วัน: 8 ธันวาคม 2025

นายกฯ ประชุม 7 ผู้ว่าฯชายแดน ดูแลประชาชนเต็มที่

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่ พร้อมแผนอพยพให้ทันเหตุการณ์หลังทหารไทย-กัมพูชา เปิดฉากปะทะ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเช้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงติดตามการอพยพและการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนายกฯ ได้กำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และดูแลในเรื่องของแผนการอพยพ

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การสั่งกำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนได้รายงานสถานการณ์ล่าสุด ปัญหาอุปสรรค และความต้องการในการสนับสนุนจากส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญจากการประชุม นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน

  • การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
  • การเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพ
  • การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

การที่ นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นอย่างดี

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจและดำเนินมาตรการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาดูแลและสั่งการด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อประชาชนชาวไทยทุกคน การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

การดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และเตรียมพร้อมแผนอพยพอย่างรัดกุม เป็นสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

วูล์ฟส์จะแย่กว่าดาร์บี้ไหม? หนีสถิติเลวร้าย?

ผ่านมา 226 วัน มีผู้จัดการทีม 3 คน ผู้อำนวยการกีฬา 2 คน ผู้อำนวยการด้านเทคนิค 1 คน และเสียไป 37 ประตู นับตั้งแต่ที่วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ชนะครั้งสุดท้ายในพรีเมียร์ลีก

ทีมจมอยู่ท้ายตาราง มีเพียง 2 คะแนน และอยู่ห่างจากโซนปลอดภัยถึง 12 คะแนน อนาคตในลีกสูงสุดของพวกเขาดูมืดมน การแพ้ในลีก 7 นัดติดต่อกัน เท่ากับสถิติการแพ้ติดต่อกันยาวนานที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีก และขาดอีกเพียงนัดเดียวก็จะเท่ากับสถิติการแพ้รวดตลอดกาลในลีกสูงสุดตั้งแต่ปี 1981-82 ในช่วงเวลาปัจจุบัน พวกเขายังทำประตูในลีกไม่ได้เลยนับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม

ผู้เล่นวูล์ฟส์เพียงคนเดียวที่ทำประตูได้ในเดือนพฤศจิกายนคือ เยอร์ซอน มอสเกร่า ซึ่งเป็นการทำเข้าประตูตัวเองในความพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถต่อฟูแล่ม

แทบไม่มีความคาดหวังหรือแม้แต่ความหวังว่าพวกเขาจะรอดพ้น และแม้แต่ ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ บอสใหญ่ที่คุมทีมมา 3 เกม ก็ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว

“เราไม่อยากตายแบบนั้น” เขากล่าวหลังจากเกมฟอเรสต์ “นั่นจะเป็นข้อความที่จะส่งต่อไปข้างหน้า – เราไม่อยากจากไปแบบสิ้นหวัง”

พวกเขาเป็นเจ้าบ้านต้อนรับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในวันจันทร์ โดยมีสถิติต่ำสุดของดาร์บี้ในพรีเมียร์ลีกที่ 11 คะแนน คอยคุกคาม ดังนั้นวูล์ฟส์จะหลีกเลี่ยงการเป็นทีมที่แย่ที่สุดได้หรือไม่? ใครจะรู้และทีม วูล์ฟส์จะแย่กว่าดาร์บี้ไหม?

วูล์ฟส์จะแย่กว่าดาร์บี้ไหม?

สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะว่านี่คือยุคพรีเมียร์ลีกที่แตกต่างจากดาร์บี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้นการเปรียบเทียบอาจรู้สึกไม่ยุติธรรม

มันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในฤดูกาลนี้เท่านั้น นับตั้งแต่จบอันดับ 7 ติดต่อกันในปี 2018-19 และ 2019-20 วูล์ฟส์ก็ค่อยๆ ร่วงลงมาในตารางคะแนน

ใน 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาจบอันดับที่ 13, 10, 13, 14 และ 16 โดยต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมอย่างน้อยสองครั้งเพื่อช่วยตัวเอง

เอ็ดเวิร์ดส์เป็นหัวหน้าโค้ชคนที่ 5 ในรอบ 4 ปี และเป็นคนที่ 3 ในเวลาไม่ถึง 12 เดือน หลังจากการปลดแกรี่ โอนีล และ วิตอร์ เปเรยร่า

