วัน: 8 ธันวาคม 2025

เนย์มาร์ผ่าเข่า! หวังลุยบอลโลกยังริบหรี่?

ความหวังในการลงเล่นฟุตบอลโลก 2026 ของเนย์มาร์เริ่มสั่นคลอน หลังต้องเข้ารับการผ่าตัดเข่าเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บสะสมที่เรื้อรังมานาน การตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เนย์มาร์ฝืนลงเล่นเพื่อช่วยทีมบ้านเกิดอย่างซานโตสให้รอดพ้นจากการตกชั้นจากบราซิล เซเรีย อา

แม้จะอายุ 33 ปีแล้ว เนย์มาร์ยังคงเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์และเป็นที่ต้องการตัวสูง แต่ปัญหาอาการบาดเจ็บกลับเป็นอุปสรรคสำคัญที่คอยขัดขวางเส้นทางอาชีพของเขามาโดยตลอด การลงเล่นทั้ง 90 นาทีในเกมที่ซานโตสเอาชนะครูเซโร 3-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของเนย์มาร์ที่มีต่อสโมสร

เนย์มาร์เพิ่งกลับมาค้าแข้งในลีกสูงสุดของบราซิลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลา 18 เดือนกับอัล ฮิลาล ในซาอุดีอาระเบีย โดยได้ลงเล่นไปเพียง 7 นัดเท่านั้น การกลับมาครั้งนี้ เนย์มาร์มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ซานโตสรอดพ้นจากการตกชั้น ด้วยการทำไป 5 ประตูจาก 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

หลังจบเกม เนย์มาร์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมมาที่นี่เพื่อสิ่งนี้ เพื่อพยายามช่วยเหลือให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผม”

“ผมขอขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้างและให้กำลังใจผม ถ้าไม่มีพวกเขา ผมคงไม่ได้ลงเล่นในเกมเหล่านี้เพราะปัญหาที่เข่าของผม”

อาการบาดเจ็บทำให้เนย์มาร์ ซึ่งเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของบราซิลด้วยผลงาน 79 ประตูจากการลงเล่น 128 นัด ไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมชาติตั้งแต่เกมที่พ่ายแพ้ต่ออุรุกวัยเมื่อเดือนตุลาคม 2023

เนย์มาร์ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัดหรือระยะเวลาในการพักฟื้นที่คาดการณ์ไว้ โดยกล่าวเพียงว่า “ผมต้องพักผ่อนก่อน จากนั้นผมจะเข้ารับการผ่าตัดเข่า” แต่แน่นอนว่าสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความหวังในการลงเล่นฟุตบอลโลกของเขา

เนย์มาร์ผ่าเข่า! หวังลุยบอลโลกยังริบหรี่?

ในเดือนตุลาคม คาร์โล อันเชล็อตติ หัวหน้าโค้ชทีมชาติบราซิล กล่าวว่า เนย์มาร์จะต้องฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายให้เต็มที่และอยู่ในฟอร์มที่ดี เพื่อที่จะได้รับการเรียกตัวกลับเข้าสู่ทีมชาติสำหรับฟุตบอลโลกที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ในช่วงซัมเมอร์หน้า

แม้ว่าอนาคตในทีมชาติจะยังไม่แน่นอน แต่ความสามารถและประสบการณ์ของเนย์มาร์ยังคงเป็นที่ต้องการของหลายสโมสร การผ่าตัดเข่าครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพค้าแข้งของเขา

ผลกระทบต่อทีมชาติบราซิล หากเนย์มาร์ผ่าเข่า!

หากเนย์มาร์ไม่สามารถกลับมาฟิตสมบูรณ์ได้ทันเวลาสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อทีมชาติบราซิล เนื่องจากเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในแนวรุกและเป็นผู้นำทีม

  • ขาดความสามารถในการทำประตู: เนย์มาร์เป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของบราซิล การขาดเขาไปจะทำให้ทีมชาติขาดตัวจบสกอร์ที่มีประสิทธิภาพ
  • ขาดผู้นำ: เนย์มาร์เป็นผู้นำทั้งในและนอกสนาม การขาดเขาไปจะทำให้ทีมชาติขาดผู้เล่นที่มีประสบการณ์และสามารถกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมได้
  • แผนการเล่นต้องปรับเปลี่ยน: ทีมชาติบราซิลอาจจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่น หากเนย์มาร์ไม่สามารถลงเล่นได้

อย่างไรก็ตาม ทีมชาติบราซิลยังมีผู้เล่นที่มีความสามารถคนอื่นๆ ที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนเนย์มาร์ได้ เช่น วินิซิอุส จูเนียร์ และโรดรีโก้

การเข้ารับการผ่าตัดของเนย์มาร์จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่ออนาคตของเขาในวงการฟุตบอล รวมถึงความหวังของทีมชาติบราซิลในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไป มาคอยดูกันว่า เนย์มาร์จะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้งหรือไม่ และเขาจะยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติบราซิลได้หรือไม่ เนย์มาร์ผ่าเข่า! หวังลุยบอลโลกยังริบหรี่? หรือจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ที่มา – Neymar’s World Cup hopes in doubt over knee surgery

