วัน: 14 ธันวาคม 2025

“สุชาติ” นำอดีตสส. เข้าภูมิใจไทย จันทร์นี้

“สุชาติ ชมกลิ่น” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสมัครพรรคภูมิใจไทย 15 ธ.ค. นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัวกับบ้านคุณปลื้มแล้ว นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการการเมือง

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 16 ที่นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ว่าในวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 11.30 น. นายสุชาติ และนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 2 ท่านได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.ไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนำอดีตสส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ในกลุ่มเข้าร่วมด้วย โดยมีรายชื่อดังนี้:

  • นายเกรียงยศ สุดลาภา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ
  • นายศาสตรา ศรีปาน อดีตสส.สงขลา เขต 2
  • นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  • นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  • นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  • นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี
  • นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  • จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  • น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  • น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  • พล.ต.ต.สุรพล บุญมา อดีตสส.นครนายก เขต 1

ทั้งหมดนี้จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า 3 อดีตสส.ในกลุ่ม ได้แก่ นายสันต์ แซ่ตั้ง อดีตสส.ชุมพร เขต 2 นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และนายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม(กธ.) เนื่องจากปัญหาเขตพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกัน ในขณะที่นายถนอมพงศ์ หลีกภัย สส.ตรัง ได้ตัดสินใจหยุดพักการลงเลือกตั้งในครั้งนี้

“สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้

สำหรับการจัดการพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีทั้ง 10 เขตนั้น ถือได้ว่ามีความลงตัวเป็นอย่างดี โดยนายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี และนายสุชาติ จะร่วมกันนำว่าที่ผู้สมัครสส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต เปิดตัวและสมัครเป็นสมาชิกพรรคภท.ในวันที่ 15 ธ.ค. นี้เช่นเดียวกัน โดยมีการวางตัวผู้สมัครในแต่ละเขตดังนี้:

  • นายสุชาติ จะลงสมัครในเขต 1
  • ร.อ.ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 2
  • ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ เขต 3
  • นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง เขต 4
  • นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ เขต 5
  • นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เขต 6
  • นายสงกรานต์ ภาชนะ เขต 7
  • นายเชาวลิตร แสงอุทัย เขต 8
  • นายแมน อินทร์พิทักษ์ เขต 9
  • นายพนธนกร ใคร่ครวญ เขต 10

ทำไมข่าว “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ถึงสำคัญ?

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มอดีตสส.ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและศักยภาพในการแข่งขันของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การรวมตัวของนักการเมืองมากประสบการณ์ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค และเพิ่มโอกาสในการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่ “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางทางการเมืองของนายสุชาติเอง ที่ได้ตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยต่อไปในอนาคต การตัดสินใจครั้งนี้ อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในระดับประเทศได้

การที่พื้นที่ชลบุรีทั้ง 10 เขตมีความลงตัว แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนายสุชาติ และกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี ซึ่งจะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการแข่งขัน

ข่าว “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักการเมืองต้องปรับตัวและแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การตัดสินใจของนายสุชาติและกลุ่มอดีตสส.ในครั้งนี้ จะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาและของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทุกคน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

โดยภาพรวมแล้ว การย้ายพรรคและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในวงการการเมือง การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ จะช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมนำอดีตสส.กลุ่ม 16 เข้าภูมิใจไทยจันทร์นี้ ส่วน 10 เขตชลบุรีลงตัวแล้ว

“สีหศักดิ์” ยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว ถ้ากัมพูชาไม่พร้อมคุย

“สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว แต่เป็นการแสดงความเข้มแข็งบนเวทีต่างประเทศ เหตุเพราะ “กัมพูชา” ไม่เคยแสดงความจริงใจให้เป็นที่ประจักษ์

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการพูดคุยสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ว่า ทางเวียดนามรับทราบ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร และเห็นการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งได้บอกไปว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชา ที่จะแสดงความพร้อมเมื่อไหร่ เพราะเมื่อวานยังเห็นได้ชัด ที่พูดถึงการหยุดยิง แล้ววันนี้กัมพูชาทำอะไร ก็ยังยิง BM – 21 ข้ามมาฝั่งไทย ถูกพลเรือนไทยเสียชีวิต และบาดเจ็บหลายคน พร้อมถามกลับว่า แบบนี้กัมพูชาพร้อมจะหยุดยิงหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเราจะพูดเรื่องการหยุดยิง ต้องพูดกันด้วยความจริงใจ และเราอยากจะให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกา ที่อยากเห็นการหยุดจริง อยากเห็นสันติภาพกลับมา ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง เข้าใจความรู้สึกของคนไทย เข้าใจความรู้สึกของประเทศไทย และเหตุการณ์ทุ่นระเบิดก็เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ หากจะหยุดยิงต้องจริงใจต่อกัน พิสูจน์กันด้วยการกระทำ

ส่วนที่ล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ชี้แจงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการหยุดยิง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการชี้แจงว่า อยากให้การยั่วยุทั้งหลายยุติลง ไม่ได้พูดถึงเรื่องการหยุดยิง

ขณะที่กัมพูชายกระดับตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยก็อยากจะคุยอย่างจริงจัง ในประเด็นที่เป็นปัญหาระหว่างกัน เพื่อหาทางออก แต่ถ้ากัมพูชาไม่พร้อมที่จะคุยสถานการณ์ก็ต้องเป็นแบบนี้ เพราะเคยพูดหลายครั้งแล้ว ว่า มีสองเส้นทาง เส้นทางหนึ่ง คือ มีความขัดแย้งมากขึ้น มีความสูญเสียมากขึ้นทั้งสองฝ่าย อีกเส้นทางหนึ่ง คือ สันติภาพ พูดคุยกัน แต่รู้สึกว่า ฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ตัดสินใจว่าไปเส้นทางไหน ถ้ากัมพูชายังไม่ตัดสินใจ ประเทศไทยจะไปคนเดียวได้อย่างไร ส่วนจุดไหนที่ทำให้เชื่อมั่นว่า กัมพูชาพร้อมที่จะพูดคุยนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการหยุดยิงก็หยุดยิงได้เลย ถูกหรือไม่ ไม่ใช่พูดถึงการหยุดยิง แล้วก็ยังยิง ซ้ำแล้วซ้ำอีก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวถึงการช่วยเหลือคนไทยจากกัมพูชานั้นว่า ถ้าออกทางชายแดนไม่ได้ ตามจุดผ่านแดน โดยเฉพาะที่ปอยเปต อาจจะต้องใช้วิธีการให้เดินทางกลับด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งเรามีเที่ยวบินที่ไปเสียมราฐ ที่เข้าใจว่ามีวันละ 3 เที่ยวบิน ก็จะทยอยพาคนไทยที่ประสงค์จะกลับประเทศไทยผ่านทางอากาศ

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอันวาร์จะเรียกประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนว่า อันดับแรกเราพร้อมที่จะไป ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับประเทศอื่นว่า พร้อมที่จะไปด้วยหรือไม่ คิดว่าเรื่องที่สำคัญแบบนี้ การประชุมออนไลน์ไม่ทำให้สามารถคุยกันลงลึกอย่างแท้จริง ซึ่งเราก็มีความพร้อมที่จะไปพูดคุยในประเด็นที่เป็นปัญหาจริง ๆ เบื้องต้นได้พูดคุยถึงวันที่ประเทศไทยสะดวก เร็วที่สุดจะเป็นวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ซึ่งเราก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้ให้วันไป แต่ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องวัน ยังต้องดูอีกที และอาจจะไม่ได้ไปประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเราได้เสนอให้ไปประชุมที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอาเซียน

สำหรับกรณีที่กองทัพต้องการให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยชี้แจงประชาคมโลก ภายหลังตรวจพบสมุดจดบันทึกพิกัดการวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชานั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงมาตลอดในทุกโอกาสและทุกเวทีก็นำประเด็นนี้ไปชี้แจง เช่น ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่นครเจนีวา ก็ได้พูดถึงกรณีที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดถึง 7 ครั้ง และได้เสนอในแง่ของถ้อยแถลง นำเสนอวิดีโอคลิปซึ่งทำมาในทุกเวที

ส่วนการที่กัมพูชาเริ่มกลับมาโจมตีพื้นที่พลเรือน จะยกระดับการชี้แจงตอบโต้อะไรเพิ่มเติมมากกว่าการประณาม นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายทหารในการดำเนินการ ซึ่งฝ่ายทหารรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ในส่วนการปฏิบัติการทางการทูตก็พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร การยกระดับอะไรต่าง ๆ คงเป็นเรื่องของฝ่ายทหาร

“สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทย ไม่ได้ก้าวร้าว ถ้า “กัมพูชา” ไม่พร้อมพูดคุย ก็ต้องเป็นแบบนี้

ขณะเดียวกัน มีหลายฝ่ายกังวลว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของไทย จะทำให้นานาชาติมองไทยเป็นผู้เล่นที่ก้าวร้าวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตนเองไม่คิดว่าเราก้าวร้าว เรามีท่าทีที่ปกป้องผลประโยชน์ และไม่ได้คิดว่าเราตั้งใจที่จะมามีท่าทีที่แข็งกร้าวเกินความจำเป็น ซึ่งเราต้องปกป้องผลประโยชน์ของเราอย่างเต็มที่อยู่แล้ว คงไม่ใช่ท่าทีที่ก้าวร้าว การที่ทหารไทยต้องสูญเสียขา แล้วเราออกมาแสดงท่าทีที่เข้มแข็งในเวทีระหว่างประเทศ เป็นการก้าวร้าวหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้ก้าวร้าว

ทำไม “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว?

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้หลายฝ่ายจับตามองท่าทีของประเทศไทย ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว หากกัมพูชาไม่พร้อมที่จะพูดคุยอย่างจริงใจ

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การแสดงออกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และตอบโต้การกระทำที่ไม่เป็นธรรมจากฝ่ายกัมพูชา การที่ทหารไทยต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ทุ่นระเบิด เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี โดยเสนอให้มีการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาระหว่างทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาแสดงความจริงใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การพูดคุยและการเจรจาด้วยความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน การที่ “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่ก็พร้อมที่จะเจรจาเพื่อสันติภาพเช่นกัน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังคงมีความท้าทาย แต่การรักษาความอดทนและการแสวงหาแนวทางแก้ไขโดยสันติวิธี จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว การที่ “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทยไม่ได้ก้าวร้าว คือการตอกย้ำถึงความตั้งใจของไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – “สีหศักดิ์” ยืนยัน ไทย ไม่ได้ก้าวร้าว ถ้า “กัมพูชา” ไม่พร้อมพูดคุย ก็ต้องเป็นแบบนี้

กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR บนเนิน 500

“กองทัพบก” ยืนยัน ทหารไทยยึด “ขีปนาวุธ” ต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ได้จากทหารกัมพูชา บนเนิน 500 เป็นจำนวนมาก

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 มีรายงานว่า “กองทัพบก” ยืนยันทหารไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ยุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชา บนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นความสำเร็จในการป้องกันชายแดนและความมั่นคงของชาติ

สำหรับขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 เป็นระบบนำวิถีที่มีความสามารถทันสมัยและตอบสนองทั้งงานต่อต้านรถถังและการโจมตีเป้าหมายยุทโธปกรณ์อื่นๆ ระบบรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ครบทั้งความแม่นยำสูงและความยืดหยุ่นในการใช้งานระยะยิง มาตรฐาน 6-10 กิโลเมตร ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงต้นปีนี้ และถือเป็นการค้นพบอาวุธหนักและทันสมัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแนวรบ

ทั้งนี้ ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 ผลิตโดยประเทศจีน โดยบริษัทหลัก Poly Defence (สาย GAM/Bolas) ใช้ได้ทั้งโดยการบุกทางยุทธวิธีของทหารและติดตั้งบนยานพาหนะ โดยคาดว่าฐานกัมพูชายังไม่มีความชำนาญในการใช้ ประกอบกับกำลังทหารฝ่ายไทยได้เข้าโจมตีและยึดพื้นที่ได้ก่อนจึงได้ทิ้งของดังกล่าวแล้วหลบหนีไป

กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR บนเนิน 500

การยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญของกองทัพบกในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ การมีระบบอาวุธที่ทันสมัยถือเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก และการที่ทหารไทยสามารถยึดอาวุธดังกล่าวได้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดเกี่ยวกับขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR

ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR เป็นอาวุธยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความแม่นยำสูง และมีระยะยิงที่ไกล ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้จากระยะที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถติดตั้งบนยานพาหนะหรือใช้โดยทหารราบ ทำให้เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านรถถังและเป้าหมายอื่นๆ