การหมุนเวียนผู้จัดการทีมเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีม เนื่องจากวูล์ฟส์ขายและไม่สามารถหาผู้เล่นตัวหลักมาทดแทนได้

ราอูล ฆิเมเนซ, รูเบน เนเวส, อดามา ตราโอเร่, เปโดร เนโต้, แม็กซ์ คิลแมน, คอเนอร์ โคอาดี้ และ เจา มูตินโญ่ ล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จภายใต้การคุมทีมของ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต และการเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศยูโรปาลีกในปี 2020 การจากไปในช่วงซัมเมอร์ของ เนลสัน เซเมโด้, รายาน ไอต์-นูริ และ มาเธอุส กุนญ่า ก็ยังคงรู้สึกอยู่

5 คนที่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ ยกเว้น ยอร์เกน สแตรนด์ ลาร์เซน หลังจากที่เขาทำให้การยืมตัวจากเซลต้า บีโก้ เป็นการถาวร ไม่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก และใช้เวลานานเกินไปในการปรับตัว

เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้มาแทนที่ ยอมรับแล้วว่าพวกเขาต้องการความรู้เพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในเดือนมกราคม แต่ใครที่พวกเขาสามารถเซ็นสัญญาได้นั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาหลุดไปไกลแค่ไหน

มีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของทีมในการรวมตัวกัน เนื่องจากจำนวนสัญชาติและความฟิตของพวกเขา โดยบอส เอ็ดเวิร์ดส์ กระตือรือร้นที่จะทำให้พวกเขาอยู่ในระดับที่เขาต้องการเล่นด้วยความเข้มข้นของเขา

ทีมดาร์บี้ในปี 2007-08 มี 6 คะแนนในขั้นตอนนี้ของฤดูกาล และ โรเบิร์ต เอิร์นชอว์ กองหน้าที่อยู่ในทีมแรมส์ รู้ดีว่ามันจะผิดพลาดได้มากแค่ไหน

เขาบอกกับ BBC Sport ว่า “ที่ดาร์บี้ การเมืองรอบๆ สโมสรขัดขวางสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแต่งตัว บนสนาม มันเกือบจะเหมือนกับว่าทุกคนยอมแพ้แล้ว เหลืออีก 20 เกม และมันเหมือนกับว่า ‘เราจะไม่มีวันทำมันได้’ มีแต่เรื่องเชิงลบเหล่านี้”

“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทีมจบอันดับสุดท้ายและต้องดิ้นรนเพื่อคะแนน สโมสรเกือบจะลดชั้นตัวเอง มีการเมืองเกิดขึ้นมากเกินไป”

“คุณสามารถลดชั้นตัวเองได้จากวิธีที่คุณคิด หากคุณเข้ามาในเช้าวันจันทร์ มันหนักหนาสาหัสที่จะลุกขึ้นมาและหนักหนาสาหัสที่จะมองข้ามผลการแข่งขันไปได้”

“คุณขายทีมไปแล้ว ตอนนี้ขายสโมสร” คือการตะโกนเป็นประจำที่โมลินิวซ์จาก South Bank ขณะที่พวกเขาแสดงความโกรธเคืองต่อเจ้าของ Fosun และประธานบริหาร Jeff Shi

สิ่งนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงความคิดของ Fosun หากวูล์ฟส์ตกชั้น พวกเขาจะยังคงอยู่และไม่มีแผนการขายในทันที แม้ว่าพวกเขาจะเปิดรับการลงทุนส่วนน้อยใน Fosun Sports Group โดยได้พูดคุยกับอดีตเจ้าของร่วมของคริสตัลพาเลซ John Textor ในเดือนตุลาคม

แมตต์ แจ็คสัน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสรรหาและพัฒนาผู้เล่น ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ได้รับการตอบรับด้วยความสงสัยจากแฟนๆ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

แม้กระทั่งก่อนการปลด เปเรยร่า ในเดือนพฤศจิกายน ฤดูกาลนี้ถูกมองว่าเป็นช่วงใหม่สำหรับวูล์ฟส์ในแง่ของการลดค่าจ้างและค่าธรรมเนียมการโอน ในขณะที่ผู้เล่นที่เติบโตในบ้านเกิดจะถูกกำหนดเป้าหมายทั้งในเดือนมกราคมและหลังจากนั้น

แล้ว วูล์ฟส์จะแย่กว่าดาร์บี้ไหม?

