภิบาล

การที่ อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงมีอยู่ในสังคมมาเลเซีย และเป็นความท้าทายที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการและนักการเมืองทุกคนว่า การกระทำทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของตนเองได้ นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับความคืบหน้าของคดี อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน นั้น จะต้องติดตามกันต่อไปว่าศาลจะตัดสินอย่างไร และจะมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคมมาเลเซียในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันต่อไป

ที่มา – อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC

ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC

Watch trailer for Robbie Savage: Managing Macclesfield FC

ชมตัวอย่างสารคดีใหม่จาก BBC เรื่อง ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC

Robbie Savage ลงมือจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง รับงานผู้จัดการทีมฟุตบอลเป็นครั้งแรก แต่เขาจะเสียใจกับการตัดสินใจนี้หรือไม่?

Watch now on BBC iPlayer.

  • Section
  • Published

เตรียมพบกับเรื่องราวสุดเข้มข้นของ Robbie Savage อดีตนักเตะชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลอาชีพเต็มตัวในสารคดีชุดใหม่ล่าสุด! สารคดี ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC จะพาคุณไปเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานและความท้าทายต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญในการคุมทีม Macclesfield FC ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลเล็กๆ ในลีกอังกฤษ

ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC

สารคดีชุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของการทำทีมฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น, ความฝัน, และความเสียสละ เพื่อที่จะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จให้ได้ Robbie Savage ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งเรื่องงบประมาณที่จำกัด, ผู้เล่นที่ขาดประสบการณ์, และความกดดันจากแฟนบอล เขาจะสามารถนำพาทีม Macclesfield FC ให้ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้อย่างไร?

ทำไมต้องดู ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC

  • เจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของผู้จัดการทีมฟุตบอล: สารคดีจะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์จริงในการบริหารจัดการทีมฟุตบอล ตั้งแต่การฝึกซ้อม, การวางแผนการเล่น, การเจรจาซื้อขายนักเตะ, ไปจนถึงการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในและนอกสนาม
  • แรงบันดาลใจจากความมุ่งมั่น: Robbie Savage เป็นตัวอย่างของคนที่กล้าที่จะทำตามความฝันของตัวเอง แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เขาก็ไม่ย่อท้อและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จ
  • เรื่องราวที่เข้าถึงอารมณ์: สารคดีไม่ได้เน้นแค่เรื่องราวของฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่น, โค้ช, และแฟนบอล ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกอินไปกับเรื่องราวและเอาใจช่วยทีม Macclesfield FC

ชมตัวอย่าง Robbie Savage คุมทีม Macclesfield FC เป็นสารคดีที่ไม่ควรพลาดสำหรับแฟนฟุตบอลและผู้ที่สนใจในเรื่องราวของความมุ่งมั่นและความสำเร็จ เตรียมตัวพบกับเรื่องราวที่เข้มข้น, สนุกสนาน, และสร้างแรงบันดาลใจ ได้เร็วๆ นี้!

สารคดีชุดนี้เป็นมากกว่าเรื่องราวของกีฬา เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น, ความทุ่มเท, และความรักในสิ่งที่ทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

ที่มา – Watch trailer for Robbie Savage: Managing Macclesfield FC

นักท่องเที่ยวปลอดภัย! อุทกภัยภาคใต้ กับ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยความคืบหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ทั้ง 800 คน ปลอดภัยดี และทยอยส่งกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมขอบคุณมิตรประเทศ ญี่ปุ่น-เกาหลี ที่ส่งสิ่งของช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าของศูนย์ประสานงานช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางศูนย์ได้รับแจ้งจากฝ่ายต่างประเทศว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 800 คน จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, จีน, โครเอเชีย, ฮังการี, บังกลาเทศ, ภูฏาน, แอฟริกาใต้, เนเธอร์แลนด์ และจอร์แดน ทางศูนย์ประสานงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ตัวอย่างเช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA ได้สนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เต็นท์, เครื่องนอน, และผ้าห่ม ซึ่งได้มอบให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การทำงานอย่างรวดเร็วและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีและปลอดภัย นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความคืบหน้าล่าสุดจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากความช่วยเหลือจาก JICA แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยขอขอบคุณมิตรประเทศ องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนต่างประเทศที่ได้แสดงไมตรีจิตในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

การสนับสนุนและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ประชาคมโลกมีต่อกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการอย่างเต็มกำลัง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการวางแผนป้องกันในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้จากประสบการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ เราขอส่งกำลังใจให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและเข้มแข็ง และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้

ที่มา – โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

ปธน.ไต้หวันแนะ สี จิ้นผิง แก้เศรษฐกิจ ไม่ขยายอาณาเขต

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยระบุว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน แทนที่จะมุ่งเน้นที่ “การขยายอาณาเขต”

จีนซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ได้เพิ่มแรงกดดันทางการทหารและการเมืองต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวก็ตาม

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับงาน DealBook Summit ของเดอะ นิวยอร์กไทมส์ ผู้นำไต้หวันกล่าวว่า เศรษฐกิจของไต้หวันคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7.37% ในปีนี้ “ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าการเติบโตของจีนจะสูงกว่า 4% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ประธานาธิบดีไล่กล่าว ตามสำเนาบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักงานของเขาวันนี้ (4 ธ.ค.) ว่า “เศรษฐกิจของจีนกำลังประสบปัญหาอย่างแท้จริง”

“เราหวังอย่างจริงใจว่า ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของชาวจีน ไม่ใช่การขยายอาณาเขต” เขากล่าวเสริม พร้อมระบุว่า “ไต้หวันเต็มใจที่จะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศและธนาคารชั้นนำ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, ธนาคารโลก, Goldman Sachs และ Standard Chartered ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2025 จะอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 5%

ปัจจุบัน จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ยังคงอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ประมาณ 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนด้านนโยบายและการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการที่ผู้ค้าเร่งส่งมอบสินค้าไปยังสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลว่าภาษีอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตจากโรงงานมีมากกว่าความต้องการ และนักวิเคราะห์คาดว่าแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดจะยังคงอยู่ต่อไปในปีหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเพิ่มความพยายามในการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาในหมู่บริษัทต่าง ๆ ก็ตาม

ในทางกลับกัน สำนักงานสถิติของไต้หวันระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีของไต้หวันคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 15 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูงขึ้น.

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยตรงจากผู้นำไต้หวันต่อประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ โดยนายไล่ ชิงเต๋อ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาภายในประเทศมากกว่าการมุ่งเน้นการขยายอิทธิพลภายนอกประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ ปธน.ไต้หวัน ชี้ให้เห็น

  • เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก
  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
  • ไต้หวันพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ

การออกมาให้ความเห็นของ ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต” สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยไต้หวันมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนควรมาเป็นอันดับแรก ในขณะที่จีนมุ่งเน้นไปที่การขยายอิทธิพลในเวทีโลก

ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต” นั้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณเตือนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่จีนกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

การที่ไต้หวันยื่นมือเข้าช่วยเหลือจีน แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีและความหวังที่จะเห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศ ถึงแม้จะมีข้อพิพาทและความเห็นต่างทางการเมืองอยู่ก็ตาม

การออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ของประธานาธิบดีไต้หวันถือเป็นเรื่องสำคัญ และน่าสนใจที่จะติดตามว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะตอบสนองต่อข้อเสนอดังกล่าวอย่างไร และจีนจะปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจของตนเองหรือไม่

ที่มา – ปธน.ไต้หวันแนะ “สี จิ้นผิง” ควรโฟกัสแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจีน ไม่ใช่ “การขยายอาณาเขต”

รัฐบาลชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด โดยไม่ต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มเติม เร่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเบิกจ่ายเงินเยียวยา หลังพบการเบิกจ่ายล่าช้า

รัฐบาลชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เป็นประธานการประชุม ศป.กฉ. ครั้งที่ 8/2568 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยทั้ง 8 จังหวัด ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