  • ประเภท: ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM)
  • รุ่น: GAM-102LR
  • ยุค: 5
  • สัญชาติ: จีน
  • ผู้ผลิต: Poly Defence (สาย GAM/Bolas)
  • ระยะยิง: 6-10 กิโลเมตร

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ กองทัพบกได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการปกป้องประเทศชาติ การยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR ได้สำเร็จนั้น เป็นผลมาจากการฝึกฝนและการเตรียมความพร้อมอย่างดีของทหารไทย รวมทั้งการมีข่าวกรองที่แม่นยำ ทำให้สามารถเข้าปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่แข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ การลงทุนในเทคโนโลยีและอาวุธที่ทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การที่กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR ได้สำเร็จในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดจะเข้ามาคุกคามความมั่นคงของประเทศไทยว่า กองทัพไทยมีความพร้อมที่จะตอบโต้ทุกรูปแบบ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันยึด “ขีปนาวุธ” ต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ได้บนเนิน 500

3 สมาคมสื่อห่วงใย ความปลอดภัยผู้สื่อข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 3 สมาคมสื่อได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อ ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และบุคลากรสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการทำงานเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อ ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทุกท่านที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายใต้สถานการณ์ที่อ่อนไหว

ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

แถลงการณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยเสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการดังนี้:

แนวทางการทำงานเพื่อความปลอดภัย

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนมอบหมายงาน: กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชาควรตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้าน โดยอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมเฉพาะจุด การตัดสินใจเชิงนโยบายควรพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด
  2. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก: คำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนาม กรณีมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการปะทะ หรือใช้อาวุธหนัก หากจำเป็นต้องรายงานเหตุการณ์จากพื้นที่เสี่ยง ควรพิจารณาใช้ข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้ เป็นทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสีย

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามและบรรณาธิการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวและภาพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทางการทหาร รวมถึงสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน ก่อนเผยแพร่ เพื่อคำนึงถึงเหตุผลด้านความมั่นคง

ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การรายงานข่าวอย่างรับผิดชอบ รอบคอบ และสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด ควบคู่ไปกับการรักษา ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

การทำงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ท้าทายและมีความเสี่ยงสูง การตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมงาน ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่สื่อสารข้อเท็จจริงสู่สาธารณชน คือสิ่งที่ผู้สื่อข่าวทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอ การสนับสนุนจากองค์กรต้นสังกัด การวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ และการมีสติอยู่เสมอ จะช่วยให้การรายงานข่าวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ องค์กรสื่อและผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าการทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ที่มา – 3 สมาคมสื่อออก ห่วงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

เซนต์ เมียร์เรน & เซลติก ชี้ชะตา! ที่แฮมป์เดน

เกมนี้มีความหมายต่อหลายคน และด้วยเหตุผลมากมาย สำหรับเซนต์ เมียร์เรน เป้าหมายนั้นตรงไปตรงมาคือ การคว้าแชมป์สกอตติชลีกคัพเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร กลายเป็นฮีโร่ ตำนาน เทพเจ้าแห่งเพสลีย์ที่ไม่ต้องซื้อเบียร์ดื่มอีกเลย

ในอีกด้านหนึ่ง คือการเพิ่มถ้วยรางวัลเข้าไปในตู้โชว์ แต่ยังเกี่ยวกับการหยุดยั้งความพ่ายแพ้สองครั้งติดต่อกันของผู้จัดการทีมเซลติกคนใหม่ วิลฟรีด แนนซี ท่ามกลางเสียงก่นด่าไม่พอใจของแฟนๆ ที่ดังกระหึ่มไปยังบอร์ดบริหารสโมสร

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่แฮมป์เดนในวันอาทิตย์ สัญญาว่าจะเป็นวันที่ชี้ชะตาของทั้งสองทีมอย่างแน่นอน

เซนต์ เมียร์เรน & เซลติก ชี้ชะตา! ที่แฮมป์เดน

เซนต์ เมียร์เรนมาถึงสนามกีฬาแห่งชาติโดยไม่มีอะไรจะเสียและมีทุกอย่างให้ได้

ทีมใดก็ตามที่เผชิญหน้ากับโอลด์เฟิร์มทีมใดทีมหนึ่งในรอบชิงชนะเลิศ จะรู้ว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับงานที่ยิ่งใหญ่ ทรัพยากร เงิน แฟนบอล และคุณภาพที่สูงกว่าอย่างมากทำให้มาตรฐานสูง

ถึงกระนั้น ทีมของสตีเฟน โรบินสันจะออกมาจากอุโมงค์แฮมป์เดนในวันอาทิตย์ด้วยความมุ่งมั่นที่แน่วแน่และความเชื่อมั่นในตนเอง

มันมาจากทั้งจริยธรรมของพวกเขาเองและโชคชะตาของคู่ต่อสู้

เซนต์ เมียร์เรน เผชิญหน้ากับมาเธอร์เวลล์ที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีในรอบรองชนะเลิศเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งหลายคนมองว่าทีมลานาร์กเชียร์จะเป็นฝ่ายชนะ ด้วยรูปแบบการเล่นฟุตบอลที่ซับซ้อนของพวกเขา แต่พวกเขากลับถูกต่อสู้ เหนือกว่า และเล่นได้เหนือกว่าโดยเซนต์ส จนนำไปสู่ชัยชนะ 4-1 ที่สมควรได้รับ

มันเป็นบทเรียนทางยุทธวิธีจากโรบินสัน ผู้ซึ่งวางแผนเกมที่สมบูรณ์แบบเพื่อทำให้สโมสรเก่าของเขาเป็นโมฆะ

ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่เฟอร์พาร์ค เขานำพวกเขาไปสู่รอบชิงชนะเลิศที่แฮมป์เดนถึงสองครั้งในฤดูกาลเดียว ในทั้งสองครั้ง พวกเขาพลาดท่าให้กับเซลติก

คราวนี้ เขาย่อมรู้สึกว่ามันอาจเป็นครั้งที่สามที่โชคดี

เซนต์ เมียร์เรนและเซลติกเคยเล่นกันมาสองครั้งในลีกฤดูกาลนี้ และเซนต์สก็โชคร้ายอย่างยิ่งที่แพ้ทั้งสองครั้งด้วยประตูในช่วงท้ายเกม

สาเหตุของความกังวลสำหรับแฟนๆ เซนต์ส ประมาณ 13,000 คนที่ไปแฮมป์เดนจะมาจากฟอร์มของพวกเขาตั้งแต่เอาชนะมาเธอร์เวลล์ในรอบรองชนะเลิศ

ห้าเกมผ่านไปแล้วโดยมีเพียงหนึ่งชัยชนะ แม้ว่ามันจะมาในเกมล่าสุดของพวกเขาด้วยชัยชนะ 2-0 เหนือดันดี ยูไนเต็ด

เซนต์ เมียร์เรนนั่งอันดับที่ 9 ในลีก แม้ว่าจะมีเกมอยู่ในมือมากกว่าคู่แข่งบางราย แต่โรบินสันมีชื่อเสียงในด้านการทำให้ทีมของเขามีระเบียบวินัยที่ดีและเล่นด้วยยาก

พวกเขามีป้ายชื่อที่เซนต์สไม่พอใจหลังจากชัยชนะที่แฮมป์เดนเมื่อเดือนที่แล้ว ในขณะที่หลายคนสันนิษฐานว่าพวกเขาจะพยายามขัดขวางมาเธอร์เวลล์ แต่ทีมจากเพสลีย์นั้นไร้ความปราณี เด็ดขาด และเล่นด้วยความปรารถนาที่พัดพาเอาทีมของ Jens Berthel Askou ไป

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ ของ เซนต์ เมียร์เรน

ผู้ชนะกลุ่ม D

การเดินทางสู่แฮมป์เดนของเซนต์ เมียร์เรน เริ่มต้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ในรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากเสมอแบบไร้สกอร์ในเกมเปิดสนามกับอาร์โบรธ ซึ่งคว้าโบนัสพอยต์ด้วยชัยชนะในการดวลจุดโทษ บัดดีส์ก็เอาชนะฟอร์ฟาร์ 2-1 จากนั้นก็เอาชนะแอนนัน 8-2 โดยมีมิคาเอล มอนดรอนทำแฮตทริกช่วย

ชัยชนะ 2-1 ในช่วงปิดฤดูกาลเหนือแอร์ จากการทำประตูสองครั้งของคิลเลียน ฟิลลิปส์ ทำให้พวกเขาได้อันดับสูงสุดด้วย 10 แต้มจาก 12 แต้ม

รอบสอง: เซนต์ เมียร์เรน 1-1 ฮาร์ทส์ (5-4 ในการดวลจุดโทษ)

ทีมจากเพสลีย์ต้องทำงานอย่างหนักในการเจอกับฮาร์ทส์ ผู้นำในพรีเมียร์ชิพที่กำลังมาแรงในรอบสอง

อเล็กซ์ โกจิกทำให้เซนต์สนำไปก่อนพักครึ่ง ก่อนที่โอซิน แม็คเอ็นทีจะตีเสมอเมื่อเหลือเวลาอีก 10 นาที ไทจบลงด้วยการดวลจุดโทษ และการเซฟของชามัล จอร์จจากการยิงจุดโทษของเคลาดิโอ บราก้า พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญในการบีบให้บัดดีส์ผ่านเข้ารอบ

รอบก่อนรองชนะเลิศ: คิลมาร์น็อค 2-2 เซนต์ เมียร์เรน (3-5 ในการดวลจุดโทษ)

เซนต์ เมียร์เรนต้องผ่านเข้ารอบด้วยการเตะจุดโทษอีกครั้ง มอนดรอนและเจย์เดน ริชาร์ดสันทำประตูได้ทั้งสองข้างของการตีเสมอของร็อบบี้ ดีแอส แต่จุดโทษในช่วงท้ายเกมจากบรูซ แอนเดอร์สันทำให้เกมจบลงด้วยการดวลจุดโทษ

มาลิก ไดค์สตีลใช้ประโยชน์จากการพลาดของไคล์ แม็กเอนนิสสำหรับเจ้าบ้านเพื่อตั้งค่ารอบรองชนะเลิศกับมาเธอร์เวลล์

รอบรองชนะเลิศ: มาเธอร์เวลล์ 1-4 เซนต์ เมียร์เรน

บัดดีส์ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวเมื่อพวกเขาแล่นผ่านทีมสตีลเมนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงของ Jens Berthel Askou และนำอยู่สองประตูในช่วงพักครึ่งด้วยฝีเท้าของมอนดรอนและแดน เอ็นลุนดูลู

คัลลัม เฮนดรีดึงหนึ่งประตูคืนในช่วงท้ายเกม แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะกลับมาได้เนื่องจากทีมของโรบินสันพบบอลอีกสองลูกจากริชาร์ด คิงและมอนดรอน

การเข้ามาของแนนซีในการใช้ชีวิตในกลาสโกว์ในฐานะผู้จัดการทีมเซลติกเป็นการท้าทายอย่างยิ่ง อย่างน้อยที่สุด

อดีตหัวหน้าโค้ชโคลัมบัส ครูว์ มีสองเกมและสองความพ่ายแพ้อยู่ภายใต้เข็มขัดของเขาในสัปดาห์ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับแชมป์เก่าสกอตติช

หลังจากเบรนแดน ร็อดเจอส์ลาออกอย่างกะทันหัน มาร์ติน โอนีลก็สาบานตนเข้ารับตำแหน่งชั่วคราว

ท่ามกลางเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่สนุกสนานในการแถลงข่าว การกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างสนาม และ พูดคุยเกี่ยวกับการขโมยชุดวอร์ม เป็นของที่ระลึกจากการคุมทีมครั้งที่สองของเขาที่พาร์คเฮด เรือที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว

เรนเจอร์สพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศลีกคัพ การแสดงที่กล้าหาญในรอตเตอร์ดัมทำให้เฟเยนูร์ดตกตะลึง และช่องว่างระหว่างจ่าฝูงอย่างฮาร์ทส์แคบลงเหลือสามแต้มก่อนที่พวกเขาจะมาเยือนกลาสโกว์เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว

ปรากฏว่าเป็นเกมแรกของแนนซี และเกมที่สโมสรจากเอดินบะระพุ่งขึ้นสู่ชัยชนะ 2-1 ในขณะที่เสียงโหยหวนรอบเซลติกพาร์คถูกแลกเปลี่ยนด้วยที่นั่งว่างเปล่าก่อนหมดเวลา

ต่อไปคือความพ่ายแพ้ในยูโรปาลีก 3-0 ต่อโรมา ซึ่งความแตกต่างของความพ่ายแพ้ไม่ได้สะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างทั้งสองทีมในคืนนั้น

การอภิปรายว่าแนนซีควรได้รับการยกเว้นจากการคุมทีมตลอดสามเกมนี้ก่อนที่จะเริ่มต้นยุคของเขาหรือไม่นั้นแพร่หลายไปทั่วคลื่นวิทยุ หน้าหนังสือพิมพ์ และหน้าโซเชียลมีเดีย

ความไม่พอใจของแฟนๆ ที่มีต่อคณะกรรมการสโมสรก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน

แนนซีได้รับแรงกดดันอยู่แล้ว ซึ่งมีอยู่เสมอในส่วนนี้ของเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา และแม้กระทั่งก่อนที่เขาจะเหยียบย่างเข้าไปในกลาสโกว์ ก็ได้เพิ่มระดับความตึงเครียด

การคว้าแชมป์ลีกคัพครั้งที่ 23 ของสโมสรจะไม่สามารถรักษาเซลติกจากปัญหาทั้งหมดได้ ความผิดหวังของแฟนๆ เป็นเวลาหลายเดือนกับการวางตำแหน่งในลีก หน้าต่างการโอนย้ายที่ล้มเหลว และความพยายามที่ผิดพลาดในการก้าวไปข้างหน้าในแชมเปียนส์ลีกจะต้องใช้เวลาในการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเหนือ **เซนต์ เมียร์เรน & เซลติก ชี้ชะตา! ที่แฮมป์เดน** จะเป็นการให้รากฐานที่มั่นคงสำหรับชาวฝรั่งเศสในการขุด นั่นคือโอกาสสำหรับชัยชนะครั้งแรกบนกระดาน โอกาสที่เหลือเชื่อในช่วงต้นสำหรับการคว้าแชมป์ครั้งแรกที่สโมสร และเป็นแพลตฟอร์มที่จะทำให้มั่นคงและสร้าง

หากพวกเขาไม่ชนะ ระดับความโกรธจากแฟน ๆ อาจจะอยู่นอกเหนือระดับ

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศของเซลติก

รอบสอง: เซลติก 4-1 ฟัลเคิร์ก

เซลติกเริ่มต้นการป้องกันแชมป์ภายใต้การคุมทีมของเบรนแดน ร็อดเจอส์เมื่อเดือนสิงหาคม โดยเอาชนะฟัลเคิร์ก 4-1 ในบ้าน โดยมีไดเซน มาเอดะ, อลิสแตร์ จอห์นสตัน และเดน เมอร์เรย์ทำประตูได้ รวมถึงการทำเข้าประตูตัวเองของเลียม เฮนเดอร์สันด้วย

รอบก่อนรองชนะเลิศ: พาร์ทิค ธิสเซิล 0-4 เซลติก

พวกเขาตามด้วยการกวาดล้างพาร์ทิค ธิสเซิล 4-0 ในรอบก่อนรองชนะเลิศที่เฟอร์ฮิล เซบาสเตียน ตูเนคติทำประตูแรกให้กับสโมสร และหยาง ฮยุน-จุน, เลียม สเกลส์ และลุค แม็คโคแวน ตัวสำรองก็ทำประตูได้เช่นกัน

รอบรองชนะเลิศ: เซลติก 3-1 เรนเจอร์ส AET

เมื่อถึงรอบรองชนะเลิศกับเรนเจอร์ส ร็อดเจอส์ได้ลาออกแล้ว และมาร์ติน โอนีล อดีตผู้จัดการทีมก็กลับมาคุมทีมชั่วคราว

มีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับการกลับมาของชายวัย 73 ปี แต่โอนีลยังคงรักษาโมเมนตัมต่อไปในขณะที่เซลติกล่องเรือไปสู่ชัยชนะ 3-1 หลังต่อเวลาพิเศษเหนือคู่แข่งที่ดุเดือดของพวกเขา

ประตูจากจอนนี่ เคนนี่ กัปตันทีมคัลลัม แม็คเกรเกอร์ และคัลลัม ออสมานด์ทำให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

พวกเขาพูดว่าอะไร

สตีเฟน โรบินสัน ผู้จัดการทีมเซนต์ เมียร์เรน: “แน่นอนว่าจะมีพลังงานที่ประหม่า เราไม่ใช่เซลติกที่ได้เข้าชิงชนะเลิศทุกครั้งหรือทุกๆ รอบชิงชนะเลิศ

ดังนั้นเราต้องเปิดรับวันนั้นและสนุกกับวันนั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่ฉันเรียกว่าคือมีความศรัทธามากกว่าความกลัว เชื่อมั่นในระบบ ในกันและกัน ในทีมงาน และสิ่งที่เราได้ใส่ใจในการเตรียมตัวอย่างแท้จริง

เราเห็นภาพถ่ายทั้งหมดของทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างมากที่นี่และคว้าแชมป์ และพวกเขาได้รับการยกย่องอย่างสูง สิ่งที่ฉันพยายามทำคือบอกผู้เล่นว่า ‘เราต้องการชื่อของคุณที่นั่น เราต้องการรูปภาพของคุณที่นั่น’

พวกเขามีรูปภาพสำหรับความสำเร็จในยุโรป สำหรับความสำเร็จในหกอันดับแรก ตอนนี้เราต้องการให้พวกเขาอยู่ [สำหรับการคว้าแชมป์] เราต้องการให้พวกเขาเป็นที่จดจำ เราต้องการให้พวกเขาได้รับการยอมรับทุกที่ที่พวกเขาไปตลอดชีวิตที่เหลือของพวกเขา”

มาร์คัส เฟรเซอร์ กองหลังเซนต์ เมียร์เรน: “ในอีก 10, 20 ปี ผู้คนอาจจะยังคงพูดถึงมัน [ชัยชนะ] และคุณสามารถเขียนบทของคุณเองในประวัติศาสตร์สโมสรได้อย่างชัดเจน

ดังนั้นฉันคิดว่านั่นเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เราต้องการทำ คว้าโอกาสด้วยสองมือ และถ้าเราสามารถขึ้นไปบนกำแพงนั้นได้ ในอีกไม่กี่ปี เมื่อคุณเดินผ่านมันไป มันคงเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม”

วิลฟรีด แนนซี ผู้จัดการทีมเซลติก: “ใช่ ฉันอยากจะคว้าแชมป์ ฉันค่อนข้างแน่ใจว่าถ้าเราไม่ชนะ มันคงเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราแพ้ มันเจ็บปวด

แต่อีกครั้ง ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี ดังนั้นหวังว่าเราจะทำได้ และถ้ามันจะตรวจสอบสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แต่ถ้าไม่ ฉันไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ เพราะตอนนี้ ฉันต้องการที่จะอยู่ในแง่บวกต่อไป และนี่คือวิธีที่ฉันคิด

ฉันจะมีเวลาอื่นๆ อีกมากมายที่จะแสดงให้เห็น ทำสิ่งต่างๆ ของฉัน และโน้มน้าวใจแฟนๆ ว่าฉันเป็นคนที่ใช่”

ลุค แม็คโคแวน กองกลางเซลติก: “เรารู้สึกผิดหวังในฐานะทีมกับผลการแข่งขันสองครั้งล่าสุด และเราต้องจัดการกับมันให้ได้

เราต้อง [ยึดมั่นในแนนซี] ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เขาเป็นผู้จัดการทีม เขามีทีมงานของเขาอยู่ด้วย เราเป็นผู้เล่นที่สโมสรแห่งนี้ เขาเป็นคนที่จะนำเราไปสู่ชัยชนะด้วยรูปแบบใดก็ตามและวิธีการจัดการใดก็ตามที่เขาต้องการ

เมื่อมันคลิกแล้ว เราหวังว่ามันจะผลักดันเราไปสู่ประสิทธิภาพที่เราต้องการและชนะเกมที่สำคัญที่สุด”

โดยรวมแล้ว เกม **เซนต์ เมียร์เรน & เซลติก ชี้ชะตา! ที่แฮมป์เดน** นัดนี้ ไม่ว่าจะผลออกมาเป็นอย่างไร เชื่อว่าทั้งสองทีมจะสู้กันอย่างเต็มที่แน่นอน และจะเป็นเกมที่น่าจดจำสำหรับแฟนบอลทั้งสองทีม

ที่มา – Defining day of destiny awaits St Mirren & Celtic at Hampden

กัปตันตุ้ยเชียร์! กองทัพอากาศ จบเกมรบกัมพูชา

“กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ เชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” ย้ำ 3 ยุทธวิธี “เร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด” หนุนสาน 3 เหล่าทัพ ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา คาดรู้ผลก่อนสิ้นปีนี้

นาวาอากาศตรี ดร. ปุญณัฐส์ นำพา หรือ กัปตันตุ้ย รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) อดีตนักบินขับไล่ประจำการ กองบิน 21 อุบลราชธานี วิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์การใช้กำลังทางอากาศของกองทัพอากาศไทยเพื่อรักษาอธิปไตยไทยในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในการสู้รบ ผู้ใดครองอากาศได้ ผู้นั้นจะชนะ ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศไทยใช้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งในมิติของขนาดกำลังพลและศักยภาพอาวุธที่นำมาใช้ เพราะหัวใจสำคัญของกองทัพอากาศคือ การรุกเข้าไปในพื้นที่และทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตัดแหล่งเสบียงหรือคลังแสงของกองทัพกัมพูชา

กัปตันตุ้ยยังกล่าวว่า กองทัพอากาศทำงานร่วมกับกองทัพบกและกองทัพเรือให้เข้มข้น เพื่อเร่งปฏิบัติการให้รวดเร็ว เด็ดขาด และรุนแรงยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวมองว่า การสู้รบต้องจบภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะความสูญเสียมีค่าสูง ทั้งชีวิตพลทหาร เศรษฐกิจ สังคม และขวัญกำลังใจของประชาชนที่เป็นสิ่งสำคัญ

เบรกต้องใช้อาวุธอย่างรอบคอบ

นาวาอากาศตรี ดร. ปุญณัฐส์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยมีความรุนแรงและมีอำนาจทำลายล้างสูง แต่การใช้ยุทธวิธีจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าทำตามเสียงเชียร์ของสังคมให้ใช้กำลังเกินความจำเป็น โดยต้องยึดถือกฎของการปะทะและกฎการทำสงครามเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน มุ่งเป้าหมายการโจมตีจำกัดที่กำลังทหารแนวหน้า หรือจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น ส่วนของยุทธศาสตร์ในการสู้รบที่เข้ายึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์แล้วค่อยเปิดฉากเจรจา ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ข้าศึกจะไม่กลับเข้ามาในพื้นที่ของเราอีก และนี่ไม่ใช่การรุกล้ำอธิปไตย แต่เป็นการทำลายจุดยุทธศาสตร์ที่ขยายออกไปไกลกว่าแนวสมรภูมิ เพื่อใช้เป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจาอย่างราบรื่นต่อไป

รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวด้วยว่า กองทัพอากาศไทยเสมือนผู้ปิดทองหลังพระ เพราะไม่ได้มีเพียงเครื่องบินขับไล่ F-16 หรือเครื่องบินรบกริพเพน แต่ยังรวมถึงเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจกู้ชีพนักบิน (Air Evacuation) กรณีที่เครื่องบินของไทยถูกยิงตก และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำการถ่ายภาพทางอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการทางอากาศออกคำสั่งในการสู้รบ กองกำลังทางอากาศของกัมพูชาไม่มีอำนาจต่อกรกับกองทัพอากาศไทย เพราะไม่มีเครื่องบินสกัดกั้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีไปใช้โดรนซึ่งต้องพึ่งพาทหารรับจ้างในการควบคุม ทั้งนี้กองทัพอากาศไทยมีการเตรียมรับมือด้วยอาวุธลับบางอย่าง เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบทางอากาศได้ นาวาอากาศตรี

กัปตันตุ้ยเชียร์! กองทัพอากาศ จบเกมรบกัมพูชา

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้หลายฝ่ายจับตาบทบาทของกองทัพอากาศไทยอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ยุทธวิธีที่รวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด เพื่อจบเกมรบโดยเร็วที่สุด

มุมมองของกัปตันตุ้ย ต่อการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ

กัปตันตุ้ยมองว่ายุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว โดยเน้นการรุกเข้าไปทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตัดกำลังและลดศักยภาพในการสู้รบ พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ กัปตันตุ้ยยังเตือนถึงความสำคัญของการใช้อาวุธอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยยึดถือกฎของการปะทะและกฎการทำสงครามอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน และจำกัดเป้าหมายการโจมตีเฉพาะที่กำลังทหารแนวหน้าหรือจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น

ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ: ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา

กัปตันตุ้ยเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ก่อนเปิดฉากเจรจา ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สามารถกลับเข้ามาในพื้นที่ของเราได้อีก และเป็นการสร้างแต้มต่อที่สำคัญในการเจรจาต่อรอง

สิ่งที่กองทัพอากาศไทยมีมากกว่าที่คิด คือศักยภาพที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องบินรบ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีและยุทธวิธีที่ทันสมัย ซึ่งสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศได้เป็นอย่างดี แม้ว่ากัมพูชาจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาใช้โดรน แต่กองทัพอากาศไทยก็มีการเตรียมพร้อมรับมือด้วยอาวุธลับบางอย่าง เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ออกมาเชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทย

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของกองทัพอากาศ รวมถึงทุกเหล่าทัพที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ เชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา

อำนาจเจริญเดือด! “สมหญิง” แฉ “สุขสมรวย”

ส่อเดือด บ้านใหญ่เมืองอำนาจเจริญ “สมหญิง บัวบุตร” โพสต์คลิป “สุขสมรวย วันทนียกุล” ปรี่หากลางสนามบิน ด้าน “เจ๊รวย” แจงอีกมุม แค่เดินเข้าไปหา ถามแก่ปานนี้แล้ว ทำไมต้องสร้างศัตรูให้ลูกหลาน หลังถูกฟ้องไม่หยุด

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 นางสมหญิง บัวบุตร อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ปรากฏภาพ นางสุขสมรวย วันทนียกุล อดีต สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ที่เดินเข้าไปหา ว่า “เคยเห็นแต่นางร้ายในละคร เพิ่งเคยเห็น นางร้ายในสภาฯ นักการเมือง ผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงโด่งดังจังหวัดอำนาจเจริญ อวดอิทธิพล บารมี ข่มขู่ประชาชน สุดยอดจริงๆ”

ต่อมานางสุขสมรวย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงข้อเท็จจริง ว่า ขออธิบายในมุมของ “ผู้ถูกกระทำ” ด้วยความตรงไปตรงมา ตามที่มีการเผยแพร่คลิปและข้อความจากเฟซบุ๊ก “สมหญิง บัวบุตร” จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของ สุขสมรวย อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผลการเลือกตั้ง ปี 2566 นางสุขสมรวย ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนาม พรรคภูมิใจไทย นางสมหญิง ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนาม พรรคเพื่อไทย

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นางสมหญิง แพ้ นางสุขสมรวย เกือบ 20,000 คะแนน

หลังการเลือกตั้ง นางสมหญิง ได้ยื่นร้องเรียนนางสุขสมรวย ต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในหลายประเด็น เกือบ 20 เรื่อง กระบวนการตรวจสอบของ กกต. นางสุขสมรวยได้เข้าชี้แจงต่อ กกต. ด้วยข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อมูลที่เป็นความจริงครบถ้วนทุกประเด็น กกต. ใช้ระยะเวลาไต่สวน นานกว่า 1 ปี ก่อนมีข้อสรุปว่า

ทุกเรื่องที่ถูกร้องเรียน ไม่เป็นความจริง และมีคำสั่งยุติเรื่องทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ กกต. จะมีคำวินิจฉัยยุติแล้ว แต่นางสมหญิงยังคงนำเรื่องเดิมที่เคยถูกยุติ ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอีกครั้ง

เหตุการณ์ตามคลิปที่ถูกเผยแพร่ เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 17.12 น. ณ สนามบินอุบลราชธานี

ขณะนั้นนางสุขสมรวยยืนรอรับกระเป๋า และพบนางสมหญิงเดินเข้ามา ด้วยความค้างคาใจจากการกระทำที่ผ่านมา จึงยืนรอและเข้าไปสอบถาม ด้วยคำพูดตรงไปตรงมา ว่า “ทำไมถึงร้องเรียนไม่หยุด จะยุบสภาอยู่แล้ว ก็มาลงแข่งกันใหม่ แก่แล้ว จะสร้างศัตรูให้ลูกหลานทำไม

แพ้เกือบ 20,000 คะแนน ยังร้องไม่หยุด” นางสมหญิงตอบกลับว่า “เป็นสิทธิ์”

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้จากคลิป ไม่มีการสัมผัสตัว ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ไม่มีการข่มขู่คุกคาม มีประชาชนเดินผ่านไปมาเป็นปกติ

หากมีการข่มขู่หรือทำร้ายจริง เหตุใดจึงไม่มีการขอความช่วยเหลือจากผู้คนในขณะนั้น และหากมีคำข่มขู่จริง ก็สามารถนำคลิปเสียงหรือหลักฐานมาเปิดเผยได้

จุดยืนของ “สุขสมรวย” สุขสมรวยเป็นคนพูดตรง พูดคำไหน คำนั้น พูดจริง และทำจริง

การเดินเข้าไปสอบถาม ไม่ใช่การหาเรื่อง ไม่ใช่การคุกคาม และไม่ใช่ความรุนแรง แต่เป็นการถามตรง ๆ ในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ #ถามในสิ่งที่คุณกำลังทำ

จากคลิปเห็นได้ชัดว่า ไม่มีการแตะต้อง ไม่มีการข่มขู่ มีเพียงความตรงไปตรงมา ของคนที่ไม่อ้อมค้อม ไม่เสแสร้ง นี่คือสไตล์ของคนจริง ไม่โกหก ไม่ทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อเรียกกระแส หากมั่นใจว่าตนเองถูกต้อง ก็ต้องกล้าตอบคำถาม และขอยืนยันอีกครั้งว่า หาก นางสุขสมรวย พบ นางสมหญิง ที่ใด ก็จะถามด้วยความตรงไปตรงมาเช่นเดิม เพราะความจริง ไม่เคยเปลี่ยน

ล่าสุด นางสมหญิง โพสต์คลิปบนเฟซบุ๊กอีกครั้งว่า “ภาพนี้ให้ดูจาก ภาษากาย กิริยา ท่าทาง ผู้มากด้วย อิทธิพล บารมี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 68 เวลา ประมาณ 17.15 น. ณ สนามบิน อุบลราชธานี รู้ทั้งรู้ยืนดักรอชัดๆ ไม่ได้หวังผลทางการเมืองค่ะถูกกระทำจริงๆ ตามภาพ”

อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด

จากกรณี อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์ คลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองท่าน จนกลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง

ทำไมเรื่อง “อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด” ถึงเป็นที่สนใจ?

ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองมักเป็นที่สนใจของประชาชน เนื่องจากมีผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวม กรณี อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด ก็เช่นกัน การที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในที่สาธารณะและมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เรื่องราวดังกล่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการฟ้องร้องและการตอบโต้กันระหว่างนักการเมือง ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและธรรมาภิบาลในการเมือง

สถานการณ์ อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมือง และความสำคัญของการรักษามารยาทและจริยธรรมของนักการเมือง การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ในท้ายที่สุด การที่ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนและเป็นธรรม จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองได้อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – อำนาจเจริญเดือด “สมหญิง” โพสต์คลิปแฉ “สุขสมรวย” แจง แค่ไปถามหลังถูกฟ้องไม่หยุด

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์ เปิดตัวทีมบริหารประเทศ

“ณัฐพงษ์” ร่วมประชุมใหญ่ปีกแรงงานพรรคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ มั่นใจมัดใจประชาชนได้

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม Maple Hotel นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นายณัฐพงษ์ ระบุว่าในกิจกรรมขอโทษประชาชนเมื่อวานนี้(13 ธ.ค.) แม้ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนจะแสดงความเห็นด้วยความเข้าใจว่าพรรคตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร แต่ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารพรรคที่จะต้องรับฟังความรู้สึกเจ้าของพรรคทุกคน แม้ที่ผ่านมาพรรคประชาชนจะให้สมาชิกแสดงความเห็นกันเข้ามา และกว่า 70-80% จะเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่พรรคตัดสินใจ แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 30% ที่เห็นต่างไปอีกแบบหนึ่ง

เพราะฉะนั้นในความเป็นพรรคมวลชน สิ่งที่จำเป็นก็คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสมาชิกทุกคน พรรคไม่ได้ยึดหลักแค่ว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องโดยยึดเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความเป็นพรรคมวลชนก็จะค่อยๆ เล็กลง ทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะมีเรื่องยากอีกมากเต็มไปหมด ดังนั้นการเป็นพรรคมวลชนที่เติบโตขึ้นได้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ยึดเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ต้องรับฟังเสียงส่วนน้อยและแสดงความรับผิดชอบต่อคนทุกกลุ่มที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่พรรคประชาชนเดินทางมาถึงวันนี้ ชนะการเลือกตั้งแต่โดนเสียง สว. ฉุดรั้งไว้ พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เรื่องการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) เองที่บางส่วนอาจจะมองว่าถูกเขาหลอกหรือไม่ ตนเห็นว่าที่จริงแล้วนี่เป็นวิถีในการทำงานการเมืองแบบที่พรรคประชาชนตั้งใจทำมา และสิ่งที่ทุกคนทำงานมามันสร้างความสำเร็จหลายอย่าง ตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิลาคลอดก็ผ่านไปแล้ว นี่คือผลงานของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ร่วมกัน ยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนผลักดันร่วมกันได้สำเร็จ ในปีถัดไปเรายังมีวาระที่ต้องทำกันต่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน และยังมีสิทธิอื่นๆ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันผลักดันต่อจากนี้

ในเรื่องของบอร์ดประกันสังคม ตามที่ทุกคนได้ทราบข่าวล่าสุด มีความน่าสงสัย กำลังจะมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ แต่อยู่ดีๆ กลับมีการออกระเบียบในการเลือกบอร์ดประกันสังคมที่ไม่ได้มีตัวแทนจากฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน แต่เอาฝั่งข้าราชการมาออกกฎระเบียบทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าจับตามอง การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ผ่านมามีความสำเร็จหลายด้าน อย่างเช่นการเพิ่มสิทธิในการดูแลเด็กเล็ก หรือสิทธิดูแลในยามว่างงานที่เพิ่มขึ้น มีหลายอย่างที่มีการทำงานอยู่เบื้องหลังที่ไม่ได้ออกหน้าข่าวมาก แต่การทำงานการเมืองเช่นนี้ที่เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้เมื่อถึงวันเลือกตั้งสุดท้ายประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจคะแนนความนิยมของพรรคการเมือง คะแนนก้อนใหญ่ที่สุดก็คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยสถานการณ์ที่รุมล้อมพรรคประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เรื่องเอ็มโอเอ หรือเรื่องใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวโน้มผลโพลจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามองดูตัวเลขทุกพรรคการเมืองมากาง พรรคประชาชนยังมีฐานที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกพรรคอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนมีผู้สนับสนุน มีคนที่เห็นการทำงานของพรรคอย่างเข้มข้นมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ทุกคนในพรรคทำงานสะสมกันมา และทำให้ประชาชนเชื่อใจว่าพรรคทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน แล้วฐานนี้เติบโตและใหญ่ขึ้นทุกวัน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทำไมนายณัฐพงษ์ ถึงย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ?

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและศรัทธาให้กับประชาชน สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์เเละเเผนการทำงานของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริง

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสื่อสารกับประชาชน และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงเแก้ไขแผนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุป การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคประชาชน ในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “ณัฐพงษ์”ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทหารสั่งปิดอ่าวไทย สกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น เมื่อมีรายงานว่า คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” ที่อาจมีการลำเลียงไปยังกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการประกาศให้ทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชาเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง รายงานข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวที่อ้างอิงหนังสือด่วนจากกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และศูนย์บัญชาการทางทหาร (ศบท.) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  1. เพื่อให้ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร (คบท.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 มีมติให้ดำเนินการกับเรือไทย และ/หรือผู้ประกอบการไทยที่ใช้เรือไทย หรือเรือจดทะเบียนสัญชาติอื่น ๆ ที่ทำการลำเลียงและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังกัมพูชาทางทะเล มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดศักยภาพของกัมพูชาในการคุกคามประเทศไทย
  2. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อย บก.ทท./ศบท. ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้:

แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ

  • เสนอให้ สมช. พิจารณากลไกภายใต้ สมช. ให้หน่วยงานทางทะเลในศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กำหนดมาตรการที่เข้มงวดขึ้น
  • มีมติ สมช. เรื่องประกาศมาตรการระงับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา
  • ให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการในการควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนการประมง ทั้งในส่วนของเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะเล ที่มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา
  • ให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง

คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย”

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกองทัพไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และความพยายามที่จะป้องกันการสนับสนุนทางการทหารที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย การปิดกั้นอ่าวไทยและการประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นมาตรการที่รุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย”

การที่ คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” นั้น อาจส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • ด้านเศรษฐกิจ: การปิดกั้นเส้นทางการค้าทางทะเลอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทน้ำมันและยุทธปัจจัย อาจทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
  • ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: มาตรการนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลกัมพูชา และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทูตได้
  • ด้านความมั่นคง: หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารได้

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

การตัดสินใจของ คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” ลำเลียงเข้ากัมพูชา