วัน: 8 ธันวาคม 2025

คมนาคมชงครม. ไฟเขียวหลักการ “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า”

คมนาคมเร่งเครื่อง “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” หนุน รฟม. บริหารแบบ Single Ownership ผุดใช้โมเดลกองทุน–ให้สัมปทานใหม่ แก้โจทย์ใหญ่ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ดันตั๋วร่วมเต็มรูปแบบ ลุยชง ครม.9 ธ.ค.นี้ เคาะหลักการเป็นสารตั้งต้น ให้รัฐบาลชุดต่อไปสานต่อ

8 ธ.ค.2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหารือกับกรมการขนส่งทางราง(ขร.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแหล่งเงิน และแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ที่จะไม่กระทบกับหนี้สาธารณะ โดยเบื้องต้นจะเสนอขออนุมัติหลักการในการดำเนินการเรื่องนี้จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธ.ค.2568 ไว้ก่อน เพื่อให้เป็นสารตั้งต้นสามารถนับหนึ่งในการดำเนินการเรื่องซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าได้ เพราะคาดว่าข้อสรุปจบไม่ทันรัฐบาลชุดนี้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อ ยังไม่ได้กำหนดเรื่องกรอบเวลาว่าต้องจบได้ข้อสรุปเมื่อใด เพราะต้องมีการศึกษาคงใช้เวลาอีกพอสมควร และต้องเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานให้จบ มิฉะนั้นตั๋วร่วมก็คงไม่เกิด เบื้องต้นจะให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) โดยผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการจัดการจราจรทางบก (คจร.) แล้ว ซึ่งเมื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ามา จะให้อยู่ภายใต้การดูแลของ รฟม. เพื่อให้เกิดเป็นเอกภาพ ให้ระบบตั๋วร่วมสามารถเกิดขึ้นได้

“เบื้องต้นได้หารือกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC คือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) สายสีชมพูและสีเหลืองก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ในแง่ธุรกิจต้องเจรจาต่อรองเรื่องราคาให้มีความเหมาะสม เพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียเปรียบ ส่วนกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ติดขัด แต่เขาขอเจรจาราคาที่เป็นธรรม” นายพิพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ในการซื้อคืนสัมปทานจากเอกชนโดยไม่กระทบหนี้สาธารณะ ส่วนแหล่งเงินที่จะใช้นำมาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เบื้องต้นมี 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การระดมทุนในการออกตราสารหนี้ (bond) ให้กับนักลงทุน ในลักษณะการระดมทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) และ 2.ให้สัมปทานรถไฟฟ้า 30 ปีแก่เอกชน เพื่อให้เอกชนนำสัมปทานไปค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยเบื้องต้นผู้รับสัมปทานขอกลับไปพิจารณารายละเอียดก่อน

สำหรับมาตรการ 40 บาทตลอดวันถือเป็นสารตั้งต้นของระบบตั๋วร่วมในอนาคต โดยเปิดทางให้ผู้โดยสารที่ใช้บัตร EMV เช่น บัตรเดบิตหรือเครดิต Visa และ Mastercard จ่ายค่าโดยสารในอัตรา 42 บาท และระบบจะคืนเงิน 2 บาทภายใน 3 วันทำการ ทำให้ผู้โดยสารจ่ายจริงเพียง 40 บาทสำหรับการเดินทางทั้งวันบนสองเส้นทางนำร่องนี้ หากไม่มีบัตร EMV ผู้โดยสารสามารถซื้อบัตรโดยสารจากสถานีสายสีม่วงซึ่งใช้งานแบบเดียวกับบัตรเดบิตได้

“นโยบายดังกล่าวมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเดินทางมากกว่า 2 เที่ยวต่อวัน เช่น ผู้ปกครองที่ต้องไป–กลับหลายรอบเพื่อส่งบุตรหลาน จากเดิมที่ต้องจ่ายราว 80 บาทต่อวัน จะเหลือเพียง 40 บาท หรือเฉลี่ยเที่ยวละ 10 บาท ช่วยประหยัดได้ถึงครึ่งหนึ่ง รัฐบาลตั้งเป้าให้มาตรการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการระบบค่าโดยสารร่วมสำหรับรถไฟฟ้าทุกเส้นทางในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่อเนื่อง” นายพิพัฒน์ กล่าว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” คืออะไร ทำไมต้องทำ?

การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า คือการที่ภาครัฐ โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้าซื้อสิทธิในการบริหารจัดการรถไฟฟ้าจากบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานไปก่อนหน้านี้ จุดประสงค์หลักของการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า คือการรวมการบริหารจัดการรถไฟฟ้าทั้งหมดภายใต้หน่วยงานเดียว (Single Ownership) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า การกำหนดอัตราค่าโดยสาร และการออกตั๋วร่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

แนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

ตามที่กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นั้น มีแนวทางหลักๆ อยู่ 2 แนวทางคือ

  • การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ (bond) ให้กับนักลงทุน คล้ายกับการระดมทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF)
  • การให้สัมปทานรถไฟฟ้า 30 ปีแก่เอกชน เพื่อให้เอกชนนำสัมปทานไปค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน

ทั้งสองแนวทางนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าโดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ จะต้องมีการศึกษาและเจรจาต่อรองกับภาคเอกชนอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การดำเนินการเรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่การผลักดันให้เกิดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ระบบขนส่งมวลชนทางรางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การบูรณาการระบบขนส่งมวลชนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ สะดวกสบายและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น หวังว่าโครงการนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ที่มา – “คมนาคม” ชง ครม. 9 ธ.ค. เคาะหลักการ “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า” ดันตั๋วร่วมเต็มรูปแบบ

ไอ้หนุ่มรถถัง Ford Ranger Super Duty เจาะลึก!

การยกระดับประสิทธิภาพของกระบะมะกัน Ford Ranger Super Duty คือกลไกทางการตลาดที่เข้ามาเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ารถปิคอัพ รวมไปถึงการเสริมไลน์อัพของ Ranger ให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากกว่าเดิม การขยายขอบเขตการใช้งานให้กว้างขึ้น รองรับงานหนักได้ดีกว่า ช่วงล่างปรับใหม่ดูเหมือนจะแข็งแต่ไม่ใช่และตอบสนองได้ดีกว่าเดิม Ford ยืนยันแล้วว่ารถกระบะขนาดกลางรุ่นนี้ จะเป็นรุ่นที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดสำหรับงานหนักทุกชนิด โดยเฉพาะศักยภาพของแรงบิดในการลากจูงเทรลเลอร์หนัก 4.5 ตัน กลายเป็นกระบะไซล์กลางรุ่นเดียวในไทยที่สามารถลากของได้หนักขนาดนั้น

คุณสมบัติของ Ford Ranger Super Duty:

เครื่องยนต์ ดีเซล V6 3.0L Turbo ปรับจูนพิเศษและระบบระบายความร้อนใหม่. สมรรถนะ:รองรับน้ำหนักรวมบรรทุก (GVM) สูงสุด 4.5 ตัน.
รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 4.5 ตัน
รองรับน้ำหนักรวมลากจูง (GCM) สูงสุด 8 ตัน
โครงสร้าง: แชสซีส์ใหม่ทั้งหมด, น็อตล้อ 8 ตัว เพื่อความแข็งแกร่ง
ระบบขับเคลื่อน: 4A-4WD พร้อม Transfer Case 2-Speed และระบบล็อกเฟืองหน้า-หลัง
ฟังก์ชันเสริม: ระบบช่วยควบคุมการลากจูง (Pro-Trailer Backup Assist), โหมดขับขี่ 6 รูปแบบ, ยาง All-Terrain 33 นิ้ว.
โป่งซุ้มล้อ
ถังน้ำมันความจุ 130 ลิตร
Differential Lock ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
เสริมความแข็งแกร่งของแชสซี รองรับน้ำหนักลากจูงที่มากขึ้น
ปีกนกความหนากว่าเดิม มีความแข็งแรงและออกแบบมาเพื่อบรรทุกหนัก
จุดยึดสปริงและปีกนกล่างปรับให้ยกสูง เพื่อป้องกันการกระแทกเมื่อใช้งานออฟโรด
เพลาขับหน้า และหลังที่พัฒนาใหม่ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักได้มากขึ้น
เฟืองท้ายแบบใหม่ ซึ่งเป็นเฟืองท้ายที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดที่เคยติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ ตั้งแต่เคยผลิตมา
เพิ่มความสามารถด้านออฟโรด
ฟังก์ชันประเมินน้ำหนักบรรทุกบนกระบะหลังของรถ
ล้อเหล็ก Heavy Duty น็อต 8 ตัว ขนาด 18 x 8.5 นิ้ว
ยางออลเทอร์เรน General Grabber ขนาด 33 นิ้ว LT275/70R18