วูล์ฟส์ไม่ชนะใครเลยจากการเปิดฤดูกาล 14 เกมแรกในลีก เช่นเดียวกับในฤดูกาล 1983-84 อย่างไรก็ตาม สถิติสูงสุดตลอดกาลของอังกฤษสำหรับการเริ่มต้นที่ไม่ชนะใครเลยในลีกสูงสุดเป็นของโบลตัน ซึ่งไม่สามารถชนะเกมแรก 22 เกมได้เลยในปี 1902-03 ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจบอันดับสุดท้ายและถูกลดชั้นจากดิวิชั่นหนึ่ง

สถิติพรีเมียร์ลีก 17 เกมที่ไม่ชนะใครเลยของเชฟฟิลด์ยูไนเต็ดก็กำลังถูกคุกคามเช่นกัน

วูล์ฟส์จะต้องเอาชนะยูไนเต็ด, อาร์เซนอล หรือ เบรนท์ฟอร์ด เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสถิติให้เท่ากันก่อนที่จะจบปีด้วยการเดินทางไปเยือนลิเวอร์พูลและโอลด์ แทรฟฟอร์ด

สถิติคะแนนต่ำสุดที่เคยบันทึกไว้ในวันคริสต์มาสในพรีเมียร์ลีกเป็นของ Blades ซึ่งมี 2 คะแนนในปี 2020 แม้ว่าจะเป็นหลังจาก 14 เกมหลังจากการแพร่ระบาดทำให้การเริ่มต้นฤดูกาลล่าช้า

ซันเดอร์แลนด์ถือสถิติต่ำสุดสำหรับฤดูกาลที่เริ่มต้นในเดือนสิงหาคมด้วย 5 คะแนนจาก 17 เกม

เวสต์บรอมจ์อยู่อันดับสุดท้ายในวันคริสต์มาสปี 2004 และอยู่ห่างจากโซนปลอดภัย 8 คะแนน แต่ภายใต้การคุมทัพของ ไบรอัน ร็อบสัน พวกเขากลายเป็นทีมแรกที่รอดพ้นจากตำแหน่งนั้นได้

เอิร์นชอว์ทำไป 11 ประตูจากการออกสตาร์ท 18 นัดเพื่อรักษาสถานะของเดอะ แบ็กกี้ส์ แต่รู้สึกว่าวูล์ฟส์ขาดคุณภาพที่จะสร้างความแตกต่าง เขาถามว่า วูล์ฟส์จะแย่กว่าดาร์บี้ไหม?

เขากล่าวว่า “ช่วงเวลาเหล่านั้นจากผู้เล่นชั้นนำที่เปลี่ยนเกม ในทันที ในเวลา 5 หรือ 6 วินาที วูล์ฟส์ไม่มีสิ่งนั้นเลย”

“พวกเขาทำประตูไม่ได้ คุณควรสร้างโอกาสดีๆ 4 หรือ 5 ครั้งในทุกครึ่ง และพวกเขาไม่สามารถซื้อประตูได้เพราะไม่มีคุณภาพที่นั่น”

“พวกเขามีผู้เล่นที่ดีมาก Andre, Joao Gomes, Strand Larsen แต่มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องนัก มันคือความมั่นใจ ความสามารถ ไม่ตั้งตารอความท้าทาย หากคุณกลัวมันในฐานะผู้เล่น นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างแท้จริง”

การที่วูล์ฟส์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาหลายประการที่สะสมมานาน ทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง การขายผู้เล่นหลักออกไปโดยไม่มีการเสริมทัพที่มีคุณภาพ และปัญหาเรื่องความมั่นใจและความกลมกลืนภายในทีม หากวูล์ฟส์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ พวกเขาอาจจะต้องเผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบากและอาจจบลงด้วยการตกชั้นได้ คงต้องดูกันต่อไปว่า วูล์ฟส์จะแย่กว่าดาร์บี้ไหม?

ที่มา – Worse than Derby? Can Wolves avoid the unwanted record?

สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร? ปิดตำนานแท็กซี่ลวงโลก

ปิดตำนาน  “แท็กซี่ลวงโลก” นายสมพงศ์ เลือดทหาร เสียชีวิตลงอย่างสงบ ด้วยอายุ 64 ปี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ข่าวการจากไปของนายสมพงศ์ เลือดทหาร ได้สร้างความเสียใจให้กับหลายคนที่ยังจดจำเรื่องราวของเขาได้

สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร

ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 มีบุคคลอ้างว่าเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินดอนเมือง ได้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุชื่อดังรายการหนึ่ง เกี่ยวกับสังคมและการจราจร ซึ่งมีผู้ฟังจำนวนมาก โดยแจ้งว่าพบแท็กซี่พลเมืองดีเก็บเงินจำนวน 20 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ คืนให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บริเวณอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมือง

จากนั้นทางรายการวิทยุได้ทำการประกาศยกย่อง ชมเชย และประกาศตามหาตัวคนขับแท็กซี่พลเมืองดีในทันที ก่อนที่นายสมพงศ์ เลือดทหาร จะโทรศัพท์เข้ามาในรายการเพื่อรับสมอ้าง โดยแนะนำตัวและเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดเป็นฉากๆ ทำให้ผู้ฟังหลายคนรู้สึกชื่นชมในความดีของเขา

ต่อมาสื่อมวลชนต่างๆ นำเสนอข่าวนี้อย่างครึกโครม สังคม ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ต่างชื่นชม ยกย่องในการกระทำดังกล่าว มีการมอบรางวัล มอบโล่ และประกาศเกียรติคุณมากมายให้กับนายสมพงศ์ แต่หลังจากนั้นไม่นาน สังคมเริ่มตั้งข้อสังเกตในพฤติกรรมของนายสมพงศ์ พร้อมทั้งเริ่มถามหาพยานและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

จนกระทั่งนายสมพงษ์ถูกเปิดโปงด้วยพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นการกุเรื่องขึ้นมาเพื่อความสนุก โดยไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โต ทำตั้งแต่การโทรศัพท์ไปแจ้งรายการวิทยุ และรับสมอ้างด้วยตัวเองคนเดียว ซึ่งจากผลของการ “ลวงโลก” ในครั้งนั้น นายสมพงษ์ถูกดำเนินคดี กระทั่งศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพ ศาลจึงเมตตาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน พร้อมทั้งให้คืนเงินและรางวัลที่ได้รับมาทั้งหมด

หลังพ้นโทษ นายสมพงศ์สำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัว ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและพอเพียง ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงไก่ ปลูกผัก และเลี้ยงปลาเบญจพันธุ์ แต่ไม่ได้กลับไปขับแท็กซี่อีกเลย เรื่องราวของ สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร กลายเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับสังคมในเรื่องของการไม่สร้างเรื่องเท็จและผลกระทบที่ตามมา

ชีวิตหลังพ้นโทษของ สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร

ถึงแม้ว่าอดีตของนายสมพงศ์จะเต็มไปด้วยความผิดพลาด แต่เขาก็ได้พยายามแก้ไขและกลับตัวเป็นคนดีของสังคม ใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอเพียง การจากไปของเขาในครั้งนี้ทำให้หลายคนได้หวนรำลึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และหวังว่าเรื่องราวของ สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร จะเป็นบทเรียนให้กับทุกคน

เรื่องราวของ สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร ยังคงเป็นที่จดจำในสังคมไทย แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตาม เขาเป็นตัวอย่างของคนที่เคยทำผิดพลาด แต่ก็สามารถกลับตัวกลับใจและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าได้

การจากไปของนายสมพงศ์ เลือดทหาร ทำให้หลายคนได้ข้อคิดว่า การกระทำใดๆ ของเราล้วนมีผลกระทบต่อผู้อื่นและสังคม ดังนั้น ควรใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ

ที่มา – สมพงศ์ เลือดทหาร คือใคร ปิดตำนาน “แท็กซี่ลวงโลก” จากไปอย่างสงบแล้ว

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” ขึ้นแท่นเบอร์ 1

“ชัยวุฒิ” เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ “พรรครักชาติ” ชวนดารา อินฟลูฯ นักข่าว มาร่วมงาน พร้อมดันตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค ขึ้นแท่นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เตรียมแถลงเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ “พรรครักชาติ” ในวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ (ลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์) พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค อาทิ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าว จะมาเป็นรองหัวหน้าพรรค น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร Miss Fabulous Thailand 2022 นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว หรือโฟล์ค ดารานักแสดง เป็นสมาชิกพรรค

นอกจากนี้ ยังมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เข้าร่วมด้วย อาทิ นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์ และเจ้าของเพจ “สะบัดแปรง”มาร่วมสร้างสีสัน

