วัน: 11 มกราคม 2026

“อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย”?

“อภิสิทธิ์” เรียกร้องคนไทยตัดสินใจกำหนดอนาคตประเทศ ถาม “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย” หรือไม่ ผิดหวังการเมืองไทยทุจริต-ทุนเทาเริ่มครอบงำ

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัย พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาสู่วงการการเมือง เพราะกรณีของคลิปเสียงอังเคิล เมื่อตนได้ฟังแล้วได้โทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ยุคที่แล้ว บอกให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลทันที แต่เจ้าของเสียง ยังดื้อในตำแหน่ง จนต้องรอคำพิพากษา ให้เปลี่ยนรัฐบาล ตนมองว่าเป็นอีกครั้งที่การเมืองถึงจุดตกต่ำ ดังนั้นหากมีโอกาสตนจะกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง และกลับมาในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในสมัยที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่า ทั้งเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนกลับลดลง ดังนั้น จึงอยากทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ตามสโลแกน “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความสุจริตและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทุนเทา และเส้นทางการเงินกับกลุ่มฟอกเงิน ร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลยุ่งเกี่ยวกับทุน

ด้านดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องการศึกษาที่มีความสำคัญต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายผลักดันและส่งเสริมเรื่องการศึกษาของพี่น้องประชาชน รวมถึงนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ให้พี่น้องประชาชน จะนำเทคโนโลยี เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเปิดข้อมูล และออกแบบสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกขึ้น จะให้การสนับสนุน SME และประชาชนที่ยังเป็นลูกจ้างฟรีแลนซ์ ผลักดันให้เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐฯ อีกทั้งยังสนับสนุนช่องทางการหารายได้ เพื่อตอบโจทย์ลูกจ้างที่มีรายได้ประจำและต้องการการเติบโตจากรายได้เสริม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนสามารถทำเงินให้กับประเทศได้มากยิ่งขึ้น

ต่อมาเมื่อเวลา 19.50 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีท่ามกลางการต้อนรับของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามามอบดอกไม้และสวมกอดด้านหน้าเวทีโดย นายอภิสิทธิ์ ปราศรัยว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของหัวหน้าพรรคและไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดคนหนึ่ง แต่เป็นพรรคที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความหลากหลายที่สามารถตัดสินใจได้ว่า เรามีความคิดความเชื่อทางการเมืองเดียวกัน แล้วเราจะทำงานร่วมกัน ดังนั้นสส.กทม.ทั้ง 33 คน ทุกคนมีความหมาย พร้อมกับแซวว่าทั้ง สส.ทั้ง 33 คน เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับตน แต่เป็นช่วงที่ตนลงสมัครเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่ามีคำสบประมาทที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะสูญพันธุ์ แต่เมื่อตนกลับมาก็คำบอกเล่าว่าพรรคประชาธิปัตย์คงเป็นแค่การรวบรวมศิษย์เก่า แต่คงไม่สามารถที่จะมีภาพของการมองอนาคตได้ แต่วันที่ตนตัดสินใจกลับมา สิ่งที่ตนบอกกับตัวเองคือการกลับมาครั้งนี้ต้องมีบุคลากรที่มีคนหนุ่มสาวคนหน้าใหม่ที่ตัดสินใจได้ว่าอนาคตของประเทศ วิสัยทัศน์ที่เรามีต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ และต้องช่วยกันทำงานให้เกิดเป็นจริงได้ พรรคที่ใครต่อใครก็บอกว่าตกต่ำ วันนี้อยากให้ดูว่า สส. ทั้ง 33 คน มีหลากหลายอาชีพด็อกเตอร์ หมอ ศิลปิน เด็กจบใหม่ ซึ่งบางคนไม่ได้มีฐานทางการเมือง แต่วันนี้พวกเขาบอกว่า ที่เลือกมาอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อในตัวของ “นายอภิสิทธิ์” จึงถึงเวลาที่พวกเขาอยากมาช่วยประชาธิปัตย์ มาช่วยประเทศชาติ แล้วจากที่ตนได้สัมผัส ทุกคนล้วนผ่านกระบวนการคัดกรองและมีความหมายมากกว่าหนึ่งเสียงในสภา เพราะคนเหล่านี้จะเป็นผู้แทนแก้ปัญหากับพี่น้องประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาเป็นเหมือน 2 สภาที่ผ่านมาแน่นอน

ทำไม “อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองไม่ใช่กิจการที่ใครจะมาชี้นิ้วสั่ง แต่พรรคการเมืองต้องสะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองที่มีความหลากหลาย พร้อมกับได้เปิดเสื้อยืดที่ตัวเองใส่มาในวันนี้ให้ประชาชนดู ซึ่งเป็นเสื้อยืดสีเทา สกรีนด้วยตัวหนังสือสีดำว่า “เสื้อเทา” และสกรีนด้วยตัวหนังสือสีฟ้าว่า “แต่คนไม่เทา” และอธิบายว่านี่คือความตกต่ำของการเมืองไทยที่มาจากการทุจริตและทุนเทา จึงอยากจะกลับมาทำให้บ้านเมืองของเราเป็นบ้านเมืองที่สุจริต ถึงจะสามารถคิดต่อเรื่องอื่นได้

เพราะถ้า “ทุนเทาอยู่ ทุนดีก็จะไม่มา” และคนที่จะปราบทุนเทาได้ดีที่สุด นั่นคือพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพราะความสุจริตและความซื่อสัตย์ ต้องเริ่มจากนักการเมือง จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากและเติบโตต่อไป