พฐ.เก็บ “ไซยาไนด์” ร้านทอง ไขคดีนัทปง

ความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนัทปง นักข่าวและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ได้นำตัว นาย ก. ไปยังร้านทองย่านบางแค ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเขา เพื่อเก็บตัวอย่าง “ไซยาไนด์” ส่งตรวจพิสูจน์ การดำเนินการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับสาร “ไซยาไนด์” ที่พบในบ้านพักของนัทปง เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยในคดีการเสียชีวิตของเขา ขณะที่นาย ก. อยู่ในอาการเคร่งเครียดและถูกสอบปากคำอย่างต่อเนื่องนานกว่า 4 ชั่วโมง

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากนายณัฐวุฒิ หรือ นัทปง ปงลังกา อายุ 35 ปี เสียชีวิตอย่างปริศนาภายในบ้านพักของตนเองใน จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา การพบข้อความแชทที่ นาย ก. สนทนากับนัทปงเกี่ยวกับสาร “ไซยาไนด์” ทำให้เขาถูกเรียกตัวมาสอบสวน

พฐ.เก็บ “ไซยาไนด์” ร้านทองส่งตรวจพิสูจน์คลี่คลายคดี “นัทปง” นำตัว นาย ก. สอบเครียด

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจากทั้งปทุมธานีและนนทบุรี ได้เก็บลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของ นาย ก. เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางมายัง สภ.บางกรวย เพื่อหารือกับ ผบช.ภ.1 เกี่ยวกับการทำงานของพนักงานสอบสวน นายอัจฉริยะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทีมข่าวที่ไม่ส่งมอบหลักฐานสำคัญ เช่น ภาพวงจรปิดและสาร “ไซยาไนด์” ให้กับพนักงานสอบสวน แต่กลับนำไปเผยแพร่เพื่อหวังผลด้านเรตติ้ง

นายอัจฉริยะยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่รอบคอบของพนักงานสอบสวนในการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และการไม่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างเหมาะสม

การสอบปากคำ นาย ก. ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง โดยที่เขามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ “ไซยาไนด์” ในคดีนัทปง

ในช่วงบ่ายของวันที่ 8 ธันวาคม พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้นำตัว นาย ก. ไปยังร้านทองแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าย่านบางแค ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเขา เพื่อเก็บตัวอย่างสาร “ไซยาไนด์” ที่ใช้ในร้าน เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์และเปรียบเทียบกับสารที่พบในบ้านพักของนัทปง การดำเนินการนี้มีขึ้นเพื่อตรวจสอบว่าสารทั้งสองชนิดมีความเหมือนกันหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การไขปริศนาการเสียชีวิตของนัทปงได้

การเสียชีวิตของนัทปงยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด จะเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ที่มา – พฐ.เก็บ “ไซยาไนด์” ร้านทองส่งตรวจพิสูจน์คลี่คลายคดี “นัทปง” นำตัว นาย ก. สอบเครียด

คนละครึ่งพลัส เฟส 2

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เป็นโครงการที่หลายคนกำลังจับตามอง เนื่องจากเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนเพิ่มเติม หลังจากเฟสแรกมีผู้ตกหล่นจำนวนมาก โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จในเฟสนี้ คาดว่า จะได้รับวงเงินสูงสุด 4,000 บาท และจะสามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีหน้า ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาและออกแบบระบบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม. วันที่ 9 ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าจะให้สิทธิกับผู้ที่ตกหล่นจากเฟสแรกเป็นกลุ่มแรก รับวงเงินอุดหนุน 4,000 บาท และสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ทันทีในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่องหลังเฟสแรกสิ้นสุด

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน

ปัจจุบัน โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 อยู่ระหว่างขั้นตอนการหารือและออกแบบการดำเนินงาน โดยรัฐบาลยืนยันว่า จะเปิดให้ผู้ตกหล่นจากเฟสแรกลงทะเบียนใหม่ได้ เบื้องต้น คาดว่าเปิดลงทะเบียนภายในเดือนธันวาคม 2568 และ เริ่มใช้สิทธิได้จริงในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟส 2

  • มีสัญชาติไทย
  • อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
  • มีบัตรประชาชน
  • ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
  • ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินในโครงการที่เกี่ยวข้อง

วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ประชาชนที่สนใจ คาดว่า สามารถลงทะเบียนผ่านแอป เป๋าตัง โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. ดาวน์โหลดและเปิดใช้งานแอปฯ เป๋าตัง
  2. กดลงทะเบียนรับสิทธิในแบนเนอร์โครงการ
  3. ตรวจสอบผลผ่าน SMS หรือหน้าแอปฯ
  4. เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วจึงเริ่มใช้สิทธิได้ตามกำหนด

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เท่าไร ใช้วันไหน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชัดเจนแล้วว่า คนที่ไม่เคยเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟส 1 ควรได้รับวงเงินมากกว่า ส่วนวงเงินที่จะได้รับต่อคนนั้น ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่รัฐบาล และสำนักงานงบประมาณจัดสรร พร้อมยืนยันว่า ตัวเงิน 4,000 บาท เป็นเพียงตัวเลขสมมติเท่านั้น 

ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ควบคู่ไปกับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน รอบใหม่ ยืนยันจะเริ่มจ่ายเงินให้ประชาชนภายในเดือน ม.ค. 69 

วิธีลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นช่องทางหลักในการกดรับสิทธิ์คนละครึ่งพลัส เฟส 2 สำหรับผู้ใช้งานใหม่หรือผู้ที่ยังไม่เคยยืนยันตัวตน ควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยมีขั้นตอนสำคัญที่แนะนำให้ดำเนินการก่อนถึงวันลงทะเบียนจริง

1. การติดตั้งและสมัครใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่

  • ดาวน์โหลดแอปฯ “เป๋าตัง” ผ่าน App Store (iOS) หรือ Google Play (Android)
  • ปิดสัญญาณ Wi-Fi และเปิดอินเทอร์เน็ตมือถือ (4G/5G) เพื่อความเสถียรในการยืนยันตัวตน
  • กรอกข้อมูลเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์มือถือ และใส่รหัส OTP ที่ได้รับ
  • ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าหรือเลือกยืนยันผ่านแอปฯ ThaID ตามขั้นตอนที่กำหนด
  • ตั้งรหัส PIN 6 หลักและกดเปิดใช้งานบริการ G-Wallet เพื่อเตรียมพร้อมรับสิทธิ์

2. การกดรับสิทธิ์คนละครึ่งพลัส เมื่อโครงการเปิดให้ลงทะเบียน

เมื่อถึงช่วงเปิดลงทะเบียน (คาดว่าเดือนธันวาคม 2568) ให้เข้าแอปฯ เป๋าตัง และเลือกแบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2” เพื่อทำรายการลงทะเบียน หลังจากนั้นรอรับ SMS แจ้งผลการพิจารณาสิทธิ์ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบจะสามารถเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป

วิธียืนยันตัวตนผ่านตู้ ATM กรุงไทย (กรณีสแกนหน้าไม่ผ่าน)

สำหรับผู้ที่ใช้การสแกนใบหน้าไม่สำเร็จ สามารถยืนยันตัวตนที่ตู้ ATM สีเทาของธนาคารกรุงไทย โดยไม่จำเป็นต้องใช้บัตร ATM ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยลดปัญหาการยืนยันตัวตนในระบบแอปพลิเคชัน

  • เลือกเมนู “ทำรายการด้วยบัตรประชาชน” หรือ “ยืนยันตัวตน / บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่หน้าตู้
  • เลือกเมนู “บริการยืนยันตัวตน” ตามด้วยการยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข
  • เสียบบัตรประชาชนลงในช่องอ่านบัตร และรอให้ระบบตรวจสอบจนเสร็จสมบูรณ์
  • นำบัตรออกและกลับไปยืนยันตัวตนต่อบนแอปฯ เป๋าตังอีกครั้งเพื่อให้การสมัครสมบูรณ์

เงื่อนไขคนละครึ่งพลัส เฟส 2

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างออกแบบหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในกลุ่มผู้เคยได้รับสิทธิและผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม โดยมีแนวทางเบื้องต้นว่า

  • ผู้ใช้สิทธิครบ 2,000 บาทในเฟสแรก สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ได้
  • ผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน จะได้รับวงเงินมากกว่า
  • วงเงินที่ผู้ใช้เฟสแรกไม่ได้ใช้จะถูกรวมกลับเข้าสู่ระบบเพื่อนำมาใช้ในเฟสใหม่

สรุป คนละครึ่งพลัส เฟส 2

โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มจ่ายเงินให้ประชาชนได้ในเดือน ม.ค. 69 โดยผู้ที่ตกหล่นจากเฟสแรกมีโอกาสได้รับวงเงินมากกว่า ทั้งนี้ ต้องรอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน? เช็กเลย!

อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน? มาเช็กเงื่อนไขและคุณสมบัติล่าสุด พร้อมดูว่าใครมีสิทธิเข้าร่วมโครงการนี้บ้าง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 หลังจากที่รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้แก่ร้านค้ารายย่อย ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟสแรก ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ไปแล้ว โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเริ่มใช้จ่ายวันแรกตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา หลายคนคงกำลังรอ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน ใช่ไหม?

สำหรับผู้ที่พลาดการลงทะเบียนในโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟสแรก” ยังมีโอกาสในโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ที่ตกหล่นจากการได้รับสิทธิในรอบแรก ใครที่ไม่ทันในเฟสแรกก็อาจได้รับเงิน 4,000 บาท โดยคาดว่าขั้นตอนการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 นั้นจะไม่แตกต่างจากการลงทะเบียนใน “คนละครึ่งพลัส” เฟสแรกมากนัก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดทั้งหมดได้ภายในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้โครงการสามารถเริ่มใช้งานได้ภายในเดือนมกราคม 2569

“ในระหว่างนี้ เราจะทำการปรับปรุงรายละเอียดของโครงการให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนในเรื่องของงบประมาณที่จะนำมาใช้นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นกัน แต่คาดว่าจากงบกลางที่มีอยู่ จะยังคงเพียงพอต่อการดำเนินงาน แม้ว่าจะได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ไปแล้ว” นายลวรณ กล่าว

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ในรอบแรก สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 ในช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. โดยชำระผ่าน G Wallet

สำหรับคำถามที่ว่า คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน นั้น ในเบื้องต้นคาดการณ์ว่าขั้นตอนจะไม่แตกต่างจากการลงทะเบียนในเฟสแรก คือจะต้องลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

เตรียมตัวให้พร้อม! คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน เร็วๆนี้รู้แน่!

