วัน: 14 ธันวาคม 2025

“ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” ทหารมีไว้ทำไม

“ธนกร” ย้อน “ธนาธร” ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า “พิธา” เป็นนายกฯ บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ ปมเคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร แถมตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง ยุทโธปกรณ์ มั่นใจ “อนุทิน” จัดการเด็ดขาด

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะไม่มาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้ว่า ไม่น่าเชื่อว่านายธนาธรอายุยังน้อย แต่กลับหลงลืมได้ขนาดนี้ นายพิธาไม่ใช่หรือที่เป็นคนพูดว่า ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร นโยบายที่จะลดขนาดกองทัพและจำนวนกำลังพล 30-40% ก็เป็นนโยบายที่ออกมาจากพรรคของนายพิธาไม่ใช่หรือ และการเสนอให้ตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์หลายรายการนั้น ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่มาจากพรรคของนายพิธาทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องนายธนาธรควรจะบอกว่า ถ้านายพิธาได้เป็นนายกฯ วันนี้บ้านเมืองคงจะลุกเป็นไฟไปแล้วถึงจะถูก

“ผมยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในวันที่กัมพูชารุกรานเราในวันนี้ การมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปกองทัพ การลดงบประมาณของกองทัพ และลดกำลังพลทหาร เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าคุณพิธารักชาติแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ วันนี้คุณพิธาน่าจะถูกคนทั้งประเทศตบหน้าแทนคำตอบไปแล้วว่า ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ เพราะที่ผ่านมาได้แสดงให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า เด็ดขาดและจริงจัง ไม่มีอ่อนข้อให้กับใครก็ตามที่คิดจะรุกรานเรา” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเชื่อมโยงไปยังศักยภาพในการเป็นผู้นำประเทศของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำให้นายธนกร วังบุญคงชนะ ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำถึงสิ่งที่นายพิธาเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับกองทัพ

นายธนกร ชี้ “ธนาธร” ลืมเรื่อง “พิธา” เคยถามทหารมีไว้ทำไม

นายธนกรกล่าวว่า นายธนาธรอาจจะลืมไปว่านายพิธาเองเคยตั้งคำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการลดขนาดกองทัพและงบประมาณทางด้านการทหารของพรรคก้าวไกลในอดีต หากนายพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่านี้ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ นายธนกรยังกล่าวถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในอดีต ที่มีแนวโน้มที่จะตัดงบประมาณด้านการทหาร ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของกองทัพในการปกป้องประเทศ หาก “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร จริงๆ แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันอาจเลวร้ายกว่านี้มาก

นายธนกรยังได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันในการจัดการกับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การตอบโต้กันระหว่างนักการเมืองทั้งสองท่าน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทัพและความสำคัญของกองทัพในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ในขณะที่นายธนาธรอาจมองว่าการลดขนาดกองทัพและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพเป็นสิ่งจำเป็น นายธนกลับมองว่าการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมรบเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทของกองทัพในสังคมไทยและงบประมาณที่เหมาะสมในการสนับสนุนกองทัพ การถกเถียงในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ “ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในอนาคต

ดังนั้น การที่นายธนกรออกมาตอบโต้และเน้นย้ำถึงคำพูดเก่าๆ ของนายพิธา จึงเป็นการตอกย้ำถึงความแตกต่างทางความคิดและเป็นการเตือนสติประชาชนให้พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศอย่างรวดเร็ว

ในท้ายที่สุด การรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – “ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร

เปิดใจ อัญญารัตน์ ผู้อยู่เบื้องหลัง TOYOTA HILUX TRAVO

หลังจากโตโยต้าได้เปิดตัว HILUX TRAVO หรือ ไฮลักซ์ ทราโว่ ไปเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา นอกจากจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคแล้วด้วยยอดจองเป็นจำนวนมาก อีกหนึ่งความน่าภาคภูมิใจก็คือ รถกระบะ HILUX TRAVO นี้ผลิตและพัฒนาโดยคนไทยส่งออกไปทั่วโลก