ทั้งนี้มีรายงานว่า นายชัยวุฒิจะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค และจะเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรค

“ชัยวุฒิ” เตรียมเปิดตัว “พรรครักชาติ” ขึ้นแท่นเบอร์ 1

การเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่มักได้รับความสนใจจากประชาชนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการเข้าร่วม และยิ่งเมื่อพรรคใหม่นี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการ “รักชาติ” ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก การที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ และเตรียมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งวางตัวเองเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเข้ามามีบทบาทในการเมืองอย่างเต็มตัว

อะไรคือจุดเด่นของ “พรรครักชาติ”?

แน่นอนว่าชื่อพรรคย่อมบ่งบอกถึงแนวคิดหลักของพรรค นั่นคือ “ความรักชาติ” แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายละเอียดของนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของพรรคจะเป็นอย่างไร พรรคจะนำเสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศอย่างไรให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และจะสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้อย่างไร การมีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักข่าว ย่อมช่วยสร้างความน่าสนใจและดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจการเมืองมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรรคจะต้องสามารถนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่พรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง การแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้น ย่อมเป็นผลดีต่อประชาชน เพราะจะทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องพยายามนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อดึงดูดคะแนนเสียง การที่ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ย่อมทำให้การตัดสินใจในการเลือกผู้แทนเป็นไปอย่างรอบคอบและมีข้อมูลมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเปิดตัว “พรรครักชาติ” จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่า “พรรครักชาติ” จะยังเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่ด้วยชื่อพรรคที่สื่อถึงความรักชาติ และการดึงดูดบุคคลจากหลากหลายวงการมาร่วมงาน ก็ทำให้พรรคนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ จึงเป็นโอกาสที่พรรคจะได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน หากพรรคสามารถนำเสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ “พรรครักชาติ” ก็อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าพรรคใดเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของพวกเขา อย่าลืมติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรค เพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – “ชัยวุฒิ” คิดการใหญ่ เตรียมเปิดตัวพรรคการเมือง “พรรครักชาติ” ขึ้นแท่นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1

รูนีย์จวก! ซาลาห์ ‘ไม่เคารพ’ สโมสร

เวย์น รูนีย์ กล่าวว่าคำวิจารณ์ที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กล่าวหลังเกมที่ลิเวอร์พูลเสมอ Leeds 3-3 นั้น “ไม่เคารพ” และทำให้สโมสร “อยู่ภายใต้รถบัส”

การแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอดีตนักเตะชื่อดังอย่าง รูนีย์ ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อพฤติกรรมของซาลาห์

รูนีย์กล่าวว่า การที่ซาลาห์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพต่อสโมสร รวมถึงเพื่อนร่วมทีมทุกคน การออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศภายในทีม และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในได้

ทำไมรูนีย์ถึงออกมาวิจารณ์ซาลาห์?

การวิพากษ์วิจารณ์ของรูนีย์ต่อซาลาห์นั้น มีเหตุผลหลายประการ นอกเหนือจากความไม่พอใจต่อคำพูดที่ไม่เหมาะสมของซาลาห์แล้ว รูนีย์ยังมองว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการทำลายสปิริตของทีม และเป็นการสร้างความแตกแยกภายใน เนื่องจากฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความร่วมมือและความสามัคคีของทุกคนในทีม การที่นักเตะคนใดคนหนึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมในที่สาธารณะ จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นผลดีต่อทีมโดยรวม

รูนีย์จวก! ซาลาห์ ‘ไม่เคารพ’ สโมสร

ผลกระทบต่อลิเวอร์พูล

คำวิพากษ์วิจารณ์ของซาลาห์ อาจส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูลในหลายด้าน ประการแรก คือ อาจทำให้บรรยากาศภายในทีมเสียไป นักเตะคนอื่นๆ อาจรู้สึกไม่พอใจต่อการกระทำของซาลาห์ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในทีมได้ ประการที่สอง คือ อาจส่งผลต่อความมั่นใจของทีมโดยรวม เมื่อนักเตะคนสำคัญของทีมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมเช่นนี้ อาจทำให้แฟนบอลและคนทั่วไปมองว่าทีมกำลังมีปัญหา และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในศักยภาพของทีม

อนาคตของซาลาห์กับลิเวอร์พูล

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของซาลาห์กับลิเวอร์พูล หลายคนเชื่อว่าซาลาห์อาจตัดสินใจย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์หน้า เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ กับสโมสรอื่น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความแน่นอนว่าซาลาห์จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเขาเอง และการเจรจาระหว่างเขากับสโมสร

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะ
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสโมสร
  • อนาคตของซาลาห์กับทีม

ความเห็นส่วนตัว

ในฐานะแฟนบอล ผมคิดว่าการกระทำของซาลาห์นั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การวิพากษ์วิจารณ์ทีมในที่สาธารณะ ไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ผมหวังว่าซาลาห์จะตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเอง และขอโทษต่อสโมสรและเพื่อนร่วมทีมทุกคน

การออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ และอาจส่งผลเสียต่ออาชีพการค้าแข้งของเขาในระยะยาว ผมเชื่อว่าซาลาห์ควรเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์มากกว่านี้

ดูเพิ่มเติม : The Wayne Rooney Show on iPlayer

หมวดหมู่:

เผยแพร่เมื่อ:

5 นาทีที่แล้ว

ผมเชื่อว่าซาลาห์ต้องไตร่ตรองสิ่งที่เขาได้พูดออกไป คำพูดส่งผลกระทบและ consequences ที่มีผลต่อทีมโดยรวม

ที่มา – ‘Disrespectful’ Salah comments threw club under bus – Rooney

รูนีย์ชี้ ซาลาห์ทำลายชื่อเสียงตัวเอง!

อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวย์น รูนีย์ กล่าวว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าลิเวอร์พูลกำลังทำลายชื่อเสียงของตัวเอง

ซาลาห์ กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าเขารู้สึกเหมือนถูกลิเวอร์พูล “โยนทิ้ง” และความสัมพันธ์ของเขากับ อาเน่ สล็อต หัวหน้าโค้ชแย่ลง

รูนีย์เชื่อว่าสล็อตต้องแสดงอำนาจและไม่ให้ซาลาห์มีส่วนร่วมในเกมแชมเปียนส์ลีกกับอินเตอร์ มิลานในวันอังคารนี้ หรือเกมเหย้ากับไบรท์ตันในวันเสาร์หน้า

“อาเน่ สล็อตต้องแสดงอำนาจและดึงเขาเข้ามาคุย และบอกว่า ‘คุณจะไม่ได้เดินทางไปกับทีม สิ่งที่คุณพูดนั้นรับไม่ได้'” รูนีย์กล่าวในพอดแคสต์ตอนล่าสุดของเขา

“พาตัวเองไปพักผ่อนที่ Afcon และปล่อยให้ทุกอย่างสงบลง ถ้าผมเป็นเขา จะไม่มีทางที่เขาจะได้อยู่ในทีม”

รูนีย์กล่าวว่า ซาลาห์ ต้องแก้ไขความขัดแย้งกับสล็อต หรือออกจากลิเวอร์พูล

“ต้องจัดการให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” เขากล่าวเสริม

ซาลาห์ วัย 33 ปี ทำไป 250 ประตูจากการลงเล่น 420 นัดให้กับลิเวอร์พูล แต่ไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงใน 3 นัดหลังสุด และไม่ได้ถูกใช้งานในฐานะตัวสำรองในเกมที่เสมอกับลีดส์ ยูไนเต็ด 3-3 เมื่อวันเสาร์

หลังจบเกม ซาลาห์ บอกกับผู้สื่อข่าวที่เอลแลนด์ โร้ดว่า “ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จัดการทีม และจู่ๆ เราก็ไม่มีความสัมพันธ์กันอีกต่อไป”

“ดูเหมือนว่าสโมสรจะโยนผมทิ้ง นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึก ผมคิดว่ามันชัดเจนมากว่ามีใครบางคนต้องการให้ผมรับผิดชอบทั้งหมด”

ซาลาห์ ซึ่งทำไป 29 ประตูในพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้เซ็นสัญญาใหม่ 2 ปีในเดือนเมษายน

รูนีย์ตั้งคำถามว่าทำไม ซาลาห์ ซึ่งย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลจากโรมาในปี 2017 ถึงออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนั้น

“เขากำลังทำลายชื่อเสียงของตัวเองที่ลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน” อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัยกล่าวเสริม

“มันคงน่าเศร้าสำหรับเขาที่จะโยนทุกอย่างทิ้งไป เขาทำทุกอย่างผิดวิธี”

รูนีย์ชี้ ซาลาห์ทำลายชื่อเสียงตัวเอง!