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน จะได้ไม่พลาดสิทธิ! มาดูกันว่ามีคุณสมบัติและเงื่อนไขอะไรบ้าง

คุณสมบัติและเงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

1. ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย

2. ต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

3. ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน

4. ต้องไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

5. ต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

อัปเดตล่าสุด วิธีลงทะเบียน “แอปฯ เป๋าตัง”

1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store (รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป)

2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา

3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”

4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ “เป๋าตัง”

5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน

6. เตรียมบัตรประชาชน

7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน

8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ

10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน

11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

เงื่อนไขการใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

1. ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส ได้ตามเวลาที่กำหนด

2. รัฐช่วยจ่าย 50% ผู้ได้รับสิทธิจ่ายเอง 50% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

3. จำกัดสิทธิไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน หรือสูงสุด ตามวงเงินสิทธิ

  • ผู้ยื่นแบบภาษี: 2,400 บาท/คน
  • ผู้ไม่ยื่นแบบภาษี: 2,000 บาท/คน

4. สิทธิจะถูกสะสม หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน

5. ระบบจะคืนสิทธิที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิและจะคำนวณสิทธิใหม่ในเวลา 06:00 น. ของทุกวัน

6. ใช้สิทธิกับร้านค้าที่ร่วมโครงการเท่านั้น

7. ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 06:00 – 23:00 น. ของทุกวัน (ไม่สามารถใช้สิทธินอกเวลาดังกล่าวได้)

8. แจ้งเตือนยอดใช้จ่ายสิทธิคงเหลือได้ที่แอปฯ เป๋าตัง

9. ใช้จ่ายกับร้านค้าฟู้ดเดลิเวอรี ได้ เฉพาะร้านอาหาร/เครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น (ไม่รวมค่าจัดส่ง)

ท้ายที่สุดแล้ว โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแน่นอน อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการลงทะเบียนเมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการนะครับ!

ที่มา – คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน เช็กเงื่อนไขล่าสุด ใครได้รับสิทธิบ้าง

ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมจัดเก็บภาษี

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องขอวินิจฉัย ปมปลัดกระทรวงการคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ เหตุผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องตาม รธน. มาตรา 213

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นางสาวรัชชร วิไลสกุลยศ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ถูกร้อง ซึ่งกำหนดนโยบายโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ให้ประชาชนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และให้กรมสรรพากรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยการนำกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) มาบังคับใช้ในโครงการลดหย่อนภาษี ไม่เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียภาษีฐานล่างได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เป็นการเอื้อประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 26 มาตรา 27 และ มาตรา 62 โดยศาลฯเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213

ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

สรุปข่าวสำคัญ: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดเก็บภาษีของปลัดกระทรวงการคลัง โดยอ้างเหตุผลว่าผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วในเรื่องนี้

ทำความเข้าใจประเด็น ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

ประเด็นหลักของเรื่องนี้อยู่ที่การตีความและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้ร้องเห็นว่านโยบายของปลัดกระทรวงการคลังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในเรื่องนี้แล้ว ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยนี้คือ การที่นโยบายการจัดเก็บภาษีที่ถูกร้องเรียนยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป และอาจส่งผลกระทบต่อผู้เสียภาษีในกลุ่มต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินว่านโยบายดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงแต่เป็นการตัดสินว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือการติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้เสียภาษี และหากเห็นว่านโยบายใดไม่เป็นธรรม ก็สามารถใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการร้องเรียนหรือเรียกร้องให้มีการแก้ไขได้

นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินและเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง

การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมืองการปกครอง และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถใช้ในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถศึกษาได้จากเอกสารคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และบทวิเคราะห์ของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ศาล รธน. ตีตกคำร้อง ปมปลัดคลัง กำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีไม่ชอบ

สกลธีรับกระแสดี! คนแห่ชิง สส. กทม. ประชาธิปัตย์ทะลุ 150

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้สนใจเสนอตัวลงชิงชัย สส. มากกว่า 150 คน เตรียมสัมภาษณ์ 15-16 ธันวาคมนี้ ก่อนเสนอ กก.บห. เคาะเลือก 24 ธันวาคม 2568

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ด้านนโยบายภาพรวม ตนและนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน ได้ร่วมเปิดงาน First Meet Bangkok ก้าวแรก นัดเปิดสนาม จุดพลังไอเดีย เป้าหมายเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน ปรากฏมีผู้สนใจเข้ามาสมัครมากกว่า 150 คน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 33 เขตในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่มีบุคคลให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และเกินความคาดหมายของตนเองด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดรับผู้สนใจในแคมเปญนี้และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสตอบรับดีมาก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีใจรักและมีความมุ่งมั่น เพราะมีความรู้ทางวิชาการจริงๆ หวังนำองค์ความรู้เหล่านี้ ที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ มาช่วยและร่วมกันพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศ” นายสกลธีกล่าว

ถือเป็นครอบครัว ปชป.