นอกจากนี้ชื่อของ “อัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล” หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก เพราะผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ คนนี้ เธอเป็นหัวหน้าทีมพัฒนารถกระบะภายใต้โปรเจกต์ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) ระดับโลกนั่นเอง

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ พี่เอ๋ อัญญารัตน์ ของน้องๆ เกี่ยวกับแนวคิดในการทำงานและการพัฒนาโปรเจกต์ IMV จนกลายเป็น HILUX TRAVO ในวันนี้

พี่เอ๋ อัญญารัตน์ เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า เราเข้ามาอยู่กับโตโยต้าตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการเปิดตัวและขาย Toyota Hilux Vigo เป็นปีแรก และขายในประเทศไทยด้วย จะว่าไปก็เหมือนโชคชะตาของเรา พอเข้ามาทำงานที่ Toyota เราก็ได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแลคุณภาพของการออกแบบและการวิจัย ซึ่งตอนนั้นเราก็รับผิดชอบตัวโครงการ IMV หรือ Innovative International Multi-purpose Vehicle  รถที่เราดูหลักๆ ก็จะเป็น Hilux , Fortuner และ Innova ไปจนถึง Z Edition

นับตั้งแต่ปี 2004 ส่วนใหญ่งานที่รับผิดชอบหลักๆ เลยคือการ Audit Quality ดูแลเรื่องคุณภาพตัวการออกแบบ การทดสอบวิ่งทางไกลเป็นต้น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ จะเริ่มในปี 2010 คือ มีการพูดคุยกับหัวหน้าเรื่องการประเมินผลงานประจำปี ซึ่งที่โตโยต้าจะมีทุกปีในช่วงประมาณเดือน ต.ค. ถึง พ.ย.

โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญเลย ก็คือ รองประธานบริษัทโตโยต้า ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นถามว่า เรามองตัวเองในอนาคต 5 ปี 10 ปี ข้างหน้าคิดว่าเราจะไปอยู่ตรงไหนแล้วเราอยากจะทำอะไร 

“เราก็บอกว่าตอนนี้เราทำเรื่องการดูแลคุณภาพ หรือ Quality Audit มาพอสมควร ตั้งแต่ 2004 ถึง 2011 ก็ร่วม 6-7 ปี ความใฝ่ฝันสูงสุดของเรา ถ้าเรายังอยู่ในรั้วโตโยต้า เราอยากทำรถยนต์ แต่ตอนนั้นคำตอบที่เราตอบ เราอาจจะมองแคบกว่านี้ คือ เราอยากทำรถยนต์ที่เป็นโมเดลสำหรับคนไทย หรือเป็นรถยนต์ที่สำหรับโมเดลเอเชีย เราไม่ได้มองถึงว่าจะต้องทำ  Globle แล้วนี่ก็เป็นเหตุที่หัวหน้าย้ายแผนกให้เราเลยในเดือนธันวาคม ให้มาอยู่ที่แผนกวางแผนผลิตภัณฑ์ ก็คือ แผนกปัจจุบันที่ทำอยู่ตั้งแต่ 2011 จนถึงทุกวันนี้ก็ร่วม 15- 16 ปีแล้ว ก็ทำรถและพัฒนารถอยู่คันเดียวเลยก็คือ Hilux”

การพัฒนา HILUX ต้องคำนึงถึงความหลากหลายในการใช้งาน

สำหรับกระบะ HILUX TRAVO ด้วยความที่ต้องส่งขายออกไปทั่วโลก การใช้งานของลูกค้าค่อนข้างหลากหลาย และอยู่บนความคาดหวังของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มลูกค้าที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ ที่ต้องการรถกระบะในราคาที่จับต้องได้ ไม่เน้นความสะดวกสบาย ไม่เน้นเรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัยมากนัก แต่เน้นการใช้งานหนัก และความคงทน ที่สำคัญต้องซ่อมง่าย

กลุ่มที่ 2 คือการใช้งานเชิงผสม ที่ในหนึ่งครอบครัวสามารถซื้อรถได้แค่หนึ่งคัน ฉะนั้นรถกระบะที่มีนอกจากใช้งานได้แล้วยังต้องใช้ส่วนตัวได้ด้วย เช่น รับส่งลูกไปโรงเรียนได้

กลุ่มที่ 3 ใช้เพื่อการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการเดินทาง หรือการออกไซต์ไปทำงานเล็กน้อย รวมไปถึงใช้ในงานสันทนาการ เช่น บางคนก็จะเอาไปติดเต็นท์ บางคนก็จะเอารถไปโมเพื่อไปขับออฟโรดเล่นกับเพื่อน เป็นต้น

ด้วยความหลากหลายของการใช้งานของรถหนึ่งคัน โดยมีโจทย์คือเรื่องราคาที่ไม่แพง ฟังก์ชันก็ต้องดี adaptability คือการที่เราสามารถนำรถไปปรับใช้เพื่อการใช้งานได้ด้วย ถือว่าเป็นความท้าทายที่สุด

“ตอนที่เราจะต้องมารับผิดชอบโปรเจกต์นี้ที่มีความคาดหวังจากลูกค้าทั่วโลกค่อนข้างมีความกดดัน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันค่อนข้างสนุก ทำให้เราพยายามมากขึ้น เพราะเราจะต้องรู้จักตลาด และรู้จักลูกค้าให้มากขึ้น เลยทำให้เราพยายามวิจัย เราไปหาสถานที่ที่ลูกค้าอยู่จริงและทำงานจริง อย่างเช่นในกลุ่มของการใช้งานเชิงพาณิชย์ เราก็ต้องไปเหมืองของลูกค้าเป็นต้น”

อย่างเช่นตอนไปเหมืองที่ชิลี ซึ่งเป็นเขาเรียกว่า High-Altitude พื้นที่ราบสูงที่สูงจากระดับน้ำทะเล สิ่งที่เขาจะตรวจสอบอันแรก คือระดับออกซิเจนกับปริมาณฮีโมโกลบินในเลือด ก็คือไม่ใช่ที่ที่มนุษย์ปกติไปได้ก็คือจะต้องเป็นมนุษย์ที่แข็งแรงถึงจะไปได้

แต่ตัวเราเองสอบตกในเรื่องนี้ ครั้งแรกเลยก็คือไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล แล้วก็ผลออกมาไม่ผ่านแล้วต้องกินยา กินยาเสริมเลือดหลายตัว ยาบำรุงแล้วก็ต้องกลับไปหาหมอใหม่ เพื่อที่จะพัฒนาให้เลือดกับออกซิเจนในเลือดให้เราสามารถเข้าเหมืองได้ เพื่อจะได้เห็นกับตาว่าลูกค้าใช้งานยังไง ใช้งานที่ไหน สภาวะถนนเป็นอย่างไร อากาศเป็นอย่างไรในทุกๆ พื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราไปก็จะไปดูด้วยตัวเอง

“ถ้าให้พูดจากใจเราอยากให้ Hilux Travo เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของลูกค้า คิดจะทำอะไรก็คิดถึง Hilux Travo อยากให้เป็นเพื่อนร่วมทางที่ลูกค้าไว้วางใจในการใช้งาน ไม่ว่าจะในเมืองหรือในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า”

มองอนาคตรถกระบะไทยในอีก 5–10 ปี

อัญญารัตน์ มองว่า เครื่องยนต์สันดาปยังคงอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจและการเป็นส่วนสำคัญของต้นทุนการใช้ชีวิตและธุรกิจเกษตรกร และอีกใน 10 ปีข้างหน้ารถยนต์ไฟฟ้า หรือเครื่องยนต์ทางเลือกจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตามการพัฒนาของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้โตโยต้าจะเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ไม่ใช่การแทนที่ โดยเรายังคงคำนึงถึงราคาที่จับต้องได้และใช้งานได้จริง

ความอดทน มองบวก ไม่ยอมแพ้ คือหลักในการทำงาน

อัญญารัตน์ กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วเราภูมิใจในวิศวกรคนไทยทุกคน ซึ่งในทีมของวิศวกรของโตโยต้ามีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก อดทน และมีวินัย พวกเขาคือผู้ที่เอาชนะความท้าทายในโจทย์ที่ได้รับ และทำให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นสำหรับลูกค้า

“ตอนนี้ภูมิใจที่เป็นคนไทยและเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้าทีมวิศวกรระดับนี้ที่โตโยต้า เป็นการพิสูจน์ว่าวิศวกรไทยมีความสามารถในการทำผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ระดับโลก ซึ่งเราใช้ความเป็นหญิงไทยที่มีความอดทนสูง มองโลกในแง่ดี ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคมาใช้ในการทำงาน แต่ยังต้องยึดหลักความประนีประนอม และทำงานเป็นทีมด้วยความใจเย็นเพื่อให้ทีมของเราเดินหน้าต่อไปได้”

เปิดใจ อัญญารัตน์ วิศวกรคนไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนา TOYOTA HILUX TRAVO

บทสัมภาษณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของวิศวกรไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลกอย่าง TOYOTA HILUX TRAVO เรื่องราวของอัญญารัตน์เป็นแรงบันดาลใจให้กับวิศวกรและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่

อัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล ผู้อยู่เบื้องหลัง TOYOTA HILUX TRAVO

การที่ TOYOTA HILUX TRAVO ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทีมงานที่แข็งแกร่งและความสามารถของวิศวกรไทย ภายใต้การนำของอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล ผู้ที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง จากบทสัมภาษณ์นี้ ทำให้เราเห็นถึงความละเอียดรอบคอบในการทำงาน การลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาการใช้งาน และความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ TOYOTA HILUX TRAVO เป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง

TOYOTA HILUX TRAVO ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถกระบะ แต่เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก

ที่มา – เปิดใจ อัญญารัตน์ วิศวกรคนไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนา TOYOTA HILUX TRAVO

รัฐบาลประณามกัมพูชา ใช้อาวุธจรวด BM-21

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลไทยออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของกัมพูชา ที่จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย รัฐบาลยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้าง

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 11.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานเหตุการณ์สุดสะเทือนใจจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่ามีลูกจรวด BM-21 ถล่มยิงเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองเม็ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนหนองเม็ก

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตแล้ว เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน จำนวน 1 หลังเสียหายทั้งหลัง และยังมีบ้านเรือนอีกหลายหลังได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด เคราะห์ดีที่ประชาชนส่วนใหญ่อพยพออกจากพื้นที่ได้ทัน ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว

รัฐบาลประณามกัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21

รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา โดยนายสิริพงศ์ได้กล่าวว่า “รัฐบาลขอประณามต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

รัฐบาลยังยืนยันว่าพลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารใดๆ ทั้งสิ้น การใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้หลักสากล และย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำโดยจงใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามอ้างอย่างแน่นอน

ผลกระทบและความเสียหายจากเหตุจรวด BM-21

เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินไปจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียโดยตรง

รัฐบาลไทยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัย

แม้ว่าเหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชานี้จะสร้างความเสียใจและความโกรธแค้นให้กับคนไทยจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาความอดทนอดกลั้นและยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรงตอบโต้นั้นไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางการทูตและการเจรจาเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการกระทำของตน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – รัฐบาล ประณาม กัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน

ไทยย้ำ! ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง พร้อมประณามการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน และยืนยันการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองตามหลักสากล

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา นำโดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสรุปสถานการณ์ภาพรวม เหตุการณ์ปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา ซึ่งล่าสุดกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกประกาศระงับการเดินทางของคนไทยและชาวต่างชาติที่ยังติดค้างอยู่ในกัมพูชาไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศทางบก โดยมีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เสนอแนะรัฐบาลกัมพูชาให้ออกประกาศดังกล่าว ซึ่งนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่า เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ขณะประเทศไทย ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมายและตามหลักสากล โดยให้ความร่วมมือและดำเนินการทุกอย่างให้แก่ชาวต่างชาติในไทย ซึ่งรวมไปถึงชาวกัมพูชาด้วย แม้การเดินทางทางบกจะติดขัด แต่ในส่วนของสถานกงสุลใหญ่ พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่จะเดินทางออกจากประเทศทางอากาศ จะมีการออกเอกสารฉุกเฉินในการเดินทาง ส่วนเที่ยวบินขณะนี้มีวันละ 1,000 ที่นั่ง จากเสียมราฐ และหากเที่ยวบินเต็มก็สามารถพักรอได้ 1-2 วัน

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อคืนที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหยุดยิงแต่ยังคงระดมยิงอาวุธหนักใส่ไทยอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตนเอง และยังพบโดรนของฝ่ายกัมพูชา จำนวนมากบินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดน จ.ตราด อย่างต่อเนื่อง

เวลา 04.15 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

เวลา 05.15 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ตลอดแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด

กองทัพเรือ จึงประกาศ เคอร์ฟิว ในพื้นที่ 5 อำเภอ จ.ตราด ( อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอก อ.เขาสมิง และอ.เมืองตราด) ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยเริ่มวันนี้ (14 ธ.ค. 68) ซึ่งนาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือ เข้าใจถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน จากการประกาศเคอร์ฟิว แต่ที่ผ่านมามีการรบกวนฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักในพื้นที่ชุมชน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องประกาศ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องออกจากเคหสถานนอกเวลาสามารถขออนุญาตและชี้แจงเจ้าหน้าที่ได้ โดยยืนยันจะรับฟังเหตุผลและอำนวยความสะดวก แต่ขอเอาความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก พร้อมขอให้เชื่อมั่นในสิ่งที่กองทัพดำเนิน ก็เพื่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

โดยพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงภาพรวมการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สำคัญบริเวณปราสาทคนา ที่พบคูหาทหารกัมพูชาที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในดินแดนอธิปไตยไทย และเป็นโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากล ที่มีการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร เราจึงได้พยายามยึดพื้นที่คืนสำเร็จ ซึ่งกองทัพบกดำรงความมุ่งหมายปฏิบัติการ 2 ประการ คือ 1.เราจะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกลุกลามกลับคืนมาให้ได้ และ2. เราจะทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาให้หมดสิ้นสภาพ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ที่ตั้งทางทหารหลายสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ เพราะชัดเจนว่า กัมพูชาเข้าโจมตี และเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชน

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง, BM-21 1 ระบบ, รถถัง 10 คัน, ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ, ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก, แอนตี้โดรน 5 ชุด, โดรน 68 ลำ, เสาสื่อสาร 3 จุด และคาดว่า ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กัมพูชา โจมตีมาด้วยการยิง BM-21 เข้าพื้นที่ชุมชน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 68) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย โดย 1 ราย ได้กลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 5 ราย อยู่ระหว่างการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยพ้นขีดอันตรายแล้ว และยืนยันกรณีที่มีประชาชน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นแขนขาด ว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งจากการตรวจสอบมีอาการกระดูกหักเท่านั้น แต่ในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการเลือกเป้าหมายประชาชน จึงประณามในการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ ยืนยันฝ่ายไทยไม่ได้ยกระดับความขัดแย้งเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเพื่อป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามความมั่นคงที่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำมา

ส่วนที่ฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติการทหารไม่ยอมรับ การเจรจาหยุดยิง โฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชน จากภัยคุกคามที่มีอยู่ เราจึงจำเป็นต้องลิดรอนขีดความสามารถของภัยคุกคาม แต่เมื่อสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมา การปฏิบัติการทางทหาร ก็จะสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน โดยประเทศไทย เปิดกว้างในการเจรจาทางการทูตตลอดเวลา เพียงแต่การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเราไม่สามารถที่จะเจรจาได้ เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่พร้อมที่จะเจรจา โดยในเรื่องความเป็นภัยคุกคามยังคงมีอยู่ พร้อมย้ำ เราต้องให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อน ที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

ส่วนข้อเรียกร้องที่ไทยส่งไปยังประชาคมโลก โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ เข้าใจบริบทด้านความมั่นคงในพื้นที่จริงและสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือคุ้มครองพลเรือน ลดความตึงเครียด และเคารพอธิปไตย สำหรับเป้าหมายของไทยคือการเสริมสันติภาพให้กับพื้นที่และประเทศรักษาอธิปไตยของไทยได้อย่างยั่งยืน

กองทัพบก ยืนยัน ต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามประเทศไทยให้หมดสิ้นสภาพ พร้อมเผยตัวเลขล่าสุดทหารเขมรดับไม่น้อยกว่า 221 ราย

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด การที่ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้างนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความจำเป็นที่ไทยต้องปกป้องอธิปไตยของตนเอง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ทำไมไทยจึงย้ำว่าไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง?

การที่ไทยต้องออกมาเน้นย้ำว่า ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง

ไทยคุมปราสาทคนาเบ็ดเสร็จ! ทหารเขมรดับ 221

รองโฆษกกองทัพบก ยืนยัน ไทยควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว ซัดกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ผิดหลักสากลชัดเจน คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ภาพรวมการปฏิบัติการในจุดที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เราได้ควบคุมไว้แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลง เราใช้การขยายผลในที่หมายที่ควบคุมไว้แล้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพื้นที่ปราสาทคนา และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร โดยฝ่ายกัมพูชา

ส่วนพื้นที่ปราสาทคนาก็ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ยังตรวจพบพื้นที่ปราสาทคนา ฉากด้านหลังเป็นกำแพงโบราณสถาน มีภาพการขุดคูหลบที่ใช้ในการหลบ บ่งชี้ว่ากัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่ดินแดนไทยบริเวณโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากลอย่างมากและเราพยายามอย่างมากในการยึดพื้นที่คืน ซึ่งทำสำเร็จแล้ว ภาพนี้ยืนยันชัดเจนกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย

  • ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง
  • BM 21 1 ระบบ
  • รถถัง 10 คัน
  • ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน
  • ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ
  • ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก
  • แอนตี้โดรน 5 ชุด
  • โดรน 68 ลำ
  • เสาสื่อสาร 3 จุด
  • ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ทั้งนี้ กองทัพบก ดำรงความมุ่งหมายในการปฏิบัติ 2 ประการคือ จะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่ชัดเจนแล้วว่าเข้าโจมตีและเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชนให้หมดสิ้นสภาพทั้งกำลังพลยุทโธปกรณ์ที่ตั้งทางทหารและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

คุมปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการรักษาอธิปไตยและดินแดนของชาติ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักสากล

ไทยยึดคืนปราสาทคนา

การที่ไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ปราสาทคนาได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่ฝ่ายกัมพูชาถูกกล่าวหาว่าใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ซึ่งหากเป็นความจริง จะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสากลและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ ข้อมูลที่เปิดเผยเกี่ยวกับการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะมีทหารเสียชีวิตถึง 221 ราย และความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการปะทะกันในพื้นที่ชายแดน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาอธิปไตยและดินแดนของชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและเคารพหลักสากลก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การดำเนินการของกองทัพไทยในการสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมา และการทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – คุมปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน? วิทยุการบินฯ ยัน!

“ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน” วิทยุการบินฯ ย้ำ! สถานการณ์ชายแดนไม่ส่งผลกระทบ สายการบินยังบินเข้าออกไทยได้ตามปกติ

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น หลายคนอาจกังวลว่าการเดินทางทางอากาศจะได้รับผลกระทบหรือไม่ วันนี้เรามีข่าวดีจาก บวท. หรือ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน อย่างแน่นอน

ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน จริงหรือ?

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท. กล่าวถึงความกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เกี่ยวกับผลกระทบต่อการบินจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านยืนยันว่า การให้บริการด้านการบินยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ไม่มีความเสี่ยงจากการสู้รบ และมีความปลอดภัย 100% เนื่องจากจุดปะทะอยู่ห่างจากสนามบินต่างๆ ในประเทศไทยมาก

ท่านประธานยังกล่าวเสริมว่า ขอให้ผู้ใช้บริการและสายการบินต่างๆ มั่นใจในความปลอดภัย และสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ตามปกติ ปัจจุบัน 10 อันดับแรกของประเทศที่มีเที่ยวบินเดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ทำไมวิทยุการบินฯ ถึงกล้ายืนยันว่า ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน?

เหตุผลหลักๆ คือ ระยะห่างระหว่างจุดที่มีการปะทะ กับสนามบินต่างๆ ในประเทศไทยนั้น ค่อนข้างมาก ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการบิน นอกจากนี้ ทางวิทยุการบินฯ ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกเที่ยวบินจะปลอดภัย

นอกจากเรื่องสถานการณ์ชายแดนแล้ว บวท. ยังได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการทางอากาศในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก บวท. ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและการบริหารการจราจรทางอากาศ เพื่อไม่ให้เกิดความแออัด และทำให้ทุกสนามบินไทยให้บริการด้านการบินได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ใครที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยในช่วงปีใหม่นี้ สบายใจหายห่วงได้เลยครับ เพราะ ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน อย่างแน่นอน และวิทยุการบินฯ ก็พร้อมอำนวยความสะดวกให้ทุกท่านเดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

สรุปคือ หากคุณกำลังวางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทย ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะวิทยุการบินฯ ยืนยันว่า ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเที่ยวบิน และคุณจะเดินทางมาถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

ที่มา – วิทยุการบินฯ ยัน สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไม่กระทบ เที่ยวบินมาไทยบินได้ตามปกติ

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย: ดุเดือด!

สรุปสถานการณ์การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาในพื้นที่ สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการปฏิบัติการในช่วงวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีการเข้ายึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งและทำลายฐานทหารของฝ่ายตรงข้ามไปถึง 48 แห่ง สถานการณ์ใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย นั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก ฝ่ายไทยสามารถควบคุมเกมการรบและยิงตอบโต้ได้อย่างต่อเนื่อง

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ดังนี้:

  • ช่องสายตะกู: มีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาเมือนธม: มีการปะทะด้วยอาวุธเล็งตรงและปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องกร่าง: พบว่ามีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาควาย: มีการรบปะทะกันอย่างหนัก ทั้งอาวุธเล็งตรงและอาวุธวิถีโค้ง มีการใช้โดรนโจมตีจากทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ปราสาทคณาและโดยรอบ: ไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่และทำลายบันไดส่วนหัวได้เรียบร้อย การสู้รบยังคงมีต่อเนื่อง
  • ช่องจอม/ช่องเปรอ/ช่องระยี: ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาที่มั่นเพื่อป้องกันการตีโต้ตอบ
  • ช่องสะงำ: เป็นพื้นที่ที่ยังคงมีการเฝ้าระวัง และยังไม่มีการปะทะ
  • ภูมะเขือ/ช่องโดนเอาว์/พลาญยาว/พลาญหินแปดก้อน: ยังคงมีการยิงจรวด BM-21 เข้ามาในพื้นที่อยู่เป็นระยะ
  • พื้นที่ซำแต: ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาพื้นที่เพื่อป้องกันการตีโต้ตอบจากกัมพูชา
  • พื้นที่ช่องอานม้า เนิน 677: ทหารไทยสามารถควบคุมได้แล้ว และอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องบก: ยังมีการยิงปะทะกันประปราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ทางฝ่ายไทยยังสามารถทำลายที่ตั้งทางการทหาร คลังน้ำมัน/คลังกระสุน ที่ตั้งยิงปืนใหญ่และปืน ค. และฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ รวม 48 แห่ง

สรุปผลการปฏิบัติการในสมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

สรุปผลการปฏิบัติการต่อข้าศึกระหว่างวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยสามารถทำลาย:

  1. ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 นาย
  2. รถถัง 10 คัน
  3. โดรน 64 ลำ
  4. BM-21 จำนวน 1 คัน
  5. เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น
  6. ปืนต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) 4 กระบอก
  7. ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด
  8. รถบรรทุก 6 คัน
  9. เสาสัญญาณ 1 ต้น
  10. ปืนใหญ่ 1 กระบอก
  11. ปืนครก (ค.) 6 กระบอก

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การป้องกันชายแดนและการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมทางทหารและการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

ที่มา – สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ดุเดือด ทภ.2 โจมตีฐานที่ตั้งทหารกัมพูชา ดับ 181 นาย

นิด้าโพล: เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

นิด้าโพลเผยผลสำรวจล่าสุด ชี้ คนไทยจำนวนมาก ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง พรรคประชาชน (ปชน.) ของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ คะแนนนิยมลดลง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนพุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” โดยทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 2,500 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

ผลการสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 คือ ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับอื่นๆ เป็นผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ

ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุน พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย และอันดับอื่นๆ เป็นพรรคอื่นๆ ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า

เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจทั้ง 4 ไตรมาส พบว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาชนและตัวบุคคลลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังคงเป็นอันดับต้นๆ ก็ตาม ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 หลังจากที่มีการทำ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พบว่าคะแนนนิยมทั้งในส่วนของตัวบุคคลและพรรคมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทำไมคนถึงยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง?

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในขณะที่การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งหน้ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคการเมืองต่างๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการช่วงชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง และปัจจัยใดที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลการเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก สิ่งที่สำคัญคือประชาชนควรศึกษาข้อมูลและนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

ที่มา – เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงที่ 1-ปชป. คะแนนพุ่ง

กัมพูชารุกล้ำปราสาทคนา จริงหรือ!? หลักฐานชัด!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีภาพหลักฐานที่ถูกเผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่อาจเป็นการรุกล้ำอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทคนา โดยมีการกล่าวอ้างว่า กองทัพกัมพูชาได้ทำการขุดคูเลต สร้างบังเกอร์ และตั้งฐานปืนใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค

กัมพูชารุกล้ำปราสาทคนา จริงหรือ!? หลักฐานชัด!

รายงานข่าวจากกองทัพบกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของการก่อสร้างดังกล่าว บริเวณโดยรอบปราสาทคนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กัมพูชาได้เข้าไปยึดครองและสถาปนาเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร จากภาพที่ปรากฏ พบว่ามีการขุดคูเลตเป็นระยะทางประมาณ 150-200 เมตร และสร้างบังเกอร์ที่เชื่อว่าเป็นที่เก็บกระสุนปืนใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นฐานตั้งปืนใหญ่และปืน ค. เพื่อพร้อมสำหรับการตอบโต้ทหารไทย

ประเด็นสำคัญคือ พื้นที่ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งหากมีการรุกล้ำจริง จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าภาพหลักฐานดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ กัมพูชารุกล้ำปราสาทคนา

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่ชัดเจน แต่การเผยแพร่ภาพหลักฐานดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมาก หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องให้มีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของกองทัพบก คาดว่าจะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดน เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์และป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์บริเวณปราสาทคนาถือเป็นกรณีที่ละเอียดอ่อนและต้องได้รับการแก้ไขอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

สิ่งที่ต้องจับตาคือ:

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงของภาพหลักฐาน
  • การดำเนินการของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหา
  • ท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต้องอาศัยการเจรจา การประนีประนอม และความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ กัมพูชารุกล้ำปราสาทคนา เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่รอบด้าน และร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่มา – เผยภาพหลักฐาน กัมพูชารุกล้ำปราสาทคนา ขุดคูเลต–สร้างบังเกอร์ ตั้งฐานปืนใหญ่