วัน: 6 ธันวาคม 2025

ศุภจีดันส่งออก! บุกตลาดซาอุฯ ขยายสินค้าไทย

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ถกประธานสภาหอการค้าซาอุฯ เดินหน้าขยายการส่งออกสินค้าและบริการไทยในตะวันออกกลาง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ตนและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับ Mr. Hassan bin Moajeb Al-Huwaizi ประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุน ตลอดจนการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นางศุภจี กล่าวว่า ตนและประธานสภาหอการค้าซาอุฯ เห็นพ้องว่าภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนเต็มที่ โดยในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายมีพัฒนาการเป็นอย่างมาก มีการเดินทางเยือน การจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความสนใจในการขยายการค้าสินค้าและบริการระหว่างกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ตนได้ใช้โอกาสนี้เชิญประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงาน Thailand International Mega Fair 2025 ซึ่งภาคเอกชนไทยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 ธันวาคม 2568 ณ กรุงริยาด ณ Riyadh International Convention and Exhibition Center โดยงานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าและบริการไทยที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียครอบคลุมหลากหลายสาขาศักยภาพของไทย อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม น้ำมันกฤษณาและเครื่องหอม สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าและบริการสุขภาพ การก่อสร้างและการตกแต่ง การท่องเที่ยวและการบริการ นอกจากนี้ ตนยังได้กล่าวสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Riyadh World Expo 2030 ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย พร้อมทั้งได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรและอาหารฮาลาล การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ

“ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากโครงการขนาดใหญ่ภายใต้วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ซึ่งเปิดช่องให้สินค้าและบริการของไทยมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร อาหารฮาลาล วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงภาคธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม สปา การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และโรงพยาบาล จึงเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศผ่านการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน” นางศุภจี กล่าว

การหารือครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ตนได้รับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับแนวทางอำนวยความสะดวกการค้า การแก้ไขปัญหาอุปสรรค และการเพิ่มกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจ ตลอดจนเชิญชวนนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นทั้งในไทยและซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันการส่งออกของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นางศุภจียังได้เยี่ยมชม 20 บูธของผู้ประกอบการไทย ที่นำสินค้าและบริการไปนำเสนอแก่ผู้ซื้อซาอุดีอาระเบีย ทั้งสินค้าอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม สินค้าไลฟ์สไตล์ และบริการด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าซาอุฯ เป็นอย่างมาก โดยผู้ประกอบการไทยหลายรายมีกิจกรรม Business Matching กับคู่ค้าท้องถิ่น และมีแนวโน้มที่จะเกิดการสั่งซื้อในหลายหมวดสินค้า

ในปี 2567 ซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องจักรกล ในขณะที่สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และก๊าซธรรมชาติ

ศุภจี หารือประธานหอการค้าซาอุฯ ขยายส่งออกสินค้า-บริการ ดันสินค้าไทยบุกตะวันออกกลาง

การผลักดัน ศุภจี หารือประธานหอการค้าซาอุฯ ขยายส่งออกสินค้า-บริการ ดันสินค้าไทยบุกตะวันออกกลาง ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยที่จะได้ขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการสินค้าและบริการที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอาหารฮาลาล ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดซาอุดีอาระเบีย

โอกาสทอง! ศุภจีดันส่งออกสินค้าไทยบุกซาอุฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เล็งเห็นถึงศักยภาพในการ ศุภจี หารือประธานหอการค้าซาอุฯ ขยายส่งออกสินค้า-บริการ ดันสินค้าไทยบุกตะวันออกกลาง จึงได้หารือกับประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบียเพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดไปยังซาอุดีอาระเบีย สามารถเข้าร่วมงาน Thailand International Mega Fair 2025 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงริยาด ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการของตนเองให้เป็นที่รู้จักในตลาดซาอุดีอาระเบีย

การที่ ศุภจี หารือประธานหอการค้าซาอุฯ ขยายส่งออกสินค้า-บริการ ดันสินค้าไทยบุกตะวันออกกลาง ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าและบริการไปยังตลาดซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม

ที่มา – “ศุภจี” หารือประธานหอการค้าซาอุฯ ขยายส่งออกสินค้า-บริการ ดันสินค้าไทยบุกตะวันออกกลาง

น้ำท่วมหาดใหญ่: เศรษฐกิจเสียหายแสนล้าน!

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน และมีปริมาณขยะที่ต้องจัดการกว่า 1 ล้านตัน

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ความคืบหน้าของการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการจัดการขยะ การช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ดร.กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดเผยว่า ปริมาณขยะที่เกิดจากน้ำท่วมครั้งนี้มีมากถึง 1 ล้านตัน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 2 เดือนในการจัดเก็บและทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ปัจจุบันสามารถจัดเก็บขยะได้เพียง 20% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชน เทศบาลนครหาดใหญ่ได้จัดตั้งครัวชุมชนใน 103 ชุมชน โดยสนับสนุนงบประมาณชุมชนละ 5 หมื่นบาทต่อวัน เพื่อจัดหาอาหารแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะมีการหารือร่วมกับหอการค้า สมาคมโรงแรม และองค์กรต่างๆ เพื่อรวบรวมปัญหาและหาแนวทางการช่วยเหลือภาคธุรกิจในหาดใหญ่ รวมถึงการเสนอแนวทางไปยังรัฐบาล

ประเด็นสำคัญคือการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ SMEs เพื่อให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ การประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงความเสียหายของรถยนต์ที่จมน้ำมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ยังไม่นับรวมสถานประกอบการ ร้านค้า และบ้านเรือนประชาชนกว่า 8 หมื่นครัวเรือน

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม นอกจากนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่เพื่อติดตามการทำความสะอาดและหารือเกี่ยวกับการจัดการขยะและการทำงานของโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ดำเนินการทำความสะอาดไปแล้วกว่า 70%

ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน

ผลกระทบโดยรวมจากความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน

น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจหาดใหญ่ การฟื้นฟูต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้เมืองหาดใหญ่กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการฟื้นฟู

การสนับสนุน SMEs และการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

ที่มา – ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน ขยะกว่า 1 ล้านตัน

MERCEDES-BENZ S-CLASS FACELIFT 2026 มาแน่!

Mercedes-Benz S-Class เจเนอเรชั่นที่ 7 (W223) เปิดตัวในปี 2020 ผ่านมา 5 ปี ได้เวลาที่จะปรับหน้าตาให้สดใหม่เพื่อเข้าสู่การ Facelift ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติของรถเยอรมัน การปรับโฉมในปี 2026 MERCEDES-BENZ S-CLASS FACELIFT 2026 เรือธงรุ่นนี้จะมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การปรับปรุงไม่ได้อยู่ที่ตัวถังหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่จะอยู่ที่สถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีของรถลีมูซีนสุดหรู รายงานล่าสุดจากสื่อรถต่างประเทศระบุว่า S-Class จะได้รับชิปประสิทธิภาพสูง ทำหน้าที่เป็นระบบประสาทส่วนกลาง รองรับและควบคุมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Level 2+ และ Level 2++ จาก NVIDIA และด้วยการเปิดตัวรถซีดาน CLA ในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 คาดว่า new S-Class Facelift จะมีระบบ MB.OS ที่ให้บริการ AI จากทั้ง Google และ Microsoft เทคโนโลยีใหม่ที่คุณน้าตราดาวเพิ่มเข้ามา ถูกนำเสนอด้วยระบบส่องสว่างแบบใหม่บนตัวถัง จอภาพไฮเปอร์สกีนก็ไม่ได้จบแค่ EQS รวมถึงการเป็นรถลีมูซีนยอดนิยมของโรงแรม 8 ดาว ที่ยังต้องต่อสู้กับ BMW Series-7 ต่อไป…….

