วัน: 29 ธันวาคม 2025

รทสช. ยัน! ออกรบรับ 2 แสน ยกระดับพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารแนวหน้าทั่วประเทศ เผยใช้งบฯ 4.2 พันล้าน คุ้มกว่าผลาญทุ่มทำอีเวนต์

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าตอบแทนการออกรบ 200,000 บาทให้ทหาร ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของพลทหาร โดยเฉพาะพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าตะเข็บชายแดนไทยทั่วประเทศราว 20,000 นาย ส่วนใหญ่คือ พลทหารและทหารพรานที่เป็นลูกหลานชาวบ้านรายได้น้อย ที่ต้องรับภารกิจปกป้องอธิปไตยด้วยชีวิต นโยบายนี้คือการสร้างหลักประกันและคืนขวัญกำลังใจที่จับต้องได้จริง เพื่อให้ในวันที่เหล่าพลทหารหาญซึ่งต้องออกไปเสี่ยงตายเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ครอบครัวของเขาจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กับโครงการนี้ พรรคจะบริหารราชการด้วยความโปร่งใส เพื่อดึงเม็ดเงินคืนจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐที่สูญเสียไปกว่าปีละ 1.5 ล้านล้านบาท จากจำนวนงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ เฉลี่ยปีละ 3.3 ล้านล้านบาท เพื่อเปลี่ยน “เงินโกง” กลับมาเป็นสวัสดิการควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ใหม่จากการยกระดับจังหวัดเมืองรองทั่วไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่จะนำมาขับเคลื่อนสวัสดิการภาคความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวต่อว่า นโยบายเพิ่มสวัสดิการออกรบของพลทหารนี้ จะใช้งบประมาณ 4,250 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงบประมาณหลายๆ อีเวนต์ใหญ่ที่รัฐบาลใช้ไป และบางอีเวนต์อาจไม่คุ้มค่าด้วย หากนำเงินจำนวนที่ใกล้เคียงกันนี้มาดูแลชีวิตของทหารถือเป็นเรื่องดี เพราะการสร้างความมั่นคงในอธิปไตยและการดูแลสวัสดิภาพให้แก่รั้วของชาติ คือรากฐานสำคัญของประเทศ หากนำมาหารเฉลี่ยกับจำนวนประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะตกอยู่ที่คนละประมาณ 60 บาทเท่านั้น นับว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับการปกป้องความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบทั้ง ยาเสพติด หรือ สแกมเมอร์ พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีประชาชนไปถึงมือผู้เสียสละตามแนวชายแดนอย่างแท้จริง

รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยืนยันหนักแน่นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการตอบแทนและดูแลผู้เสียสละเพื่อชาติ พรรคฯ มองเห็นความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่สำคัญยิ่ง

ทำไมนโยบายออกรบรับ 2 แสน ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารจึงสำคัญ?

การปกป้องอธิปไตยของชาตินั้นต้องแลกมาด้วยความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของเหล่าทหารหาญ การที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงคุณค่าและความทุ่มเทของพวกเขา นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเราทุกคน

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมีส่วนช่วยในการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจเข้ารับราชการทหารมากขึ้น เมื่อพวกเขามั่นใจได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวจะได้รับการดูแลอย่างดี ก็จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพนี้

พรรครวมไทยสร้างชาติยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงมือผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริง พรรคฯ มั่นใจว่าการลงทุนในสวัสดิการของทหารเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะความมั่นคงของชาติคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร จึงเป็นมากกว่านโยบายหาเสียง แต่เป็นพันธสัญญาที่พรรค รทสช. มีต่อเหล่าทหารกล้าและประชาชนชาวไทยทุกคน

การที่ รทสช. กล้าประกาศนโยบายที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารอย่างแท้จริง การสนับสนุนนโยบายนี้จึงเป็นการสนับสนุนอนาคตที่มั่นคงและสดใสของประเทศ

ที่มา – รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

เลขเด็ด หลวงพ่อสมหวัง: ลุ้นโชคปีใหม่ 2569!

แม่บ้านสาวเดินทางมาขอโชคจาก “หลวงพ่อสมหวัง” วัดกลางบางพระ หลังเคยได้โชคมาแล้วหลายงวด ไม่ผิดหวังได้ “เลขเด็ด” ไปลุ้นรวย 2/1/69 ใครที่กำลังมองหา เลขเด็ด หลวงพ่อสมหวัง ห้ามพลาดบทความนี้! มาดูกันว่างวดนี้จะมีเลขอะไรน่าสนใจบ้าง

วันที่ 29 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดกลางบางพระ (หลวงพ่อสมหวัง) ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม บรรยากาศในช่วงใกล้วันหวยออก ประกอบกับช่วงสิ้นปีที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่พุทธศักราช 2569 ที่กำลังจะมาถึง มีชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมาที่วัดเพื่อกราบไหว้ขอพร ขอโชคลาภความสำเร็จกันเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ ใครๆ ก็อยากได้ เลขเด็ด หลวงพ่อสมหวัง ไปเสี่ยงโชคต้อนรับปีใหม่