ดังนั้นวันนี้ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ตนไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่รู้เพียงแค่ว่าวันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามประชาธิปัตย์ได้ แล้วประชาธิปัตย์จะเป็นคนกำหนดเส้นทางการเมืองของบ้านเมืองนี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะตัดวงจรทุนเทาและเปิดบ้านเมืองสุจริต แล้วครั้งนี้จะทำให้สำเร็จหรือไม่ก็ส่งไม้ต่อให้ 33 คนนี้จนทำสำเร็จให้ได้ ต้องไม่มีรัฐมนตรี รองนายกฯหรือนายกรัฐมนตรีที่คอยห้าม คอยปกป้อง ทุนเทา 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเราปล่อยให้เกิดความแตกแยกแบบนี้มาเยอะ ทั้งมีการด้อยค่าสถาบันที่เป็นหลักของชาติหลายครั้ง ดังนั้นนอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องของทุนเทา การทุจริต และจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้วตนเองยังไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนบ้านเมือง มาเล่นการเมืองสร้างความแตกแยกต่อไป ซึ่งตอนสมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาลก็เคยพูดถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครมาบอกตนเองว่า “ไม่จงรักภักดี” เพราะสิ่งที่ตนเองทำ เพราะรักและอยากจะปกป้องสถาบัน ซึ่งการนิรโทษกรรมควรมีหรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดีมีหลายประเภท ในสมัยตนเองเป็นรัฐบาลจึงมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองต่างๆ แต่ตอนนี้มีการสร้างความแตกแยกทุกทาง นำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมืองด้วย เรื่องเหล่านี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ตนเองขอย้ำว่าสถาบันหลักของชาติจะต้องอยู่เหนือการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้น้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือไม่ว่าจะไม่ทำ MOA กันอีก ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกไม่ยกมือให้และไม่ร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยพูดว่าถ้ามาที่จะไม่ชวนพรรคสีน้ำเงินเข้าไป แต่กลับกลายเป็นว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ถูกตั้งคำถามและหาเรื่องแทน หากบอกไม่ร่วมพรรคไหน คนก็จะมองว่าไปเลือกอีกพรรคทันที ซึ่งวันนี้แปลกมากที่พรรคภูมิใจไทยกล้าจะมาวิจารณ์บิดคำให้สัมภาษณ์ของตนเองเมื่อวานนี้ และมาถามว่า ปิดทางร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งตนเองก็ตอบเงื่อนไขเรื่องนี้ไปชัดเจนอยู่แล้ว หากมีทุจริตทุนเทาและความแตกแยกจะไม่เอาทั้งสิ้น

“เรานี่แหละสู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้และต่อไปในอนาคต” แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ถ้าบอกว่าไม่เอาเพื่อไทยก็จะหาว่าสร้างความแตกแยก อย่างที่ตนเองบอกว่า “ไม่ได้ปิดประตู แต่หากมือระบอบทักษิณแหย่เข้ามา ตนเองงับมือขาดทันที”

ส่วนพรรคอะไรที่กล้ามาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มาจับมือเพื่อไทย ทำคนใต้ผิดหวังมาก แล้วบอกตัวเองจะดูแลคนใต้ ตนเองอยากถามกลับว่า “คุณกล้าบอกคนใต้หรือไม่ ว่าจะไม่เอาเพื่อไทย” พร้อมท้าว่ากล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เอาเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ เพราะหากกล้าประกาศได้เป็นฝ่ายค้านแน่นอน

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาท้าทายพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความชัดเจนทางการเมือง และต้องการให้ประชาชนได้พิจารณาถึงจุดยืนของแต่ละพรรคอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ท้า “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับ “เพื่อไทย” หรือไม่

ชุควูอานียินดี ‘ความคาดหวังสูง’ ที่ Rangers

ชุควูอานียินดี ‘ความคาดหวังสูง’ ที่ Rangers

โดนไล่ออกจากการเข้าสกัดใส่ คัลลัม แม็คเกรเกอร์ กัปตันทีมเซลติก ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่ทำให้การย้ายไปเซเรียอาล้มเหลว และชัยชนะในยูโรปาลีกเหนือ Rangers ในฤดูกาลนี้

Tochi Chukwuani กลายเป็นผู้เล่นใหม่รายแรกของสโมสร Ibrox ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม โดยย้ายมาจาก Sturm Graz ด้วยค่าตัวที่ไม่เปิดเผย

นักเตะวัย 22 ปีรายนี้ ซึ่งเซ็นสัญญา 3 ปีครึ่ง ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพที่น่าตื่นเต้นตั้งแต่ยังเด็ก

ชาวเดนมาร์กเริ่มฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ Nordsjaelland ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี และได้รับการอธิบายโดย Flemming Pedersen หัวหน้าโค้ชของสโมสรในขณะนั้นว่าเป็น “หนึ่งใน ผู้เล่นชั้นนำสำหรับอนาคต”., external

เขาลงประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ในปี 2019 เมื่ออายุ 16 ปี และ 10 เดือนต่อมาก็กลายเป็นผู้ทำประตูในลีกอายุน้อยที่สุดของสโมสร