Mercedes-Benz S-Class Facelift 2026 การปรับโฉมรอบใหม่ของเรือธงตราดาว ในที่สุดโฉมใหม่ก็มาพร้อมกับกระจังที่มีดวงดาวเรืองแสงอยู่เต็มไปหมดคล้ายกับ new CLA ที่เพิ่งจะเปิดตัวในไทยไปสดๆร้อนๆ new Facelift S Model 2026 ผสานดีไซน์ด้านหน้าและด้านหลังใหม่ เข้ากับการตกแต่งภายในที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แน่นอนว่า Mercedes ตั้งเป้าที่จะยกระดับรถซีดานรุ่นเรือธงให้ก้าวขึ้นสู่ระดับความหรูหรายิ่งขึ้น ของเดิมนั้นหรูสุดขั้วอยู่แล้ว การเติมความพรีเมี่ยมเข้าไปอีกก็เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความอลังการของงานตกแต่งภายในแบบใหม่ที่คล้ายกับ EQS!!

Mercedes-Benz S-Class Facelift 2026 สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี นับตั้งแต่ Benz Patent-Motorwagen ยานพาหนะยุคแรกของแบรนด์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิตออกจำหน่ายทำการขับเคลื่อนไปบนถนนในยุครัชกาลที่ 5 S-ClassFacelift ล่าสุดนี้ดูสปอร์ตกว่าโฉมปัจจุบัน แม้จะเป็นเพียงการปรับปรุงในเวอร์ชันไนเนอร์เชนจ์ การพัฒนา มาพร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ โดยแต่ละชุดประกอบด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันรูปดาวสองชุด สะท้อนถึงธีมการออกแบบล่าสุดที่เห็นได้ในรถรุ่นใหม่ของแบรนด์

รูปทรงโดยรวมของไฟก็ดูแตกต่างออกไปจากเดิม กระจังหน้าขนาดใหญ่กว่า S โฉมปัจจุบันเล็กน้อย จากข้อมูลสิทธิบัตรที่หลุดออกมาเมื่อไม่นานมานี้ บ่งชี้ถึงดีไซน์ใหม่ที่คล้ายกับรถแนวคิด Mercedes-Benz Vision Iconic จับคู่กับกันชนใหม่และฝาครอบช่องรับอากาศใหม่ ด้านข้างของ S-Class ปี 2026 แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง บั้นท้ายที่เรียบหรู มีไฟท้ายแบบใหม่พร้อมไฟ LED ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ทำให้ท้ายของ S-Class Facelift 2026 ดูสดใสขึ้น

Mercedes ทำการปรับห้องโดยสารของซาลูนเรือธงให้มีความหรูหรามากกว่าเดิม โฉมปัจจุบันมีแผงหน้าปัดดิจิทัลแยกต่างหากและหน้าจออินโฟเทนเมนต์แนวตั้งเหนือกลางแผงหน้าปัด แต่ความเปลี่ยนแปลงไปในปี 2026 new S-Class ใช้หน้าจอ Hyperscreen แบบเดียวกับ EQS ประกอบด้วยแผงหน้าปัด ระบบอินโฟเทนเมนต์ และจอแสดงผลสำหรับผู้โดยสาร ทั้งหมดรวมอยู่ในกระจกแผ่นเดียว

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ระหว่าง EQS และ S-Class ใหม่ คือ S-Class ใหม่ มีปุ่มสตาร์ท/หยุด เครื่องยนต์อยู่บนแผงหน้าปัด พวงมาลัยใหม่ สวิตช์ควบคุมระดับเสียงใหม่ แต่ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้องโดยสารของรุ่นใหม่นี้ยังคงเป็นความลับ เนื่องจากยังคงอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบ งานตกแต่งภายในของรถต้นแบบทั้งหมดถูกหุ้มด้วยผ้าสีดำ

คาดว่า S-Class รุ่นปรับปรุงใหม่ ยังใช้ระบบส่งกำลังแบบเดียวกับโฉมปัจจุบัน แต่ปรับแต่งสมรรถนะและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 442 แรงม้า รวมถึงรุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกันและชุดแบตเตอรี่ 28.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้กำลังรวม 503 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร จะกลับมาอีกครั้ง ใน S 63 E Performance รุ่นท็อปสุด ซึ่งมีกำลังถึง 791 แรงม้าจากเครื่องยนต์ V8 ไฮบริด เมื่อทุกอย่างต้องเชื่อมกับระบบไฮบริดเพื่อลดมลพิษ ทำให้ new S-Class ไหลลื่นและเงียบขึ้น แต่ก็ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ S580e คือตัวอย่างของความเนียนเมื่อพลังงานผสมทั้งสองระบบทำงานอย่างเต็มที่ ส่วน S350d ดีเซลก็ยังคงมีให้เลือกเหมือนเดิมแต่ดูเหมือนแบรนด์ตราดาวอยากให้ลูกค้าซื้อรุ่นปลั๊กอินไฮบริดมากกว่า เพระออปชันของรุ่นเสียบปลั๊กนั้นตึงไม้ตึงมือมากๆ

Mercedes-Benz new S-Class Facelift จะเปิดตัวในตลาดรถหรูของโลกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่วนประเทศไทยนั้นมาแน่ๆ แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ……

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

MERCEDES-BENZ S-CLASS FACELIFT 2026

MERCEDES-BENZ S-CLASS FACELIFT 2026: เรือธงที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่

โดยรวมแล้ว MERCEDES-BENZ S-CLASS FACELIFT 2026 นั้นเป็นการปรับปรุงที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการพัฒนาเทคโนโลยีและประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรวมถึงการยกระดับประสบการณ์การใช้งานภายในรถให้มีความหรูหราและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ที่มา – เรือธงเตรียมลงถนน! MERCEDES-BENZ S-CLASS FACELIFT 2026

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ชีวิตพลิกผันด้วยเงินบริจาค

เรื่องราวสุดประทับใจจากรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อน้ำใจชาวเน็ตหลั่งไหล ระดมทุนบริจาคเงินกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 63 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ผู้ที่ต้องทำงานหนักในวัยเกษียณ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ แซม ไวเดนโฮเฟอร์ (Sam Weidenhofer) ครีเอเตอร์หนุ่มวัย 22 ปีจากออสเตรเลีย เจ้าของยอดผู้ติดตามกว่า 10 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย ได้เดินทางไปถ่ายทำวิดีโอที่ร้าน Meijer ในเมืองไบรท์ตัน ระหว่างนั้นเขาได้พบกับคุณตาเอ็ด แบมบาส (Ed Bambas) คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ที่ทำงานอยู่ที่นั่น และได้ทราบเรื่องราวชีวิตที่น่าเห็นใจของคุณตา ที่ยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาชำระหนี้สิน หลังจากภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคร้าย

ด้วยความประทับใจในความขยันขันแข็งและจิตใจดีของคุณตาเอ็ด แซมจึงตัดสินใจเปิดแคมเปญระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม GoFundMe โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ให้สามารถปลดหนี้และใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมีความสุข ผลปรากฏว่าแคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้คนทั่วโลก โดยมีผู้ร่วมบริจาคกว่า 15,000 ราย ทั้งยอดเงินเล็กน้อยหลักสิบดอลลาร์ ไปจนถึงยอดเงินจำนวนมากหลักหมื่นดอลลาร์

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ตื้นตันใจกับเงินบริจาค

ในช่วงเวลาที่แซม ไวเดนโฮเฟอร์ ได้มอบเช็คเงินบริจาคให้กับคุณตาเอ็ด คุณตาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พร้อมกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “โอ้พระเจ้า… ขอบคุณมากจริงๆ” ความรู้สึกตื้นตันใจและความซาบซึ้งในน้ำใจของผู้คนนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

เงินบริจาคที่ได้รับนี้ จะช่วยให้คุณตาเอ็ดสามารถปลดหนี้สินจำนวนกว่า 225,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยเกษียณได้อย่างมีความสุข คุณตาเอ็ดเปิดเผยว่า เขาตั้งใจที่จะกลับไปเล่นกอล์ฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก และเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่ไม่ได้พบกันมานาน