ทางด้าน น.ส.นุ้ย ทองประสิทธิ์ อายุ 50 ปี แม่บ้านแห่งหนึ่งใน กทม. เผยว่า ตนเองเดินทางมากราบไหว้องค์หลวงพ่อสมหวังเป็นประจำหลายครั้ง หากมีเวลาในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ซึ่งมาแต่ละครั้งก็จะนำผลไม้หลากชนิดใส่ถาดมาถวาย จุดธูปบอกกล่าวก่อนขึ้นมาทำบุญปิดทองที่พระหัตถ์ขวาหลวงพ่อสมหวัง เมื่อเสร็จแล้วจะมาอธิษฐานขอโชคลาภเขย่าเซียมซีทุกครั้งไป

เมื่อได้เลขเซียมซีก็จะไปซื้อลอตเตอรี่ ที่ผ่านมาถูก 3 ตัวบ้าง 2 ตัวบ้าง ครั้งละ 5 ใบ 10 ใบ จึงทำให้มาบ่อย สำหรับครั้งนี้เป็นช่วงใกล้วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อยากถูกรางวัลใหญ่บ้าง เลยขอโชคจากหลวงพ่อสมหวัง ขอเขย่าเซียมซีให้ไม้หล่นครั้งละ 2 ไม้ เขย่า 3 ครั้ง ได้หมายเลข 20, 21 และ 27 จะนำเลขที่ได้ไปซื้อลอตเตอรี่ โดยที่ชื่นชอบมากคือเลข 27 หากถูกรางวัลใหญ่จะกลับมาทำบุญใหญ่ให้กับวัดและหลวงพ่อสมหวังอีกด้วย.

เลขเด็ด หลวงพ่อสมหวัง

จากข่าวนี้ เราได้เห็นถึงความศรัทธาในหลวงพ่อสมหวัง และความหวังที่จะได้โชคลาภในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง หลายคนเดินทางมาเพื่อขอ เลขเด็ด หลวงพ่อสมหวัง เพื่อนำไปเสี่ยงโชค และนี่คือเลขที่แม่บ้านท่านนี้ได้:

  • 20
  • 21
  • 27 (เลขที่ชอบเป็นพิเศษ)

วิเคราะห์เลขเด็ด หลวงพ่อสมหวัง

เลข 20, 21 และ 27 เป็นเลขที่น่าสนใจทั้งหมด โดยเฉพาะเลข 27 ที่แม่บ้านท่านนี้ชื่นชอบเป็นพิเศษ ลองนำเลขเหล่านี้ไปพิจารณาในการซื้อลอตเตอรี่งวดที่จะถึงนี้ อาจจะมีโชคใหญ่ก็เป็นได้ นอกจากนี้ การตีความเลขจากความฝัน หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ก็เป็นอีกวิธีที่นักเสี่ยงโชคนิยมใช้กัน

สำหรับใครที่อยากลองเสี่ยงโชคตามแม่บ้านท่านนี้ ก็สามารถนำเลข 20, 21 และ 27 ไปลองซื้อลอตเตอรี่ได้เลย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเล่นอย่างมีสติ และไม่หวังพึ่งโชคลาภเพียงอย่างเดียว การทำงานหนัก และการวางแผนการเงินที่ดี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี ถูกรางวัลใหญ่ต้อนรับปีใหม่ 2569 นะคะ อย่าลืม! เล่นอย่างมีสติ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กปีใหม่ 69 จากขวดรีไซเคิล

ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569

“ไทยเบฟ” มอบเสื้อกั๊กรักษ์โลกสะท้อนแสงผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลขวด PET กระบองไฟจราจรและเครื่องดื่มสนับสนุนการทำงานเจ้าหน้าที่ รณรงค์การลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ประธานโครงการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยเบฟร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่างๆ มากมาย ภายใต้โครงการชุมชนดีมีรอยยิ้ม เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ ชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งลดการเกิดบัติเหตุต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 และได้ขยายความเชื่อมโยงสู่แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการมอบเสื้อกั๊กรักษ์โลกสะท้อนแสง ผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลขวด PET ตามแนวนโยบาย BCG Model ในเรื่องของการ Reuse นำกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้ขวดน้ำที่ใช้แล้ว หรือ ขวด PET จำนวน 13 ขวด เข้าสู่กระบวนถักทอเป็นเส้นใยจนได้เสื้อกั๊กรักษ์โลก 1 ตัว และนำไปมอบให้หน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยวันนี้ ได้นำเสื้อกั๊กจำนวน 5,250 ตัว ช่วยลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกได้ถึง 68,650 ขวด กระบองไฟจำนวน 2,300 ชิ้น และน้ำดื่มจำนวน 1,070 แพ็ค มอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระจายไปยังเจ้าหน้าที่ตามด่านชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่บนท้องถนน ตลอดจนดูแลให้พี่น้องประชาชน เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

ไทยเบฟส่งมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงรีไซเคิลช่วงปีใหม่ 2569

นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน โดยมุ่งลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนและส่งเสริมให้มีการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการในลักษณะยึดพื้นที่เป็นตัวตั้งบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการดำเนินงานอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ตลอดจนดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน หมู่บ้าน อาสาสมัครต่างๆ และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งจากคน ยานพาหนะ ถนนและสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย มูลนิธิและอาสาสมัครต่าง ๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือ เสียสละ ทุ่มเท กำลังกาย กำลังใจ มาร่วมปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนและของรัฐ

นายกร พันธุเสน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นนทบุรี กล่าวว่า จ.นนทบุรี โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดนนทบุรี ได้กำหนดให้มีการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้หัวข้อหลัก ในการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พลเรือน และอาสาสมัครต่างๆ ในการอำนวยความสะดวกความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ มูลนิธิและอาสาสมัครต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนและบริษัท ไทยเบฟฯ ที่ได้ร่วมส่งมอบอุปกรณ์และสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569

โครงการ ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569 นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่าการรีไซเคิลขยะพลาสติกสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย และสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าได้จริง การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ยังเป็นการแสดงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเวลาและความสุขส่วนตัวเพื่อดูแลความปลอดภัยของพวกเราทุกคน หวังว่าโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ องค์กรหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์โครงการดีๆ เพื่อสังคมต่อไป

การที่ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เสื้อกั๊กเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่ยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกอีกด้วย

ที่มา – ไทยเบฟมอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสงผลิตจากขวดรีไซเคิลให้ จนท.ใช้ช่วงปีใหม่ 2569

“บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ

เรื่องราวของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม เมื่ออดีตรอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่ถูกลูกน้องแฉในคดีสินบน ป.ป.ช. โดยยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ แต่เข้าใจว่าทุกคนต้องเอาตัวรอด

“บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2566 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล พร้อมทนายความ เดินทางไปยัง บก.ปปป. เพื่อมอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม และยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหานำสินบนทองคำแท่งให้กรรมการ ป.ป.ช. โดยกล่าวว่าไม่เคยเอาของใคร หรือสั่งใครให้นำทองไปให้ใคร แต่เมื่อถูกลูกน้องกล่าวหา ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่าการสอบสวนอาจไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อหากับผู้กล่าวหา ทั้งที่ผู้กล่าวหาควรมีความผิดฐานเป็นผู้กระทำตามคำสั่ง แต่กลับดำเนินคดีเฉพาะตนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสงสัยถึงการตั้งคณะพนักงานสอบสวนก่อนการแจ้งความ

ความเดือดร้อนจากเรื่องลูกน้องและเว็บพนัน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ความเดือดร้อนของตนมาจากเรื่องลูกน้องที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันมินนี่ ทำให้ตนเองเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่อง มีเพียงตนเท่านั้นที่ถูกให้ออกจากราชการ ส่วนลูกน้องเพียงถูกสั่งพักราชการ ทำให้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตน

อดีตรอง ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ได้ติดต่อกับลูกน้องคนดังกล่าวมาปีกว่าแล้ว ทราบว่าลูกน้องไม่พอใจเนื่องจากตนเคยไลฟ์สดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมินนี่กับลูกน้อง ทำให้เรื่องกระทบถึงครอบครัวของลูกน้อง ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกน้องออกมาฟ้องตน

“บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ พร้อมตั้งคำถามถึงลูกน้องว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้กลับเข้ารับราชการจากการกระทำดังกล่าว และกังวลว่าลูกน้องจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือถูกทิ้งไว้กลางทาง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองลูกน้อง และเข้าใจว่าทุกคนต้องเอาตัวรอด แต่การเอาตัวรอดไม่ควรทำในลักษณะนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป แม้จะถูกแฉอะไรเพิ่มเติมก็ตาม

“บิ๊กโจ๊ก” เปิดใจถึงความรู้สึก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคม หลายคนสงสัยถึงเบื้องหลังและแรงจูงใจในการกระทำของลูกน้อง “บิ๊กโจ๊ก” รวมถึงความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร

เรื่องราวของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในองค์กร และผลกระทบของการตัดสินใจที่อาจเกิดขึ้นจากความกลัวหรือความต้องการเอาตัวรอด นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความยุติธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของทุกภาคส่วน

การออกมาเปิดใจของ “บิ๊กโจ๊ก” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและการพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง แม้จะต้องผิดหวังและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ความจริงและสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” ไม่โกรธแต่เสียใจโดนลูกน้องแฉ เข้าใจทุกคนต้องเอาตัวรอด พร้อมสู้ตามกระบวนการ

ยอดเดินทางราง 3 วันแรก ทะลุ 3.7 ล้านคน



ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ติดตามสถานการณ์การให้บริการระบบรางอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางในช่วงวันหยุดยาวนี้ จากข้อมูลสะสม 3 วันแรก (26-28 ธันวาคม 2568) พบว่ามีประชาชนใช้บริการระบบรางรวมทั้งสิ้น 3,785,096 คน-เที่ยว ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า โดยรวมแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ทั้งนี้ ยอดผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีทองและสายสีชมพูพุ่งสูงเกินคาดการณ์ โดยเฉพาะเพื่อรองรับการเดินทางไปยังงานเคาท์ดาวน์

สรุปยอดเดินทางราง 3 วันแรก ช่วงปีใหม่

ปริมาณการเดินทางระบบรางสะสม (26-28 ธันวาคม 2568) แบ่งเป็น:

  • รถไฟระหว่างเมือง (รฟท.): 263,764 คน-เที่ยว (เที่ยวไป 141,725 คน-เที่ยว / เที่ยวกลับ 122,039 คน-เที่ยว)
  • ระบบรถไฟฟ้า: 3,521,332 คน-เที่ยว

สำหรับระบบรถไฟฟ้า ประกอบด้วย:

  • สายสีเขียว: 1,797,391 คน-เที่ยว
  • สายสีน้ำเงิน: 1,013,908 คน-เที่ยว
  • แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL): 181,008 คน-เที่ยว
  • สายสีชมพู: 153,250 คน-เที่ยว (สูงกว่าประมาณการร้อยละ 22.71)
  • สายสีม่วง: 144,013 คน-เที่ยว
  • สายสีเหลือง: 111,481 คน-เที่ยว
  • สายสีแดง: 86,827 คน-เที่ยว
  • สายสีทอง: 33,454 คน-เที่ยว (สูงกว่าประมาณการร้อยละ 39.39)

สายสีทองมาแรง!

เป็นที่น่าสังเกตว่า รถไฟฟ้าสายสีทอง มียอดผู้ใช้บริการสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบ 40% ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ณ ไอคอนสยาม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 วันแรกของการเดินทาง ยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น โดยมีรายงานอุบัติเหตุรถไฟชนคนเสียชีวิต 2 ราย และเหตุรถยนต์กีดขวาง 1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเหตุรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินขัดข้องเล็กน้อย แต่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของมาตรการความปลอดภัย ได้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจของเจ้าหน้าที่ รฟท. จำนวน 388 ท่าน และไม่พบผู้ที่มีระดับแอลกอฮอล์เกินกำหนด

สำหรับวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ มีปริมาณการเดินทางรวม 1,019,217 คน-เที่ยว โดยแบ่งเป็น:

  • รถไฟระหว่างเมือง (รฟท.): 87,616 คน-เที่ยว
  • ระบบรถไฟฟ้า: 931,601 คน-เที่ยว

เส้นทางรถไฟระหว่างเมืองที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดคือ สายใต้ รองลงมาคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายเหนือ

ระบบรถไฟฟ้ากับการรองรับการเดินทาง

ระบบรถไฟฟ้าแต่ละสายมีรายละเอียดจำนวนเที่ยววิ่งและการให้บริการดังนี้:

  • สายสีเขียว (BTS): 484,928 คน-เที่ยว
  • สายสีน้ำเงิน (MRT): 262,083 คน-เที่ยว
  • แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL): 52,450 คน-เที่ยว
  • สายสีชมพู: 38,515 คน-เที่ยว
  • สายสีม่วง: 32,323 คน-เที่ยว
  • สายสีเหลือง: 29,495 คน-เที่ยว
  • สายสีแดง: 21,552 คน-เที่ยว
  • สายสีทอง: 10,255 คน-เที่ยว

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว รฟท. ได้จัดขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มเติมในวันที่ 29 ธันวาคม 2568 จำนวน 2 ขบวน ได้แก่ สายเหนือ (เชียงใหม่ – กรุงเทพอภิวัฒน์) และสายใต้ (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ยะลา)

อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ได้กำชับให้ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางในช่วงเร่งด่วนให้เพียงพอ ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกผู้เดินทางท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และระมัดระวังขณะขับขี่ยานพาหนะ

จากข้อมูลยอดเดินทางราง 3 วันแรกนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบรางยังคงเป็นที่นิยมในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ แม้ว่าจะมีตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย แต่การบริหารจัดการโดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และมีการปรับปรุงเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของรถไฟฟ้าสายสีทองก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างไอคอนสยาม

ดังนั้นการพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการเดินทางและการท่องเที่ยวภายในประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น

ที่มา – ยอดเดินทางราง 3 วันแรก คนใช้รถไฟฟ้า-รถไฟ ทะลุ 3.7 ล้านคน สายสีทองฮอตสุดรับงานไอคอนสยาม

กัปตัน Cunha ขย้ำ Wolves: ทีม FPL ประจำสัปดาห์

ด้วยคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง อาร์เซนอล และ แอสตัน วิลล่า ที่ต้องเผชิญหน้ากันเอง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ต้องเดินทางไปเยือนแนวรับที่เหนียวแน่นของ ซันเดอร์แลนด์ ทำให้สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้จัดการทีม FPL ในการมองหาตัวเลือกที่แตกต่างและตัวเลือกกัปตันทีม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส, ลิเวอร์พูล พบกับ ลีดส์ และ เชลซี เจอกับเกมรุกนอกบ้านที่รั่วไหลของ บอร์นมัธ คือเกมที่คุณควรจับตามอง

คุณเพียงแค่ต้องพยายามคิดหาว่าผู้เล่นคนไหนจะถูกโรเตชั่น เพราะเกมการแข่งขันกำลังมาอย่างรวดเร็วและถี่กระชั้น

ขอให้โชคดี!

ทีมประจำสัปดาห์ได้รับการคัดเลือกโดยอิงจากราคา FPL ปัจจุบันเพื่อให้พอดีกับงบประมาณ 100 ล้านปอนด์ ราวกับว่าคุณกำลังเล่น Free Hit

อย่าพลาดช่วงถามตอบ FPL พิเศษของเรากับ Holly Shand ผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดสดบนเว็บไซต์ BBC Sport ในวันอังคารที่ 30 ธันวาคม เวลา 17:00 GMT

ผลงานของทีมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นอย่างไร

หลังจากสามสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยม ก็กลับสู่ความเป็นจริงโดยมีการคืนทุนเพียงสามครั้งเท่านั้น

การเสียคลีนชีตของแนวรับ อาร์เซนอล สามคนและ Virgil van Dijk ที่เจอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ไม่ได้ช่วยอะไรเลย!

Florian Wirtz (10 คะแนน), Hugo Ekitike (5 คะแนน) และ Tijjani Reijnders (8 คะแนน) นำไปสู่ 38 คะแนนที่น่าผิดหวัง

ทีม BBC Sport FPL ประจำสัปดาห์สำหรับ Gameweek 19

ผู้รักษาประตูและกองหลัง

John Victor, น็อตติงแฮม ฟอเรสต์, ผู้รักษาประตู, 4 ล้านปอนด์ – เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)

ชาวบราซิลรายนี้ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงสามเกมติดต่อกัน และจะเป็นตัวเลือกราคาถูก 4 ล้านปอนด์ หากเขายังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้ แม้ว่า Matz Sels จะหายจากอาการบาดเจ็บกลับมาแล้วก็ตาม

ทีมฟอเรสต์ของ Sean Dyche จะพบกับทีมเก่าของเขาอย่าง เอฟเวอร์ตัน ซึ่งยังทำประตูไม่ได้ในสามเกมหลังสุด และอาจไม่มีผู้เล่นเกมรุกที่ดีที่สุดสามคนของพวกเขา – Iliman Ndiaye, Jack Grealish และ Kiernan Dewsbury-Hall

Nikola Milenkovic, น็อตติงแฮม ฟอเรสต์, 5.1 ล้านปอนด์ – เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)

เมื่อพิจารณาจากฟอร์มการทำประตูที่ตกต่ำของ เอฟเวอร์ตัน การมีกองหลังของฟอเรสต์ถึงสองคนถือเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า

แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันระหว่าง Milenkovic และ Murillo คู่หูในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค โดยมีคะแนนการมีส่วนร่วมในเกมรับ (defcon) ต่อ 90 นาทีที่เกือบจะเหมือนกัน และราคาต่างกันเพียง 0.1 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม ดาวเตะชาวเซิร์บยิงประตูได้มากกว่า และมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่า โดยทำไป 5 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้รับเลือกในครั้งนี้

Patrick Dorgu, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 4.1 ล้านปอนด์ – วูล์ฟส์ (เหย้า)

หากคุณได้ดูเกมที่ยูไนเต็ดเอาชนะ นิวคาสเซิล ในวัน Boxing Day ผู้เล่นที่โดดเด่นคือ Dorgu ที่เล่นผิดตำแหน่ง (OOP) ในตำแหน่งปีกขวา

ผู้จัดการทีม FPL ชอบผู้เล่น OOP และในราคา 4.1 ล้านปอนด์ด้วย Dorgu อาจเป็นของขวัญ

อย่าคาดหวังว่าเขาจะเป็นทรัพย์สินระยะยาว แต่ยูไนเต็ดกำลังอยู่ในช่วงที่ผู้เล่นบาดเจ็บหลายราย และถ้าคุณมีการซื้อขายสำรอง ทำไมไม่ลองเสี่ยงดูล่ะ

เมื่อพิจารณาจากสถิติการทำประตูของ วูล์ฟส์ และตำแหน่งเกมรุกที่ Dorgu ครอบครอง การเก็บคลีนชีตและการคืนทุนในเกมรุกจึงมีความเป็นไปได้

Marc Guehi, คริสตัล พาเลซ, 5.2 ล้านปอนด์ – ฟูแล่ม (เหย้า)

Guehi มีการคืนทุนในเกมรุก 6 ครั้งในฤดูกาลนี้ และแนวรับของพาเลซก็คุ้มค่าที่จะสนับสนุนเสมอเมื่อเล่นในบ้านกับทีมอย่าง ฟูแล่ม ซึ่งเสีย Alex Iwobi และ Samuel Chukwueze ให้กับ Africa Cup of Nations

Lewis Hall, นิวคาสเซิล, 5.2 ล้านปอนด์ – เบิร์นลีย์ (เยือน)

Hall ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงใน 6 จาก 7 เกมหลังสุดของ นิวคาสเซิล และกลายเป็นตัวเลือกเกมรุกที่สำคัญ เช่นเดียวกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บ

ในช่วงเวลานั้นเขามีโอกาสยิง 8 ครั้ง สร้างโอกาส 5 ครั้ง และโอกาสใหญ่ 2 ครั้ง

เขาผ่านการทดสอบสายตาในการเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมล่าสุด โดยอยู่ในตำแหน่งที่น่ากลัวมากมาย และเขาน่าจะทำประตูได้

ในทางกลับกัน เบิร์นลีย์ ไม่สามารถทำประตูได้ใน 4 จาก 5 เกมเหย้าหลังสุด ดังนั้นการเก็บคลีนชีตจึงมีความเป็นไปได้เช่นกัน

กองกลาง

Matheus Cunha (กัปตัน), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 8.1 ล้านปอนด์ – วูล์ฟส์ (เหย้า)

Cunha จบลงด้วย 2 คะแนนเมื่อเล่นในบ้านกับ นิวคาสเซิล ในครั้งล่าสุด เนื่องจากกระแสของเกมทำให้เขาใช้เวลาป้องกันมากเกินไปในครึ่งหลัง

แต่ดาวเตะชาวบราซิลก็สร้างความอันตรายได้ – ยิง 3 ครั้ง – และเขามีโอกาสยิงมากที่สุดในลีก 28 ครั้งในช่วง 5 เกมที่ผ่านมา เขายังทำผลงานได้ต่ำกว่า xG ของเขาที่ 2.78 โดยทำได้เพียง 2 ประตู

นอกจากนี้ยังมีโอกาสสร้างสรรค์ 8 ครั้ง และ Cunha ก็กลายเป็นทรัพย์สิน FPL ที่ยอดเยี่ยม

วูล์ฟส์ ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็ยังเป็นทีมที่ควรจับตามอง ดังนั้น Cunha จึงได้รับปลอกแขนกัปตันทีมด้วย

Florian Wirtz, ลิเวอร์พูล, 8.1 ล้านปอนด์ – ลีดส์ (เหย้า)

ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่ควรจับตามองสำหรับเกมเหย้าสองนัดที่เจอกับ วูล์ฟส์ และ ลีดส์

วูล์ฟส์ ไม่ได้กลายเป็นโบนันซ่าอย่างที่เราคาดหวัง แต่พวกเขามีโอกาสครั้งที่สองในการเจอกับทีม ลีดส์ ที่มีสถิตินอกบ้านที่แย่พอๆ กัน โดยเสียประตูมากกว่าด้วย

ดังนั้นจึงเป็นกรณีเดียวกันอีกครั้ง – Wirtz สร้างความประทับใจ ทำประตูแรกได้ และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

Rayan Cherki, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, 6.7 ล้านปอนด์ – ซันเดอร์แลนด์ (เยือน)

ตอนนี้ Cherki มีแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ โดยมี 7 แอสซิสต์ และทั้งหมดเกิดขึ้นใน 9 เกมหลังสุดของเขา

ซันเดอร์แลนด์ มีเกมรับที่แข็งแกร่งในบ้าน – พวกเขาเสียเพียง 8 ประตู – แต่ ลีดส์ สร้างโอกาสมากมายในการเจอกับพวกเขาเมื่อวันอาทิตย์ โดยมี xG 2.03 และซิตี้จะมั่นใจในตัวเอง

Phil Foden (9 ล้านปอนด์) ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่ง แต่ Cherki มีราคาถูกกว่ามากและอาจมีประสิทธิภาพพอๆ กันสำหรับช่วงที่เหลือของฤดูกาล

Alejandro Garnacho, เชลซี, 6.4 ล้านปอนด์ – บอร์นมัธ (เหย้า)

ทุกทีมประจำสัปดาห์ต้องมีตัวเลือกที่น่าสนใจ และ Garnacho ก็คือตัวเลือกนั้น

ดาวเตะชาวอาร์เจนตินาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงใน 4 เกมหลังสุดของ เชลซี และเป็นผู้เล่นที่อันตรายที่สุดของพวกเขาโดยไม่ได้รับการตอบแทน

เขามีโอกาสยิง 12 ครั้งในช่วงเวลานั้น ยิงในกรอบเขตโทษ 9 ครั้ง โอกาสใหญ่ 3 ครั้ง และ xG 1.03

มันยากที่จะไว้วางใจ Cole Palmer – ดาวเตะชาวอังกฤษดูเหมือนจะช้าลงเล็กน้อยนับตั้งแต่กลับมาจากอาการบาดเจ็บ – ดังนั้น Garnacho หรือ Pedro Neto จึงเป็นตัวเลือกเกมรุกที่ถูกกว่ามาก แม้ว่าการโรเตชั่นจะเป็นความเสี่ยงเสมอ

บอร์นมัธ เสียประตูมากที่สุดในลีก 27 ประตูในการเล่นเป็นทีมเยือน

กองหน้า

Erling Haaland, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, 15.1 ล้านปอนด์ – ซันเดอร์แลนด์ (เยือน)

Haaland มี 4 เกมที่ทำคะแนนไม่ได้ และ 3 เกมที่ทำได้ 13 คะแนนขึ้นไปในช่วง 7 เกมหลังสุดของเขา

เขาคาดเดายากเกินไป โดยทำคะแนนไม่ได้ในเกมเหย้าที่น่าสนใจที่เจอกับ ลีดส์ และ ซันเดอร์แลนด์

เมื่อพิจารณาว่าเขาต้องเผชิญหน้ากับ ซันเดอร์แลนด์ ในบ้าน และ อาร์เซนอล พบว่ามันยากที่ Stadium of Light ฉันจึงมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้กับคนอื่น

Hugo Ekitike, ลิเวอร์พูล, 9.1 ล้านปอนด์ – ลีดส์ (เหย้า)

เช่นเดียวกับ Wirtz Ekitike คุ้มค่าที่จะได้รับการสนับสนุนสำหรับเกมเหย้าเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน

เขาอาจจบลงด้วยเพียงแอสซิสต์เดียวในการเจอกับ วูล์ฟส์ แต่ก็เป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องด้วยการยิง 3 ครั้งในกรอบเขตโทษ การทำ 2 ประตูในการเจอกับ ลีดส์ ในเกมเยือนก็เป็นสัญญาณที่ดีเช่นกัน

ม้านั่งสำรอง

Matz Sels, น็อตติงแฮม ฟอเรสต์, ผู้รักษาประตู, 4.6 ล้านปอนด์ – เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)

Trevoh Chalobah, เชลซี, กองหลัง, 5.5 ล้านปอนด์ – บอร์นมัธ (เหย้า)

Dominic Calvert-Lewin, ลีดส์, กองหน้า, 5.8 ล้านปอนด์ – ลิเวอร์พูล (เยือน)

Ryan Gravenberch, ลิเวอร์พูล, กองกลาง, 5.7 ล้านปอนด์ – ลีดส์ (เหย้า)

ราคารวมทีม: 98.7 ล้านปอนด์

โดยรวมแล้วการเลือกทีม กัปตัน Cunha ขย้ำ Wolves: ทีม FPL ประจำสัปดาห์ นี้มีความสมดุลและน่าสนใจ หวังว่าการวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกผู้เล่นสำหรับสัปดาห์นี้ของคุณ

ที่มา – Back captain Cunha to haunt Wolves – FPL team of the week

เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ

“เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการ ป.ป.ช. มอบทนายฟ้องกลับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” อดีตลูกน้องบิ๊กโจ๊ก ฐานแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้รับโทษ สืบเนื่องจากกรณีถูกพาดพิงเรื่องรับสินบนทองคำ 246 บาท ยืนยันไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว ท้าให้แสดงหลักฐาน และพร้อมสู้คดี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตนายตำรวจคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในข้อหาแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา

ทนายความผู้รับมอบอำนาจเปิดเผยว่า การเข้าแจ้งความในครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความกล่าวหาว่านายเอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ มีการเรียกรับสินบนเป็นทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 246 บาท ซึ่งขอยืนยันว่า “ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง” นายเอกวิทย์ ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งกระบวนการคัดเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใน ป.ป.ช. มีความเข้มงวดและผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทนายความกล่าวต่อว่า การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นอยู่แล้ว ออกมากลับคำให้การเช่นนี้ มองว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งภายในของฝั่งตำรวจเอง ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่ารับสินบน ตัวผู้แจ้งความจะต้องมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานด้วย แต่หากเป็นเรื่องไม่จริง จะเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จทันที การกระทำของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จึงเป็นเหตุให้ เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จในที่สุด

“ท่านเอกวิทย์ไม่เคยมีทองคำแท่งตามที่ถูกกล่าวหา ไม่เคยเดินทางไปที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ และที่สำคัญคือไม่เคยรู้จักกับ พ.ต.อ. ภาคภูมิ เป็นการส่วนตัว เคยพบกันเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนการไต่สวนตามหน้าที่เท่านั้น” ทนายความกล่าว

ส่วนกรณีที่ฝั่งคู่กรณีอ้างว่ามีหลักฐานเด็ด วันนี้เห็นมีแต่ข่าวที่ตำรวจบอกว่ามีคลิปไม่เห็นมีมาแสดงให้ปรากฏ คนที่กล่าวอ้างถ้ามีจริงต้องมีการนำมาแสดง แต่ถ้ามีจริง ทีมทนายความยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจและพร้อมที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด เนื่องจากเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และหลักฐานที่มีอยู่

เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ

ทำไมเอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ?

การฟ้องกลับครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการแจ้งความของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นการแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ตนเองได้รับโทษทางอาญา นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ป.ป.ช. อีกด้วย

ประเด็นสำคัญที่ทนายความเน้นย้ำคือ นายเอกวิทย์ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และไม่เคยมีการเรียกรับสินบนตามที่ถูกกล่าวหา การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้จึงอาจมีแรงจูงใจอื่นแอบแฝง ซึ่งทางทีมทนายความพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล

คดีนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการตำรวจและองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งผลของการตัดสินคดีจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม และความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การปล่อยข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้

เอกวิทย์ ป.ป.ช. ฟ้องกลับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แจ้งความเท็จ ถือเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส และการใช้อำนาจอย่างถูกต้องในสังคมไทย เราจะติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “เอกวิทย์” ป.ป.ช. ส่งทนายฟ้องกลับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” แจ้งความเท็จ-กลั่นแกล้งให้รับโทษ

“ฮุน มาเนต” ยันหยุดยิง ไม่ใช่ยอมจำนน

“ฮุน มาเนต” ส่งสารถึงประชาชน–ทหาร–ตำรวจ ยืนยันการหยุดยิงทันทีตามพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เลือกปกป้องชีวิตประชาชน หลังเหตุปะทะคร่าพลเรือน การตัดสินใจ “ฮุน มาเนต” ยันหยุดยิง นี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาอย่างอดทน

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่งถึงทหาร ตำรวจ และประชาชนชาวกัมพูชา ระบุว่า ประเทศต้องเผชิญโศกนาฏกรรมจากสงครามอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งได้รับสันติภาพอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2541 พร้อมย้ำว่าชาวกัมพูชาตระหนักถึงคุณค่าของสันติภาพ หลังผ่านสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาหลายศตวรรษ

ฮุน มาเนต ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชายึดมั่นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และอาเซียน และพยายามเจรจาอย่างถึงที่สุดเพื่อยุติการเผชิญหน้าทางทหาร ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามรุนแรงขึ้น

นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเปิดเผยว่า หลังการเจรจาด้วยความอดทนอย่างสูงสุด กัมพูชาและไทยได้ตกลง “หยุดยิงทันทีในพื้นที่” (Immediate Ceasefire on the Spot) โดยมีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม โดยย้ำว่า การตัดสินใจ “ฮุน มาเนต” ยันหยุดยิง ไม่ใช่การยอมแพ้ ไม่ใช่การแลกอธิปไตยกับสันติภาพ และไม่ใช่การละทิ้งสิทธิในการป้องกันตนเอง แต่เป็นการเลือกเส้นทางที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

ฮุน มาเนต ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยมากกว่า ครึ่งล้านคน รอวันกลับบ้าน เด็กนับพันรอวันกลับไปโรงเรียน และครอบครัวทหาร–ตำรวจอีกจำนวนมากเฝ้ารอคนที่รักจากแนวหน้า ขณะเดียวกัน เหตุปะทะที่ผ่านมาได้คร่าชีวิต พลเรือนอย่างน้อย 32 ศพ และบาดเจ็บ 93 ราย

“ฮุน มาเนต” ยันหยุดยิง ไม่ใช่ยอมจำนน

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังแสดงความขอบคุณต่อสหรัฐฯ จีน และประเทศอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่มีบทบาทสนับสนุนกระบวนการหยุดยิง พร้อมยืนยันว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงใจ และยินดีให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมติดตาม โดยเฉพาะบทบาทผู้สังเกตการณ์อาเซียน.

ทำไม “ฮุน มาเนต” ยันหยุดยิง ถึงสำคัญ?

การตัดสินใจ “ฮุน มาเนต” ยันหยุดยิง ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด การเจรจาและการหยุดยิงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

การหยุดยิงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตผู้คน แต่ยังเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน การที่กัมพูชายินดีให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามสถานการณ์ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

ผลกระทบของการหยุดยิงนี้มีมากมาย ผู้ลี้ภัยจะได้กลับบ้าน เด็กๆ จะได้กลับไปเรียนหนังสือ และครอบครัวจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังนานาชาติว่ากัมพูชาพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ยืนยันว่าการหยุดยิงไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการเลือกที่จะปกป้องชีวิตประชาชน แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและความรับผิดชอบต่อประชาชนของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ในอนาคต การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจะต้องดำเนินต่อไป ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ความร่วมมือระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการนี้

อย่างไรก็ตาม การหยุดยิงเป็นเพียงก้าวแรก ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้สันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และให้ความสำคัญกับความต้องการและความเป็นอยู่ของประชาชน

การตัดสินใจของฮุน มาเนตในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำคนอื่นๆ ในภูมิภาคหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก

ที่มา – “ฮุน มาเนต” ส่งสารถึงประชาชน ยืนยันหยุดยิงไม่ใช่การยอมจำนน แต่เลือกปกป้องชีวิตประชาชน

“บุญฤทธิ์” ปัดเอี่ยวเครือข่ายยา ขอโทษพรรค-ประชาชน

บุญฤทธิ์” ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับแก๊งยาและรับเงินรายเดือน ยอมรับเป็นกรรมการ 1 ใน 4 บริษัทเครือข่ายนี้ ขอโทษพรรค-ประชาชน หลังจากนี้ลงการเมืองไม่ได้อีกแล้ว

ต่อมาเวลา 10.45 น. วันที่ 29 ธ.ค. 68 ที่ บช.ปส. เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ควบคุมนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต 33 พรรคประชาชน และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ลงมาพิมพ์ลายนิ้วมือ 

ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจาก นายบุญฤทธิ์ ถึงกรณีที่ถูกจับกุม ซึ่ง นายบุญฤทธิ์ ปฏิเสธว่าเรื่องที่รับเงินเป็นรายเดือนนั้นไม่เป็นความจริง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่องใด ๆ เกี่ยวกับเครือข่ายยาเสพติดทั้งสิ้น แต่ยอมรับว่าเป็นกรรมการ 1 ใน 4 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายยาเสพติดรายนี้ 

นายบุญฤทธิ์ ยังกล่าวขอโทษพรรคประชาชนและประชาชนทุกคน โดยยืนยันว่า ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและยอมรับที่ทำผิดนโยบายมีส้มไม่มีเทา พร้อมกล่าวว่า หลังจากนี้คงไม่อาจจะลงเล่นการเมืองได้อีกแล้ว ส่วนเรื่องคดี ต้องพูดคุยกันอีกที 

ทั้งนี้ทีมข่าวสังเกตเห็นว่า นายบุญฤทธิ์ ค่อนข้างอิดโรย สวมแว่นตา และสวมหน้ากากอนามัย พร้อมตอบคำถามผู้สื่อข่าวทุกคำถาม 

ก่อนหน้านี้นำผู้ต้องหาออกมาพิมพ์ลายนิ้วมือ ตำรวจชุดจับกุมได้ทยอยนำพยานหลักฐานสำคัญในคดีเข้ามายังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง จะมีการแถลงผลการปฏิบัติการในเวลา 11.00 น. ของวันนี้

ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

“บุญฤทธิ์” ปัดเอี่ยวเครือข่ายยาเสพติด ขอโทษพรรค-ประชาชน

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายบุญฤทธิ์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดเกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด และได้ทำการขอโทษพรรคประชาชน รวมถึงประชาชนชาวไทยสำหรับการกระทำที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการพิสูจน์ความผิดอย่างชัดเจน แต่การที่ชื่อของเขาเข้าไปพัวพันกับคดียาเสพติดก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคและการเมืองโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบทางการเมืองจากกรณี “บุญฤทธิ์” ปัดเอี่ยวเครือข่ายยาเสพติด ขอโทษพรรค-ประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับนักการเมืองและผู้ที่ต้องการเข้าสู่สนามการเมืองว่า การตรวจสอบประวัติและความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พรรคการเมืองเองก็ต้องมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

คดีของนายบุญฤทธิ์ ยังคงอยู่ในกระบวนการสอบสวน และต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย

การออกมาปฏิเสธของนายบุญฤทธิ์ และการขอโทษต่อพรรคและประชาชน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบเบื้องต้น แต่กระบวนการยุติธรรมจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ความจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ที่มา – “บุญฤทธิ์” ปัดเอี่ยวเครือข่ายยาเสพติด ขอโทษพรรค-ประชาชน จากนี้ลงการเมืองไม่ได้อีก