เขาเข้าร่วม Lyngby ในปี 2022 หลายเดือนหลังจากที่ La Gazzetta dello Sport รายงานว่าการย้ายไปทีม Hellas Verona ในเซเรียอาล้มเหลวเนื่องจากการตรวจร่างกายพบว่า “ข้อบกพร่องเล็กน้อยที่หัวใจ”, external

เขาลงเล่น 58 นัดในช่วงสองปี ทำไป 5 ประตู

ในช่วงฤดูร้อนปี 2024 ชุควูอานีย้ายไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยเซ็นสัญญา 4 ปีกับ Sturm Graz ทีมจากออสเตรีย

ฤดูกาลแรกของเขากับกราซเป็นฤดูกาลที่น่าจดจำ โดยเขาลงเล่น 27 นัดและทำไป 3 ประตูในทีมที่คว้าแชมป์ เขายังได้สัมผัสกับฟุตบอลแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรก

ในฤดูกาลนี้ เขาได้เผชิญหน้ากับทั้ง Rangers และ Celtic ในยูโรปาลีก โดยช่วยให้กราซเอาชนะสโมสร Ibrox 2-1 ในออสเตรีย ก่อนที่จะถูกไล่ออกในอีกสามสัปดาห์ต่อมาจากการเข้าสกัดใส่ คัลลัม แม็คเกรเกอร์ ในเกมที่แพ้ 2-1 ที่กลาสโกว์

ความเหนียวแน่นในการเข้าสกัดเป็นส่วนสำคัญของทักษะของชุควูอานี ซึ่งสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว พร้อมกับความเร็ว แม้ว่าส่วนใหญ่จะถูกใช้เป็นกองกลางตัวรับ แต่เขาก็ยังเล่นทางด้านซ้าย และเป็นการเสริมทัพที่ทันท่วงทีหลังจากการ บาดเจ็บของ Connor Barron

“เขาเป็นผู้เล่นที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมของเรา และมอบคุณภาพเฉพาะที่เราเชื่อว่าจะช่วยยกระดับแผงกองกลางของเราได้” Danny Rohl ผู้จัดการทีมกล่าว

“ด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันในยุโรปและคว้าแชมป์ รวมถึงคุณสมบัติทางเทคนิคและร่างกายของเขา เขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในสโมสรอย่าง Rangers”

ในระดับนานาชาติ ชุควูอานีเล่นให้กับเดนมาร์กในทุกกลุ่มอายุเยาวชน เขาเล่นในระดับอายุต่ำกว่า 21 ปีมาตั้งแต่ปี 2023 และทำไป 2 ประตูจากการลงเล่น 20 นัด

ชุควูอานียินดี ‘ความคาดหวังสูง’

ชุควูอานี ซึ่งเล่นร่วมกับ Mohamed Diomande และ Oliver Antman คู่หูของ Rangers ที่ Nordsjaelland อาจได้ประเดิมสนามในบ้านพบกับ Annan Athletic ในสกอตติชคัพในวันศุกร์นี้

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก” เขากล่าวกับสื่อของสโมสร “Rangers เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้ยินเสียงคำรามที่ Ibrox”

“เป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีฐานแฟนบอลขนาดใหญ่ มีความคาดหวังสูง และนี่คือสิ่งที่ในฐานะนักฟุตบอล คุณต้องการลงเล่นต่อหน้า”

“มันเป็นแรงจูงใจในทุกสุดสัปดาห์ที่จะไปและทุ่มเท 100% และทำในสิ่งที่คุณทำได้เพื่อสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้คน”

การมาของชุควูอานีนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง เขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลสก็อตแลนด์ได้รวดเร็วแค่ไหน และจะสามารถตอบสนองความคาดหวังสูงที่แฟนบอล Rangers ตั้งไว้ได้หรือไม่เป็นสิ่งที่น่าติดตามดูต่อไป นอกจากนี้การมีประสบการณ์ในเวทียุโรปของเขานั้นเชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อทีมอย่างแน่นอน สโมสร Rangers และแฟนบอลต่างก็มีความคาดหวังสูงกับนักเตะรายนี้

ที่มา – Chukwuani welcomes ‘huge expectations’ at Rangers

“ธรรมนัส” ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดตัวปราศรัย อ้อนชาวปทุมฯ


“ธรรมนัส” ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดตัวขึ้นปราศรัย อ้อนฝาก “อัยรินทร์” ไว้ในใจชาวปทุมฯ กลายเป็นภาพที่สร้างความฮือฮาในการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่จังหวัดปทุมธานี เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สร้างความประทับใจด้วยการขี่รถจักรยานยนต์หาเสียงของ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 5 พรรคกล้าธรรม ขึ้นเวที ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงปรบมือจากประชาชนอย่างล้นหลาม

“ธรรมนัส” ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดตัวขึ้นปราศรัย อ้อนฝาก “อัยรินทร์” ไว้ในใจชาวปทุมฯ

การปราศรัยครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำถึงประสบการณ์และความสามารถในการทำงานทางการเมืองและการบริหารราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เสนอชื่อ น.ส.อัยรินทร์ ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ซึ่ง น.ส.อัยรินทร์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการทำงาน กล้าคิด กล้าทำ สมกับเป็นคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญของจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนต้องเผชิญมาเป็นเวลานาน โดยย้ำว่าตนเองมีประสบการณ์ตรงในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และเคยประกาศชัดเจนมาแล้วว่าปทุมธานีจะไม่เผชิญวิกฤตน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554 จากการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเร่งระบายน้ำ และการประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรจาก “ธรรมนัส”

“ถนนสายสำคัญในพื้นที่ลำลูกกา โดยเฉพาะถนนเสมาฟ้าคราม ซึ่งประสบปัญหาการจราจรติดขัดมาอย่างยาวนาน ผมเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม คือต้องขยายไหล่ทาง จัดการแนวเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารด้วยการนำลงใต้ดิน เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวจราจร รวมถึงการพัฒนาลำคลองสองข้างถนนให้เป็นระบบระบายน้ำควบคู่กับการคมนาคม ซึ่งจะช่วยแก้ทั้งปัญหาน้ำท่วมและการจราจรไปพร้อมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับชาวปทุมธานี โดยย้ำว่าตนเองอาจไม่ใช่นักการเมืองที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่รู้ข้อเท็จจริงและเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งที่พูดบนเวทีในวันนี้เป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริง ไม่ใช่การขายฝัน และหลายเรื่องที่เคยพูดไว้ก็เกิดขึ้นแล้ว

ในช่วงท้ายของการปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ได้ขอแรงสนับสนุนจากประชาชนให้เลือก น.ส.อัยรินทร์ เข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน และผลักดันการพัฒนา รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน น.ส.อัยรินทร์ ได้กล่าวบนเวทีถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการลงสู่สนามการเมืองครั้งนี้ โดยยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็น สส.ของคนลำลูกกาอย่างแท้จริง รับฟังทุกปัญหาและผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม การจราจร ปากท้อง และคุณภาพชีวิต พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานหนัก ลงพื้นที่จริง และไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน

การปราศรัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ ร.อ.ธรรมนัส และ น.ส.อัยรินทร์ ในการรับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงพลังของพรรคกล้าธรรมในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง “ธรรมนัส” ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดตัวขึ้นปราศรัย อ้อนฝาก “อัยรินทร์” ไว้ในใจชาวปทุมฯ สร้างความหวังให้กับชาวปทุมธานีในการมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง

ที่มา – “ธรรมนัส” ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดตัวขึ้นปราศรัย อ้อนฝาก “อัยรินทร์” ไว้ในใจชาวปทุมฯ

ด่วน! จับแล้ว จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง จริงหรือ?


ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสีกากี! กรณี จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมจับตามอง ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว จ.ส.ต. นายดังกล่าวได้แล้ว เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร? มาติดตามกันครับ

จับแล้ว! จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง จริงหรือ?

จากเหตุการณ์สุดอื้อฉาวที่ จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ มีสีจันทร์ ตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติหน้าที่สิบเวร ก่อเหตุพาผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีออกจากห้องขังโรงพัก ซึ่งก็คือนายเอกลักษณ์ หรือตู่ เดชผลิต ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงแรงจูงใจและเบื้องหลังของการกระทำดังกล่าว

หลังเกิดเหตุการณ์ พนักงานสอบสวนและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้เร่งติดตาม และขอศาลจังหวัดทุ่งสง ออกหมายจับ จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ มีสีจันทร์ ผบ.หมู่(ป.) สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ปฏิบัติหน้าที่สิบเวร ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้ต้องหาที่ตำรวจรายนี้นำตัวออกไปอีก 1 หมายในคดีหลบหนีการควบคุม โดยอำนาจเจ้าพนักงาน

ความคืบหน้าล่าสุดคดี จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง

ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ ผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา (10 มกราคม) อย่างไรก็ตาม นายเอกลักษณ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ยังคงหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่

หลังจากการสอบสวนอย่างเคร่งเครียดตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาและตลอดกลางวันของวันนี้ จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ ได้ถูกคุมตัวไว้ในห้องควบคุม สภ.ทุ่งใหญ่ โดยที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัว และได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากมีพยานหลักฐานเพียงพอ พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเพื่อดำเนินการวินัยและอาญาซ้ำ

จากการสอบสวน จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ สิบเวรรายนี้อยู่ในสภาพเครียดจัด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าได้สนิทสนมและรู้จักกับนายเอกลักษณ์ผู้ต้องหารายนี้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ก่อนรับราชการ หลังจากที่มาเข้าเวรสิบเวร นายเอกลักษณ์ได้พูดคุยขอร้องอย่างน่าเห็นใจอ้างว่าขอให้ตนเองพาไปหาลูกเมีย ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งเรือนจำเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความที่รู้จักกันเลยหลงเชื่อ จึงตัดสินใจนำตัวนายเอกลักษณ์ไปขึ้นรถส่วนตัวของตัวเอง จากนั้นได้พาไปที่บ้านของนายเอกลักษณ์ ที่ตำบลกุแหระ อำเภอทุ่งใหญ่ แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงนั้นนายเอกลักษณ์ได้หลบหนีไป โดยที่ไม่สามารถคุมตัวได้ทัน

พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ระบุว่าเหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากทราบเหตุได้มีการตรวจสอบทันทีโดยเฉพาะกล้องวงจรปิด ได้สอบไม่พบการพยายามแหกหักห้องควบคุม แต่พบว่ามีตำรวจเปิดประตูนำผู้ต้องหาออกไป จ.ส.ต.ธีรวัฒน์ ได้จับกุมไว้ได้ตั้งแต่วานนี้ วันนี้ยังถูกคุมตัวไว้ ส่วนผู้ต้องหาอยู่ในระหว่างดำเนินการติดตามตัว

เรื่องราว จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง นี้ สอนให้เรารู้ว่า ความไว้ใจอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง การทำตามกฎหมายและระเบียบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการใช้อำนาจในทางที่ผิดย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ที่มา – จับแล้ว จ.ส.ต.เปิดประตูห้องขัง อ้างถูกเพื่อนรักขอร้องให้พาไปหาลูกเมียเป็นครั้งสุดท้าย

อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม หาเสียง! คนแห่ถ่ายรูป

“อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม” นำทีมภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ประชาชนแห่ถ่ายรูป “ชัยวุฒิ-เจษฎ์” เข้ามาทักทาย ก่อนช่วงเย็นจะลงพื้นที่เยาวราช

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และ นายวราวุธ ศิลปอาชา ลงพื้นที่หาเสียงที่สยามสแควร์วัน โดยนายอนุทิน เดินทางมาที่สยามสแควร์วันด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีสยาม สวมใส่เสื้อตัวเดิมที่ซื้อจากสวนจตุจักร หลังจากมาถึงมีประชาชนมาขอถ่ายรูป และบริเวณดังกล่าวมีผู้ชายคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเหลือง-น้ำเงินมาขอให้เซ็นลายเซ็นไว้ที่บริเวณหลังเสื้อด้วย สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

จากนั้นเวลา 14.56 น. ขณะที่นายอนุทินนั่งพักผ่อน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วยนายเจษฎ์ โทณะวณิก 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เดินเข้ามาทักทายนายอนุทิน และแกนนำของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากทั้งคู่ได้เดินทางหาเสียงที่สยามสแควร์อยู่ก่อนแล้ว จึงได้ถือโอกาสมาทักทาย สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ

การปรากฏตัวของนายอนุทินที่สยามสแควร์ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจในการทำงานการเมือง สร้างความคึกคักให้กับบรรยากาศการหาเสียงเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ระหว่างการลงพื้นที่ปรากฏว่ามี ก้อย อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้ นันทนัท ฐกัดกุล และดรีม อภิชญา พานิชตระกูล ดารานักแสดงชื่อดังได้เดินเข้ามาหานายอนุทิน พร้อมกระดาษแบบสอบถามเพื่อถามความคิดเห็นว่า เห็นควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อนักข่าวไปสอบถามทั้ง 3 คนก็บอกว่านายกรัฐมนตรีพูดกับตนเองว่า “เห็นควรให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ” อย่างไรก็ตาม หลังจากเสร็จสิ้นการหาเสียงที่สยามสแควร์วัน นายอนุทิน เตรียมลงพื้นที่หาเสียงต่อในย่านเยาวราชช่วงเวลาประมาณ 17.00 น.

อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม

ทำไมอนุทินถึงเลือก “อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม”?

การตัดสินใจของนายอนุทินที่เลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสไปยังสยามสแควร์ แสดงให้เห็นถึงความเข้าถึงง่ายและความตั้งใจที่จะเข้าถึงประชาชนในทุกระดับชั้น นอกจากนี้ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ซื้อจากตลาดนัดจตุจักร ยังเป็นการแสดงออกถึงความเรียบง่ายและไม่ถือตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบและให้การสนับสนุน

การลงพื้นที่หาเสียงของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างสีสันและความคึกคักให้กับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ประชาชนต่างให้ความสนใจและตั้งตารอคอยที่จะได้เห็นนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรคภูมิใจไทย

สำหรับใครที่อยากจะติดตามข่าวสารการเมืองและกิจกรรมต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทย สามารถติดตามได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของพรรค หรือเว็บไซต์ของพรรคโดยตรง

  • เฟซบุ๊ก: พรรคภูมิใจไทย
  • ทวิตเตอร์: @Bhumjaithai
  • เว็บไซต์: www.bhumjaithai.com

มาร่วมติดตามและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปกับพรรคภูมิใจไทย!

การที่นายอนุทิน “อนุทิน ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม” นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน

ที่มา – “อนุทิน” ขึ้นรถไฟฟ้าบุกสยาม นำภูมิใจไทยหาเสียง ประชาชนแห่ถ่ายรูป เย็นนี้ไปต่อเยาวราช

ปชน.แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง จริงหรือ?


ปชน. แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 1.6 แสนล้าน “ธปท.” แจงคนกังวลอายัดบัญชีม้า

“ชัยวัฒน์” ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 1.6 แสนล้าน ชี้ เป็นสัญญาณอันตราย หวั่นนำไปซื้อเสียง ด้าน ธปท. แจงคนกังวลอายัดบัญชีม้า เบิกเงินมาใช้แทนธุรกรรมออนไลน์

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “เงินสด 160,000 ล้านบาทถูกเบิกออกไปไหน ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง” มีผู้ใหญ่ในวงการธนาคารกระซิบมาว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆ มากผิดสังเกต มาถอนกันหลักร้อยล้าน พวกคุณสู้เหนื่อยแน่

นายชัยวัฒน์ เผยต่อไป ตนจึงเปิดข้อมูลสถิติธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ แล้วสิ่งที่เห็นน่าตกใจมาก ในขณะที่เราประกาศว่าไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด Cashless Society จากเดือนกรกฎาคม 2568 – พฤศจิกายน 2568 ธนบัตรที่ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ รวม 160,816 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะกันยายน 2568 เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,010 ล้านบาท นี่คือตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้อาจจะอ้างได้ว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่ถ้าเทียบข้อมูลย้อนหลังหลายปี มันไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาล (Seasonal) แต่อย่างใด

แล้วเกิดอะไรขึ้นช่วงนั้น ไทม์ไลน์ทางการเมืองในช่วงเดียวกันคือกรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีกรณีคลิปเสียงกับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ต่อมาเดือนสิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง น.ส.แพทองธาร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่เดือนกันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำ MOA ยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน

ชี้ สัญญาณอันตราย หวั่นการซื้อเสียงจาก เงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง

นายชัยวัฒน์ โพสต์อีกว่า คำถามที่ขอฝากไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทย เงินสดแสนกว่าล้านนี้ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไรในช่วงที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประชาชนคนไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติแน่นอน แต่คือเงินที่สามารถซื้อเสียง ซื้อเครือข่ายและซื้ออำนาจรัฐได้ แน่นอนเงินเหล่านี้ไม่มากก็น้อยมาจากทุนเทาที่ปล้นประชาชนมา

“อย่ายอมให้ประชาธิปไตยไทยถูกซื้อ ถ้าคุณอยากเห็นเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า คนตัวเล็กมีโอกาส และการเมืองที่สร้างสรรค์ เราต้องไม่ยอมรับการซื้อเสียง นักการเมืองไทย เจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่โกง อยากเห็นคนตัวเล็กมีโอกาสลืมตาอ้าปากทำธุรกิจ อยากเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตก้าวทันโลก ทางเดียวคือการเลือกตั้งที่ไม่ยอมรับเงินซื้อเสียง เพราะเงินที่เขาเอามาฟาดคือหนี้สินและโอกาสที่ถูกปล้นไปจากอนาคตของคุณและลูกหลานของคุณ ประเทศไทยเปลี่ยนได้ด้วยปากกาในมือประชาชน 8 ก.พ. 69 นี้ เดินเข้าคูหากาส้ม 2 ใบ”

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงถึงกรณีการถอนเงินสดที่สูงผิดปกติ ว่า การเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บและใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม

สำหรับการดูแลปริมาณเงินสดที่อาจเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด โดย ธปท. จะบริหารจัดการควบคุมการสำรองเงินสดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน ที่รวมความต้องการเงินสดที่ปกติจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วยแล้ว รวมทั้งได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ให้ติดตามดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติอย่างเคร่งครัด และรายงาน ธปท. ทราบด้วย

เรื่องของ เงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง และต้องมีการตรวจสอบที่โปร่งใสเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารให้ดีก่อนที่จะเชื่อข้อมูลใดๆ

ที่มา – ปชน. แฉเงินสดถูกเบิก 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง 1.6 แสนล้าน “ธปท.” แจงคนกังวลอายัดบัญชีม้า

นครศรีฯ กระบะชน จยย. ดับ 3 ศพสุดสลด

เหตุการณ์สุดสลดเกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อรถกระบะคันหนึ่งพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของสองสามีภรรยา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ราย อุบัติเหตุครั้งนี้สร้างความเสียใจและความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

อุบัติเหตุสลด ดับ 3 ศพ กระบะมาเร็ว พุ่งชน จยย.ผัวเมียที่ จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม 2569 พ.ต.อ.ชัยภัทร ศรีเรือง ผกก.สภ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุสลด ดับ 3 ศพ กระบะมาเร็ว พุ่งชน จยย.ผัวเมียที่ จ.นครศรีธรรมราช ในพื้นที่หมู่ 9 ต.ถ้ำพรรณรา อ.ถ้ำพรรณรา โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยแพทย์เวรและเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจจึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ ทะเบียน 2 ฒ-9616 นครศรีธรรมราช ล้มอยู่กลางถนนในสภาพพังยับเยิน ใกล้กันพบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ทะเบียน ชษ-9048 กทม. อยู่ในสภาพพังเสียหายเช่นกัน ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุคือ นายสิทธิศักดิ์ ศฤงคาร อายุ 26 ปี และนางจุฑามาศ แสงระวี อายุ 23 ปี สองสามีภรรยา ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสคือนายนัฐ แก้วพันธ์ ซึ่งติดอยู่ภายในรถกระบะ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลถ้ำพรรณรา แต่ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา รวมเป็นศพที่ 3 ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติผู้เสียชีวิต

สภาพรถที่เกิดอุบัติเหตุ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุสลด ดับ 3 ศพ กระบะมาเร็ว พุ่งชน จยย.ผัวเมียที่ จ.นครศรีธรรมราช

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสิทธิศักดิ์ฯ และนางจุฑามาศฯ สองสามีภรรยา ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถยนต์กระบะซึ่งมีนายนัฐฯ เป็นผู้ขับ ได้เสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์อย่างจัง เป็นเหตุให้นายสิทธิศักดิ์ฯ และนางจุฑามาศฯ เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนรถยนต์กระบะได้เสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้นายนัฐฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์อุบัติเหตุสลด ดับ 3 ศพ กระบะมาเร็ว พุ่งชน จยย.ผัวเมียที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ ไม่ประมาท และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ความสูญเสียจากอุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต และขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย

ที่มา – อุบัติเหตุสลด ดับ 3 ศพ กระบะมาเร็ว พุ่งชน จยย.ผัวเมียที่ จ.นครศรีธรรมราช

“มาร์ค” นำทีม ปชป. ปราศรัย “ภูเก็ต”

“มาร์ค” ขนทีม ประชาธิปัตย์ปราศรัย “ภูเก็ต” ชู การเมืองสุจริต เน้นสวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำ ครบทุกช่วงวัย ขอให้หนุนการเมืองโปร่งใส เลือก สส. ทำงานจริง ไม่ใช่ต่อรองยื่นคำขาดกับประชาชน

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สวนศรีภูวนาถ ตำบลวิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ หรือ ดร.อ้อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ปราศรัยใหญ่นำเสนอนโยบายของพรรคในธีม “วาระ ภาคใต้ หายจน” โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า แนวทางการเมืองสุจริตและนโยบายการพัฒนาที่กินได้จริง ด้วยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ลดความเหลื่อมล้ำดูแลแม่และลูกตั้งแต่วันแรกคลอด มอบเงินขวัญถุงแรกเกิด 65,000 บาท และสนับสนุนค่าเลี้ยงดูรายเดือน 5,000 บาท ตลอดปีแรก รวมเป็นเงิน 65,000 บาท และรัฐเติมเงินเข้าบัญชีเด็กเดือนละ 500 บาทต่อเนื่องจนอายุ 18 ปี เพื่อให้เยาวชนมีเงินก้อนสะสม 100,000 บาทเป็นทุนการศึกษา หรือต่อยอดอาชีพในอนาคต ส่วนผู้สูงอายุไม่ต้องมานั่งลุ้นว่า ใครจะได้เงินเบี้ยผู้สูงวัย 600 หรือ 800 บาท เพราะพรรค ปชป. มีนโยบายปรับให้เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้าทุกคน ไม่ต้องรอลุ้น แถมมี “เซอร์ไพรส์” ด้วยเบี้ยเลี้ยงผู้พิการที่ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพในภาวะค่าครองชีพสูงในปัจจุบัน และพรรค ปชป. ยังมองถึงความปลอดภัยในบ้าน ที่มีผู้สูงวัย เรามีนโยบายสนับสนุนงบฯให้ 50,000 บาท สำหรับผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปเพื่อนำไปปรับปรุงบ้าน จัดทำราวจับ ปรับเปลี่ยนประตูให้ปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุ การล้มในบ้านเพื่อดูแลให้ความสำคัญกับสังคมสูงวัย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราศรัยภูเก็ต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนหมัดเด็ดที่จะฟื้นเศรษฐกิจ ภูเก็ตจะพึ่งพาแค่เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะมีบทเรียนจากโควิด-19 ชี้แล้วว่าหากโลกมีปัญหา ภูเก็ตจะเจ็บหนักที่สุด จึงมีแนวคิด “ภูเก็ตเป็นได้มากกว่าแหล่งท่องเที่ยว” โดยจะปั้นเป็นศูนย์กลางการบินและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเชื่อม จ.พังงา ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ต่อยอดสู่ธุรกิจ Wellness หรือการส่งเสริมสุขภาพองค์รวม และศูนย์การแพทย์ระดับโลก ผลักดันให้เป็นเขตเศรษฐกิจดิจิทัล ดึงดูดคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก ยกระดับเป็นศูนย์กลางการเดินเรือและการท่องเที่ยวทางน้ำสากล และแผนการสร้างรถไฟฟ้าความเร็ว 160 กม./ชม. เชื่อมโยงภาคใต้ไทย-มาเลเซีย และแผนพัฒนามอเตอร์เวย์เพื่อการขนส่งที่รวดเร็ว ยกระดับราคายางและปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจหลักภาคใต้ ด้วยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการรอพึ่งพากลไกตลาดโลกเพียงอย่างเดียว

ประชาธิปัตย์ ชูวาระภาคใต้หายจน

“สุดท้าย พรรคชูเรื่องการเมืองโปร่งใส การเมืองสุจริต ที่ย้ำว่าหน้าที่ สส. คือการรับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้าน มาแปรเป็นนโยบาย ไม่ใช่การต่อรองผลประโยชน์หรือยื่นคำขาดกับประชาชน เพราะการเมืองที่ดีคือ การบอกว่าเราจะทำอะไรให้ประชาชน และต้องทำได้จริงเหมือนที่เราเคยทำสำเร็จมาแล้ว ทั้งเรียนฟรี และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผมทราบว่าปัญหาของคนภูเก็ต คนพื้นที่ต้องเจอ ทั้งรถติด ขยะ และน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมา มุ่งเน้นแต่ปริมาณนักท่องเที่ยวจนทรัพยากรธรรมชาติพัง แต่คนภูเก็ตไม่ได้รวยขึ้นจริง ผมมาที่นี่ พี่น้องบอกว่าไม่ต้องเอาคนมาเพิ่มแล้วก็ได้ แต่ขอให้เอาเงินมาเพิ่มในกระเป๋าพี่น้องแทน ผมถึงมีตอกย้ำกับชุดนโยบายการพัฒนาที่เน้น คุณภาพมากกว่าปริมาณในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้คนภูเก็ตและพี่น้องภาคใต้ให้โอกาสเรา พรรคประชาธิปัตย์ กาเบอร์ 27 และผู้สมัคร สส. ระบบเขตของพรรคด้วยกันทั้ง 2 ใบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

การเมืองโปร่งใส
เลือก สส. ทำงานจริง
ประชาธิปัตย์
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“มาร์ค” ขนทีม ประชาธิปัตย์ปราศรัย “ภูเก็ต”

ทำไมต้อง “มาร์ค” ขนทีม ประชาธิปัตย์ปราศรัย “ภูเก็ต”?

การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมปราศรัยที่จังหวัดภูเก็ต แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคฯ มองเห็นในศักยภาพและปัญหาของพื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

นโยบายที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับความท้าทายที่ภูเก็ตและจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้กำลังเผชิญอยู่ การที่พรรคฯ ชูประเด็นการเมืองสุจริต โปร่งใส และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างไร

การปราศรัยครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวภูเก็ตและภาคใต้ จะได้รับฟังนโยบายและวิสัยทัศน์ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างใกล้ชิด และตัดสินใจว่าจะให้โอกาสพรรคฯ เข้าไปบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนหรือไม่ การเมืองโปร่งใส เลือก สส. ทำงานจริง คือสิ่งที่ประชาชนปรารถนา

ดังนั้นการ “มาร์ค” ขนทีม ประชาธิปัตย์ปราศรัย “ภูเก็ต” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และพยายามที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อย่าลืม “มาร์ค” ขนทีม ประชาธิปัตย์ปราศรัย “ภูเก็ต” นะครับ

ที่มา – “มาร์ค” ขนทีม ประชาธิปัตย์ปราศรัย “ภูเก็ต” ขอให้หนุนการเมืองโปร่งใส เลือก สส. ทำงานจริง

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.


“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงเขต 15 และเขต 13 ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. รวมไทยสร้างชาติ ขอเลือกทั้งคนและพรรค สานต่อภารกิจเพื่อประชาชน ลดราคาพลังงาน ลั่น ไม่สนทุนเทา-ไม่หวังตำแหน่ง ชูนโยบาย 6 เสาหลัก

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อม น.ส.ชัญญาพัชญ์ ธนโชติสวัสดิพร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. เขตเลือกตั้งที่ 15 (คันนายาว-บึงกุ่ม แขวงคลองกุ่ม) พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงพื้นที่บริเวณตลาดบุญนิยมสันติอโศก และตลาดเช้าหมู่บ้านสหกรณ์ เพื่อพบปะประชาชนชาวคันนายาว-บึงกุ่ม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมาต้อนรับให้กำลังใจและขอถ่ายรูป พร้อมทั้งสอบถามถึงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของพรรค

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติชูนโยบายหลักเน้นการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน มีเป้าหมายลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลลงเหลือลิตรละ 25 บาท และควบคุมค่าไฟไม่ให้เกิน 3.30 บาท และยังมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้ กยศ. โดยให้ทำงานแลกแทนการจ่ายเงิน การปฏิรูปการศึกษาให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องสอบ รวมถึงการเพิ่มเบี้ยสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการเป็น 1,500 บาทเท่ากันทุกคน ขณะที่ด้านความมั่นคงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายจัดการกลุ่มทุนสีเทาและสแกมเมอร์ขั้นเด็ดขาด โดยการสร้างคุกกลางทะเลกักขัง พร้อมแผนผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อสร้างงานและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้เองในไทย

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้เข้ากราบนมัสการสมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ หรือ ท่านจันทร์ ณ สำนักสันติอโศก โดยพูดคุยถึงนโยบายพรรคต่อพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมฟังธรรม พร้อมย้ำว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ต้องการตำแหน่งเพื่อตัวเอง แต่ต้องการเข้ามาสานต่อนโยบายที่ทำค้างไว้ให้จบเพื่อประโยชน์ของประชาชน นโยบายทั้งหมด 6 เรื่องใหญ่ที่นำเสนอ ไม่มีเรื่องใดที่ตนได้ประโยชน์ส่วนตัว ในช่วงปีที่ผ่านมาแม้จะถูกโจมตีอย่างหนักจากการไปขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม แต่ตนก็ไม่หวั่นไหว และจะเดินหน้านำพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไปโดยไม่สนใจเรื่องทุนสีเทา จึงขอฝากให้พี่น้องประชาชนคนไทยช่วยพิจารณาสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติในการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ด้วย

ต่อมา นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วย นายกฤษฎ์ เครือเจริญพร ผู้สมัคร สส. กทม. เขตเลือกตั้งที่ 13 (ลาดพร้าว-บึงกุ่ม) ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งบรรยากาศตลอดการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์กล่าวทักทายประชาชนผ่านรถขยายเสียง แสดงความมุ่งมั่นในการขอกลับเข้าไปทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองและรับใช้ประชาชนอีกครั้ง พร้อมทั้งชูนโยบายหลักในการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในขณะนี้ รวมถึงเน้นย้ำถึงผลงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าได้ลงมือทำจริง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และแก๊สในราคาที่ถูกลง พร้อมให้คำมั่นว่าหากได้รับความไว้วางใจจะทำให้ดีขึ้นและถูกลงกว่าเดิม

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ยังได้เชิญชวนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยขอคะแนนเสียงเลือกทั้งคนและพรรค ทั้งนี้ ได้มีประชาชนออกมายืนรอต้อนรับและให้กำลังใจ โดยระบุว่าติดตามผลงานของนายพีระพันธุ์มานาน ขอสนับสนุนให้สู้เพื่อประชาชนต่อไป.

“พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม.

ทำไมนโยบายของ “พีระพันธุ์” ถึงน่าจับตามอง?

การลงพื้นที่หาเสียงของ “พีระพันธุ์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม. ชูนโยบาย 6 เสาหลัก ขอเลือกทั้งคนและพรรค