เรื่องราวของ คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี กลายเป็นแรงบันดาลใจ

แม้ว่าคุณตาเอ็ดจะได้รับเงินบริจาคจำนวนมากที่ทำให้เขาสามารถเกษียณอายุได้ทันที แต่คุณตาก็ยังคงยืนยันที่จะทำงานต่อไปอีกสักพัก เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกคนที่เคยพูดคุยและให้กำลังใจเขามาตลอดชีวิตการทำงาน ความขยันขันแข็งและความมีน้ำใจของคุณตาเอ็ดนั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องราวของคุณตาเอ็ด แบมบาส คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ สร้างความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คนในสังคม ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ แม้จะอยู่ในวัยที่ควรจะได้พักผ่อนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เรื่องราวของคุณตาเอ็ดจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ และสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

เรื่องราวของคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี สอนให้เรารู้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะใด เราก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เพียงแค่เรามีความตั้งใจและมีน้ำใจที่จะแบ่งปัน

ที่มา – คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

วันนี้โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 แล้ว!

รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้! ล่าสุดโอน เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 ให้กับพี่น้องในจังหวัดสงขลาและตรัง รวมกว่า 40,935 ครัวเรือน คิดเป็นเงินกว่า 368 ล้านบาท ใครที่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ รีบติดต่อธนาคารด่วนๆ เลย เพื่อรับเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วทันใจ

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าการจ่าย เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 ในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา 4 รูปแบบดังนี้:

  1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
  3. ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  4. ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

สำหรับการโอน เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน จะทำการโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยที่ได้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 40,935 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 368,577,000 บาท โดยแบ่งเป็นจังหวัดสงขลา 40,947 ครัวเรือน (เฉพาะอำเภอหาดใหญ่ 15,913 ครัวเรือน) และจังหวัดตรัง 6 ครัวเรือน การโอนเงินจะดำเนินการผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน และเงินจะเข้าบัญชีของผู้ประสบภัยตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

จนถึงปัจจุบัน ปภ. และธนาคารออมสินได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยไปแล้ว 5 ครั้ง (วันที่ 1-5 ธันวาคม 2568) ใน 8 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 612,573 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 5,513,157,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • จ.สงขลา 245,736 ครัวเรือน (เฉพาะ อ.หาดใหญ่ 42,179 ครัวเรือน)
  • จ.ตรัง 281 ครัวเรือน
  • จ.นครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน
  • จ.นราธิวาส 7,224 ครัวเรือน
  • จ.ปัตตานี 72,105 ครัวเรือน
  • จ.ยะลา 2,423 ครัวเรือน
  • จ.สตูล 25,625 ครัวเรือน
  • จ.สุราษฎร์ธานี 1,945 ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม มีการโอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 8,657 ครัวเรือน เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับบัญชี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6

“ขอความร่วมมือประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน รีบติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อดำเนินการผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ตรวจสอบสิทธิ์ เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6

สำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบสถานะการรับเงินช่วยเหลือ สามารถตรวจสอบได้ผ่านทางเว็บไซต์ของ ปภ. ที่ ระบบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน โดยกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อตรวจสอบสถานะ

การจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินช่วยเหลือนี้ จะสามารถช่วยให้พี่น้องชาวใต้ของเรา สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – วันนี้โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 อีก 40,935 ครัวเรือน 368 ล้านบาท

อนุทิน ปัดตอบ ปม นายก อบจ.สงขลาด้อยค่า อส.