นายภราดรแจ้งข่าวดีว่า รัฐบาลจะดำเนินการชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท ให้เหมือนกับในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี สอบถามย้ำว่า ค่าปลงศพรายละ 2 ล้านบาทใช่หรือไม่ นายภราดรยืนยันว่าเป็นความจริง ทำให้ผู้ว่าฯ ปัตตานี กล่าวขอบคุณ เนื่องจากมีคำถามจากชาวบ้านจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยา

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ นายภราดรสอบถามถึงความคืบหน้าการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ซึ่งเบิกจ่ายไปเพียง 7,000 ครัวเรือน หรือไม่ถึง 10% ผู้ว่าฯ นราธิวาสชี้แจงว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ป.จ.) ในเรื่องนี้

นายภราดรเน้นย้ำให้ท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด เร่งประชุมเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินช่วยเหลือ หากเอกสารครบถ้วนและยืนยันตัวตนได้ ให้ดำเนินการอนุมัติทันที

“ต้องแจ้งอำเภอด้วย ให้ประชุมระดับอำเภอทุกวันเหมือนกัน และฝากเร่งรัดท้องถิ่น เพราะตัวเลขนี้ต่ำกว่าจังหวัดอื่น ยังไม่ถึง 10% หลายวันแล้ว และขอให้เร่งรัด เพราะหน่วยจ่ายพร้อมที่จะจ่ายอยู่แล้ว เงินมีแล้ว ครม. อนุมัติแล้ว เหลือรอจากข้างล่างแจ้งมา ขอให้ตั้งเป้าหมาย” นายภราดรกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสตอบว่าจะเร่งรัดให้อำเภอและองค์กรปกครองท้องถิ่นทำประชาคม นายภราดรชี้แจงว่า รัฐบาลได้ยกเว้นการทำประชาคมก่อน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมา นายภราดรให้สัมภาษณ์ถึงการอนุมัติค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท ว่าเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่

“นอกเขต พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะได้ค่าปลงศพเท่ากับในจังหวัดสงขลาหรือไม่ ซึ่งนายกฯ เห็นว่าเมื่อเป็นภัยเดียวกัน คือเป็นปัญหาอุทกภัย และเป็นความผิดปกติเช่นเดียวกัน จึงได้สั่งการให้ตนไปประสานงานกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ ซึ่งในส่วนนี้จะชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตเท่ากัน ทั้ง 8 จังหวัด” นายภราดรกล่าว

ในส่วนของขั้นตอนต่อไป กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะเสนอเรื่องไปยังสำนักงบประมาณ และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนสำนักนายกฯ 1 ล้านบาท และงบกลาง 1 ล้านบาท รวมเป็น 2 ล้านบาท

สำหรับงบประมาณที่เพิ่มเติม คาดว่าจะใช้ประมาณ 40 กว่ารายของ 7 จังหวัด ไม่รวม 142 รายของจังหวัดสงขลา ที่อนุมัติไปแล้ว

การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเต็มที่ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ที่มา – “ภราดร” เผยรัฐบาลชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้าน เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 เช็กสถานะล่าสุด

เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ตรวจสอบเช็กสถานะล่าสุดผ่านเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th เตรียมรับเงินเยียวยา 9,000 บาท

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อัปเดตความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 4 รูปแบบ ดังนี้

  1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
  3. ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  4. ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568

วิธีลงทะเบียนยื่นคำร้องขอรับ “เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568”

(สามารถลงทะเบียนและดำเนินการได้ 2 ช่องทาง) ดังนี้

1. ช่องทางออนไลน์

ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th เพื่อแสดงความจำนงขอรับสิทธิ์การเยียวยา หลังจากยืนยันในระบบแล้ว ให้ไปติดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือผู้นำชุมชน เพื่อยืนยันการได้รับผลกระทบ

  • เข้าเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th
  • คลิกแถบสีเหลือง “แบบคำร้อง ขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงฤดูฝน 2568”
  • กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน, ชื่อ-นามสกุล, วัน/เดือน/ปีเกิด

2. ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย

  • ดาวน์โหลดแบบคำร้องในเว็บไซต์ หัวข้อ “ดาวน์โหลดแบบคำร้อง”
  • กรอกเอกสารไปยื่นด้วยตัวเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย

ตรวจสอบสถานะเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ล่าสุด

เช็กสถานะ เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568

  • เข้าเว็บไซต์ https://flood68.disaster.go.th
  • คลิกแถบสีเขียว “ติดตามสถานะการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ช่วงฤดูฝน 2568”
  • กรอกเลขที่บัตรประชาชนจำนวน 13 หลัก ไม่ต้องเว้นวรรค
  • กดคำว่า “ตรวจสอบสถานะ”

สำหรับใครที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์เเละลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วนะคะ

ที่มา – เงินเยียวยาน้ำท่วม 2568 ตรวจสอบเช็กสถานะล่าสุด https://flood68.disaster.go.th

“นานา” ปฏิเสธ! ตร. ติดต่อ “เวย์ ไทเทเนี่ยม” ได้แล้ว

ตำรวจเผย “นานา” ปฏิเสธทุกข้อหา คดีปลอมสลิป อ้างชื่อคนดังหลอกลงทุน 195 ล้านบาท ยึดทรัพย์ 10 ล้านบาท ขณะที่ติดต่อ “เวย์ ไทเทเนี่ยม” ได้แล้ว พบยังอยู่ในไทย เตรียมเรียกสอบเพิ่ม รวมถึงประเด็น “ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต” ที่ยึดได้

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีของ นานา ไรบีนา หรือ น.ส.ไรบีนา อินทชัย อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และ พรก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ว่า “นานา” ปฏิเสธทุกข้อหา โดยจะส่งเอกสารชี้แจงภายหลัง อ้างไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำผิดกฎหมาย เข้าใจว่าเป็นเพียงการกู้ยืมเงินธรรมดา และคิดว่าจะสามารถหาเงินมาชดใช้ให้ผู้เสียหายได้ทัน

“นานา” ปฏิเสธทุกข้อหา ตร. ติดต่อ “เวย์ ไทเทเนี่ยม” ได้แล้ว

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า นานา ได้ทำการปลอมแปลงวันที่ในสลิปโอนเงิน เพื่อหลอกผู้ร่วมลงทุนให้เชื่อว่าเงินที่ได้มาถูกนำไปลงทุนแล้ว แต่ความจริงเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปลงทุนจริงแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายเพิ่มเติมเข้ามาแจ้งความ ทำให้ยอดความเสียหายยังคงอยู่ที่ประมาณ 195 ล้านบาท โดยยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของผู้เสียหายทั้งหมดได้ในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการทยอยให้ปากคำ นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงที่อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเข้าแจ้งความในฐานะผู้เสียหายหรือไม่

รายงานการสืบสวนยังระบุอีกว่า นานา เริ่มมีปัญหาด้านสภาพคล่องทางธุรกิจ จึงใช้อุบายชักชวนเพื่อนและคนใกล้ชิดให้ร่วมลงทุน โดยอ้างชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยธุรกิจจริงที่ทำอยู่คือร้านตัดผมที่ทำร่วมกับสามี ส่วนเงินทุนอื่นๆ ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการหลอกขายหุ้นร้านตัดผม โดยปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้น ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ามีการโอนหุ้นจริง

จากการสอบสวน ตำรวจเชื่อว่า นานา ไม่ได้กระทำความผิดเพียงคนเดียว โดยมีข้อมูลและพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่ามีผู้ร่วมขบวนการ หรือคนใกล้ชิดเกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ในส่วนของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้มีทั้งหมด 7 รายการ มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ได้แก่

  • โทรศัพท์ iPhone จำนวน 7 เครื่อง
  • อาร์ททอย Bearbrick และอื่นๆ จำนวน 11 กล่อง
  • Ledger Nano X (hardware wallet) จำนวน 1 ชิ้น
  • กระเป๋า Hermès Birkin จำนวน 1 ใบ
  • กระเป๋าหิ้ว Louis Vuitton จำนวน 1 ใบ
  • จิวเวอรี่ แบรนด์ต่างๆ ประมาณ 50 ชิ้น
  • รถยนต์ Mini Cooper รุ่น Aceman สีขาว จำนวน 1 คัน