ระบบเบรคอัพเกรดเพิ่มเติม เพิ่มขนาดจานเบรค

ภายในตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ ‘SUPER DUTY’ ที่แผงคอนโซลหน้า

ระบบ Integrated Device Mounting System (IDMS) ติดตั้งมาจากโรงงาน

ระบบล็อกเฟืองท้ายหน้าและหลังแบบไฟฟ้า

ระยะความสูงจากพื้น 299 มม. และความกว้างฐานล้อ 1,710 มม. (เท่า Raptor)

โหมดการขับขี่ 7 โหมด

โหมดปกติ

โหมดประหยัด

โหมดลากจูง

โหมดถนนลื่น

โหมดโคลน

โหมดทราย

โหมดหิน

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเพื่อการขับขี่ออฟโรด (Trail Control) และระบบช่วยเลี้ยวบนเส้นทางออฟโรด (Trail Turn Assist)

แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถแบบ Heavy Duty ปกป้องบริเวณเฟืองหน้า เกียร์ และชุดส่งกำลัง ด้วยวัสดุเหล็กหนา 3.6 มม. โดยแผ่นกันกระแทกบริเวณถังน้ำมันมีความหนัก 130 กก. และออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกับโครงสร้าง ช่วยรองรับการเคลื่อนผ่านสิ่งกีดขวางได้

ถังน้ำมันขนาด 130 ลิตร พร้อมแผ่นกันกระแทกเหล็ก

ความสามารถลุยน้ำลึกสูงสุด 850 มม.

ตัวถัง: มีให้เลือกทั้ง Single Cab, Super Cab และ Double Cab
การผลิต: ผลิตที่โรงงาน Ford AAT จังหวัดระยอง เพื่อจำหน่ายทั่วโลก.

ช่วงล่างปรับใหม่เพื่อรองรับการลุยที่อาจเพิ่มมากขึ้นเมื่อลูกค้าขับเข้าป่าแบบจัดหนัก Ford Ranger Super Duty ยังคงมีนุ่มนวลในการเดินทาง เป็นรถออฟโรดเพื่อการพักผ่อนในวันหยุด บนสถานที่ที่รถทั่วไปเข้าไม่ถึง อุปกรณ์พิเศษประกอบด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เบาะหนัง เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบทำความร้อนและระบายอากาศ พื้นปูพรม วัสดุสังเคราะห์ปูพื้นสำหรับรองรับการลุยขี้โคลนเพราะออกแบบให้ล้างทำความสะอาดได้ง่าย

สีภายนอก Traction Green, กระจกมองหลังดิจิทัลขนาด 8.9 นิ้ว, หลังคาผ้าใบด้านข้างแบบ Dual Lift หรือ Lift & Slide ระบบลิ้นชักเก็บของแบบ Aeroklas Twin สามารถเลือกหลังคาผ้าใบแบบพื้นฐาน, ราวกันตกแบบ Rock Slider และระบบแบตเตอรี่คู่

Ranger Super Duty มีความสามารถในการลากจูงเทรลเลอร์หนัก 4,500 กิโลกรัม (9,921 ปอนด์) ซึ่งเทียบเท่ากับ น้ำหนักลากสูงสุดของ Ford F-150

กลุ่มผลิตภัณฑ์ Ranger Super Duty ใช้แชสซีที่ถูกปรับเสริมความแข็งแกร่งใหม่ ช่วงล่างปรับใหม่ ความยาวฐานล้อที่กว้างขึ้นและระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้นเพื่อการลุยแหลกบนทางวิบาก ความสูงที่เพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับท่อสน็อกเกิลมาตรฐานและยางที่แข็งแรงขึ้น ช่วยให้ลุยน้ำได้ลึกถึง 850 มม. (33.5 นิ้ว) นั่นคือ ลุยได้เกือบๆเมตรเลยทีเดียว

