วัน: 6 ธันวาคม 2025

“ภูผา นพวิชญ์” แนะสานต่อ ปราบฝุ่น PM 2.5

“ภูผา นพวิชญ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เตือนรับมือวิกฤติ PM 2.5 ชี้ปรากฏการณ์ “ฝาชีครอบ” ทำกรุงเทพฯ อ่วม แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย ดันอากาศสะอาด คืนสิทธิพื้นฐานของคนไทย

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายนพวิชญ์ ไทยแท้ หรือ ภูผา นพวิชญ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. เขต 12 (แขวงออเงิน ท่าแร้ง จรเข้บัว) พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหา“ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5 ที่กลับมาวิกฤติอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากปรากฏการณ์ Temperature Inversion หรือ “ฝาชีครอบ” พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งสานต่อและขยายผล 5 นโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยได้วางรากฐานไว้ เพื่อคืนลมหายใจที่สะอาดให้คนไทยโดยไม่ต้องรอเริ่มนับหนึ่งใหม่

นายนพวิชญ์ ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครขณะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศปิด หรือปรากฏการณ์ฝาชีครอบ ซึ่งเกิดจากอากาศเย็นกดทับอากาศร้อน ทำให้อากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงได้ เปรียบเสมือนมีฝาชีขนาดยักษ์มาครอบกรุงเทพฯ ไว้ ส่งผลให้มลพิษที่ถูกปล่อยออกมาสะสมตัวหนาแน่นในระดับการหายใจ ไม่ต่างจากการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ในห้องที่ปิดสนิท แม้ปัจจัยทางธรรมชาติจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การบริหารจัดการต้นตอของฝุ่นควันเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันที พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรเร่งสานต่อภารกิจปราบฝุ่น ที่พรรคเพื่อไทยได้วางระบบไว้แล้ว 5 ด้าน ดังนี้

5 ยุทธศาสตร์สำคัญ: “ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อเพื่อปราบฝุ่น

เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติ PM 2.5 อย่างยั่งยืน “ภูผา นพวิชญ์” ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์หลักที่พรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นตอของการปล่อยมลพิษ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

  • ปฏิรูประบบขนส่งสู่ EV : เร่งเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะใน กทม. ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้า ให้ครอบคลุมเพื่อตัดตอนฝุ่นควันจากเครื่องยนต์ดีเซล
  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย : ใช้กลไกราคาจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้รถไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ ที่มีการปล่อยมลภาวะน้อยกว่า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดฝุ่นแล้วยังช่วยลดค่าครองชีพได้จริง
  • ผู้นำแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน : สานต่อยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky) ร่วมกับ ลาว และเมียนมา และออกมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ภาคเอกชนไทยต้องไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการเผา
  • เกษตร “ไม่เผา เราซื้อ” : เปลี่ยนวิธีการจากจับปรับ เป็นจูงใจ สนับสนุนเครื่องจักรและการแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตรให้เป็นรายได้ แทนการเผาทำลาย
  • ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด : เร่งผลักดันกฎหมายแม่บทเพื่อบูรณาการอำนาจในการจัดการปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ รวมศูนย์การทำงาน และสามารถเอาผิดข้ามพรมแดนได้

“ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5

นายนพวิชญ์ ยังได้ระบุในช่วงท้ายด้วยว่า “แม้เราจะสั่งฟ้าฝนไม่ได้ แต่รัฐบาลสามารถเลือกสานต่อนโยบายที่ใช่ ได้ทันที หากเดินหน้าขยายผลสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง อนาคตที่คนไทยจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด จะไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่เราสร้างร่วมกันได้”

การที่“ภูผา นพวิชญ์” ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสานต่อนโยบายปราบฝุ่นอย่างจริงจังนั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน การแก้ไขปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็สามารถสร้างอากาศที่สะอาดและยั่งยืนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

ที่มา – “ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5

นายกฯ มอบถุงยังชีพน้ำท่วมสตูล พร้อมรับผิด

“นายกฯ หนู” ลงพื้นที่ จ.สตูล มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วมสตูล ชื่นชมคนสตูลไม่ทิ้งกัน น้อมรับเป็นความผิดรัฐบาล หนีไม่ได้ ขอให้ประชาชนให้อภัยพวกเราด้วย เผย เตรียมแผนไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซากอีก

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์มายังค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ จังหวัดสตูล จากนั้นนายกรัฐมนตรีนั่งรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กง 3333 สตูล เดินทางต่อมายังตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล และชุมชนชนาธิป เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนจำนวน 200 ถุง

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล ได้เดินดูร้านสตูลค้าข้าว ซึ่งมีโกดังเก็บข้าวและได้รับความเสียหายจนข้าวเน่าเสีย นอกจากนี้ยังมีประธานหมู่บ้าน เจ้าของกิจการโรงแรม และประชาชนร้องเรียน เรื่องประตูระบายน้ำคลองมำบังที่อยู่ใกล้กับตลาดสด ซึ่งขวางทางน้ำ โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้พานายกรัฐมนตรีไปดูประตูระบายน้ำดังกล่าว พร้อมบอกว่าไม่มีประโยชน์ ทำให้น้ำท่วม ต้องรื้อทิ้ง โดยนายอนุทิน กล่าวว่า เทศบาลต้องไปปรึกษากันว่ามีประโยชน์หรือไม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ก็เอาออก แต่ต้องไปทำประชาพิจารณ์ก่อน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับว่า เมื่อสักครู่นายก อบจ.สตูล ได้พาไปดูประตูน้ำคลองมำบัง จะให้นายก อบจ. ไปทำประชาพิจารณ์ แล้วพี่น้องประชาชนก็ไปให้ความเห็นว่าถ้าไม่เอาก็จะรื้อทิ้ง แต่เราต้องฟังด้วยว่ามันมีประโยชน์อะไรหรือไม่ ตนขอชื่นชมและเป็นกำลังใจในความอดทนของประชาชนที่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมสตูล แต่เราก็จะไม่ทิ้งกัน ที่ จ.สตูล ประชาชนก็มีบุญคุณกับเรามากมาย เลือก สส.ให้ตน 2 คน เขาต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชน โดยให้เขามารับฟังปัญหาต่างๆ วันนี้ได้มาเห็นประชาชนที่มีขวัญกำลังใจที่ดีอยู่

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ป่วยการที่จะไปคิดถึง เราต้องมองไปข้างหน้า เดี๋ยวรัฐบาลจะมีแผนดำเนินการเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำซาก รัฐบาลก็ไม่ไหวที่จะทนเห็นสภาพแบบนี้ทุกปี จ่ายค่าทำโครงการสร้างประตูน้ำ แก้มลิง เพื่อป้องกันน้ำ แต่เผลอๆ จ่ายเงินค่าเยียวยาให้กับประชาชนมากกว่าพวกโครงการป้องกันน้ำเสียอีก ตนคิดว่าเมื่อทุกคนได้เห็นในสภาพนี้แล้วก็จะเร่งดำเนินการให้มีโครงการที่จะทำให้น้ำไม่ท่วมอีก วันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลได้ประกาศภัยพิบัติแล้ว ขอให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวยา 9,000 บาทเบื้องต้นก่อน โดยจะมีเงินเยียวยาอย่างอื่นตามมาอีก ก็ขอให้ไปดำเนินการให้เรียบร้อย

ต่อมานายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ได้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสหรือไม่ เดี๋ยวมีคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตนเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนดี ก็จะเร่งดำเนินการให้เรียบร้อย “ผมไม่ทราบจะพูดอย่างไร คนไหนรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ ขัดเคืองใจ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดของรัฐบาล เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อนเมื่อไหร่ รัฐบาลหนีความผิดไม่ได้ ก็ขอให้ประชาชนให้อภัยพวกเราด้วย เราก็จะตั้งใจทำงานดำเนินการโครงการทั้งหลายเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนอีก ขอบคุณที่มาพบกันในวันนี้ ก็ได้นำเอาข้าวของยังชีพมาฝากทุกท่านด้วย แต่อย่าลืมไปลงทะเบียนรับเงินเยียวยาให้เรียบร้อย ขอให้ทุกคนโชคดีและขอให้สุขภาพแข็งแรง” เมื่อกล่าวเสร็จนายกรัฐมนตรีได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชน เดินให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้า พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้อุดหนุนขนมตุ๊บตั๊บ แล้วนำมาแจกให้กับสื่อมวลชนและคณะที่ร่วมติดตามลงพื้นที่ด้วย

ต่อมาเวลา 15.15 น. ที่โรงเรียนบ้านคลองขุด จ.สตูล นายอนุทิน พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านคลองขุด ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล มอบถุงยังชีพ 800 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้มึนเพราะเป็นหวัด รับประทานยาแก้หวัดมา อาจจะจำชื่อตำบลผิดไปบ้าง แต่จำพี่น้องจังหวัดสตูลได้ทุกคน เพราะคนสตูลมีบุญคุณกับตนที่ให้ สส. ตนและคณะได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่ เนื่องจากทราบว่ามีเหตุการณ์น้ำท่วมสตูล โชคดีที่สตูลระบายน้ำได้เร็วกว่า อ.หาดใหญ่ แต่ก็ได้เห็นถึงความเสียหาย จะหาวิธีที่เร่งช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ทั้งเงินที่นำมาให้ยืมเพื่อฟื้นฟูกิจการ เงินที่จะไปซ่อมแซมบ้านเรือน

ตอนนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ตนมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้กับประชาชน สมัยก่อนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพของ อสม. ในรัฐบาลที่แล้วตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เห็นความทุกข์ความสุขของประชาชน วันนี้ตนมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะใช้ประสบการณ์จากที่เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง แก้ปัญหาของประชาชน และสนับสนุนทั้งโครงการต่างๆ การลงทุนเพื่อให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ตนก็มีหน้าที่ทำให้มันเกิดขึ้นโดยเร็ว

นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าจะถามว่าใช้เงินมากไหมในการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำ ก็มีค่าเท่ากันเพราะมันต้องใช้ เผลอๆ ใช้เงินน้อยกว่าที่ต้องเอาเงินมาเยียวยาผลกระทบจากอุทกภัย ประชาชนได้คนละ 9,000 บาท แต่เมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ได้เจอ ซึ่งตนเจอใครก็บอกเติม 0 อีก 2 ตัวก็ยังไม่คุ้ม ขอให้เชื่อมั่นว่าในพื้นที่จังหวัดสตูล มี สส. ที่เข้มแข็งอยู่แล้ว สามารถที่จะปกป้องงบประมาณต่างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนในจังหวัดสตูล และทำให้มันเกิดขึ้นได้ ส่วนโครงการผนังกั้นน้ำ ทราบว่าถูกบรรจุในงบประมาณปี 2570 แล้ว

วันนี้มาเพื่อให้กำลังใจ ที่สตูลคงไม่มีอะไรหนักหนาไปมากกว่านี้แล้ว นอกจากฝนจะตกอีก ซึ่งจะมีการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก และนำของมาเยี่ยม ขอให้มั่นใจว่าเราจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน คนสตูลให้ผู้แทนยกจังหวัดกลับพรรคที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ต้องถือว่ามีความผูกพัน มีพันธะที่จะต้องรับผิดชอบ คุณภาพชีวิตของประชาชนชาวสตูลให้มากที่สุด ขอให้มีกำลังใจ ขอให้มีความสุขในช่วงสิ้นปี สิ่งเลวร้าย ก็ขอให้มันผ่านพ้นไปและขอให้ทุกคนช่วยกัน เพื่อทำให้ความทุกข์ของประชาชนมลายหายสิ้นไปให้ได้มากที่สุด

นายกฯ มอบถุงยังชีพน้ำท่วมสตูล น้อมรับเป็นความผิดรัฐบาล เตรียมแผนไม่ให้เกิดซ้ำอีก

รับฟังความเห็นประชาชน ป้องกันปัญหาน้ำท่วมสตูลในอนาคต

การลงพื้นที่ของนายกฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสตูล และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะนำไปสู่แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – นายกฯ มอบถุงยังชีพน้ำท่วมสตูล น้อมรับเป็นความผิดรัฐบาล เตรียมแผนไม่ให้เกิดซ้ำอีก

ทายชื่อนักเตะยิง 100 ประตูพรีเมียร์ลีกได้ไหม?

ทายชื่อนักเตะยิง 100 ประตูพรีเมียร์ลีกได้ไหม?

เออร์ลิง ฮาลันด์ กลายเป็นสมาชิกใหม่ของทำเนียบนักเตะที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกครบ 100 ประตู โดยทำสถิติดังกล่าวได้ในการลงเล่นนัดที่ 111 ที่พบกับฟูแล่มเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

กองหน้าชาวนอร์เวย์วัย 25 ปี กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 35 ที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 100 ประตู คุณสามารถทายชื่อนักเตะทั้งหมดได้หรือไม่?

มาทดสอบความรู้ของคุณ: ทายชื่อนักเตะยิง 100 ประตูพรีเมียร์ลีกได้ไหม?

พรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และประตูที่ถูกทำได้ในลีกนี้ก็เป็นที่จดจำของผู้คนมากมาย การทำประตูให้ได้ถึง 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และมีนักเตะเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้ นักเตะเหล่านี้ต้องมีความสามารถพิเศษ, ความสม่ำเสมอ, และความมุ่งมั่นที่จะทำประตูอย่างต่อเนื่อง

การจดจำชื่อนักเตะเหล่านี้จึงเป็นการแสดงความเคารพต่อความสำเร็จของพวกเขา และยังเป็นการทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกของคุณอีกด้วย ลองนึกดูสิว่าคุณจำนักเตะคนไหนได้บ้าง? ตั้งแต่ตำนานอย่างอลัน เชียร์เรอร์ ไปจนถึงดาวดังยุคปัจจุบันอย่างแฮร์รี่ เคน และตอนนี้ เออร์ลิง ฮาลันด์

การที่เออร์ลิง ฮาลันด์ ทำสถิติยิง 100 ประตูได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เห็นถึงความสามารถในการทำประตูที่น่าทึ่งของเขา และยังเป็นการตอกย้ำว่าเขาคือกองหน้าระดับโลกอย่างแท้จริง หลายคนเชื่อว่าเขาจะสามารถทำลายสถิติการทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีกได้ในอนาคต

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การทำประตูให้ได้ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกไม่ใช่เรื่องง่าย นักเตะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมาย ทั้งจากกองหลังที่แข็งแกร่ง, ผู้รักษาประตูชั้นยอด, และความกดดันจากแฟนบอล แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถ นักเตะเหล่านี้ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้

ดังนั้น มาสนุกกับการทายชื่อนักเตะยิง 100 ประตูพรีเมียร์ลีกกัน! นี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รำลึกถึงช่วงเวลาที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก และยังเป็นการทดสอบความรู้ของคุณเกี่ยวกับฟุตบอลอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นแฟนบอลตัวยง อย่าพลาดโอกาสที่จะร่วมสนุกกับเกมทายชื่อนักเตะยิง 100 ประตูพรีเมียร์ลีก และอย่าลืมติดตามข่าวสารและสถิติต่างๆ ในวงการฟุตบอลอย่างใกล้ชิด เพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

คุณคิดว่าใครจะเป็นนักเตะคนต่อไปที่จะยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 100 ประตู? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลย!

หากคุณต้องการเล่นควิซเพิ่มเติม? ไปที่หน้า ควิซฟุตบอล และ ควิซกีฬา ของเรา และลงทะเบียนเพื่อรับการแจ้งเตือนเพื่อรับควิซล่าสุดส่งตรงถึงอุปกรณ์ของคุณ

สถิติถูกต้อง ณ เวลา 20:00 GMT, 2 ธันวาคม 2025

ที่มา – Can you name every player with 100 Premier League goals?

“เสธ.แมว” จี้ “อนุทิน” เคลียร์ปม “เบน สมิธ” ด่วน!