ลิเวอร์พูลต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกับฤดูกาลแรกที่สล็อตคุมทีม พวกเขาอยู่อันดับ 9 ของตาราง ตามหลังอาร์เซนอลจ่าฝูง 10 แต้ม หลังจากชนะเพียง 7 นัดจากการลงเล่น 15 นัดแรก

ซาลาห์ทำไป 4 ประตูจากการลงเล่น 13 นัดในลีกสูงสุด

รูนีย์กล่าวว่า ซาลาห์ พูดผิดที่กล่าวว่า “ผมไม่จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อตำแหน่งของผมทุกวัน เพราะผมได้รับมันมาแล้ว”

อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษกล่าวเสริมว่า “เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และฤดูกาลนี้เขาดูไม่ดีเหมือนเดิม ไม่เฉียบคมเหมือนเดิม”

“คุณอยากเห็นเขาม้วนแขนเสื้อขึ้นและพูดว่า ‘โอเค ผมจะแสดงให้คุณเห็น'”

“การที่หยิ่งยโสบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้รับตำแหน่งของเขาเพราะเขาได้รับมันมาแล้ว คุณต้องอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดทุกสัปดาห์เพื่อพยายามอยู่ในทีม”

“ถ้าผมเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของเขา ผมคงไม่มีความสุขเลยกับสิ่งที่เขาพูด เพราะนี่คือสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องการเขามากที่สุด”

“ถ้าจะมีอะไร เขาได้โยนลิเวอร์พูลทิ้งด้วยคำพูดของเขา”

“เขาทำได้อย่างเหลือเชื่อสำหรับลิเวอร์พูล แต่นี่เป็นการดูถูกเพื่อนร่วมทีม ผู้จัดการทีม และแฟนๆ”

“ผมคิดว่าเขาจะเงียบมากในสนามซ้อม และนั่นจะนำพลังงานด้านลบมาสู่ผู้เล่นใหม่ๆ ที่ อาเน่ ปลูกฝังเข้าไป”

“ผมมั่นใจว่าในอีกสองสามปีข้างหน้าเขาจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เขาพูด”

ประเด็นสำคัญ: ทำไม รูนีย์ชี้ ซาลาห์ทำลายชื่อเสียงตัวเอง!

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า แม้แต่ตำนานก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ การแสดงความหยิ่งยโสและไม่เคารพเพื่อนร่วมทีมและสโมสร อาจนำไปสู่จุดจบที่ไม่สวยงามได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ยังคงเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถ แต่เขาต้องตระหนักว่าชื่อเสียงที่สร้างมาทั้งหมด อาจพังทลายลงได้ด้วยคำพูดและการกระทำเพียงไม่กี่ครั้ง

ที่มา – Salah is destroying his legacy – Rooney

ฮุนเซนสั่งยึดเส้นแดง! รับมือไทย?

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดงตอบโต้เคร่งครัด เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ลั่นยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกฯ ในช่วงวิกฤติ

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียล สั่งกองกำลังทุกหน่วยยึด “เส้นแดงตอบโต้” อย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนกัมพูชา–ไทยพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังมีการปะทะต่อเนื่องหลายจุด 

ฮุน เซน ระบุว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ กองกำลังไทยได้ยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าใส่พื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หวังยั่วยุให้ตอบโต้เพื่อล้มข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพกัมพูชา–ไทย  ที่ลงนามเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

อดีตนายกฯ กัมพูชา ย้ำว่า “เส้นแดงในการตอบโต้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว” พร้อมสั่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงต่อทหารใต้บังคับบัญชาอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดในพื้นที่ปะทะ

นอกจากนี้ ฮุน เซน ได้สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง และช่วยเหลือผู้ที่กำลังหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมเปิดเผยว่าได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

เขายังขออภัยแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงนี้ พร้อมส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยว่าให้แข่งขันตามปกติ ไม่ต้องวิตกกับสถานการณ์ชายแดน.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาประกาศสั่งการให้กองกำลังทุกหน่วยยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่า “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” อย่างเคร่งครัด คำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