Ford Ranger Super Duty: มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ V6 3.0 ลิตร ปรับแต่งใหม่ ให้กำลัง 207 แรงม้า (154 กิโลวัตต์ / 209 แรงม้า) แรงบิดเนื้อๆ สไตล์รถอเมริกันที่ 600 นิวตันเมตร (443 ปอนด์-ฟุต) ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ะบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบฟูลไทม์ พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายหน้าและหลัง มีอัตรารับน้ำหนักเพลาหน้า 1,900 กก. และอัตรารับน้ำหนักเพลาหลัง 2,800 กก. ปรับปรุงระบบระบายความร้อน การเพิ่มแรงลากจูง รวมถึง GVM (มวลรวมของรถ) ที่ 4,500 กก. และ GCM (มวลรวม) ที่ 8,000 กก. การเพิ่มขนาดทำให้ Super Duty มีขีดความสามารถลุยน้ำได้มากขึ้น 50 มม. โดยรุ่นตกแต่งทั้งสามรุ่นที่ประกาศออกมาจนถึงปัจจุบันสามารถลุยน้ำได้ 850 มม.

Super Duty จะใช้เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล V6 ขนาด 3.0 ลิตร ซึ่งมีให้ใช้งานในรุ่นอื่นๆ แล้ว โดยให้กำลัง 154 กิโลวัตต์ที่ 3,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 1,750 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นตัวเลขแรงบิดเท่ากัน แต่มีกำลังลดลง 30 กิโลวัตต์

Ford Ranger Super Dut เตรียมเปิดตัวในไทยช่วงต้นปีหน้า (มกราคม-มีนาคม 2569) หลังจากนั้นก็จะส่งออกรถประกอบไทยไปยังออสเตรเลีย ซึ่งลูกค้าออสซี่ดูจะถูกใจมากกว่า Raptor เนื่องจากเป็นรถกระบะสำหรับการลากจูงรถพ่วง รองรับงานหนัก หรือบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก ลูกค้าในแดนจิงโจ้ ส่วนใหญ่ ต้องการบรรทุกสัมภาระและออกเดินทางบนถนนออฟโรดกับครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์ รถกระบะรุ่นนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างรถใช้งานหนักและรถทัวร์ริ่งระดับพรีเมียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เจ้าของรถมีอิสระที่จะทำงานหนักและสนุกได้เต็มที่โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการใช้งานในด้านความสะดวกสบาย

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ไอ้หนุ่มรถถัง Ford Ranger Super Duty

สรุปแล้ว ไอ้หนุ่มรถถัง Ford Ranger Super Duty คันนี้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรถกระบะที่เน้นการใช้งานหนัก ลากจูง และพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ช่วงล่างที่แข็งแกร่ง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Ranger Super Duty เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหารถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย

ทำไมต้อง ไอ้หนุ่มรถถัง Ford Ranger Super Duty?

เหตุผลที่ควรเลือก ไอ้หนุ่มรถถัง Ford Ranger Super Duty คือ สมรรถนะที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป ความสามารถในการลากจูงที่ยอดเยี่ยม และความทนทานที่พร้อมเผชิญกับทุกสภาพถนน ทำให้เป็นรถที่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนในระยะยาว

การมาของ Ford Ranger Super Duty ทำให้ตลาดรถกระบะในไทยน่าสนใจมากขึ้น เพราะเป็นการนำเสนอรถกระบะที่เน้นสมรรถนะและความสามารถในการใช้งานหนักอย่างแท้จริง หากคุณกำลังมองหารถกระบะที่พร้อมสำหรับทุกงาน ไอ้หนุ่มรถถัง Ford Ranger Super Duty คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – ไอ้หนุ่มรถถัง เจาะก่อนเปิด Ford Ranger Super Duty

ทบ.ยืนยัน! กัมพูชายิง BM-21 บ้านกรวด บุรีรัมย์

กองทัพบก (ทบ.) ยืนยัน กัมพูชายิงกระสุน BM-21 เข้ามาในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บริเวณบ้านสายโท 10 ใต้ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ข้อสังเกตคือบริเวณนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอยู่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ได้มีกระสุน BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงมาบริเวณบ้านเรือนของประชาชนไทย ที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ได้จัดชุดปฏิบัติงานออกเป็น 2 ส่วน (sector) ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และมีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณบ้านกรวด

ในส่วนของ Sector ที่ 1 สามารถเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยได้แล้วกว่า 120,000 ตารางเมตร และใน Sector ที่ 2 ได้พื้นที่ปลอดภัยกว่า 108,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไป

เหตุการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย ทางการไทยคงต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

การที่ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม การสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน ควรเป็นเป้าหมายที่เราทุกคนร่วมกันผลักดัน

ที่มา – กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มไทย สั่งคุมเข้ม!

สถานการณ์ตึงเครียด! กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เผยว่ากัมพูชาได้ ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทางกองทัพต้องสั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวสารสำคัญนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. กัมพูชาได้ทำการยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย บริเวณบ้านสายโท 10 อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า จะทำการปกป้องประชาชนและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันและขัดขวางการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามที่อาจมุ่งหวังสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า ได้เกิดการปะทะกันตลอดแนวชายแดนในหลายพื้นที่ ได้แก่ ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย, พื้นที่คนา และปราสาทตาเมือนธม ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยทุกนายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

มาตรการรับมือสถานการณ์ ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการในหลายด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ได้แก่:

  • การแจ้งเตือนประชาชน: แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
  • การเพิ่มกำลังพล: เสริมกำลังพลในพื้นที่ชายแดนเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและป้องกัน
  • การประสานงาน: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือประชาชน
  • การตรวจสอบความเสียหาย: เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และการกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือละเมิดอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ กองทัพและรัฐบาลไทยจะต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

การที่ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา – ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย สั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัย

ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV เริ่ม 1.7 ล้าน

New Honda STEP WGN e:HEV กลับมาอีกครั้งกับมินิเอ็มพีวีประตูสไลด์ไฟฟ้า นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เน้นมาตรฐาน ‘Japanese Quality’ มั่นใจได้ในบริการหลังการขาย อะไหล่พร้อม ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ จากเครือข่ายโชว์รูม Honda 222 แห่งทั่วประเทศ

เผยสเปกและราคาประมาณการ STEP WGN e:HEV SPADA เริ่มต้น 1,7XX,XXX บาท เปิดรับจองสิทธิ์ล่วงหน้าให้คุณเป็นเจ้าของก่อนใคร และจัดแสดงให้สัมผัสคันจริงภายในงาน Motor Expo 2025 ที่เดียวเท่านั้น

จองสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของ รับบัตรน้ำมัน 20,000 บาท กล้องติดรถยนต์หน้า-หลัง อุปกรณ์ตกแต่งแท้ 5,940 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อจองสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 พร้อมจองตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 และรับรถภายใน 31 มีนาคม 2569 พร้อมข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.39%** สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรี Honda Ultimate Care ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

Honda STEP WGN e:HEV ใหม่ รุ่น e:HEV SPADA ตัวถังทรงกล่อง ife Expander BOX ห้องโดยสารโปร่งโล่ง กว้างขวาง เบาะปรับพับได้หลากหลาย เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์

ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที เคลมอัตราสิ้นเปลือง 18.5 กม./ลิตร

เบาะโดยสารหนังสังเคราะห์แบบ Prime Smooth และเบาะผ้าเทคโนโลยี FABTECH อเนกประสงค์

ปรับได้หลากหลายรูปแบบ

เบาะนั่งแถว 2 แบบปรับแยกอิสระ พร้อมเบาะรองน่อง Ottoman

เบาะนั่งแถว 3 ปรับพับ 60:40 พร้อมพับแบบแบนราบ

ประตูข้างแบบสไลด์ไฟฟ้า ซ้าย-ขวา

ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri- Zone พร้อมระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster

ระบบเกียร์ไฟฟ้า

ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL)

ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto

มาตรวัด พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว

เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)

สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีใหม่! สีดำทไวไลต์มิสต์ (มุก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) มาพร้อมภายในห้องโดยสารสีดำ

เยี่ยมชมบูทรถยนต์ Honda A08 ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 (Motor Expo 2025) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันนี้ถึง 10 ธันวาคม 2568 พร้อมพบกับข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันทั้งภายในงานฯ และ โชว์รูม Honda ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูล 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV ราคาประมาณการ 1.7 ล้าน

ทำความรู้จักกับ ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV

สำหรับใครที่กำลังมองหารถครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV ราคาประมาณการ 1.7 ล้าน ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ทำให้การเดินทางของครอบครัวคุณเป็นเรื่องที่ง่ายและสนุกสนานยิ่งขึ้น อย่าพลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสและเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพเยี่ยมคันนี้

สรุปแล้ว ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV ราคาประมาณการ 1.7 ล้าน เป็นรถยนต์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังมองหารถยนต์ครอบครัวที่มีสไตล์และฟังก์ชันการใช้งานครบครัน

ใครที่สนใจ ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV ราคาประมาณการ 1.7 ล้าน สามารถไปชมตัวจริงได้ที่งาน Motor Expo 2025 หรือโชว์รูม Honda ทั่วประเทศ

ที่มา – ประกอบญี่ปุ่น New Honda STEP WGN e:HEV ราคาประมาณการ 1.7 ล้าน

ภูมิซรอล ศรีสะเกษ: กัมพูชายิงใส่ไทย!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! มีรายงานด่วนเข้ามาว่าเกิดเหตุการณ์ ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เสียงปืนดังสนั่น โดยฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีก่อน ทำให้ทหารไทยต้องทำการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง รายละเอียดเบื้องต้นระบุว่าการปะทะเริ่มขึ้นเมื่อช่วงเช้าตรู่ และยังคงมีเสียงปืนดังเป็นระยะๆ สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เสียงปืนดังสนั่น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลาประมาณ 05.20 น. ได้เกิดเหตุการณ์คล้ายกันในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี โดยทหารกัมพูชายิงปืนเล็กใส่ทหารไทยจำนวน 20 นัด ทำให้ทหารไทยต้องยิงตอบโต้เพื่อปกป้องตนเองและรักษาความมั่นคงของชาติ เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เสียงปืนดังสนั่น

จากรายงานล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 06.55 น. ยืนยันว่ามีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นที่ ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงเครื่องยิงลูกระเบิดก่อน ทำให้ทหารไทยต้องตอบโต้ตามหลักการป้องกันตนเอง การปะทะกันดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่โดยรอบ และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ทางการไทยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย การใช้กำลังและความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การเจรจาและการพูดคุยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง พวกเขาต้องการความช่วยเหลือและความสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข การให้ความรู้ ความเข้าใจ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง

การรายงานข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ตื่นตระหนก การนำเสนอข่าวสารที่เกินจริง หรือสร้างความแตกแยก จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์ในสังคม

แม้สถานการณ์จะยังคงตึงเครียด แต่เรายังคงมีความหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้สติและปัญญาในการแก้ไขปัญหา และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การหันหน้าเข้าหากันและการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ดังนั้น การเฝ้าระวังข่าวสารและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น และร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เสียงปืนดังสนั่น ครั้งนี้

ที่มา – ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เสียงปืนดังสนั่น กัมพูชา เปิดฉากยิงเครื่องยิงลูกระเบิดใส่ไทย

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียด! กองทัพบกแจ้งเตือนประชาชนใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ด่วนไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แฟนเพจ “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ไปยังศูนย์พักพิงเป็นการเร่งด่วน โดยกองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังบูรพาเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ

ประกาศดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนต่างเร่งเตรียมตัวและตรวจสอบข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องอพยพ? สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลแค่ไหน?

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แน่ชัดยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่การประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ในครั้งนี้ บ่งชี้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนอาจมีความตึงเครียดและมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

ทางกองทัพบกยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการแจ้งเตือนในครั้งนี้ แต่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าของสถานการณ์โดยเร็วที่สุด

สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากมีความจำเป็น หมั่นติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่:

  • ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น กองทัพบก หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนกระแสหลัก
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการอพยพ เช่น ยาประจำตัว อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า และเอกสารสำคัญ
  • วางแผนเส้นทางการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุด
  • แจ้งให้ญาติสนิทมิตรสหายทราบถึงสถานการณ์ และแผนการอพยพของคุณ
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการอพยพ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ในขณะนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพไปยังศูนย์พักพิง

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิง 2 ครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดเกิดประเด็นร้อน เมื่อกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่ามีการ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก ตามแนวชายแดน พร้อมทั้งกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ยิงเข้ามาในอาณาเขตของตนถึงสองครั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้รายงานจากกองทัพไทยที่ระบุว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ต่างๆ มายังบริเวณชายแดน

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 ของไทยเผยแพร่นั้นเป็น “ข้อมูลเท็จ” และ “ขัดแย้งกับความจริงอย่างชัดเจน” เธอยังกล่าวเสริมว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำโดยสื่อไทยบางสำนัก โดยมีเจตนาที่จะทำให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเกิดความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชา

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมของการกล่าวหา

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้กล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ จังหวัดพระวิหาร โดยอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม และฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีอีกครั้งในช่วงค่ำของวันเดียวกัน โดยใช้อาวุธขนาดเล็กและปืนครก โจมตีบริเวณด้านหน้าแนวรบของกัมพูชาในพื้นที่ “โอพกา สแนะห์” และพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงแสดงเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตที่ผ่านมา มักจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ การ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนักในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดหรือข้อพิพาทต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก และกล่าวหาไทยยิงเข้ามานั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศ การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน

เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน

เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ได้ในประเทศของคุณ

เกิดข้อผิดพลาด

เรอัล มาดริด แพ้คาบ้านต่อเซลต้า บีโก้ 0-2 ในศึกลาลีกา โดยเหลือผู้เล่นเพียง 9 คนหลังจาก ฟราน การ์เซีย และ อัลบาโร่ การ์เรร่า ถูกไล่ออก

รายงานการแข่งขัน: เรอัล มาดริด 0-2 เซลต้า บีโก้

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

เกมดังกล่าวจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างน่าผิดหวังสำหรับเรอัล มาดริด ซึ่งต้องเสียผู้เล่นถึงสองคนจากใบแดง ทำให้สถานการณ์ของทีมยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก การพ่ายแพ้คาบ้านต่อเซลต้า บีโก้ เป็นสิ่งที่แฟนบอลไม่คาดคิด และเป็นสัญญาณเตือนว่าทีมยังมีจุดที่ต้องแก้ไขอีกมาก

เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน

การที่ เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน ถือเป็นความผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับแฟนบอล การเสียผู้เล่นสองคนจากใบแดงทำให้ทีมต้องเล่นด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าเป็นเวลานาน ส่งผลต่อรูปเกมและการประสานงานภายในทีมอย่างมาก เซลต้า บีโก้ ฉวยโอกาสจากความได้เปรียบนี้ และสามารถทำประตูได้สำเร็จ

สถานการณ์ เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้ แม้ว่าทีมจะมีผู้เล่นที่มีคุณภาพ แต่ผลงานโดยรวมยังไม่คงเส้นคงวา การขาดวินัยและความผิดพลาดส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากทีมต้องการกลับมาอยู่ในเส้นทางของการลุ้นแชมป์

บทสรุป: เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน

โดยสรุปแล้ว การที่ เรอัลมาดริด 9 คน พ่ายเซลต้า บีโก้ คาบ้าน เป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับทีมและแฟนบอล ความผิดพลาดส่วนบุคคล การขาดวินัย และการเสียผู้เล่นจากใบแดง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทีมจำเป็นต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงแก้ไข เพื่อกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะให้ได้

การพ่ายแพ้ในเกมนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีมต้องกลับมาทบทวนและปรับปรุงแผนการเล่น รวมถึงการเสริมสร้างวินัยและความมุ่งมั่นของนักเตะทุกคน หากเรอัล มาดริด ต้องการที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ พวกเขาจะต้องทำงานหนักขึ้นและมีความเป็นทีมเวิร์คที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ที่มา – Nine-man Real Madrid implode in home defeat to Celta Vigo