“พล.ท.ภราดร” เสนอ “อนุทิน” ทำ 2 เรื่องเร่งด่วนปม “เบน สมิธ” เคลียร์ข้อกังขาต่อสังคมความเชื่อมโยงถึงนายกฯ ไทย ย้ำ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจและจริงใจต่อประชาชน หากทำได้ฟื้นความเชื่อมั่นให้รัฐบาล

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงกรณีกระแสสังคมตั้งข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายเบน สมิธ มีภาพปรากฏร่วมกับผู้มีอำนาจหลายคนในไทย รวมถึงนายอนุทิน ว่า จากคำชี้แจงของนายอนุทิน ที่ระบุยอมรับว่าเคยพบกับนายเบน สมิธ เพียงไม่กี่ครั้ง และปฏิเสธการทำธุรกิจร่วมกัน รวมถึงการอ้างว่าเคยถูกย้ายจากกระทรวงมหาดไทยเพราะไม่ยอมอนุมัติสัญชาติไทยให้นายเบน สมิธ ทำให้เรื่องนี้จำเป็นต้องคลี่คลายอย่างเร่งด่วน ตนเชื่อว่านายอนุทิน ไม่น่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนายเบน สมิธ แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี น่าจะมีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ข้อสงสัยต่างๆ กระจ่างขึ้นได้ เพื่อให้รัฐบาลหลุดพ้นจากข้อครหาว่าเกี่ยวพันกับนายเบน สมิธ พร้อมเสนอว่าควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน 2 ข้อดังนี้

1. เร่งออกหมายจับ นายเบน สมิธ ซึ่งเป็นบุคคลเดียวที่ยังไม่มีหมายจับจากทางการไทย พร้อมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบการกระทำผิดกฎหมายต้องเร่งดำเนินคดี อายัดทรัพย์ และจัดการผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่ละเว้น

2. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาออกสัญชาติไทยให้แก่ นายเบน สมิธ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้สั่งการให้นายอนุทินในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความโปร่งใสและคลายข้อสงสัยว่ามีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ผมมองว่าการเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินการอย่างเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี จะช่วยให้การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และเครือข่ายผู้สนับสนุนเป็นไปอย่างจริงจัง ลดพื้นที่ให้กลุ่มอิทธิพลที่ยังคงได้รับประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินของนายเบนที่ยังหลงเหลืออยู่จำนวนมาก ขอย้ำว่าประเทศต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจและจริงใจต่อประชาชน การจัดการปัญหานี้อย่างรวดเร็วและโปร่งใสจะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในประเทศ”

“เสธ.แมว” จี้ “อนุทิน” ทำด่วน 2 เรื่องปม “เบน สมิธ” เคลียร์ข้อกังขาโยงถึงนายกฯ ไทย

จากกรณีที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับประเด็นของนายเบน สมิธ ที่มีความเชื่อมโยงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงข้อสงสัยที่โยงไปถึงนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและความกังวลให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การออกมาเรียกร้องให้มีการเคลียร์ข้อกังขาโดยด่วนถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่ “เสธ.แมว” เน้นย้ำในเรื่อง “เบน สมิธ”

พล.ท.ภราดร ได้เน้นย้ำถึง 2 ประเด็นหลักที่นายอนุทินควรดำเนินการโดยเร็ว ได้แก่ การเร่งออกหมายจับนายเบน สมิธ และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาออกสัญชาติไทย การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

การที่ “เสธ.แมว” ออกมาจี้ “อนุทิน” ให้ดำเนินการใน 2 เรื่องนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจะช่วยลดข้อกังขาและความคลางแคลงใจที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลแสดงความจริงใจในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสจะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

“เสธ.แมว” จี้ “อนุทิน” ทำด่วน 2 เรื่องปม “เบน สมิธ” เคลียร์ข้อกังขาโยงถึงนายกฯ ไทย ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและต้องการคำตอบที่ชัดเจน การดำเนินการตามข้อเรียกร้องของ พล.ท.ภราดร จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสในสังคม การที่ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและมีความน่าเชื่อถือ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่จำเป็นในการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม

การเรียกร้องของ “เสธ.แมว” ในครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ในท้ายที่สุดแล้ว การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความน่าเชื่อถือ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการบริหารประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระยะยาว

การดำเนินการตามข้อเรียกร้องของ “เสธ.แมว” ไม่เพียงแต่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการต่อสู้กับการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใสจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและมีความน่าเชื่อถือ

ที่มา – “เสธ.แมว” จี้ “อนุทิน” ทำด่วน 2 เรื่องปม “เบน สมิธ” เคลียร์ข้อกังขาโยงถึงนายกฯ ไทย

ดราม่า! “นายก อบจ.สงขลา” ขอโทษ อส. ยันไม่ลดคุณค่า

จากกรณีดราม่าร้อนแรงในโลกออนไลน์ ล่าสุด “นายก อบจ.สงขลา” ออกมาขอโทษเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร (อส.) ทั่วประเทศแล้ว หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคลิปที่พูดจาไม่เหมาะสม ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นหรือลดคุณค่าของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด พร้อมให้คำมั่นว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาต่อไป

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอของนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ซึ่งมีเนื้อหาที่ถูกมองว่าเป็นการด้อยค่าเจ้าหน้าที่ อส. ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทั่วประเทศ จนเกิดเป็นกระแส #SAVEอส ในโลกออนไลน์ (อ่านข่าว : โซเชียลติดแฮชแท็ก #SAVEอส หลังเกิดดราม่าด้อยค่า อส. ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมภาคใต้)

“นายก อบจ.สงขลา” ขอโทษ อส.