หนึ่งในของกลางที่ยึดได้คือ ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Ledger Nano X ที่ใช้เก็บเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าตรวจสอบ นานา ให้การว่าฮาร์ดแวร์วอลเล็ตดังกล่าวเป็นของ เวย์ ไทเทเนี่ยม สามี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อ เวย์ ไทเทเนี่ยม ได้แล้ว พบว่ายังอยู่ในประเทศไทย และจะเรียกตัวมาสอบปากคำภายในสัปดาห์หน้า เพื่อตรวจสอบฮาร์ดแวร์วอลเล็ตดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดคดี “นานา” ปฏิเสธทุกข้อหา

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการสอบสวน โดยมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ข้อมูลในฮาร์ดแวร์วอลเล็ตของ เวย์ ไทเทเนี่ยม จะสามารถเชื่อมโยงไปยังการกระทำความผิดของ นานา ได้หรือไม่ และจะมีผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมอีกหรือไม่

การที่ “นานา” ปฏิเสธทุกข้อหา ทำให้การสืบสวนมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับประชาชนทั่วไป ในการลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงิน ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และอย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ดูดีเกินจริง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – “นานา” ปฏิเสธทุกข้อหา ตร. ติดต่อ “เวย์ ไทเทเนี่ยม” ได้แล้ว ยังอยู่ในไทย

บิ๊กแดงแจงภาพคู่เบน สมิธ ช่วงเรียน วปอ.

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก หรือ บิ๊กแดง ได้ออกมากล่าวถึงกรณีภาพถ่ายร่วมกับ นายเบน สมิธ ในช่วงที่ศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดยยืนยันว่าเป็นการรู้จักกันแบบผิวเผินเท่านั้น

บิ๊กแดงแจงภาพถ่ายกับ “เบน สมิธ” ช่วงเรียน วปอ. มีเพื่อนแนะนำ ยันรู้จักแบบผิวเผิน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 บิ๊กแดงได้ให้สัมภาษณ์กับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ โดยชี้แจงถึงภาพถ่ายที่ปรากฏในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพของตนเองร่วมกับนายเบน สมิธ หนึ่งในบุคคลที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดและอายัดทรัพย์

พล.อ.อภิรัชต์ อธิบายว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2557 ในระหว่างที่กำลังศึกษาหลักสูตร วปอ. และเดินทางไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับนายเบน สมิธ ในฐานะนักธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีภาพขณะร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอีกด้วย

อดีตผู้บัญชาการทหารบกกล่าวเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการรับประทานอาหารนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายถึงวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบอเมริกันแชร์ ซึ่งหมายถึงการที่ทุกคนร่วมกันจ่ายค่าอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีภาพอีกภาพหนึ่งที่ถูกนำมาเผยแพร่ คือภาพจากงานแต่งงานของลูกสาวของ พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมาร่วมงาน

“ผมขอยืนยันว่า ส่วนตัวแล้วไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายเบน สมิธ เป็นเพียงแค่การรู้จักกันแบบผิวเผินเท่านั้น” พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวย้ำ

ทำความรู้จักกับหลักสูตร วปอ. ที่บิ๊กแดงเคยศึกษา

หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้เพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ในด้านความมั่นคงแห่งชาติ การบริหารจัดการ และการพัฒนาประเทศ เพื่อให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักสูตร วปอ. ถือเป็นหลักสูตรที่มีเกียรติและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรนี้ มักจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

กรณีของ บิ๊กแดงแจงภาพถ่ายกับ “เบน สมิธ” ช่วงเรียน วปอ. นี้ แสดงให้เห็นว่าการเข้าร่วมหลักสูตร วปอ. ทำให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้มีโอกาสพบปะและสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลจากหลากหลายสาขาอาชีพ อย่างไรก็ตาม การทำความรู้จักกับบุคคลอื่นในระหว่างการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องมีความสนิทสนมหรือมีความสัมพันธ์พิเศษเป็นการส่วนตัวเสมอไป

ดังนั้น การพิจารณาข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะ จึงควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการนำไปสู่การตัดสินที่ไม่เป็นธรรม

การออกมา บิ๊กแดงแจงภาพถ่ายกับ “เบน สมิธ” ช่วงเรียน วปอ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมของ พล.อ.อภิรัชต์ ในการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – “บิ๊กแดง” แจงภาพถ่ายกับ “เบน สมิธ” ช่วงเรียน วปอ. มีเพื่อนแนะนำ ยันรู้จักแบบผิวเผิน

สว.สวัสดิ์ มองปม อนุทินถ่ายภาพคู่เบน สมิธ

“สว.สวัสดิ์” ป้อง “อนุทิน” ถ่ายภาพคู่ “เบน สมิธ” ต้องให้ความเป็นธรรม มองตอนถ่ายภาพอาจไม่รู้มีเบื้องหลัง ชี้ หากพบความเชื่อมโยงกระทำผิดร่วมกัน ต้องรับโทษตามกฎหมาย

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตกเป็นประเด็นหลังมีภาพถ่ายคู่กับนายเบน สมิธ ทำให้ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมองว่าควรให้ความเป็นธรรมกับนายอนุทิน เนื่องจากในการอนุทินถ่ายภาพคู่เบน สมิธ นั้น อาจไม่ได้ทราบถึงเบื้องหลังหรือความเกี่ยวข้องใดๆ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 4 ธันวาคม 2568 พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ของรัฐบาล ว่า การดำเนินการของรัฐบาลในสายตาประชาชนอาจดูล่าช้า ส่วนตัวมองว่าเป็นความรอบคอบ เพราะเป็นความเชื่อถือและเป็นเครดิตประเทศไทย จะทำอะไรต้องรอบคอบ ไม่มีผลกระทบความไม่เป็นธรรมตามมาภายหลัง ส่วนการปรากฏภาพถ่ายคนในรัฐบาล ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง อยู่ในภาพถ่ายร่วมกับนายเบน สมิธนั้น นายกรัฐมนตรีแถลงชัดเจนแล้วว่าความเชื่อมโยงของผู้ถูกกล่าวหาสแกมเมอร์เกี่ยวพันกับใคร ให้ดำเนินการตามกฎหมาย

พล.อ.สวัสดิ์ ยังมองด้วยว่า ตอนถ่ายภาพร่วมกันขณะถ่ายนั้น อาจไม่ทราบใครเป็นอะไร อย่างไร ไม่มีโอกาสเช็กเบื้องหลังบุคคลต่างๆ มีปัญหาอะไรหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรม หากมีความเชื่อมโยงและพบการกระทำผิดร่วมก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องนี้อยู่แล้ว เรื่องการชี้แจงข้อเท็จจริงอยู่ที่รัฐบาล ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มีภาพข่าวที่ในช่วงเวลาดังกล่าว อาจไม่ทราบว่าคนใดกระทำการใดอยู่.

สว.สวัสดิ์ มองปม อนุทินถ่ายภาพคู่เบน สมิธ

ความเป็นธรรมสำคัญ กรณีอนุทินถ่ายภาพคู่เบน สมิธ

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการอนุทินถ่ายภาพคู่เบน สมิธ มีความเป็นไปได้ที่นายอนุทินจะไม่ทราบถึงประวัติหรือเบื้องหลังของนายเบน สมิธ การด่วนตัดสินจึงอาจไม่ยุติธรรม และควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเสียก่อน ทั้งนี้ หากพบว่ามีความเชื่อมโยงหรือการกระทำผิดร่วมกันจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นเรื่องอนุทินถ่ายภาพคู่เบน สมิธ กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง หลายฝ่ายต่างแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความเกี่ยวข้องที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.สวัสดิ์ ได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีผู้กระทำผิดจริง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สำหรับประชาชนทั่วไป การรับฟังข้อมูลจากหลายแหล่ง และการพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการตัดสินใจที่ผิดพลาด เนื่องจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเผยแพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

ที่มา – “สว.สวัสดิ์” มองต้องให้ความเป็นธรรม “อนุทิน” ถ่ายภาพคู่ “เบน สมิธ” อาจไม่รู้มีเบื้องหลัง