“อนุทิน” นำคณะลงพื้นที่หาดใหญ่อีกครั้ง ปฏิเสธตอบปม “นายก อบจ.สงขลา” ด้อยค่า อส.-คนไทยบาดเจ็บเหตุสู้รบเมียนมา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง

เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาถึงท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 เพื่อเดินทางไปยังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมรัฐมนตรี อาทิ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะ

การเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ครั้งนี้ของนายอนุทิน เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีที่ นายก อบจ.สงขลา ด้อยค่า อส. และสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย

ประเด็นสำคัญที่สื่อมวลชนพยายามสอบถามคือ กรณีที่ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวในลักษณะด้อยค่ากองอาสารักษาดินแดน (อส.) รวมถึงกรณีที่คนไทยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในเมียนมา และมีกระสุนตกในฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน โบกมือปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนที่จะออกเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

อนุทิน ปฏิเสธตอบปม “นายก อบจ.สงขลา” ด้อยค่า อส.

การที่นายอนุทินปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็น “นายก อบจ.สงขลา” ด้อยค่า อส. ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนถึงท่าทีของรัฐบาลต่อเรื่องนี้

ทำไมนายอนุทินถึงปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่อง “นายก อบจ.สงขลา” ด้อยค่า อส.?

การที่นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบ อาจเป็นเพราะเหตุผลทางการเมือง หรืออาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ ยิ่งทำให้ประเด็นนี้ได้รับความสนใจและถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความคิดเห็นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน การด้อยค่ากองอาสารักษาดินแดน (อส.) อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานนี้

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องคนไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในเมียนมา ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน การที่นายอนุทินปฏิเสธที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เกิดความกังวลและความไม่สบายใจในหมู่ประชาชน

ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามหรือการปกปิดข้อมูล อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประชาชนในระยะยาว

การที่ นายก อบจ.สงขลาด้อยค่า อส. เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม การแสดงความคิดเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสามัคคี การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น และการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสามัคคี

ที่มา – “อนุทิน” ปฏิเสธตอบปม “นายก อบจ.สงขลา” ด้อยค่า อส.-คนไทยบาดเจ็บ เหตุสู้รบเมียนมา

จีนใช้หุ่นยนต์ตำรวจจราจร สุดล้ำที่หางโจว

สุดล้ำ! มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เริ่มนำร่องใช้ หุ่นยนต์ตำรวจจราจร รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เมืองหางโจวแล้ว โดยเจ้าหุ่นยนต์นี้สามารถสั่งการและดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริง

จีนใช้หุ่นยนต์ตำรวจจราจร นำร่องที่หางโจว

หุ่นยนต์ตำรวจจราจร ตัวนี้มีชื่อว่า “หังซิงหมายเลข 1” (Hangxing No.1) ถูกพัฒนาโดยหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ตำรวจจราจรหางโจว (Hangzhou Traffic Police Tactical Unit: TPTU) มาพร้อมกับกล้องความละเอียดสูงและเซนเซอร์จำนวนมาก ทำให้มันสามารถตรวจจับพฤติกรรมการฝ่าฝืนกฎจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสียงเตือนไปยังผู้ที่สัญจร ทั้งคนเดินถนน และยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ ให้ปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างแม่นยำผ่านระบบเสียงอัจฉริยะ

ผู้ที่สัญจรในบริเวณดังกล่าวเล่าว่า เพียงแค่เดินเลยเส้นไปไม่ถึงครึ่งเมตร หุ่นยนต์ตำรวจจราจร ก็ส่งเสียงเตือนทันที แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนอง นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยังแสดงความคิดเห็นว่า หุ่นยนต์เหล่านี้จะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เป็นอย่างมาก และเชื่อว่าการใช้หุ่นยนต์ในการดูแลการจราจรจะเป็นเทรนด์ในอนาคต

นอกจากความสามารถในการตรวจจับการฝ่าฝืนกฎจราจรแล้ว “หังซิงหมายเลข 1” ยังสามารถทำงานร่วมกับสัญญาณไฟจราจร เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการควบคุมการสัญจร และเฝ้าระวังตามจุดเสี่ยงต่างๆ ได้อีกด้วย ความคล่องตัวของหุ่นยนต์ยังช่วยให้สามารถย้ายตำแหน่งประจำการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการจราจรในพื้นที่ที่มีปริมาณรถหนาแน่นได้เป็นอย่างดี

ความสามารถของ หุ่นยนต์ตำรวจจราจร หังซิงหมายเลข 1

  • ตรวจจับการฝ่าฝืนกฎจราจรแบบเรียลไทม์
  • ส่งเสียงเตือนผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร
  • ทำงานร่วมกับสัญญาณไฟจราจร
  • ช่วยควบคุมการสัญจรและเฝ้าระวังจุดเสี่ยง
  • ย้ายตำแหน่งประจำการได้รวดเร็ว

จาง ว่านเจ๋อ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้อธิบายว่า หุ่นยนต์มี 2 โหมดการทำงานหลักๆ คือ โหมดที่ยืนกำกับการจราจรอยู่กลางถนน และโหมดที่ช่วยนำทางตามสี่แยกต่างๆ โดยในปัจจุบัน หุ่นยนต์ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน แต่ในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนที่จะติดตั้งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถโต้ตอบด้วยเสียง ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน หรือรองรับคำสั่งต่างๆ ได้อย่างอัจฉริยะยิ่งขึ้นไปอีก

การนำ หุ่นยนต์ตำรวจจราจร มาใช้งานจริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบจราจรในเมืองใหญ่ ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน หากการทดลองใช้งานประสบความสำเร็จ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ในเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศจีนในอนาคตอันใกล้นี้

เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ การนำ AI มาใช้ในงานตำรวจจราจรนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ที่มา – ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

กกล.ผาเมือง ยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ที่เวียงแก่น

กองกำลังผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 สุดยอด! ตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ซุกซ่อนริมป่าในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย งานนี้เตรียมขยายผลเพื่อตามล่าหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. กองกำลังผาเมือง โดย ฉก.ทัพเจ้าตาก ได้สนธิกำลังร่วมกับร้อย ตชด.326 และร้อย.ทพ.3104 ฉก.ทพ.31 เปิดปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนบ้านร่มฟ้าทอง หมู่ 18 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นไปตามแผนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564

ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นวัตถุต้องสงสัยถูกห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำ วางอยู่บริเวณแนวป่าริมถนน พิกัด PB 532975 จึงเข้าไปทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลปรากฏว่าเป็นกระสอบหลากสีที่ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 6 กระสอบ โดยแบ่งเป็นกระสอบละ 200,000 เม็ด จำนวน 5 กระสอบ และกระสอบละ 100,000 เม็ด จำนวน 1 กระสอบ รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,100,000 เม็ด โอ้โห! เยอะมากๆ

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า กลุ่มลำเลียงยาเสพติดน่าจะนำของกลางมาซุกซ่อนไว้เพื่อรอจังหวะในการขนส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนใน แต่เนื่องจากอาจจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ จึงตัดสินใจทิ้งของกลางทั้งหมดไว้ก่อนเพื่อหลบหนี

ขณะนี้ของกลางทั้งหมดได้ถูกนำไปเก็บรักษาและตรวจสอบเพิ่มเติมที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

กกล.ผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 ตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ซุกริมป่าพื้นที่ อ.เวียงแก่น

การจับกุมยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของกองกำลังผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งมั่นในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่ชุมชนและสังคมไทย

ความสำคัญของการตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ในครั้งนี้

การตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

  • ป้องกันการแพร่ระบาด: ช่วยลดปริมาณยาเสพติดที่เข้าสู่ตลาดและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไป
  • ลดอาชญากรรม: ยาเสพติดมักเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การก่ออาชญากรรม การลดปริมาณยาเสพติดจึงช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้อีกทางหนึ่ง
  • สร้างความปลอดภัย: การปราบปรามยาเสพติดช่วยสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับสังคม

นอกจากนี้ การจับกุมครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดว่า ทางการไทยมีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากประเทศ

การทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของ กองกำลังผาเมือง และ ตชด.326 เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังต่อไป เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – กกล.ผาเมือง ร่วมกับ ตชด.326 ตรวจยึดยาบ้า 1.1 ล้านเม็ด ซุกริมป่าพื้นที่ อ.เวียงแก่น

โบรีนี่ซัลโว! ซัลฟอร์ดช็อกเลย์ตันในเอฟเอคัพ

โบรีนี่ซัลโว! ซัลฟอร์ดช็อกเลย์ตันในเอฟเอคัพ

ฟาบิโอ โบรีนี่ อดีตกองหน้าลิเวอร์พูลและทีมชาติอิตาลี ทำประตูให้ซัลฟอร์ด ซิตี้ ในเกมที่พวกเขาเอาชนะเลย์ตัน โอเรียนท์ 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบสามของเอฟเอ คัพ ได้อย่างน่าประทับใจ แฟนบอลต่างตื่นเต้นกับฟอร์มการเล่นของทีม

ซัลฟอร์ดช็อกเลย์ตันในเอฟเอคัพ

เกมนี้ถือเป็นเกมที่น่าจดจำสำหรับซัลฟอร์ด ซิตี้ อย่างแท้จริง ด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นที่ยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถเอาชนะทีมจากลีกที่สูงกว่าได้อย่างขาดลอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำประตูของฟาบิโอ โบรีนี่ ได้สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก ทำให้หลายคนพูดถึงโอกาสในการเข้ารอบต่อไปของพวกเขา

ทำไมชัยชนะของซัลฟอร์ด ซิตี้ เหนือ เลย์ตัน โอเรียนท์ ถึงสำคัญ?

ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของเอฟเอ คัพ เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมซัลฟอร์ด ซิตี้ ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การเอาชนะทีมที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเลย์ตัน โอเรียนท์ ได้อย่างท่วมท้น เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะและทีมงานทุกคน ว่าพวกเขามีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ ชัยชนะครั้งนี้ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของสโมสรอีกด้วย การเข้าไปอยู่ในสายตาของแฟนบอลและสื่อมวลชนมากขึ้น จะช่วยดึงดูดผู้สนับสนุนและนักลงทุนให้เข้ามาสนับสนุนทีมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทีมในระยะยาว

ไฮไลท์สำคัญของเกม:

  • ประตูสุดสวยของฟาบิโอ โบรีนี่
  • ฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งของกองหลังซัลฟอร์ด ซิตี้
  • การประสานงานที่ยอดเยี่ยมของกองกลาง
  • ความมุ่งมั่นและสปิริตของทีม

บทวิเคราะห์เกม:

ซัลฟอร์ด ซิตี้ เล่นได้อย่างมีวินัยและมีประสิทธิภาพตลอดทั้งเกม พวกเขาคุมจังหวะเกมได้ดี และสามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมาย ในขณะที่เลย์ตัน โอเรียนท์ ดูเหมือนจะ Underestimate ทีมจากลีกที่ต่ำกว่า และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับรูปแบบการเล่นของซัลฟอร์ด ซิตี้ ได้

อนาคตของซัลฟอร์ด ซิตี้ ในเอฟเอ คัพ:

หลังจากที่ผ่านเข้าสู่รอบสามของเอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ ซัลฟอร์ด ซิตี้ จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่กำลังเข้าฝัก และความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น พวกเขามีโอกาสที่จะสร้างเซอร์ไพรส์และผ่านเข้าสู่รอบลึกๆ ได้เช่นกัน แฟนบอลต่างรอคอยที่จะได้เห็นพวกเขาลงเล่นในเกมต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ

การที่ โบรีนี่ซัลโว! ซัลฟอร์ดช็อกเลย์ตันในเอฟเอคัพ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้กับเเฟนบอล

ชัยชนะที่สวยงามของซัลฟอร์ดซิตี้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าในโลกของฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้! ทีมเล็กๆ ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ หากมีความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในตนเอง

ที่มา – Borini scores as Salford shock Leyton Orient in FA Cup