ล่าสุด นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ได้ทำการแถลงข่าวเพื่อ “ขอโทษเจ้าหน้าที่ อส.” ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยมีใจความสำคัญว่า ตนเองขอกราบขอโทษพี่น้องอาสาสมัครทุกท่านจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งตนเองได้พลั้งเผลอใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่สบายใจในหมู่พี่น้องอาสาสมัครฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา

นายก อบจ.สงขลา ยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวไม่สมควรเกิดขึ้น และยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่น ลดคุณค่า หรือทำให้ใครก็ตามต้องเสียใจ ตระหนักดีว่าการทำงานของพี่น้องอาสาสมัครฯ คือกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชน และเคารพในการเสียสละของทุกท่าน จึงขอน้อมรับข้อผิดพลาดทั้งหมด พร้อมปรับปรุงการสื่อสารและพฤติกรรมของตนเองให้รอบคอบยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

“ในคืนนั้นยอมรับว่ามีอารมณ์มุ่งหวัง เพราะขบวนรถล้างถนนติดยาวเหยียดมาก ตั้งแต่สามแยกไฟแดงคอหงส์ เป็นปัญหาการจราจรของพี่น้องผู้ใช้เส้นทางคอหงส์ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างจึงทำให้มีอารมณ์ แต่การพูดการจาไม่ได้พูดหมิ่นดูแคลนเพียงแต่ว่าเป็นการเปรียบเปรย” นายสุพิศกล่าว

นายก อบจ.สงขลา ยังกล่าวอีกว่า ตนเองมีความมุ่งหวังและตั้งใจที่จะเร่งแก้ปัญหาและฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมโดยเร็วที่สุด “เพราะฉะนั้นพฤติกรรมบางอย่างและความมุ่งหวัง ตั้งใจจึงทำให้เกิดความพลาดพลั้งเผลอเรอไป โดยไม่ได้ตั้งใจ จึงอยากฝากขอโทษพี่น้องชาวหาดใหญ่และพี่น้องชาวสงขลาที่ทำให้มีปมขึ้นมา”

พร้อมกันนี้ นายก อบจ.สงขลา ได้น้อมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และให้คำมั่นว่าจะทุ่มเททำงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจของพี่น้องชาวหาดใหญ่และสงขลากลับมาโดยเร็วที่สุด “นี่คือความตั้งใจจริงของ นายก อบจ.สงขลา คนเรามีถูกมีผิดเป็นเรื่องธรรมดา ผิดก็ต้องขอโทษ ถูกก็ต้องทำต่อไป”

ความเสียใจและการเดินหน้าร่วมกัน

“ขอให้พี่น้องมั่นใจตัวผมได้เลยว่า ผมเป็นคนเข้าใจโลกและเหตุการณ์ทั้งหมด สุดท้ายนี้ผมขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครฯ อส.ทุกท่าน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกันกับพี่น้อง อส. เพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป” นายก อบจ.สงขลา กล่าวทิ้งท้าย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในการสื่อสารต่อสาธารณชน การใช้คำพูดที่เหมาะสมและให้เกียรติผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจและความสามัคคีในสังคม

ที่มา – “นายก อบจ.สงขลา” ขอโทษ อส. หลังพลั้งเผลอพูดจาไม่เหมาะสม ยันไม่มีเจตนาลดคุณค่า

ตร.เตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” ออกหมายเรียกเพื่อน

จากกรณีการเสียชีวิตของ “นัทปง” ผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ล่าสุดตำรวจเตรียมความพร้อมในการเข้าตรวจสอบบ้านพักเพื่อเก็บหลักฐานสำคัญเพิ่มเติม และออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร 4 คนที่อยู่ในบ้านคืนก่อนพบศพ เพื่อเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. ที่ สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี ได้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในคดีของ นายณัฐวุฒิ ปงลังกา หรือ “นัทปง” อายุ 35 ปี โดยมี พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ พงศ์ธนารักษ์ ผกก.สภ.บางกรวย และเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมการประชุม หลังจากผลชันสูตรศพพบสารพิษไซยาไนด์ในร่างกาย “นัทปง” ในปริมาณสูงถึง 1.85 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต

พ.ต.อ.กิตติ์ศักดิ์ พงศ์ธนารักษ์ ผกก.สภ.บางกรวย เปิดเผยว่า ได้มีการเรียกประชุมตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยตำรวจกำลังตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลของบุคคลที่อยู่ในบ้านในวันเกิดเหตุ ซึ่งมีทั้งหมด 5 คน รวมถึง “นัทปง” ผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการเชิญตัวทั้งหมดมาสอบปากคำเพื่อหาข้อเท็จจริง

สำหรับการเข้าตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติมนั้น จะต้องรอให้ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจที่ จ.เชียงรายเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้าทำการตรวจสอบอย่างละเอียดทันทีที่ได้รับการประสานงาน

มีรายงานข่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุ ได้มีบุคคลใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตกลับเข้าไปในบ้าน และนำซองบรรจุผงสีขาวไปให้อาจารย์หมอชื่อดังทำการตรวจพิสูจน์ ซึ่งผลการตรวจพบว่าเป็นสารไซยาไนด์ โดยบุคคลที่นำผงสีขาวไปตรวจได้ขอร้องไม่ให้เปิดเผยผลการตรวจในทันที

ต่อมา แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้แจ้งผลการตรวจพบสารไซยาไนด์ในร่างกาย “นัทปง” ให้กับพนักงานสอบสวนทราบ ก่อนที่ ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขา รมว.พม. จะนำภาพซองบรรจุผงสีขาวโพสต์ลงบนเฟสบุ๊กส่วนตัว ทำให้ข่าวการเสียชีวิตของ “นัทปง” จากสารไซยาไนด์ถูกเผยแพร่ออกมา

สำหรับเพื่อนที่อยู่ในบ้านในวันเกิดเหตุและร่วมดื่มสังสรรค์กับ “นัทปง” มีทั้งหมด 4 คน ได้แก่ น.ส.ออ และ น.ส.โอ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ตาย และชายอีก 2 คน คือ นายบิ๊ก นักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และ นายต้น ทำงานเป็นบุรุษพยาบาลในโรงพยาบาลชื่อดัง

ล่าสุด พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในบ้านของผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย คือ นายบิ๊ก นายต้น น.ส.ออ และ น.ส.โอ ให้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการนัดหมายผ่านทางโทรศัพท์แล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถตกลงเวลาที่แน่นอนได้ โดยมีการอ้างว่ายังติดงานพิธีศพของนายณัฐวุฒิที่ จ.เชียงราย

สรุปความคืบหน้าคดี “นัทปง”

ตำรวจเตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” เก็บหลักฐานสำคัญ

  • เตรียมเปิดบ้านพักเพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติม
  • ออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร 4 คนให้ปากคำ
  • ผลชันสูตรพบสารไซยาไนด์ในร่างกาย
  • เร่งคลี่คลายคดี

ตร.เตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” เก็บหลักฐาน ออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะ 4 คน ให้ปากคำ

การเสียชีวิตของ “นัทปง” ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและคลี่คลายคดีนี้ให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด การ ตร.เตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” เก็บหลักฐาน ออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะ 4 คน ให้ปากคำ เป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมพยานหลักฐาน

ความคืบหน้าล่าสุดของการสืบสวนคดี ตร.เตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” เก็บหลักฐาน ออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะ 4 คน ให้ปากคำ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการไขปริศนาการเสียชีวิต

การออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารทั้ง 4 คน ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการสอบสวนเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนก่อนที่ “นัทปง” จะเสียชีวิต

การเสียชีวิตของ “นัทปง” นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในวงการสื่อสารมวลชน หวังว่าการสืบสวนจะนำไปสู่การคลี่คลายความจริง และมอบความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

คดี ตร.เตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” เก็บหลักฐาน ออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะ 4 คน ให้ปากคำ ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ตร. เตรียมเปิดบ้าน “นัทปง” เก็บหลักฐาน ออกหมายเรียกเพื่อนร่วมโต๊ะ 4 คน ให้ปากคำ

น้องพ้อย สู้เพื่อย่า! แม้บ้านมีแต่ปัญหา

เรื่องราวของ “น้องพ้อย” เด็กหญิงวัย 8 ขวบ จากจังหวัดปราจีนบุรี เต็มไปด้วยความกตัญญู แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากในครอบครัวที่เต็มไปด้วยปัญหา น้องพ้อย ก็ไม่ย่อท้อ พร้อมสู้เพื่อย่าอันเป็นที่รัก

น้องพ้อยเกิดมาได้เพียง 1 เดือน พ่อแม่ก็แยกทางกัน ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับย่า ปู่ ทวด พ่อ พี่ชาย และน้องสาว ฐานะทางบ้านยากจนมาก ย่าเป็นเสาหลักของบ้าน ทำงานเป็นยาม ปู่มีอาการป่วยทางสมองและติดเตียง พ่อน้องพ้อยเปิดอู่ซ่อมรถ แต่ไม่ค่อยได้ทำงาน ย่าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้าน รวมถึงหนี้สินที่แม่ของน้องพ้อยก่อไว้

แม่ของน้องพ้อยเคยขอให้ย่ายืมเงิน สุดท้ายไม่ใช้หนี้และหนีไปอยู่ที่ประเทศเวียดนาม โดยส่งเงินมาให้น้องพ้อยเพียงเดือนละ 300 บาท ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ย่า ทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบาก น้องพ้อย เห็นว่าทุกคนในบ้านเอาแต่สร้างปัญหาให้ย่า ย่าจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้และเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัว

น้องพ้อย สู้เพื่อย่า! แม้บ้านมีแต่ปัญหา

ด้วยความกตัญญู น้องพ้อย จึงช่วยเหลืองานบ้านทุกอย่าง ทั้งดูแลปู่ที่ป่วยติดเตียง เก็บขวดขาย และทำงานบ้านต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของย่า นอกจากนี้ สภาพบ้านที่อยู่อาศัยก็ทรุดโทรม ไม่มีประตู หน้าต่าง และหลังคาเป็นรู เวลาฝนตกก็ต้องเอากะละมังมารองน้ำฝน

น้องพ้อยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากการสู้เพื่อที่นอนใหม่ และปรับปรุงสภาพบ้านให้ดีขึ้น เพื่อให้ย่าและทุกคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น

ความกตัญญูของน้องพ้อย หัวใจนักสู้เกินวัย

น้องพ้อยเป็นเด็กที่มีความกตัญญูอย่างมาก แม้จะอายุยังน้อย แต่ก็พร้อมที่จะเสียสละและช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่ น้องพ้อยเป็นตัวอย่างของเด็กดี ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายเพียงใด

  • ความกตัญญู: น้องพ้อยแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูต่อย่า โดยการช่วยเหลืองานบ้านและดูแลปู่ที่ป่วย
  • ความรับผิดชอบ: น้องพ้อยมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว โดยการช่วยหาเงินและแบ่งเบาภาระของย่า
  • ความอดทน: น้องพ้อยมีความอดทนต่อความยากลำบาก โดยการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ
  • ความมุ่งมั่น: น้องพ้อยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว

เรื่องราวของ น้องพ้อย เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนหันกลับมามองและให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวมากขึ้น การช่วยเหลือและดูแลคนที่เรารักคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

“เก่งเล็กใจใหญ่ หัวใจนักสู้” ขอส่งเสริมความดีและความเก่งของน้องมุนาที่ถึงแม้จะเดินเข้ารายการมาแต่ตัว แต่มาพร้อมกับหัวใจนักสู้ดวงน้อยที่ขอทำเพื่อสิ่งที่ปรารถนาและมอบชีวิตใหม่ให้กับครอบครัว ติดตามชมได้ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. และยังติดตามรายการกันได้ทุกวันอาทิตย์ ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32

#เก่งเล็กใจใหญ่หัวใจนักสู้ #เด็กดี #เด็กเก่ง#ไชยามิตรชัย #เบนซ์พรชิตา#แซ็คชุมแพ #ไทยรัฐทีวีช่อง32

ที่มา – “น้องพ้อย” อยู่ในบ้านที่ทุกคนสร้างแต่ปัญหา ขอสู้เพื่อย่าด้วยหัวใจกตัญญูเกินวัย

“จุลพันธ์” ชี้เรื่องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

“จุลพันธ์” ขออย่าเต้นตามข่าวยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 12 ธ.ค. ชี้ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ลั่น ไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ขอดูช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่วน ปชน. ร่วมหรือไม่ ไม่ก้าวล่วง

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ว่า อย่าเต้นตามข่าวเลย เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป เมื่อถามว่าหากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นช่วงเวลาใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ต่อให้รู้ก็บอกไม่ได้ ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมานั้นตนยังไม่เห็น ส่วนที่จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา เรื่องดังกล่าวคงจะมีการคุยกันในที่ประชุมเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องถามความเห็น แต่การดำเนินการอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป

ทางด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้ประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกัน เราพร้อมยื่นอภิปรายแต่กำลังดูช่วงเวลา เพราะไม่อยากเป็นแพะว่าอภิปรายแล้วทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเยียวยาอุทกภัยภาคใต้ไม่สำเร็จ จึงต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด เพราะเขาขู่ฟอดๆ ว่าถ้าเรายื่นก็จะยุบสภาฯ ถ้าจะยุบก็ยุบเราไม่ได้กลัว เพราะเราทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยื่นเมื่อไหร่ เพราะเราอยากให้รัฐบาลได้แก้ไขและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้เต็มที่

นายสรวงศ์ เผยต่อไปว่า เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบ เพราะการที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้วมีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นคือเรื่องแปลก ในฐานะฝ่ายค้านเราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เพราะขณะนี้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว และทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาฯ หนี หากยืนยันที่จะทำการยุบสภาฯ นั่นคือเพราะไม่อยากให้ถูกตรวจสอบ คุณได้เป็นนายกรัฐมนตรีมีเสียงสนับสนุนถึง 311 เสียง ถ้าคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะไปโน้มน้าวคนที่โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีสนับสนุนต่อ ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วก็มาขู่ว่าถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภาฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงเพียง 141 เสียง พวกตนก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชน

“จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

ในคำถามว่าเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว มองพรรคประชาชนจะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ทราบเลย เขาจะลงมติอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นมติของพรรคประชาชน แต่ทางพรรคเพื่อไทยพร้อม และที่ได้ยินมาทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชาติก็จะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่จะมาปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยจะมากลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยุบสภาฯ มันไม่มีใครกลัวใครหรอก แต่เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร

เมื่อถามต่อไปว่ามี สส.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสรวงศ์ เผยว่า คำที่บอกว่าไม่เห็นด้วย เขาอาจจะมองว่าหากยื่นไปแล้วอาจจะถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถูกกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีคนเห็นแย้งและเสียงภายในพรรคไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีเสียงแตกว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่มีคนมาตั้งคำถามว่าจะยื่นไม่ไว้วางใจทำไมเพราะอีก 1 เดือน ก็จะมีการยุบสภาฯ แล้ว แต่อีก 1 เดือนนั้นรัฐบาลอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ดังนั้น พวกตนจึงไม่สามารถปล่อยไปได้

“พร้อมพงศ์” แนะ ปชน. ใช้เวทีซักฟอก ไม่ใช่เล่นแต่โซเชียล

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการให้สัมภาษณ์ นายพริษฐ์ วัชนสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แสดงท่าทีการที่จะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยอ้างถึงกลไกต่างๆ ที่สามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้ และเหมือนจะให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 มากกว่านั้น ว่า ไม่ค่อยสบายใจ ผู้นำฝ่ายค้านที่เคยตรวจสอบเข้มแข็งกลับจะไม่ทำหน้าที่ในสภาฯ โดยตรง กลัวว่าหากยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาฯ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างเติ่งหรือไม่ ที่ผ่านมาจึงทำหน้าที่กองหนุน กองเชียร์ ฝ่ายค้ำ มากกว่าฝ่ายค้าน

การตรวจสอบรัฐมนตรี สส.ฝ่ายรัฐบาล กรณีล่าสุดเครือข่ายทุนนอกสีเทามาโยงใยบุคคลมีชื่อเสียงในเมืองไทยหลายคนรวมไปถึง นายอนุทิน ทำไมไม่ใช้โอกาสอันดีนี้ตีเหล็กเมื่อร้อน การที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ขยายข้อมูลในโลกโซเชียลกระทุ้งอย่างนี้เขาจะปลดให้อย่างนั้นหรือ กลไกที่มันปลดได้คือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯ ของพรรคร่วมฝ่ายค้านโหวตคว่ำ เรื่องมันแค่นั้นเอง ไม่เข้าใจการแสดงความเห็นกับการแสดงออกของพรรคประชาชน ตรรกะทำไมย้อนแย้งกันเหลือเกิน ผู้นำฝ่ายค้านต้องซัดเต็มไมล์ใส่เต็มแม็กซ์ ไม่ใช่เต็มไปด้วยข้ออ้างเสมือนทำหน้าที่เป็นฝ่ายปกป้อง จนโลกโซเชียล แฟนคลับสีส้ม ชักจะทนไม่ไหว ติติงให้เลิกเป็นไม้ค้ำให้กับรัฐบาลอนุทินได้แล้ว เพราะไม่อย่างนั้น การเลือกตั้ง 2569 จะถูกประชาชนลงโทษคาหีบเลือกตั้งแน่นอน.

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ย้ำดูช่วงที่เหมาะสมที่สุด

อบอุ่น! ปางช้างแม่สาทำบุญวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ

สุดอบอุ่น ปางช้างแม่สาจัดพิธีทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิด “พ่อเลี้ยงชูชาติ” พร้อมฉลองวันเกิด 2 ขวบ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจคนใหม่ พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลครบรอบวันเกิดผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สา

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ที่ปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สา พร้อมด้วยบุตรชาย นายพลช หรือ “อ้ายไอซ์” กัลมาพิจิตร ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีทำบุญวันคล้ายวันเกิดของ พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สาที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม 2568

เวลา 10.09 น. ได้เริ่มพิธีสงฆ์ โดยนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 5 รูป มาทำพิธีเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร, ปู่เชิด กัลมาพิจิตร, ย่าสะอิ้ง ทรรทรานนท์, ป้าสุรางค์ โยมสินธ์, ป้าพาณี กัลมาพิจิตร รวมถึงช้างและควาญช้าง ตลอดจนพนักงานที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปถึง นายชัยพินธ์ ขัติยะ หรือ “อ้อน ไทยรัฐ” อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสและหัวหน้าศูนย์ข่าวไทยรัฐภาคเหนือ ที่เสียชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ด้วย

ต่อมาเวลา 10.40 น. ได้มีการถวายสังฆทานและอาหารเพลแด่พระสงฆ์ และร่วมกันกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ท่ามกลางบรรดาลูกหลานและควาญช้างอาวุโสที่มาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันร้องเพลง “Happy Birthday” พร้อมมอบเค้กวันคล้ายวันเกิดให้แก่พ่อเลี้ยงชูชาติ ด้านหน้ารูปปั้นพ่อเลี้ยงชูชาติ อีกด้วย

จากนั้นเวลา 11.00 น. พระสงฆ์จำนวน 5 รูป ได้ไปร่วมฉลองวันเกิด 2 ขวบ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจตัวล่าสุด โดยได้ประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่น้องชูใจ และแม่วันเพ็ญ

หลังจากนั้นมีการจัดงานฉลองครบรอบ 2 ปีเต็มให้กับ “น้องชูใจ” ลูกช้างพังเพศเมีย ขวัญใจของปางช้างแม่สา ที่เกิดในวันเดียวกับวันเกิดของพ่อเลี้ยงชูชาติ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566

โดยปางช้างแม่สาได้จัด สะโตกผลไม้ ชุดใหญ่ เพื่อให้น้องชูใจได้ฉลอง ร่วมกับแม่วันเพ็ญ และแขกรับเชิญพิเศษคือ พลายขุนศึก พี่ชายน้องชูใจ นับเป็นการรวมครอบครัว ระหว่างพี่ชายและน้องสาว ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

บรรดาผู้ร่วมงานได้ร่วมกันร้องเพลง “Happy Birthday” ให้กับน้องชูใจที่แสดงความน่ารักและขี้เล่นอย่างสนุกสนาน ขณะที่การถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก Maesa Elephant Camp ทำให้แฟนคลับทางบ้านร่วมอวยพรและมอบกระเช้าผลไม้ผ่านช่องทางออนไลน์ให้กับน้องชูใจและช้างทั้งปาง

ทางด้านนางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหาร ได้ป้อนอาหารให้น้องชูใจพร้อมกล่าวอวยพรให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และขอให้บุญบารมีของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สา มาช่วยคุ้มครองช้าง ลูกหลาน และพนักงานควาญช้างทุกคนให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมและสนับสนุนปางช้างแม่สาอย่างต่อเนื่อง.

อบอุ่น ปางช้างแม่สาทำบุญครบรอบวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ และ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจคนใหม่

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ปางช้างแม่สาได้จัดงานทำบุญสุดอบอุ่น เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิดของพ่อเลี้ยงชูชาติ ผู้ก่อตั้งปางช้าง และฉลองวันเกิดครบ 2 ปีของ “น้องชูใจ” ช้างน้อยขวัญใจของทุกคน งานนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรัก และความผูกพันระหว่างคนกับช้าง

ภาพบรรยากาศพิธีทำบุญวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ

ในพิธีทำบุญ อบอุ่น ปางช้างแม่สาทำบุญครบรอบวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ และ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจคนใหม่ ได้นิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อเลี้ยงชูชาติ รวมถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งหลาย พิธีเต็มไปด้วยความสงบและความเคารพ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสะโตกผลไม้ชุดใหญ่ให้น้องชูใจได้ฉลองวันเกิดร่วมกับแม่วันเพ็ญและพลายขุนศึกพี่ชาย สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

การจัดงาน อบอุ่น ปางช้างแม่สาทำบุญครบรอบวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ และ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจคนใหม่ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและความรักที่มีต่อผู้ก่อตั้งปางช้าง รวมถึงความเมตตาที่มีต่อช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับปางช้างแม่สามาอย่างยาวนาน

หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ปางช้างแม่สาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาด การได้มาสัมผัสกับความน่ารักของน้องชูใจ และได้ร่วมทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแน่นอน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและอนุรักษ์ช้างไทยที่ปางช้างแม่สา แล้วคุณจะหลงรักที่นี่อย่างแน่นอน

อบอุ่น ปางช้างแม่สาทำบุญครบรอบวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ และ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจคนใหม่ เป็นภาพที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคนและช้างที่ปางช้างแม่สา

ที่มา – อบอุ่น ปางช้างแม่สาทำบุญครบรอบวันเกิดพ่อเลี้ยงชูชาติ และ “น้องชูใจ” ช้างขวัญใจคนใหม่