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็น First Meet หรือเป็นการนัดพบกันครั้งแรกของบรรดาผู้สนใจสมัคร เพื่อเป็นการระดมสมอง ระดมความคิด เพราะเชื่อว่าทุกคนที่มาร่วมกันในครั้งนี้ ต่างมาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจสุจริต และอยากจะเห็นการเมืองสุจริตภายใต้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนๆ กัน ซึ่งการมาพบกันรอบนี้ ไม่ได้จบเพียงครั้งนี้ แต่เรายังมีการระดมความคิดอย่างนี้อีกในครั้งถัดไป เพื่อนำไอเดียที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ และประเทศ มาออกแบบในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

“ทุกท่านที่เข้ามาสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคใน 33 เขตกทม. ต่างถือว่าเราเป็นครอบครัวประชาธิปัตย์ ที่สามารถเข้ามาช่วยระดมสมองในการพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศไปพร้อมกันได้” นายสกลธี กล่าว

ขอให้มั่นใจคัดเลือกเป็นธรรม

นายสกลธี กล่าวเสริมว่าหลังจากการพบกันครั้งแรกของผู้สมัครในวันนี้แล้ว ในวันที่ 15-16 ธันวาคมที่จะถึง จะมีการสัมภาษณ์รายบุคคล และพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแต่ละท่าน ให้กรรมการคัดสรร และเสนอคณะกรรมการบริหาร เพื่อขอมติเลือกผู้เหมาะสมในวันที่ 24 ธันวาคม 2568  “ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. เขตกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์มีครบถ้วนทุกกระบวนการตามกฎหมาย และความชอบธรรม” นายสกลธี กล่าว

ย้ำเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ภายในงาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณผู้สมัครทุกคน พร้อมระบุว่านี่เป็นกิจกรรมรูปแบบใหม่ของพรรคที่ไม่เคยจัดมาก่อน สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างพรรคขึ้นใหม่ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม และหลีกเลี่ยงระบบอุปถัมภ์ พร้อมเล่าย้อนถึงประสบการณ์ช่วงอายุ 27 ปีที่เข้าสู่การเมือง เพื่อยืนยันว่าพรรคเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เสมอ แม้กระบวนการคัดเลือกจะเข้มงวดตามกฎหมาย แต่ทุกคนที่มาสมัครยังมีบทบาทช่วยงานพรรคได้ แม้ไม่ได้ลงสมัครใน 33 เขตก็ตาม

หวังทุกคนร่วมพัฒนาประเทศ

เช่นเดียวกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า เวที First Meet ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้สนใจลงสมัครจำนวนมากในกรุงเทพฯ และเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคกำลังสร้างตัวใหม่ เขาย้ำว่าผู้ทำงานการเมืองต้องมีจิตสาธารณะและความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมแชร์ประสบการณ์ว่าความรู้ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาก่อนลงสมัคร เป็นแรงผลักดันให้ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง พร้อมทิ้งท้ายแสดงความยินดีกับผู้สมัครทุกคนที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ และหวังว่าทุกคนจะใช้ความรู้ความสามารถร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

ทำไมคนถึงสนใจลงสมัคร สส. กทม. กับพรรคประชาธิปัตย์เยอะขนาดนี้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในการเลือกตั้ง สส. กรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค รวมถึงความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในกรุงเทพฯ จากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ

กระแสตอบรับที่ดีเกินคาดนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ และมีศักยภาพในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนและเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

นายสกลธีเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สมัครและประชาชนทั่วไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

การมีผู้สนใจเสนอตัวลงชิง สส. ในกรุงเทพมหานครกับพรรคประชาธิปัตย์มากถึง 150 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น

การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะคนรุ่นใหม่มีมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

อย่ารอช้า! หากคุณมีความสนใจในการเมืองและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของพรรคประชาธิปัตย์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การที่ “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน แสดงให้เห็นถึงความหวังและความต้องการของประชาชนในการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

ที่มา – “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

เร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว เพิ่มรายได้รัฐ

นักวิชาการอิสระสนับสนุนข้อเสนอให้กรมสรรพาสามิตปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว จากปัจจุบันที่มี 2 อัตรา ชี้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านรายได้ของรัฐบาลและในด้านสาธารณสุขโดยรวม

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ได้กล่าวว่า ตนเองได้เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษาเรื่องภาษีสรรพาสามิตบุหรี่ของกรมสรรพาสามิต กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และยังได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า การสร้างความชัดเจนในเรื่องโครงสร้างภาษีบุหรี่นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อกลุ่มเกษตรกรในฐานะผู้ผลิต ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของกรมสรรพาสามิตในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวให้เร็วที่สุด เพราะผลการศึกษาได้ยืนยันแล้วว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบ 2 อัตรานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านรายได้และผลกระทบต่อสาธารณสุขโดยรวม หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้มากกว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยาสูบมีการเติบโตที่ติดลบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบมาตั้งแต่เริ่มใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราในปี 2560

ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีอัตราเดียวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบุหรี่ผิดกฎหมาย หากมีการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ในวันที่เข้าร่วมรับฟังผลงานวิจัยนั้น กรมสรรพาสามิตได้รับทราบถึงประเด็นดังกล่าวและรวมไว้ในผลการศึกษาแล้ว ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวในครั้งนี้ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของบุหรี่เถื่อน ในทางกลับกัน บุหรี่เถื่อนกลับเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการใช้ภาษี 2 อัตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเดือนตุลาคม 2564 ที่มีการปรับนโยบายภาษีบุหรี่ครั้งล่าสุด ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นสูง เนื่องจากการที่รัฐบาลในยุคนั้นยังคงเลือกที่จะคงโครงสร้างบุหรี่แบบ 2 อัตราไว้จนถึงปัจจุบัน

รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวต่อไปว่า รายงาน WHO Report on the Global Tobacco Epidemic (2025) ได้เสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของภาษียาสูบ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นมาตรฐานและการยกเว้นโครงสร้างภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้ยาสูบบางประเภท จึงอาจอนุมานได้ว่า สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ โครงสร้างภาษียาสูบแบบหลายอัตรา (Multiple Tiers) ซึ่งเอื้อให้ตลาดยาสูบราคาถูกขยายตัว โดยรายงานของ WHO ยังคงพบปัญหานี้ใน 31 ประเทศ จากทั้งหมด 178 ประเทศ ซึ่งใช้ระบบภาษีหลายอัตรา ทำให้มาตรการภาษียาสูบไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้ภาษีอัตราเดียว หรือที่เรียกว่า Uniform Tax Rate

นอกจากนี้ รายงาน WHO ยังได้ยกตัวอย่างประเทศปากีสถาน ซึ่งมีการกำหนดภาษียาสูบที่ซับซ้อน เนื่องจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาสูบ ในปี 2556 ปากีสถานได้นำระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรามาใช้ แม้ว่ารายได้จากภาษีจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่ในหลายปีต่อมารายได้ของรัฐบาลกลับลดลง ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ผู้ผลิตรายงานยอดการผลิตสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ในปี 2560 รัฐบาลได้กำหนดเพิ่มอัตราภาษีอีก 1 ชั้น รวมเป็นอัตราภาษี 3 อัตรา เพื่อลดภาษีให้กับบุหรี่ราคาถูก แต่มาตรการนี้กลับส่งผลเสีย ทำให้รายได้จากภาษียาสูบของรัฐบาลลดลงประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 เพียงปีเดียว และเป็นเหตุให้ประเทศปากีสถานยุบรวมภาษี 3 อัตราจนเหลือ 2 อัตรา ในปี 2562

เร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว

ทำไมต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว?

ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจให้โครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว โดยไม่ควรรอรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะจะส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลจากภาษีบุหรี่ที่สูญหายไปเป็นจำนวนมาก การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวอีกด้วย

การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาดและรวดเร็วในเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล เกษตรกร และประชาชน

ที่มา – เสนอเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้มีอัตราเดียวหลังรัฐสูญรายได้กว่า 7 หมื่นล้าน

ผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่ – ข่าวลือวันจันทร์

การคาดเดาอย่างชาญฉลาดช่วยให้ Derek McInnes ผู้จัดการทีม Heart of Midlothian เอาชนะ Wilfried Nancy และทีม Celtic ของเขาได้ในวันอาทิตย์ (Scotsman – จำเป็นต้องสมัครสมาชิก), external

Harry Milne นักเตะสารพัดประโยชน์ของ Hearts วัย 29 ปี จะถูกแบนในการเจอกับ Rangers ในวันที่ 21 ธันวาคม หลังจากได้รับใบเหลืองในเกมที่ชนะ Celtic เมื่อวันอาทิตย์ (Edinburgh Evening News – จำเป็นต้องสมัครสมาชิก), external

Kris Boyd อดีตกองหน้าของ Rangers ตั้งคำถามว่าการมาถึงของ Nancy ที่ Celtic มาถูกที่ถูกเวลาหรือไม่ (Sun), external

แนนซี่ได้ปกป้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่รุนแรงของ Celtic และยืนยันว่าเขาจะไม่กดปุ่มตื่นตระหนกหลังจากเกมเปิดตัวที่เลวร้าย (Daily Record), external

Hearts ดูเหมือนจะเป็นแชมป์เปี้ยนอีกครั้งในการแนะนำตัวของ Nancy ที่ Celtic (Scottish Sun), external

ปฏิกิริยาหลังเกมของ Nancy ต่อความพ่ายแพ้ของ Celtic ทำให้เขาได้รับการเปรียบเทียบกับ Russell Martin อดีตผู้จัดการทีม Rangers ที่ถูกไล่ออก (Scottish Sun), external

Paul Tisdale หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลของ Celtic ถูกจับภาพทางโทรทัศน์ขณะที่ดูเหมือนจะผล็อยหลับไประหว่างความพ่ายแพ้ในบ้านของ Celtic (Scottish Sun), external

Dean Shiels อดีตผู้จัดการทีม Coleraine ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้เล่นของ Hibernian, Kilmarnock และ Rangers กำลังอยู่ในช่วงการแข่งขันเพื่อตำแหน่งผู้จัดการทีม Greenock Morton (Daily Record), external

Cesar Garza ที่ยืมตัวมามีแนวโน้มที่จะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ออกจาก Dundee ในเดือนมกราคมเนื่องจาก Dark Blues วางแผนที่จะลดขนาดทีม (The Courier), external

เจ้าของผับในบอสตันซึ่งมาจาก Aberdeenshire ได้เริ่มกักตุน Tennent’s เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของกองทัพ Tartan สำหรับฟุตบอลโลก (Scottish Sun), external

ผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่

ทำไมผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่ถึงสำคัญ?

การพ่ายแพ้ของ Wilfried Nancy ในการเปิดตัวกับ Celtic สร้างความตกตะลึงให้กับวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่กล้าหาญของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และอนาคตของเขากับทีมก็ถูกตั้งคำถาม ผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขวัญกำลังใจของทีมและความเชื่อมั่นของแฟนบอลอีกด้วย

ผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่ ยังทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่ไม่พึงประสงค์กับ Russell Martin อดีตผู้จัดการทีม Rangers ซึ่งประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาที่เขาคุมทีม Celtic แฟนบอลและนักวิจารณ์ต่างสงสัยว่าแนนซี่มีความสามารถในการพลิกสถานการณ์และนำ Celtic กลับสู่เส้นทางแห่งชัยชนะได้หรือไม่

การพ่ายแพ้ครั้งนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมตัวและการวิเคราะห์คู่ต่อสู้ Derek McInnes ผู้จัดการทีม Hearts สามารถเอาชนะ Nancy ได้ด้วยการคาดเดาอย่างชาญฉลาด แสดงให้เห็นว่าการมีความรู้เกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของคู่ต่อสู้เป็นสิ่งสำคัญเพียงใด ผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าในโลกของฟุตบอล การปรับตัวและความยืดหยุ่นเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของ Paul Tisdale หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลของ Celtic ที่ดูเหมือนจะผล็อยหลับไประหว่างเกม แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความเหนื่อยล้าที่มาพร้อมกับการทำงานในระดับสูงของวงการกีฬาอาชีพ ภาพนี้กลายเป็นไวรัลและเพิ่มความอับอายให้กับสโมสร

โดยรวมแล้ว ผลพวงความพ่ายแพ้ของแนนซี่ เป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดพลาดทางยุทธวิธี ความกดดัน และความคาดหวังที่สูงต่อผู้จัดการทีม Celtic สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ไปจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของแนนซี่กับสโมสร และจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันชิงแชมป์ในฤดูกาลนี้

ที่มา – Fallout from Nancy debut defeat – Monday’s gossip

ข้อสอบท้องถิ่น 68 ออกอะไร? เกณฑ์ตัดสิน ประกาศผล

ข้อสอบท้องถิ่น 68 ออกอะไรบ้าง พร้อมอัปเดตวิธีดู “ผลคะแนนสอบ” ผ่านทางเว็บไซต์ เช็กเลย เกณฑ์การตัดสิน และการขึ้นบัญชีผู้สอบได้ มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ “สอบท้องถิ่น 68” การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) และภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง (ภาค ข) ซึ่งจัดสอบขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เวลา 09.00 – 11.00 และ 13.00 – 15.30 น. ณ ศูนย์สอบในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ยกเว้นศูนย์สอบในภาคใต้ เขตที่ 1 และเขตที่ 2 ที่มีการเลื่อนการสอบออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัย โดยจะมีการแจ้งกำหนดวัน เวลา สถานที่สอบอีกครั้ง

แน่นอนว่าหลังจากสอบเสร็จ หลายคนก็ได้มีการแชร์ประสบการณ์ และรีวิวถึง “ข้อสอบทองถิ่น 68” เป็นจำนวนมาก บ้างก็มีทั้งบอกว่ายาก ขณะที่บางส่วนก็บอกว่าง่าย สามารถทำได้ในหลายๆ ข้อ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ

ขณะที่ทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “อย่าบูลลี่คนสอบท้องถิ่นเพราะพี่ John ข้อเดียว ข้อสอบมียากง่ายเป็นเรื่องปกติ ถ้าใครแน่จริงต้องทำได้ทั้ง 100 ข้อสิ I don’t care” ซึ่งหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ต่างก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องข้อสอบเป็นจำนวนมาก

ข้อสอบท้องถิ่น 68 ออกอะไรบ้าง เปิดหลักสูตรวิธีการสอบ

หลักสูตรและวิธีการสอบแข่งขัน มี 3 ภาค โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) คะแนนเต็ม 100 คะแนน

เป็นการสอบโดยข้อสอบปรนัย โดยคำนึงถึงระดับความรู้ความสามารถที่ต้องการตามระดับตำแหน่ง ดังนี้

  • (1) วิชาความสามารถในการศึกษาวิเคราะห์และสรุปเหตุผล กำหนดคะแนนเต็ม 30 คะแนน

ให้ทดสอบความสามารถในการศึกษา วิเคราะห์และสรุปเหตุผลโดยการให้สรุปความหรือให้จับประเด็นในข้อความหรือเรื่องราว หรือให้วิเคราะห์เหตุการณ์หรือสรุปเหตุผลทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม หรือให้หาแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปตามข้อมูลหรือสมมติฐาน หรือให้ศึกษาวิเคราะห์ และสรุปเหตุผลอย่างอื่น ซึ่งจะทดสอบความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้

  • (2) วิชาความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติราชการ กำหนดคะแนนเต็ม 30 คะแนน

ให้ทดสอบความรู้เกี่ยวกับกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งและอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา กฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ระเบียบงานสารบรรณ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และระเบียบกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการ ตลอดจนเจตคติและจริยธรรมสำหรับข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

  • (3) วิชาภาษาไทย กำหนดคะแนนเต็ม 20 คะแนน

ให้ทดสอบความรู้และความสามารถในการใช้ภาษา โดยการให้สรุปความและหรือตีความจากข้อความสั้น ๆ หรือบทความ และให้พิจารณาเลือกใช้ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ จากคำ หรือกลุ่มคำ ประโยคหรือข้อความสั้น ๆ หรือให้ทดสอบโดยการอย่างอื่นที่เหมาะสมกับการทดสอบความรู้ความสามารถดังกล่าว

  • (4) วิชาภาษาอังกฤษ กำหนดคะแนนเต็ม 20 คะแนน

ให้ทดสอบความรู้ความสามารถภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐาน ทางการอ่าน การสรุปความ การตีความ หรือให้ทดสอบโดยการอย่างอื่นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถดังกล่าว

2. ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง (ภาค ข) คะแนนเต็ม 100 คะแนน

เป็นการสอบโดยข้อสอบปรนัย โดยผู้สมัครสอบในตำแหน่งใดต้องสอบความรู้ความสามารถในทางที่จะใช้ในการปฏิบัติงานในหน้าที่โดยเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น

3. ภาคความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) คะแนนเต็ม 100 คะแนน

เป็นการประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ จากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานและพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบและจากการสัมภาษณ์ ทั้งนี้อาจใช้วิธีการอื่นใดเพิ่มเติมอีกก็ได้ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ที่อาจใช้ประโยชน์ ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ ความสามารถ ประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จริยธรรมและคุณธรรม การปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปฏิภาณไหวพริบและบุคลิกภาพอย่างอื่น เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้สมัครสอบทุกตำแหน่งต้องสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) และภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง (ภาค ข) ก่อน แล้วผู้ที่สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) และภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง (ภาค ข) ตามเกณฑ์แล้ว จะต้องยื่นหลักฐานเข้าสอบภาคความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) ต่อไป

เกณฑ์การตัดสิน “สอบท้องถิ่น 68”

ผู้สอบแข่งขันได้ ต้องเป็นผู้สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีเงื่อนไขว่า วิชาภาษาอังกฤษต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ด้วย สำหรับผู้สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) สำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. จะออกหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก)

ซึ่งสามารถนำหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ไปใช้กับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้ โดยสามารถใช้ได้ตลอดไป เว้นแต่คณะกรรมการกลางข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) กำหนดเป็นอย่างอื่น

ผู้ที่ได้รับหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) ในตำแหน่งที่บรรจุและแต่งตั้งในระดับปริญญาตรี ให้สามารถนำมาใช้สมัครสอบแข่งขันหรือบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีได้ โดยผู้สอบแข่งขันได้ ต้องเป็นผู้สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง (ภาค ข) และภาคความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) แต่ละภาคได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60

การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้

การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ จะขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มภาค/เขต ตามที่ผู้สอบแข่งขันได้ยื่นไว้ โดยในแต่ละกลุ่มภาค/เขต ให้นำคะแนนจากการสอบภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะสำหรับตำแหน่ง (ภาค ข) และความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) มารวมกัน แล้วจัดเรียงลำดับที่จากผู้ได้คะแนนรวมสูงสุดลงมาตามลำดับ

กรณีที่มีผู้สอบได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนภาคความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) มากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้าได้คะแนนภาคความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค) เท่ากัน ให้ผู้สมัครที่ชำระเงินค่าธรรมเนียมการสมัครสอบก่อนเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า โดยพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานในการชำระเงินตามระบบ

การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ จะขึ้นบัญชีไว้เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันประกาศขึ้นบัญชี เว้นแต่กรณีที่มีการเรียกผู้สอบแข่งขันมารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่งตั้งภายในอายุบัญชีแล้ว แต่อยู่ในระหว่างการขอความเห็นชอบการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ ให้ขยายอายุบัญชีผู้สอบแข่งขันได้นั้นออกไปอีกไม่เกิน 30 วัน โดยถือเอาวันที่ไปรษณีย์ลงรับหรือการลงรับหนังสือตามระเบียบการนั้นเป็นหลักฐาน

“สอบท้องถิ่น 68” ประกาศผลสอบวันไหน

สำหรับรายละเอียดการขอดูผลคะแนนสอบท้องถิ่น สามารถทำได้ดังนี้

1. เมื่อประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้แล้ว คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขัน พนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะได้มีประกาศให้ผู้สมัครสอบสามารถดูคะแนนสอบได้ทางเว็บไซต์ https://dla-local2568.thaijobjob.com/ หัวข้อ “ดูผลคะแนนสอบ” โดยกรอกเลขประจำตัว 13 หลัก และเลขประจำตัวสอบ

2. การประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ให้ถือเป็นที่สุด ผู้สอบไม่มีสิทธิขอให้ทบทวนแต่ประการใด คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ดำเนินการสอบแข่งขันด้วยความสุจริต และเที่ยงธรรม

ดังนั้น หากมีบุคคลกลุ่มใดหรือผู้ใดแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบสอบแข่งขันได้ หรือมีพฤติการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ โปรดอย่าได้หลงเชื่อ และให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) หรืออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือท้องถิ่นจังหวัด

การเตรียมตัวที่ดีและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์การตัดสินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสอบท้องถิ่น 68 ขอให้ทุกท่านที่กำลังเตรียมตัวสอบประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้นะคะ

ที่มา – “ข้อสอบท้องถิ่น 68” ออกอะไรบ้าง เช็กเกณฑ์การตัดสินขึ้นบัญชีผู้สอบได้ วันประกาศผล