สมเด็จฮุน เซน อ้างว่ากองกำลังของไทยได้ทำการยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อยั่วยุให้กัมพูชาตอบโต้ เพื่อที่จะล้มเลิกข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยที่ได้ลงนามกันไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่า เส้นแดงในการตอบโต้ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว และได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงให้ทหารใต้บังคับบัญชาเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังหลบหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศ เพื่อที่จะร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤตินี้

เขายังได้กล่าวขออภัยต่อบรรดาแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงเวลานี้ พร้อมกันนี้ก็ได้ส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังเข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ให้ทำการแข่งขันตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ที่ชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามและความกังวลต่างๆ มากมายในหมู่ประชาชน ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนอาจสงสัยว่าเส้นแดงที่ว่านี้คืออะไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนอย่างไรบ้าง

ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

การประกาศ “ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย” สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและพร้อมตอบโต้ของกัมพูชาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

วิเคราะห์สถานการณ์: ฮุนเซน สั่งยึดเส้นแดง จะเกิดอะไรขึ้น?

การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาประกาศสั่งยึดเส้นแดง แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่อาจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเน้นย้ำถึงเส้นแดงในการตอบโต้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายไทยว่ากัมพูชาพร้อมที่จะตอบโต้หากถูกรุกราน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดควรเป็นทางเลือกแรกในการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

  • การยึดเส้นแดงคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจมีต่ออนาคต

แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่ความหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงมีอยู่ การเปิดใจรับฟังและเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ฮุนเซน” สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

กนศ. เห็นชอบ “Quick Big Win” เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

“อนุทิน” มอบ “เอกนิติ” ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รองนายกฯ เอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อสั่งการว่า ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุภัยพิบัติได้คลี่คลายลง และเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเมือง โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ลงไปพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดการฟื้นฟูเมือง รวมทั้งได้ไปที่จังหวัดสตูล เพื่อให้กำลังใจและรับฟังปัญหาจากประชาชน และคนทำงานในพื้นที่ ซึ่งที่นั่นก็มีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมเช่นกัน และนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกระทรวงมหาดไทย เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การจ่ายเงินผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ขยายให้ครอบคลุมผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด 9 จังหวัดภาคใต้ ด้วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน มาตรการ “Quick Big Win” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

รับทราบ Quick Big Win

สำหรับที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ตัว ได้แก่ 1) ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ 3) ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค ปรับเพิ่มขึ้นจาก 65.9 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 71.1 ในเดือนตุลาคม 2568 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีการฟื้นตัวจาก 50.7 ในเดือนกันยายน 2568 มาอยู่ที่ 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs ปรับเพิ่มจาก 48.0 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568

กระตุ้นการออมประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลัง (กค.) โดยจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ มาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการออมที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น ประชาชนมีแรงจูงใจในการออม กระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้น้อยมีการออมเพิ่มขึ้น มีภาวะทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพยามเกษียณอายุ และภาครัฐสามารถบรรเทาภาระงบประมาณด้านสวัสดิการกรณีชราภาพในการดูแลผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

มาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จะช่วยให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งล่าสุดได้ให้ความเห็นชอบมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน นั่นคือมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน คืออะไร?

มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสในการออมเงินมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคต โดยเฉพาะในวัยเกษียณ นโยบายนี้จะสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางการออมที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการออมผ่านรูปแบบต่างๆ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน นั้น นอกจากประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในการสร้างความมั่นคงทางการเงินแล้ว ยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย การที่ประชาชนมีเงินออมมากขึ้นจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะได้รับประโยชน์จากการลดภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว เนื่องจากประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในวัยชรา ลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

มาตรการนี้จึงเป็น win-win situation สำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ที่มา – คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

ผบ.ตร. หนุนทหาร! แผน**พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้ดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจและทหารในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในสถานการณ์

“เราพร้อมสนับสนุนการทำงานของทหารอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สนับสนุนกำลังพลให้กับพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนเป็นสำคัญ

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และการอพยพประชาชน

สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพประชาชนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเหลือประชาชนบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการอพยพให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว ทางจังหวัดได้มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ตั้งแต่การจัดส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ และขณะนี้กำลังรอรับฟังคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 2 เพื่อดำเนินการตามแผนที่วางไว้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ทหาร และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การดูแลประชาชนให้ปลอดภัยและอุ่นใจคือเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

ที่มา – ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย