วัน: 30 ธันวาคม 2025

ไม่พบหัวข้อ: ทำไมถึงเกิดและวิธีแก้ไข

เคยไหมที่พยายามค้นหาข้อมูลบางอย่าง แต่กลับพบกับข้อความ ไม่พบหัวข้อ? ปัญหานี้เป็นสิ่งที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายคนต้องเผชิญ และอาจสร้างความหงุดหงิดไม่น้อยเลยทีเดียว บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่พบหัวข้อ และวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ไม่พบหัวข้อ

ข้อความ ไม่พบหัวข้อ มักจะปรากฏขึ้นเมื่อระบบไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่ตรงกับคำค้นหาของคุณได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุหลายประการ ดังนี้

สาเหตุทั่วไปของปัญหา ไม่พบหัวข้อ

  • พิมพ์ผิด: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณพิมพ์คำค้นหาถูกต้องแล้ว การพิมพ์ผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ระบบไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้
  • คำค้นหาไม่ตรงกับข้อมูลที่มี: บางครั้งคำที่คุณใช้ค้นหาอาจไม่ตรงกับคำที่ผู้สร้างเนื้อหาใช้ในการอธิบายข้อมูลนั้นๆ ลองใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงหรือคำที่กว้างขึ้น
  • ข้อมูลถูกลบหรือย้าย: หากข้อมูลนั้นเคยมีอยู่จริง แต่ตอนนี้กลับ ไม่พบหัวข้อ อาจเป็นไปได้ว่าข้อมูลนั้นถูกลบหรือย้ายไปยังตำแหน่งใหม่ ลองตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลหรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่น
  • ปัญหาทางเทคนิค: บางครั้งปัญหาอาจเกิดจากระบบเอง เช่น เซิร์ฟเวอร์ล่ม หรือฐานข้อมูลมีปัญหา ลองรอสักครู่แล้วลองใหม่อีกครั้ง

วิธีแก้ไขปัญหา ไม่พบหัวข้อ

เมื่อพบกับปัญหา ไม่พบหัวข้อ คุณสามารถลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อแก้ไขปัญหาได้

  • ตรวจสอบการสะกดคำ: ตรวจสอบคำค้นหาของคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วน และแก้ไขคำที่สะกดผิด
  • ลองใช้คำค้นหาที่แตกต่างกัน: ลองใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียง หรือคำที่กว้างขึ้น เพื่อให้ระบบค้นหาข้อมูลได้ครอบคลุมมากขึ้น
  • ตรวจสอบแหล่งที่มา: หากคุณทราบแหล่งที่มาของข้อมูล ลองตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นยังคงมีอยู่ในแหล่งเดิมหรือไม่
  • ค้นหาจากแหล่งอื่น: หากคุณ ไม่พบหัวข้อ จากแหล่งหนึ่ง ลองค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นที่มีข้อมูลที่คล้ายคลึงกัน
  • รอสักครู่แล้วลองใหม่: หากปัญหาน่าจะเกิดจากระบบ ลองรอสักครู่แล้วลองค้นหาใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือค้นหาที่มีประสิทธิภาพ หรือการใช้เทคนิคการค้นหาขั้นสูง เช่น การใช้เครื่องหมายคำพูด (“ “) เพื่อค้นหาคำที่ตรงกันทุกตัวอักษร หรือการใช้เครื่องหมายลบ (-) เพื่อยกเว้นคำที่ไม่ต้องการ ก็สามารถช่วยให้คุณค้นหาข้อมูลได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัญหา ไม่พบหัวข้อ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้เสมอในการใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยความเข้าใจในสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง คุณจะสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย และค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และนี่คืออินเตอร์เน็ตที่เราคุ้นเคย

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลาง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง พร้อมจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชาชนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง สส. และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. ใน 6 ประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม ดังนี้

  1. ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
  2. ให้การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง
  3. ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมให้บริการคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
  4. ให้การสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่างๆ
  5. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้หน่วยงานของรัฐ จัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งและนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งตามประกาศ กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สำหรับประชาชนในพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติสำหรับการออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างอิสระ

การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง การตรวจสอบความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชาในการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการเข้าถึงสิทธิทางการเมืองของประชาชน แม้ในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่สงบเกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งก็เป็นอีกมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลางนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และทุกเสียงของประชาชนจะมีความหมายอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การที่ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการรักษาหลักการประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก – ข่าวลือ

อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก – ข่าวลือ

เซลติก กำลังอยู่ในช่วงของการคว้าตัวอดีตกองหลังของ บาร์เซโลน่า อย่าง Julian Araujo วัย 24 ปี หากนักเตะทีมชาติเม็กซิโกได้รับไฟเขียวให้ออกจาก บอร์นมัธ ด้วยสัญญายืมตัว (Sun), external

ขณะเดียวกัน วิลฟรีด น็องซี่ ผู้จัดการทีม เซลติก ต้องการเสริมทัพในตำแหน่งแบ็คขวา, เซ็นเตอร์แบ็คฝั่งขวา, ปีกขวา และกองหน้าในเดือนหน้า แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงจาก เกงค์ ในการแย่งชิงตัว Jocelin Ta Bi ปีกวัย 20 ปีของทีมชาติไอวอรี่โคสต์จาก Hapoel Petah Tikva (Record), external

อดีตผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส อย่าง รัสเซลล์ มาร์ติน เป็นหนึ่งในผู้สมัครรอบสุดท้ายที่จะเข้ามาแทนที่ น็องซี่ ในตำแหน่งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของ Columbus Crew (The Athletic on X), external

วูล์ฟแฮมป์ตัน กำลังจับตาดู Kieron Bowie กองหน้าวัย 23 ปีของ ฮิเบอร์เนียน และทีมชาติสกอตแลนด์ ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการตกชั้นสู่แชมเปี้ยนชิพ (Patreon.com – subscription required), external

Jimmy Thelin บอสของ Aberdeen ให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คเป็นอันดับแรกในเดือนมกราคม (Record), external

ข่าวลือหนาหูเรื่อง อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก

ข่าวการที่ อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก เริ่มเป็นประเด็นร้อนแรงในตลาดซื้อขายนักเตะล่าสุด แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ความเป็นไปได้ที่กองหลังชาวเม็กซิกันจะย้ายมาร่วมทีมเซลติกนั้นก็ดูน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากความต้องการของเซลติกในการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรับ

หาก Julian Araujo ย้ายมาร่วมทีมเซลติกจริง จะเป็นการเสริมทัพที่แข็งแกร่งให้กับทีมอย่างแน่นอน ด้วยประสบการณ์ที่เคยเล่นให้กับทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลน่า และการลงเล่นในลีกยุโรปมาแล้ว Araujo จะสามารถเข้ามาช่วยยกระดับเกมรับของเซลติกได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข่าวการที่ อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก ยังสะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของเซลติกในการที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในลีกสก็อตแลนด์ และการแข่งขันในระดับยุโรปอีกครั้ง การเสริมทัพด้วยนักเตะที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จให้กับทีมได้มากยิ่งขึ้น

  • การย้ายทีมของ Araujo จะส่งผลต่อสถานการณ์ของนักเตะคนอื่นๆ ในทีมอย่างไร?
  • เซลติกจะต้องจ่ายค่าตัว Araujo เท่าไหร่?
  • Araujo จะสามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นของเซลติกได้หรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงต้องรอคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ข่าวการที่ อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลเซลติกเป็นอย่างมาก และพวกเขาก็หวังว่าดีลนี้จะประสบความสำเร็จ

การเสริมทัพในตลาดนักเตะช่วงเดือนมกราคมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเซลติก หากพวกเขาสามารถคว้าตัวนักเตะที่ต้องการได้สำเร็จ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ได้อย่างแน่นอน แฟนบอลเซลติกคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป

โดยรวมแล้ว การที่ อเราโฮ่เชื่อมโยงกับเซลติก ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง การย้ายทีมครั้งนี้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอาชีพการค้าแข้งของ Araujo และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของเซลติกอีกครั้ง

ที่มา – Defender Araujo linked with Celtic – gossip

“แม่หน่อย” ปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่นไม่ควรถูกดูหมิ่น

“คุณหญิงสุดารัตน์” ปกป้องศักดิ์ศรีลูกสาว “จินนี่ ยศสุดา” หลังโดนคอมเมนต์คุกคามทางเพศ ลั่น ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันส่งเสียง ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ก่อไว้

เมื่อเวลา 13.13 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และเป็นมารดาของ น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับลูกสาวหลังโดนข้อความในเชิงคุกคามทางเพศ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า ในฐานะแม่ ขอแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นต่อกรณีการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับลูกสาว แม้ในช่วงนี้สภาพร่างกายของตนเองจะไม่แข็งแรงนัก แต่จะนิ่งเฉยไม่ได้ เมื่อแม่เจ็บป่วยลูกก็ช่วยไปทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้พรรคและเป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยความตั้งใจที่ดีต่อประเทศและองค์กร แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

“ดิฉันต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่แม่ ปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวของดิฉัน และลูกผู้หญิงทุกคนอย่างถึงที่สุด ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ควรถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กันเช่นนี้ การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และเข้าข่ายการละเมิดและกระทำผิดกฎหมาย”

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในช่วงท้ายว่า ขอขอบพระคุณพี่น้องทุกท่านที่ช่วยกันส่งเสียงปกป้องจินนี่ และแสดงจุดยืนเคียงข้างความถูกต้อง การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อจินนี่คนเดียว แต่เพื่อยืนยันว่าการคุกคามทางเพศไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือกับใครก็ตาม เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมไทย และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองก่อไว้ทั้งทางสังคมและกฎหมายอย่างยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 15.30 น. ทนายความของ น.ส.ยศสุดา จะเดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.พหลโยธิน

(ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan)

“แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง

จากกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกมาปกป้องลูกสาว จินนี่ ยศสุดา จากการถูกคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย การออกมาแสดงจุดยืนของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการต่อต้านการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ

ทำไม “แม่หน่อย” ถึงต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่”?

การคุกคามทางเพศไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และสร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำ ในกรณีของจินนี่ ยศสุดา การที่คุณหญิงสุดารัตน์ ผู้เป็นมารดา ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวอย่างแข็งขัน เป็นการแสดงให้เห็นว่าการคุกคามทางเพศเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สังคมควรมีบทบาทอย่างไรในการปกป้องศักดิ์ศรี

สังคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามทางเพศ และส่งเสริมค่านิยมของการเคารพซึ่งกันและกัน การให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ถูกคุกคามสามารถออกมาพูดได้อย่างเปิดเผย เป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศอย่างยั่งยืน

ทุกภาคส่วนในสังคมควรช่วยกันส่งเสียงดังๆ เพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ และสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

การที่ “แม่หน่อย” ออกมาปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” อย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่ถูกคุกคาม กล้าที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

เรื่องราวของ “แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศ และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – “แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง

เกียรติยศผู้บริหารกู้ชีพเซลติกและฮาร์ทส์

เกียรติยศสำหรับผู้บริหารฟุตบอลที่ช่วยกอบกู้เซลติกและฮาร์ทส์

เฟอร์กัส แมคแคนน์ อดีตประธานบริหารเซลติก และแอนน์ บัดจ์ อดีตประธานฮาร์ทส์ ได้รับการเสนอชื่อในรายชื่อเกียรติยศปีใหม่

จิม เคร็ก แห่งลิสบอน ไลออนส์, อีฟ เกรแฮม นักร้องนำวงนิว ซีกเกอร์ส, ศาสตราจารย์ลอร์นา ดอว์สัน นักวิทยาศาสตร์นิติเวชชั้นนำ และอดีตรัฐมนตรีกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักร อดัม อินแกรม ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการยอมรับเช่นกัน

พวกเขาร่วมกับบุคคลอื่นๆ ได้แก่ ประธานบริหารของสวนพฤกษศาสตร์หลวงเอดินบะระ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งสกอตแลนด์, ช่างตัดกิ๊ลท์ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดก และผู้ก่อตั้งวิทยาลัยบนเกาะ

ดักลาส อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีสกอตแลนด์ แสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล และกล่าวว่ารายชื่อประจำปีนี้ “เต็มไปด้วยฮีโร่ท้องถิ่น”

เฟอร์กัส แมคแคนน์ ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็น CBE สำหรับบริการด้านเศรษฐกิจและการกุศล มีหุ้นส่วนควบคุมในเซลติกเป็นเวลาห้าปีตั้งแต่ปี 1994

ทีมปาร์คเฮดอยู่ห่างจากภาวะล้มละลายเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อนักธุรกิจชาวแคนาดาที่เกิดในสเตอร์ลิงจ่ายหนี้สิน

ต่อมาเขาได้ดูแลการสร้างเซลติก พาร์คขึ้นใหม่ ซึ่งได้รับทุนส่วนหนึ่งจากการออกหุ้น และทำให้การเงินของสโมสรกลาสโกว์มีเสถียรภาพ

ในปี 2016 เขา บอกกับ BBC สกอตแลนด์ ว่า: “ฉันมีความรับผิดชอบต่อผู้สนับสนุนเพื่อให้แน่ใจว่าเงินของพวกเขาจะไม่สูญเปล่า”

บัดจ์ ผู้ซึ่งจะกลายเป็น OBE ทำหน้าที่กอบกู้สถานการณ์ที่คล้ายกันที่ฮาร์ทส์

ทีมเอดินบะระตกอยู่ในภาวะล้มละลายในปี 2013 หลังจากที่ วลาดิเมียร์ โรมานอฟ ทิ้งหนี้สินไว้หลายล้านปอนด์

แต่ด้วยการทำงานร่วมกับมูลนิธิฮาร์ทส์ เธอได้นำเงินส่วนตัวมา 2.5 ล้านปอนด์ และตั้งแต่นั้นมาทำให้เป็นสโมสรที่เป็นเจ้าของโดยแฟนบอลที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร

นักธุรกิจหญิง ซึ่งเปิดตัวอัฒจันทร์หลักแห่งใหม่และแนะนำค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับการดำรงชีวิตสำหรับพนักงาน ก้าวลงจากตำแหน่งประธานเมื่อต้นเดือนนี้ โดยฮาร์ทส์รั้งอันดับต้น ๆ ของสกอตติช พรีเมียร์ชิพ

จิม เคร็ก ผู้ซึ่งจะกลายเป็น OBE เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสมาชิกของทีมเซลติกในตำนานปี 1967 ซึ่งกลายเป็นทีมอังกฤษทีมแรกที่ชูถ้วยยุโรป

กองหลัง – ซึ่งต่อมาประสบความสำเร็จในอาชีพทันตแพทย์ – ยังได้รับรางวัลลีก 7 สมัย, สก็อตติช คัพ 4 สมัย และลีก คัพ 3 สมัย

อีฟ เกรแฮม – ผู้ซึ่งได้รับรางวัล OBE ด้วยเช่นกัน – และวงนิว ซีกเกอร์ส ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติด้วยเพลงอย่าง I’d Like To Teach The World To Sing

วงดนตรียังเป็นตัวแทนของอังกฤษในการประกวดเพลงยูโรวิชันปี 1972

ในช่วงที่วงดนตรีประสบความสำเร็จสูงสุด นักร้องที่อยู่ในเพิร์ธและคินรอสส์ได้ออกทัวร์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

เธอถึงกับแสดงในงาน inauguration ball ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันในปี 1973

ศาสตราจารย์ลอร์นา ดอว์สัน หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์ดินเพื่อนิติเวชที่สถาบันเจมส์ ฮัตตัน ในอเบอร์ดีน กล่าวว่าเธอ “รู้สึกยินดีและถ่อมตัว” ที่ได้รับตำแหน่งเดม

ผู้เชี่ยวชาญใช้เวลามากกว่าสามทศวรรษในการวิจัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างดินและพืช โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าสิ่งนี้สามารถนำไปใช้ในระบบยุติธรรมทางอาญาได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ดอว์สันให้การในคดีฆาตกรรมที่โด่งดังที่สุดของสกอตแลนด์

ซึ่งรวมถึง การตัดสินลงโทษแองกัส ซินแคลร์ ในคดีฆาตกรรมเวิลด์ส เอนด์; การดำเนินคดีกับวิลเลียม แมคโดเวลล์ ในคดีฆาตกรรมเรเน่ แมคเรและลูกชายวัยสามขวบของเธอในปี 1976; และ การพิจารณาคดีของเอียน แพ็คเกอร์ ในคดีฆาตกรรมเอ็มมา คาลด์เวลล์ในปี 2005

คุณแม่ลูกสามกล่าวว่า: “เกียรติยศนี้ตระหนักถึงพลังของนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์, การเป็นหุ้นส่วน และวิทยาศาสตร์ดินเพื่อนิติเวชสามารถสนับสนุนความยุติธรรมในระดับชาติและระดับโลกได้อย่างไร

“ฉันขอขอบคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของฉันที่สนับสนุนฉัน และผู้คนมากมายในองค์กรที่ฉันเคยทำงานด้วยเพื่อช่วยสร้างวิทยาศาสตร์ดินเพื่อนิติเวชให้เป็นสาขาวิชาที่ได้รับการยอมรับและมีค่าไปทั่วโลก”

ในขณะเดียวกัน ประธานบริหารของ Royal Edinburgh Botanic Garden กล่าวว่า เป็น “เกียรติอย่างยิ่ง” ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินในขณะที่เขากำลังจะเกษียณอายุ

ไซมอน มิลน์ ซึ่งมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ Regius Keeper ได้รับการยอมรับในด้านการบริการด้านพฤกษศาสตร์, การอนุรักษ์ และพืชสวน

ในเดือนมกราคม อดีตนาวิกโยธินรอยัล บอกกับ BBC สกอตแลนด์ว่าเขา “ตกใจมาก” หลังจากที่พายุ Éowyn โค่นต้นไม้ที่สูงที่สุดในเอดินบะระ – 1ุ66 ปีหลังจากที่ปลูกระหว่างการเยือนของอัลเบิร์ต พระโอรสองค์โตของควีนวิกตอเรีย

เซอร์ไซมอนกล่าวว่าความสนใจในพืชของเขามีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อลุงของเขานำเมล็ดพันธุ์จากตะวันออกไกลกลับมา และเขาเป็นอาสาสมัครในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในท้องถิ่น

เขากล่าวว่า: “เมื่อพิจารณาดูแล้ว ประสบการณ์ในช่วงต้นเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นในธรรมชาติและความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ตลอดชีวิตของฉัน

“การได้รับรางวัลนี้ขณะที่ฉันเตรียมตัวเกษียณจากชุมชนที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้มีความหมายอย่างยิ่ง”

Regius Keeper เพียงคนเดียวที่ได้รับบรรดาศักดิ์อัศวินตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสวนในปี 1670 คือ เซอร์ไอแซก เบย์ลีย์ บัลฟัวร์

เขาได้รับการเสนอชื่อในรายชื่อเกียรติยศสงครามพลเรือนปี 1920 สำหรับ “บริการที่เกี่ยวข้องกับสงคราม”

ซึ่งรวมถึงการชักชวนกระทรวงสงครามถึงประโยชน์ของการใช้มอสสแฟกนัมสำหรับทำแผล

นอกจากนี้ อดัม อินแกรม อดีต ส.ส. พรรคแรงงานเขตอีสต์ คิลไบรด์, สตราแธเวน และเลสมาฮาโกว์ ได้รับตำแหน่งอัศวินสำหรับการบริการด้านรัฐสภาและการเมือง

เซอร์อดัมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งไอร์แลนด์เหนือตั้งแต่ปี 1997-2001 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพตั้งแต่ปี 2001-2007

เมื่อเขาลาออกจากตำแหน่งในปี 2007 เขาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์กระทรวงกลาโหม

ดร.อเนลิเซ ดอดด์ ส.ส. พรรคแรงงานเขตออกซ์ฟอร์ดอีสต์ ก็ได้รับการยอมรับเช่นกัน

นักการเมืองที่เกิดในอเบอร์ดีนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเดม

ชาวสกอตคนอื่นๆ ที่ได้รับเกียรติในรายชื่อนี้ ได้แก่ เลดี้ เรย์ ผู้พิพากษาและทนายความอาวุโส ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น CBE สำหรับบริการด้านกฎหมาย การกุศล และการศึกษาในสกอตแลนด์

ศาสตราจารย์ซู ริกบี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอดินบะระ เนเปียร์ กลายเป็น CBE สำหรับบริการด้านอุดมศึกษา

เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของสกอตแลนด์กล่าวว่า เธอ “รู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณ” ที่ได้รับเหรียญตำรวจของพระราชา (KPM)

ผู้บัญชาการตำรวจ โจ ฟาร์เรล อดีตหัวหน้าตำรวจเดอร์แฮม เป็นผู้นำตำรวจสกอตแลนด์ตั้งแต่ปี 2023

หัวหน้าผู้กำกับการของกองกำลังดังกล่าว สตีวี โดแลน และผู้ช่วยหัวหน้าผู้กำกับการที่เกษียณอายุแล้ว แอนดี้ ฟรีเบิร์น ก็จะได้รับ KPM ด้วยเช่นกัน

ฟาร์เรลกล่าวว่า: “เกียรติยศเหล่านี้เป็นการรับรู้ถึงทักษะและการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชุมชนและรักษาความปลอดภัยให้กับสกอตแลนด์”

Marion Foster ผู้ก่อตั้ง College of Master Kilt Tailors ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น MBE สำหรับบริการด้านงานฝีมือของสกอตแลนด์

เธอกล่าวว่า: “เมื่อฉันได้รับจดหมาย ฉันตกตะลึง มันทำให้ฉันน้ำตาไหล และฉันก็อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“มันเป็นความลับ ดังนั้นฉันจึงต้องเก็บข่าวไว้กับตัวเอง”

เกียรติยศสำหรับผู้บริหารฟุตบอลที่ช่วยกอบกู้เซลติกและฮาร์ทส์

Roland Engebretsen และ Rebecca Lindsay ผู้ร่วมก่อตั้ง Macaulay College ใกล้ Stornoway ใน Lewis ได้รับรางวัล MBE สำหรับบริการด้านการศึกษา การผนวกรวมทางสังคม และผู้ที่มีความต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม

ศิลปินและนักการศึกษาได้ก่อตั้งวิทยาลัยของพวกเขาในฟาร์มของปู่ของ Mr. Engebretsen ในปี 2010

ผู้ใหญ่ที่มีความต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจะได้รับโอกาสในการทำงานในฟาร์มและดูแลสัตว์ต่างๆ เช่น แพะ แกะ ม้า และไก่

Engebretsen กล่าวว่าในตอนแรกเขาสงสัยในจดหมายแจ้งเกียรติยศของเขาเมื่อมันหล่นลงในช่องจดหมาย

“มันเป็นจดหมายที่ดูเป็นทางการมาก ฉันคิดว่าฉันกำลังมีปัญหา” เขากล่าว

“ฉันดีใจที่ไม่ใช่เช่นนั้น มันเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ที่น่ารัก”

Rebecca Lindsay กล่าวว่าเธอ “ท่วมท้นอย่างสมบูรณ์” ที่ได้รู้

“ฉันรู้สึกขอบคุณอย่างมาก” เธอกล่าวเสริม

โดยรวมแล้ว การมอบรางวัล เกียรติยศสำหรับผู้บริหารฟุตบอลที่ช่วยกอบกู้เซลติกและฮาร์ทส์ รวมถึงบุคคลอื่นๆ อีกมากมาย แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการอุทิศตนเพื่อสังคมในด้านต่างๆ การกอบกู้สโมสรฟุตบอลที่กำลังจะล้มละลายเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่งเช่นเดียวกับการทำงานเพื่อการศึกษาและการพัฒนาสังคม

ที่มา – Honours for football executives who helped save Celtic and Hearts

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569: ห่วงหลับใน

เทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัยแสดงความห่วงใยต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอ่อนล้าของผู้เดินทางขากลับที่อาจนำไปสู่การหลับใน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการผ่อนปรนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

นายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวถึงการเดินทางในช่วงหยุดยาวเทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ว่ามีความกังวลต่ออัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ที่เดินทางไกลและอาจพักผ่อนไม่เพียงพอจนเกิดอาการหลับในได้ ดังนั้น การดูแลและพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผ่อนปรนเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สามารถขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 24.00 น. ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้ แม้ว่าจะมีการควบคุมการขายให้กับผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา แต่ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนจากกรมควบคุมโรค นอกจากนี้ ยังมีกรณีเด็กที่ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ไม่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานตำรวจและกระทรวงสาธารณสุข

นายนิกรยังกล่าวถึงการผ่อนปรนเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการห้ามขายให้กับเยาวชนและผู้ที่มีอาการมึนเมา อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 จึงขอให้ผู้ประกอบการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและดูแลความปลอดภัยของลูกค้าอย่างจริงจัง

เป้าหมายลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

สำหรับเป้าหมายในการควบคุมตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดลง 5% จาก 321 ราย (ในปีที่ผ่านมา) หรือลดลง 16 ราย ให้เหลือ 304 รายนั้น อาจมีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีรายงานผู้เสียชีวิตก่อนช่วงเทศกาลแล้ว โดยข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน และเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 49 รายก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งไม่ได้ถูกนับรวมกับตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลนี้

ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในภาครัฐและประชาชนทุกคนร่วมมือกันดูแลตนเอง ครอบครัว และผู้ร่วมทางให้ดี เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยสำหรับทุกคน

การเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การวางแผนการเดินทางล่วงหน้า การพักผ่อนให้เพียงพอ การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และการมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและทำให้เทศกาลปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 วันแรก “นิกร” ห่วงคนอ่อนล้าหวั่นหลับใน ย้ำต้องพักผ่อนให้ดี

กคช. ส่งมอบ “บ้านสบายเพื่อยายตา” เพื่อผู้สูงวัย

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เดินหน้าโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นส่งมอบที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางภายใต้โครงการ “บ้านสบายเพื่อยายตา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน โครงการนี้มีชื่อเต็มว่า โครงการปรับปรุงหรือสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน (บ้านสบายเพื่อยายตา) ประจำปี 2568 โดยมีการดำเนินงานในพื้นที่ 9 จังหวัด รวมจำนวนทั้งสิ้น 29 หลัง

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ได้กล่าวถึงภารกิจหลักของ กคช. ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาและจัดสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน และความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม คณะกรรมการการเคหะแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และได้ดำเนินงานโครงการปรับปรุงหรือสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง หรือ “บ้านสบายเพื่อยายตา” อย่างต่อเนื่อง

บ้านสบายเพื่อยายตา: ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง ซ่อมแซม หรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับความต้องการและคุณลักษณะเฉพาะของผู้ที่อยู่อาศัย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงคนพิการและเด็ก ให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปกติสุขในชุมชนเดิม นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อีกด้วย

ความเป็นมาของโครงการ “บ้านสบายเพื่อยายตา”

โครงการ “บ้านสบายเพื่อยายตา” เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2553 ณ ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และได้ขยายผลอย่างต่อเนื่องไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงปี 2553–2567 กคช. ได้ดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม และสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ รวมทั้งสิ้น 540 หลัง แบ่งเป็นการปรับปรุงซ่อมแซมตามสภาพ จำนวน 399 หลัง และการสร้างใหม่ จำนวน 141 หลัง

สำหรับปี 2568 กคช. ได้ดำเนินการปรับปรุงและสร้างที่อยู่อาศัย จำนวน 29 หลัง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ลพบุรี นครสวรรค์ ระนอง กาฬสินธุ์ สระแก้ว อุตรดิตถ์ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยแบ่งเป็นการปรับปรุงซ่อมแซม จำนวน 15 ราย และการจัดสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ จำนวน 14 ราย ทั้งนี้ กคช. สนับสนุนงบประมาณในรูปแบบเงินบริจาคให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มเปราะบางที่ผ่านการคัดเลือกจากประชาคมท้องถิ่น ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยการปรับปรุงซ่อมแซมใช้งบประมาณไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลัง และการสร้างใหม่ใช้งบประมาณไม่เกิน 130,000 บาทต่อหลัง

เพื่อให้ที่อยู่อาศัยมีความถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของผู้สูงอายุ การดำเนินงานเป็นไปด้วยความร่วมมือแบบบูรณาการกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นิคมสร้างตนเอง กรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิเคหะสงเคราะห์ รวมถึงผู้รับจ้างและจิตอาสาในพื้นที่ร่วมกันปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจนแล้วเสร็จ

นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ กคช. ภาคภูมิใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และสอดคล้องกับนโยบาย “พม. ใกล้คุณ” ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชน และเมือง โดยบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สวัสดิการ และนวัตกรรม ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิตใหม่”

โครงการ “บ้านสบายเพื่อยายตา” ไม่เพียงแต่เป็นการมอบที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย แต่ยังเป็นการมอบความหวังและกำลังใจให้กับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุขในสังคม

ที่มา – กคช. ส่งมอบ “บ้านสบายเพื่อยายตา” ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง

รมว.ขอ! กัมพูชารักษาคำพูด หยุดยิงที่ยั่งยืน


รมว.ต่างประเทศ ขอกัมพูชารักษาคำพูด อย่ายั่วยุ เพื่อให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเรียกร้องให้กัมพูชารักษาคำพูดและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นการยั่วยุ เพื่อให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่ายระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กัมพูชา และจีน ที่เมืองหยูซี มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีจีนเป็นเจ้าภาพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจบั่นทอนข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรักษาคำพูดเพื่อหยุดยิงที่ยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า การปล่อยโดรน การใช้คำพูดยั่วยุ หรือการออกถ้อยแถลงในระดับผู้นำต่างๆ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและทำลายบรรยากาศของการหยุดยิงได้ เขายกตัวอย่างกรณีที่นายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ออกมากล่าวว่าการหยุดยิงไม่ได้หมายความว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

“เราควรก้าวข้ามตรงนั้น และมาทำให้การหยุดยิงที่ยั่งยืน รวมถึงสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน” นายสีหศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีการตรวจพบโดรนจำนวน 250 ลำ บริเวณชายแดน และเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการใช้ช่องทาง Hotline ที่ได้ตกลงกันไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ในส่วนของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาข้อกฎหมายและขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ผูกพันไปถึงรัฐบาลใหม่ พร้อมย้ำว่าไทยไม่ได้ประวิงเวลา แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพื้นที่ก่อน เนื่องจากการปักปันเขตแดนต้องมีการลงพื้นที่ร่วมกัน

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 คน ว่าเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพข้อตกลงและรักษาคำพูดที่ให้ไว้

สำหรับการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ช่องทางการทูตยังคงเปิดอยู่ และมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประสานงานระหว่างฝ่ายทหารของทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประเมินว่า หากไม่มีเหตุการณ์ยั่วยุหรือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเกิดขึ้นในช่วง 72 ชั่วโมงของการหยุดยิง จะสามารถเดินหน้าสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันได้

เกี่ยวกับประเด็นที่สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่ยอมรับเขตแดนที่ทหารไทยปักปัน นายสีหศักดิ์กล่าวว่า บริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และการประชุม JBC จะต้องพิจารณาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจต้องรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนินการต่อ

“เรามีการหยุดยิง การหยุดยิงนั้นถือว่าเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชน เราอยากให้ทั้งสองฝ่ายเคารพการหยุดยิง เพราะเขาก็สูญเสียพอสมควร ประชาชนของเขาก็อยากจะกลับเข้าสู่พื้นที่เดิม เพราะฉะนั้นเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ที่จะทำให้การหยุดยิงที่ตกลงกันไว้ เป็นการหยุดยิงที่ยั่งยืนถาวร ส่วนปัญหาอื่นเราก็ควรจะพูดคุยกันได้ในฐานะเพื่อนบ้าน” นายสีหศักดิ์กล่าว

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกมาเรียกร้องให้กัมพูชารักษาคำพูดและหลีกเลี่ยงการยั่วยุ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การหยุดยิงที่ยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ และความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ที่มา – รมว.ต่างประเทศ ขอกัมพูชารักษาคำพูด อย่ายั่วยุ เพื่อให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืน

ปี 2025 ร้อนสุดขั้ว? นักวิทย์ฯ คอนเฟิร์ม!

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สาเหตุหลักมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทั่วโลก คร่าชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายนับไม่ถ้วน

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution (WWA) ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ล่าสุดที่ระบุว่า ปี 2568 ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยชี้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

รายงานวิเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่ในยุโรปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในช่วง 3 ปี พุ่งทะลุเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส ตามกรอบข้อตกลงปารีสปี 2558 เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่าระดับนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องชีวิตมนุษย์และหลีกเลี่ยงหายนะด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

แม้ว่าปี 2568 จะอยู่ในช่วงลานีญา ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะช่วยลดอุณหภูมิโลก แต่ความร้อนยังคงอยู่ในระดับสูง นักวิจัยชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากการเผาน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น กำลังทดสอบขีดความสามารถในการรับมือของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “ขีดจำกัดของการปรับตัว” โดยยกตัวอย่างเฮอริเคนเมลิสซา ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนประเทศหมู่เกาะต่างๆ เช่น จาเมกา คิวบา และเฮติ ไม่สามารถรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทัน

สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และป้องกันไม่ให้ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก กลายเป็นเรื่องจริง

ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก จริงหรือ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปี 2025 ถึงถูกคาดการณ์ว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุด? คำตอบคือ การสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนไว้ ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น

รับมืออย่างไร หากปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก?

การรับมือกับสถานการณ์ที่ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร ไปจนถึงระดับนานาชาติ

ในระดับบุคคล เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การประหยัดพลังงาน การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว การเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

ในระดับองค์กร ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในระดับนานาชาติ รัฐบาลของแต่ละประเทศควรให้ความร่วมมือในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เข้มงวด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทางรอดเดียวของเราคือการลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องโลกของเราจากผลกระทบที่รุนแรงของภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่เรา และการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

ที่มา – นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก